ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

ล่มจม

ความล่มจม และหายนะ ตลอดเรื่อยจนเป็นกลียุค ที่กำลังคืบคลานเข้าหาทีละเล็กละน้อย ซึ่งเป็นไปอย่างแนบเนียนและ มั่งคงอย่างยิ่ง จนผู้คนไม่ทันระวังตัวและ ไม่รู้สึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น

ผู้คนที่อาศัยอยู่ในภาวะวิกฤติ วิกฤติที่ปะเดปะดังเข้าหาผู้คนที่อาศัยอยู่ทั่วทุกหัวระแหง วิกตินั้นเป็นอย่างไรมีอะไรบ้างแล้วทำไม ถึงกล่าวว่ามันจะนำพามาซึ่ง ความล่มจมที่มองไม่เห็นนั้นๆ จะอธิบายกันเป็นฉากๆไป

ปัจจัย4ที่เริ่มจะเข้าไม่ถึงมากขึ้นทุกวัน ปัจจัย4ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ปัจจัย4ก็ต้องการไม่ต่างกัน
อาหาร ที่ราคาจะถีบตัวขึ้นทุกวันๆ และก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะความต้องการบริโภคของคนนั้นเป็นวิถีชีวิตปกติ ที่ใครๆก็ต้องกิน ช่องทางที่สดใสของเหล่านักทำกำไรก็เกิดขึ้น คือพวกพ่อค้าคนกลาง โรงสี ตลอดไปจนถึงรัฐที่ว่าด้วยภาษี ที่ขูดรีด เหล่าเกษตรกรจนแทบจะเหลือเพียงหนังติดกระดูก ชาวนาชาวไร่ ขนผลผลิตมาขาย ได้เงินซื้อ ผลผลิตที่ตัวเองขายกลับไปได้ไม่กี่ส่วน ส่วนต่างที่เหล่าคนหัวใสที่น่ายกย่องด้วยเกียตริยศความมีหน้ามีตาทางสังคมเหล่านั้นรับประทานไปอย่างอิ่มเอม แล้วก็เป็นแค่คนกลุ่มนี้ที่ได้ผลกำไรจากผลผลิตที่เหล่าชาวบ้านทำมา หรือว่าเรายังไม่ก้าวพ้นระบบฟิลดัล ด้วยระบบการผลิตที่นับวันเหล่าผู้ผลิตจะย่ำแย่ลงทุกวัน ที่ดินทำกินเองก็เป็นของนายทุน ชาวนาชาวไร่ได้แต่ไปเช่าเขาทำ ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตก็เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ค่าตอบแทนให้กับผู้ผลิตน้อยลงทุกวัน ส่วนต่างนั้นไปตกกับเหล่าผู้มีอันจะกินหมดแล้ว หรือว่านี่คือสิ่งที่ควรจะต้องเป็น อาหารจะเริ่มไม่พอให้กับผู้คนในสังคม และจะไม่พอขึ้นเรื่อยๆ จะต้องรอให้มันไม่มีจะกินก่อนหรือถึงจะค่อยมาแก้กัน

