ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

อาชีพรูปธรรม อาชีพนามธรรม

ความหมาย อาชีพ (Occupation) หมายถึง การทำมาหากินจากการทำงานหรือกิจกรรมใด ๆ ที่ก่อให้เกิดรายได้
1.1 ความหมายและความสำคัญของอาชีพ
ความสำคัญของอาชีพ การมีอาชีพเป็นสิ่งที่สำคัญจำเป็นยิ่ง ในวิถีชีวิตและการดำรงชีพเพราะอาชีพสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว การสร้างอาชีพก่อให้เกิดตลาดแรงงาน อาชีพก่อให้เกิดผลผลิตและการบริการ ซึ่งสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภค อาชีพมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ ความสำคัญของอาชีพจึงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจชุมชน ส่งผลถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ
1.2 ประเภทของอาชีพ ประเภทของอาชีพสามารถจัดแบ่งได้หลายประเภท ดังนี้
1.2.1 แบ่งตามลักษณะของอาชีพ ได้แก่
อาชีพอิสระ หมายถึง ลักษณะอาชีพที่ผู้ประกอบการเป็นเจ้าของกิจการ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระเหล่านี้ ได้แก่
1. อาชีพผู้ผลิต เป็นการสร้างผลผลิตขึ้นจำหน่ายเอง เช่น ผลผลิตทางด้านการเกษตร อาหาร งานบ้าน งานประดิษฐ์ งานศิลปหัตถกรรม ฯลฯ
2. อาชีพผู้บริการ ได้แก่ อาชีพที่อำนวยความสะดวกสบาย หรือสร้างความบันเทิง แก่ผู้บริโภค เช่น ตัดผม ทำผม บริการทางการเงิน บริการแสดงดนตรี การบริการอันเป็นสาธารณะ ธุรกิจการโรงแรม บริการนำเที่ยว เป็นต้น
อาชีพรับจ้าง หมายถึง ลักษณะอาชีพที่ผู้ประกอบการไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ ทำงาน ภายใต้การว่าจ้างจากผู้จ้างวาน หรือทำงานภายใต้ระบบงานที่ตนสังกัด เช่น ลูกจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานร้านค้าต่างๆ ช่างระดับต่างๆ เป็นต้น
1.2.2 แบ่งตามลักษณะของรายได้ และความมั่นคงในอาชีพ ได้แก่
อาชีพหลัก เป็นอาชีพที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประกอบการ
อาชีพรอง หรืออาชีพเสริม เป็นอาชีพที่ใช้เวลานอกเวลางานปกติของอาชีพหลัก เพื่อการมีรายได้เพิ่มขึ้น
อ้างอิง //ebook.nfe.go.th/ebook/html/027/48.htm

ถ้าจะว่าไปตามนิยามหรือคำจำกัด มันก็ดูเหมือนจะง่ายและไม่ยากเกินความเข้าใจ อีกทั้งยังไม่เห็นถึงประเด็นเรื่องราวอะไร สิ่งที่จะกล่าวเป็นเพียงสมมุติฐานเล็กๆ อันต่ำต้อยของตัวผู้เขียนที่มองเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกไม่ควร เกิดขึ้นในสังคม และก็อยากนำเอามาเล่าสู่กันฟัง

ในปัจจุบันนี้อาชีพที่เราเคยเข้าใจมันยังเป็นแบบนั้นอยู่อีกหรือไม่ นี่คือ เรื่องของการตั้งคำถามอย่างง่ายๆ และห็พบว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราเข้าใจเหมือนอย่างที่ผ่านๆมาแล้ว

อาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และก็สามารถจำแนกใหม่ได้เป็นรูปแบบดังนี้
อาชีพรูปธรรม หรืออาชีพที่จับต้องได้ เป็นอาชีพที่สามารถมองเห็นได้ สัมผัสได้มีตัวตน มีผลผลิต มีการบริการที่เกิดขึ้นจริง ๆ กล่าวอย่างง่ายคือ อาชีพที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดรูปธรรมอื่นๆตามมาด้วย