เครื่องนุ่งห่ม ที่ไม่ถึงกับเข้าถึงยากแต่กลับเป็นเข้าถึงแบบฉาบฉวย ความใจร้อนด่วนได้ และด้วยสมัยนิยม ทำให้ผู้คนใช้ทรัพยากรเครื่องนุ่งห่มแบบขอไปที สักแต่ว่ามี สักแต่ว่าใช้ ข้ออ้างที่โดนหลอกต่อๆกันมา ไม่ว่าจะแฟชั่น อินเทรนด์ ฯลฯ ที่ต่างออกมายั่วความต้องการบริโภคอย่างถึงแก่น ผู้คนแสวงหาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มมาใช้ ตามสมัย ตามข้ออ้างแห่งแฟชั่น การโอ้อวด แข่งขันกัน ทางเครื่องนุ่งห่มกลายเป็นสงครามกลายๆ ทั้งทางผู้ผลิตที่ก็มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เพราะมีทั้งทางผู้ผลิตแบบที่เป็นยี่ห้อที่ ก่อให้เกิดความคลั่งยี่ห้อ หรือเกิดสาวกในยี่ห้อนั้นๆ อีกด้านคือเหล่าผู้ผลิตผี ที่คอยก๊อบปี้ยี่ห้อดังๆ ต่างวิ่งไล่ตามกันไปแบบไม่ลดระ เหล่าผู้บริโภคเองก็วิ่งตามไม่ต่างกัน จะด้วยเหตุผลกรใดก็ตามแต่ แต่ต่างคนก็ต่างใช้ทรัพยากรเครื่องนุ่งห่มแทบจะไม่ต่างกับ การใช้กระดาษชำระที่ ใช้ครั้งเดียวทิ้งก็มี เพราะ เสื้อผ้านั้นตกยุคไปแล้ว จะนำมาใส่อีกก็ไม่ได้ แล้วเรายังใส่เสื้อผ้าเพื่อปกป้องร่างกายจากธรรมชาติ หรือ

ยารักษาโรค ว่าด้วยวาทะยอดฮิต 30บาทรักษาทุกโรค ประโยคนี้สะท้อนอะไรให้เราคิดบ้าง สิ่งที่สะท้อนก็คือ ราคาของการรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ที่ในทุกวันนี้ต้องอาศัยเงิน เงิน เงิน แล้วก็เงิน คนมีเงินก็สบายไปในยามเจ็บไข้ ส่วนคนไม่มีเงินต้องรอคอยอาศัยแบ่งส่วนบุญจากนโยบายรัฐ ถึงจะมีการมาเปลี่ยนเป็นรักษาฟรีแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างไร สิ่งที่ปรากฏชัดก็ยังเป็นเรื่องของ การเข้าถึงปัจจัยการรักษาโรคที่คนเริ่มเข้าถึงยากขึ้นเรื่อยๆ ระดับการรักษาที่แบ่งระดับชั้นของคน รวมไปถึงตัวยาต่างๆที่มีการแบ่งระดับด้วย อีกทั้งยังมีเรื่องของยาตามสมัยหรือ การักษาโรคตามสมัย คือโรคความสวยความงาม หรือโรคอ้วน (บางทีก็ไม่ได้อ้วน) ซึ่งยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงโรคภัยไข้เจ็บที่ยิ่งมากขึ้น และการรักษาที่ก็ต้องใช้เงินมากขึ้นเป็นเงาตามตัว มาตรว่าถ้าจนก็ตายไปกับโรค การเข้าถึงยิ่งริบหรี่ลงทุกวัน

ที่อยู่อาศัยปัจจัยสุดท้ายที่ยากยิ่งที่จะเป็นเจ้าของ บางคนต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อการนี้ การจะเป็นเจ้าของที่ดินได้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจับจองเป็นเจ้าของ ราคาที่ถีบตัวสูงขึ้น การกว้านซื้อของเหล่านายทุน เพื่อเก็งกำไรหรือเพื่อการค้าต่างๆ และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม สิ่งเหล่าผู้มีอันจะกิน อภิชน ทั้งหลายทำคือ สิ่งที่มีผลกระทบมายังเหล่าผู้คนทั่วไปอย่างมาก เหล่าผู้เก็งกำไร ต่างพากันร่ำรวยที่ดินกันไป แต่ละตระกูลดังๆ มีทรัพสมบัติเพิ่มพูนขึ้นมากจากการทำมาหากินในรูปแบบนี้ ซึ่งเป็นการทำมาหากินที่ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนทั่วไปได้อะไรด้วยเลย อีกทั้งรัฐเองก็เป่าสกพอกันที่จะไม่มีมาตรการดูแลสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่น่าจะให้ ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่ใช่กลายสภาพเป็นทรัพยากรที่ยกแก่การเข้าถึงไปเรื่อยๆ ผู้คนทั่วไปจะมีอนาคตต่อเรื่องนี้อย่างไร จะต้องใช้กี่ชั่วคนในการเข้าถึงและเป็นเจ้าของ ผู้คนที่ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทอง เกิดมาเท้าแดง จะอาสํยผืนแผ่นดินส่วนไหนอยู่ เมื่อมันตกเป็นของเหล่าอภิชนและเหล่านายทุนไปหมดแล้ว

การพัฒนา การศึกษาที่ย่ำอยู่กับที่ไม่พอยังเริ่มนำพาตัวเองถอยหลังลงเหวไปเรื่อยๆ คำกล่าวที่ว่าเด็กและเยาวชนคืออนาคตของชาติ เป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง แต่คำกล่วนั้นไม่ได้ระบุลงไปว่า อนาคตนั้นจะสดใสหรือมืดมน และถ้ายังเป็นแบบนี้คำตอบน่าจะเป็นมืดมิดมากกว่า ผู้มีอำนาจที่มักจะพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาที่ทำมาไม่รู้กี่ปีกี่ชาติ และก็ยังคงปฏิรูปกันไปเรื่อยๆ ในแบบที่ว่าคนใหม่เข้ามาทีก็มีนโยบายเป็นตัวของตัวเองที ซึ่งมักไม่ซ้ำกันในรูปแบบแต่มักจะไปซ้ำกันในจุดหมายปลายทาง คือปลายทางที่มักจะตันแบบเดียวกัน การพัฒนาการศึกษาที่เป็นการแข่งขันกันรับประทานทางการเมืองเอย หรือจะเป็นการหาเสียงกัน หรือแม้กระทั่งการพยายามทำการศึกษาให้กลายเป็นศึกษธนกิจ มากกว่า คือการทำให้เกิดช่องทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้นับวันระบบการศึกษาจะแบ่งระดับมากขึ้น กลายเป็นเรื่องการศึกษาที่มีชนชั้นในตัวมันเองกลายๆ แต่ละโรงเรียนแต่ละมหาลัย มีระดับแตกต่างกันไป คุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่ากันทำให้เปิดทางการแบ่งแยก แย่งชิงกันเข้าสู่โรงเรียนที่มีชื่อและมหาลัยที่มีชื่อ กลายเป็นเรื่องของหน้าตาทางสังคมไปอีกส่วน นำพาไปสู่ปัญหาคลาสสิก ก็คือ เรื่องของแป๊ะเจี๊ยะ ตลอดไปจนถึงเส้นสาย ที่เป็นการสะท้อนว่าคนจนนับวันจะยิ่งโอกาสน้อยลงเรื่อยๆ และเปิดโอกาสให้อีกพวกเพิ่มพูนมากขึ้นด้วย อนาคตที่แบ่งทางเดินยิ่งชัดเจนมากขึ้น

และนอกจากรูปแบบโครงสร้างแล้ว ตัวเนื้อหาเองก็ด้อยไม่ต่างกันคือ เรื่องของการยัดเยียดเนื้อหาในรูปแบบของการท่องจำ ที่ว่าด้วยการจำๆกันไป ใครจำได้มากเป็นคนเก่ง การสอนให้ใช้ความคิดยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในรูปแบบเนื้อหาการสอน ไม่ว่าจะด้วยประเพณีอันดีงามของเราเองที่ พร่ำสอนกันมาว่า ให้เชื่อๆตามกันไป ให้ปฏิบัติตามๆกันไป เหล่านี้เป็นส่วนบั่นทอนทางความคิดให้ตายด้านลงไปเรื่อยๆ จนได้ประชากรแห่งอนาคตที่ออกมาพิมพ์เดียวกันไปหมดเต็มบ้านเต็มเมือง ราวกับออกมาจากสายพานโรงงานเดียวกัน สิ่งเหล่านี้คืออนาคตของชาติที่แสนภาคภูมิใจ