อาชีพนามธรรม หรืออาชีพที่จับต้องไม่ได้ เป็นอาชีพที่แฝงอยู่ในองค์กรต่างๆ แฝงอยู่ในสังคม อาจมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป แต่หลักๆแล้ว จะไม่ก่อให้เกิด สิ่งที่เป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

เราจะมาขยายความถึงทั้ง2ส่วนเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่ยกขึ้นมา
ที่กล่าวว่ารูปธรรมหมายถึงจับต้องได้นั้นหมายความถึงอะไร หมายถึง อาชีพโดยปกติแล้วที่จะเป็นการผลิตหรือการให้บริการก็ตาม อาชีพเหล่านี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า รูปธรรมที่ตามมา

ถ้าเป็นภาคผลิต ผลผลิตนั่นเองเป็นส่วนของรูปธรรม เครื่องอุปโภค บริโภค ที่ผู้คนใช้กันอยู่ เป็นรูปธรรมที่ก่อเกิดมาจากอาชีพรูปธรรม ในส่วนนั้นจะเห็นได้ชัดเจน และเข้าใจได้ง่าย
ส่วนภาคบริการเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำให้เกิดรูปธรรม ภาคบริการนั้นก็ทำให้เกิดรูปธรรมจากผลของการให้บริการนั้นๆด้วย อย่างการตัดผมที่ทำให้รูปธรรมแห่งเส้นผมเปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อมองดู องค์ประกอบโดยรวมของสังคมแล้ว จะเห็นได้ว่าอาชีพที่เป็นรูปธรรม มักจะเป็นอาชีพประกอบการโดยตรงและไม่สลับซับซ้อนต่อความเข้าใจมากมายนัก

คราวนี้เรามาดูที่อาชีพนามธรรมบ้าง อาชีพนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ หมายถึงอะไร ความหมายของมันไม่ได้หมายถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้โดยตรง แต่หมายถึง อาชีพเหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและผลของอาชีพเหล่านี้ไม่สามารถจับต้องได้จริงเสมอไป

อาชีพนามธรรมมักจะเกิดขึ้นเป็นลักษณะแฝงตัวอยู่ในสังคม อาชีพเหล่านี้จะไม่ส่งผลทางตรงต่อกระบวนการต่างๆ อย่างกระบวนการผลิตหรือกระบวนการบริโภค แต่จะเป็นส่วนคั่นของส่วนต่างๆ หรือที่เราเรียกกันอย่างง่ายๆว่าคนกลาง

ตามหลักของมาร์กจะกล่าวถึงอาชีพนี้ไว้ว่าเป็นส่วนเกินที่คั่นอยู่ระหว่างนายทุน และ แรงงาน อย่างพวกกลุ่มเจ้าของที่ดินต่างๆที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรูปธรรมอะไรขึ้นต่อสังคมแต่ตัวเองเก็บกินผลประโยชน์จากแรงงานและนายทุนอยู่อย่างสบายๆ

อาชีพนามธรรมที่แฝงอยู่ เริ่มลามขึ้นเรื่อยๆในสังคม ความลุกลามนี้เป็นเหลือบ ไรที่กัดกินสังคมอยู่เนืองๆ และทำให้สังคมต้องสูญเสียผลประโยชน์ที่น่าจะต้องไปตกให้กับอาชีพที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ และเราจะมาแยกย่อยถึงที่กล่าวว่าแฝงตัวอยู่