ระบบเศรษฐกิจเองที่แทบจะอยู่ด้วยตนเองไม่ได้ ต้องอาศัยต่างชาติเกือบๆทั้งหมด ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองไม่ได้เลย เพราะผู้คนทั่วไปในตอนนี้มีรายได้ไม่พอจะยาไส้กันซะมาก ส่วนพวกที่มีอันจะกินก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่าบริษัทต่างๆก็เป็นของต่างชาติซะมาก และถึงเป็นของคนไทยแต่พอตอนท้ายก็มักจะขายหุ้นให้ต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบริษัทใหญ่เหล่านี้นี่เองที่เป็นกระแสหลักของระบบเศรษฐกิจซึ่งหากวันไหนต่างชาติถอนหุ้นออกสภาพก็คงเป็นความล่มสลายของประเทศ เพราะเม็ดเงินต่างๆจะไม่เหลืออีกเลย ในจุดนี้เองพวกเหล่าคนที่อยู่ด้านบนก็คงไม่เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่ พวกที่เหลือๆ จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรต่างหาก เพราะหากถึงจุดนั้นคงไม่มีใครสนใจจะช่วยเหลือใคร นอกเสียจากการเอาตัวรอดกัน ผู้ใดที่ไม่สามารถพาตัวเองรอดได้ก็คงสูญสลายไปเองตามธรรมชาติของการแข่งขันที่มีเพียงผู้มีศักยภาพพอเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอดได้ อนาคตของเศรษฐกิจที่หวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธ์โชคลาภ ก็เป็นความหวังที่คนทั่วไปทำได้เพราะนอกจากนั้นแล้วจะให้พวกเขาทำเช่นไร

ระบบงานระบบอาชีพ ก็เป็นผลพวงต่อเนื่องมากจากระบบการศึกษาที่สร้างผลผิลตซ้ำๆ กันออกมาสู่ตลาด และประกอบกับระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองนายทุนและพวกชนชั้นอภิชนมากกว่า เมื่อ2แรงแข็งขันกัน ทำให้ เหล่าผลผลิตซ้ำ ทยอยออกสู่ตลาดจนกลายเป็นภาวะ งานซ้ำๆ หรือไปจนถึงงานที่ไม่ควรมี อย่างเหล่างานกินหัวคิวทั้งหลายที่หั่นออกมาในหลายๆรูปแบบ งานที่เป็นงานที่ก่อให้เกิดความเติบโตแบบแท้ๆ หรืองานที่สร้างผลผลิตตอบสนองสังคมจริงๆ หาน้อยมาก แล้วงานเกษตรที่มักพูดกันเสมอๆ ว่าเป็นกระดูกสันหลัง ที่เริ่มจะน้อยลงไปเรื่อยๆ และพอหมดเกษตรกรรุ่นนี้ไป ต่อไปจะมีคนรุ่นใหม่คนรุ่นต่อๆไปไปทำงานเกษตรอีกหรือ ไม่ เพราะสิ่งที่เรียนกันมามันตบสนองงานเมือง แล้วงานเกษตรที่เรากินๆผลผิลตกัน จะไม่เหลืออีก ต่อไป งานในรุ่นต่อๆไปจะเป็นเช่นไร จะเอาแค่กินหัวคิวกันไปมาแล้ว ก็การพนันมาต่อตาล่อใจให้หวังกับเงินทางลัด และไม่มีงานที่เป็นงานเป็นอาชีพ แท้ๆ

การเมืองที่มีแต่เรื่อง วาทกรรม กำมะลอ หลอกชาวบ้านชาวช่องกันไปวันๆ การปกครองที่ยังคงมุ่งเน้นเรื่องของอำนาจ ตามอำนาจนิยมที่เป็นความเชื่อฝังแน่นอยู่เป็นรากฐานของระบบการปกครอง อำนาจอธิปไตยที่เป็นของคนกลุ่มเล็กๆ ประชาชนแต่โดนหลอกไปวันๆว่ามีส่วนในการร่วมของการปกครองซึ่งแท้ที่จริงไม่เคยเห็นว่ามีอยู่ การแย่งชิงอำนาจทางการเมืองที่ทำกันจนเป็นนิสัย อีกทั้งยังกีดกันประชาชนธรรมดาทั่วไปออกจากการเมืองด้วยกรรมวิธีต่างๆนานา เช่น การทำให้การเมืองน่าเบื่อมีแต่ข่าวการเมืองน้ำเน่าให้ผู้คนหน่ายจนเบื่อการเมือง การกำหนดคุณสมบัติต่างๆให้เพียบพร้อมซึ่งเป็นการกีดกันทางการเมืองกลายๆเพราะที่เพียบพร้อมมักจะมีเพียงคนแค่หยิบมือ และก็บางทีคนกลุ่มนี้ก็สามารถสร้างคุณสมบัติได้ และแน่นอนชาวบ้านทั่วไปคุณสมบัติถึง ทำให้กลายเป็นการเมืองเรื่องคนดีพร้อม ไป ส่วนผู้คนทั่วไปก็ได้แค่มองตาปริบๆเพราะถูกถีบหัวออกไปจาก การเมืองที่อ้างว่าทุกคนมีส่วนแต่ทุกคนที่ว่านั้นต้องเป็นเพียงทุกคนที่มีคุณสมบัติแบบที่กำหนด ฯลฯ อีกมากที่เป็นการกีดกันกลายๆที่ในบางครั้งก็ถูกละเลยจากคนทั่วไปและเป็นความจงใจของผู้มีอำนาจ และไหนเลยจะไปถึงอนาคตของการปกครองที่กล่าวอ้างเป็น วาทกรรมกำมะลอได้

ไหนเลยจะมีเรื่องของวาทกกรมรัฐธรรมนูญ กำมะลออีก ที่ เอาคนระดับบนไม่กี่มาร่างแล้วหลอกชาวบ้านให้เชื่อว่าจะดี สำหรับประชาชน เพียงเพราะเป็นฉบับที่จั่วหัวไว้ว่าฉบับรับฟังความคิดเห็น แน่นอนรับฟังไม่ได้ระบุต่อไปว่ารับฟังแล้วจะเป็นยังไงต่อ เพราะก็แค่รับฟังไม่ได้บอกว่าหลังจากฟังเสร็จแล้วจะทำเช่นไรกับเสียงนกเสียงกาที่ร้องออกมาหลังจาก ที่นกกาได้ร้องระงม ช่างน่าขันที่มีเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นมีสิทธิมีอำนาจกำหนดความเป็นไป แล้วกล่าวอ้างว่าประชาชนมีส่วนร่วม อนาคตที่กำหนดจากเหล่าอำมาติ ก็คงเป็นได้แค่ข้อกำหนดที่ยกยุคสมัยและ ก็จะนำพาให้ล้าหลังยิ่งขึ้นอีกต่อๆไป