1 ภาคเกษตรกรรม – ที่คอยมีอาชีพนามธรรมที่ก่อตั้งกันมาเป็นองค์กรรัฐบ้าง เอกชนบ้าง ผู้มีอิทธิพลบ้าง มากัดกินสิ่งที่เรียกกันว่า หัวคิว ซึ่งกินกันมากมายกินกันเป็นทอดๆ กินตามน้ำทวนน้ำ มีทุกรูปแบบ คนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดผลผลิตหรือการบริการอะไรที่จับต้องได้ อาศัยการเอารัดเอาเปรียบผู้ผลิตจริง และผู้บริโภคจริง จนผู้คนทั้งต้นทางและปลายทางต้องลำบาก
2 ภาคอุตสาหกรรม – ที่เช่นกันว่ามีเรื่องของกระบวนการผลิตที่มีองค์กร ต่างๆที่จัดตั้งกันมาในรูปแบบต่างๆ ทำให้กระบวนการผลิตมีมูลค่าสูงขึ้นโดยใช่เหตุ และต้นทุนการผลิตนั้นๆก็จะไปตกกับผู้คนที่เป็นผู้บริโภคจริงอย่างเลี่ยงไม่ได้
3 ภาคธุรกิจ – ในข้อนี้แทบจะเป็นวัฒนธรรมไปเลยที่มีเรื่องราวของการกินหัวคิว ยัดเงินหรือวิธีการพิเศษที่ช่วยให้ธุรกิจราบรื่นขึ้น แล้วไหนจะเหล่าตำแหน่งที่ไร้ประโยชน์ทั้งหลายแหล่ ที่มีเกลื่อนกลาดในเมือง ที่ส่วนใหญ่อาศัยการกินหัวคิวเป็นหลัก ซึ่งก็ต่างปฏิเสธการเป็นการขาย งานขาย อาชีพเหล่านี้มันงอกเงยอย่างอุดมสมบูรณ์มาก ในห้วงเวลาปัจจุบันนี้ ผู้ประกอบอาชีพเหล่านี้ต่างก็อิ่มหมีพีมันกับการประกอบอาชีพนี้ เพราะอาศัยการใช้เครือข่ายหรือหลักการขาย ข้ออ้างต่างๆนานาที่จูงใจให้คนสนใจจะจ่ายเงินให้เขา แต่พอเอาเข้าจริง อาชีพ ตำแหน่งที่กล่าวมาไม่ได้ก่อให้เกิดผลทางรูปธรรมแต่อย่างใด
4 ภาคบริการ – ในการบริการอะไรนั้น มักจะมีเรื่องของการเก็บเบี้ยใบ้รายทาง ทั้งในแบบที่ถูกต้องตามกฎหมายและแบบที่ผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนก็ตามผู้ประกอบกิจการบริการก็ไม่อาจจะหลบเลี่ยงเหล่า อาชีพนามธรรมที่จับต้องไม่ได้นี้ และก็ไม่ได้ช่วยให้มีอะไรดีขึ้นไปกับการบริการต่างๆ เพียงแค่ผู้คั่นกลางก็ได้ประโยชน์ไป ไม่มากไม่น้อยกว่านั้น
5 ภาคการเมือง – ที่เต็มไปด้วยตัวแทน ตามระบอบประชาธิปไตย แต่เหล่าตัวแทนต่างๆนั้น มีทั้งแบบที่จับต้องได้ที่เป็นเหล่าตัวแทนที่มากจากการเลือกสรรของประชาชน และ ก็ยงมีตัวแทนภาคการเมืองที่เป็นนามธรรมแฝงอยู่ ที่ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนเกิดรูปธรรมอะไรขึ้นมาเลย มีแต่เรื่องราว นามธรรมเพ้อฝัน จับต้องไม่ได้ วนเวียนไปมาใน ระบอบประชาธิปไตยแบบแกร็นๆ
ฯลฯ

ดังที่ได้ยกตัวอย่างมาบ้าง จะเห็นได้ว่า มีอาชีพที่เรามองไม่เห็น ไม่เกิดผลประโยชน์ที่จับต้องได้เต็มไปหมด เกือบทุกภาคส่วนของสังคม และพวกนี้ได้ประโยชน์มากมายมหาศาลจากการมาเป็นคนคั่นกลาง โดยที่ตนไม่ต้องทำอะไรมากมาย อาชีพนามธรรมที่อาจจะเรียกได้อีกอย่างว่าอาชีพกินหัวคิว