สังคมที่ เต็มไปด้วยปัญหาสังคม ในรูปแบบที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรัง เพราะปัญหาเหล่านั้นแทบจะไม่ต่างกับโรคร้ายที่ยากจะรักษาหายได้ในสังคมไทย ปัญหามากมายที่หมักหมมไว้ตั้งแต่สมัยไหนต่อไหน ได้แต่คอยเอายัดไว้ใต้พรม ซึ่งพรมนั้นก็เก่าขึ้นทุกวัน ขยะที่อยู่ใต้ก็ส่งกลิ่นเหม็นมาคอยรบกวน แต่ไปๆมาๆ ผู้คนก็เริ่มที่จะชินกันกลิ่นเก่าๆ โดยให้ความสำคัญไปที่ขยะใหม่ๆที่ยังไม่ได้กวาดเข้าไปใต้พรม แต่มันก็จะทำความสะอาดได้ไม่ถึงไหนเพราะต้นเหตุแห่งขยะใหม่มันคือขยะเก่าๆที่ไม่ยอมที่จะขจัดกัน ก็จะกลายเป็นเรื่องที่หมักหมมกันไป วนไปวนมา ไม่มีแนวโน้มที่จะขจัดปัญหาออกไปได้เพราะ ไม่มีใครคิดจะแก้ปัญหาเก่าๆ รื้อสร้างระบบเก่าๆที่ก่อให้เกิดปัญหา อนาคตก็จะเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไป ขายผ้าเอาหน้ารอดแบบที่เราเป็นมาเสมอๆ

วาทกรรมครอบงำที่ยังครอบงำกันมานานนมและยังไม่มีวี่แววที่จะเลิก การครอบงำที่ปกคลุมไปทั่วทุกหัวระแหง ยิ่งเทคโนโลยี่พัฒนาไปเท่าไหร่การครอบงำผ่านเทคโนโลยี่ก็จะไปตาม สื่อทุกประเภทถูกเหยียบอยู่ใต้อุ้งเท้าของรัฐ เพียงเพื่อต้องารกให้สื่อที่ทำหน้าที่ให้ข่าวสารต่างๆให้ความรู้ต่างๆแก้ประชาชน กลายสภาพเป็นปากเป็นเสียงเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐ ช่างเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญเสียนี่กะไร เพราะประเทศชาติจะ สมัคสมานสามัคคี เต็มเปี่ยมไปด้วยความสมานฉันท์ เห็นพ้องต้องกันไปหมดแบบที่เหล่าผู้มรอำนาจต้อง มันง่ายมากเลยที่จะครอบงำสังคม และนั่นเองก็เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญไปด้วยที่เหล่าผู้คนสมยอมให้ครอบงำ ด้วยการหันไปหาสิ่งบันเทิงเริงรมย์ เพราะชีวิตนั้นเครียดพอแล้วอยากพักผ่อน เป็นการสมประโยชน์กันไป เหล่าผู้มีอำนาจก็ไม่ต้องมี ประชาชนมาเรียกร้องอะไร ชาวบ้านก็สบายใจกันไปที่ได้รับความสนุกสนานไปวันๆ

ดังที่กล่าวถึงและก็ยังมีอีกมาที่ไม่ได้กล่าวถึง อนาคตที่รอเราอยู่มันช่างสดใสเสียนี่กระไร แต่ถึงไม่ว่าจะอย่างไรเราก้ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่เหล่าผู้มรอำนาจกำหนดมา และได้แค่ยอมมีความสุขเพียงแค่นี้ เขากำหนดมาเช่นไรก็เป็นเช่นนั้น เขาบอกให้เรามีความสุขแค่นี้เราก็จงเลือกรับความสุขแค่ที่เค้ากำหนด เพียงแค่นั้นเองหรือที่คนทั่วไปทำได้

เมื่อถึงตอนนั้นหากลูกหลานถามเราผ่านหลุมศพ เราจะเอาอะไรไปตอบลูกหลานได้ ว่าทำไมลูกหลานแห่งอนาคตต้องมารับชะตากรรมที่พวกเขาต้องตกระกำด้วยน้ำมือคนยุคเรา

อีกไม่นาน เมื่อทุกอย่างล่มสลายลง เมื่อนั้นหมอกควันแห่งซากปรักหักพังจะยังบังตา ประชาชนได้อีกหรือไม่ คำตอบนั้นอยู่ข้างหน้า และได้แค่หวังว่า คำตอบน่าจะออกมาแบบที่เราคิด


Create Date : 19 มิถุนายน 2550
Last Update : 19 มิถุนายน 2550 22:44:43 น. 0 comments
Counter : 449 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]