อาชีพกินหัวคิวที่ หาได้ไม่ยากในปัจจุบัน อย่างภาคธุรกิจเอง ก็มีแต่เซลแมน เซลวูแม่น เต็มบ้านเต็มเมือง แต่ทว่าได้ปรับเปลี่ยนป้ายชื่อไป ตามยุคสมัย เพื่อไม่ให้ผู้คนเข้าใจไปว่าเป็นงานกินหัวคิว กินเป็นทอดๆ ดังจะเห็นได้จากโฆษณาที่หลั่งไหลมา แก้ต่างสร้างความชอบธรรมให้กับอาชีพ ที่แทบจะไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเป็นรูปธรรมเลย แค่สร้างรายได้วนเวียนไปมา เป็นลักษณะคล้ายๆ กับการหมุนเงินมากกว่า

อาจจะกล่าวเกินเลยไปบ้าง แต่เหล่าอาชีพนามธรรมทั้งหลายแหล่ มันจะทำให้โครงสร้างสังคมทรุดลงได้ และเสื่อมลงในท้ายที่สุด เพราะว่าผู้คนจะเริ่มผละออกจากภาคผลิต และภาคบริการ มาหาช่องทางทำมาหากินด้วยอาชีพนามธรรมกันมากขึ้น ดังที่จะเห็นได้ในปัจจุบันที่มีแต่อาชีพเหล่านี้เกร่อไปหมด

อาชีพเหล่านี้สร้างรายได้ให้กับคนเหล่านั้นได้จริง แต่มันไม่ได้สร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้กับสังคมแม้แต่น้อย หากว่ายังปล่อยให้ภาคผลิต ภาคบริการ ที่เป็นอาชีพรูปธรรมที่สร้างสิ่งต่างๆออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้จริง ทยอยลดลง และทยอยออกมานั่งทำอาชีพนามธรรมมากขึ้น มันจะทำให้เกิดสภาพ ผลผลิตและการบริการไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ถ้าผลผลิตเราไม่เพียงพอต่อความต้องการ เราก็ต้องนำเข้า ภาคการผลิตที่นับวันจะแย่ลง จะล้มหายตายจากกันไปเลย
ภาคบริการเองก็จะมีต้นทุนสูงขึ้นไปด้วยตามภาคการผลิต และจะให้อาชีพบริการมีผลกระทบและอาจจะอยู่ไม่ได้

ถ้าสังคมยังส่งเสริมเหล่าอาชีพที่เอารัดเอาเปรียบผู้คนอยู่แบบนี้ ไม่ยอมตัดทอนเหล่าคนกลางและผู้แสวงหาผลประโยชน์และไม่ก่อให้เกิด ผลดีให้กับสังคม แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในไม่ช้าผู้ถูกกัดกินถูกเอาเปรียบจะอยู่กันไม่ได้ แล้วเมื่อนั้นเหล่าผู้ที่เอาเปรียบจะอยู่ได้อย่างไร จะอยู่นั่งกินหัวคิวจากใครที่ไหนอีก หรือว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่สนใจและไม่คิดว่าเรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้น จากการกระทำที่ตัวเองสร้างขึ้น

หรือว่าอาชีพนามธรรมที่จับต้องไม่ได้นั้นมันเหมาะสมกับประเทศเราแล้ว เพราะมันฝังรากมากับ ขนบ ธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม จนไม่อาจจะทำให้มันหมดสิ้นไปได้

หากเป็นเช่นนั้น แล้วเราจะก้าวข้ามวิถีเดิมๆไปได้อย่างไร และเราจะย่ำถอยหลังไปอีกนานแค่ไหน เราต้องรอให้ลูหลานและคนรุ่นต่อไปมานั่งถามคำถามนี้ไป แล้วสุดท้ายใครจะเป็นผู้ตอบ


Create Date : 03 กันยายน 2550
Last Update : 3 กันยายน 2550 20:32:17 น. 0 comments
Counter : 1667 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]