ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

ภาพลวงของผลประโยชน์นิยม

เรเน่ เดส์การ์ตส์ เคยกล่าวไว้ ว่า คนอาจเราอาจถูก ปีศาจร้ายที่เปี่ยมด้วยพลังอำนาจ มาบดบังความจริงไปจากเรา
และทำให้เรารับรู้สิ่งที่ปีศาจร้ายสร้างขึ้น และเราคิดว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง ทำให้สาระที่แท้จริงบิดเบือนไป

สืบเนื่องจากการที่คนเราเปี่ยมไปด้วยความต้องการผลต่างตอบแทนในลักษณะ “ผลประโยชน์นิยม”

ผู้ที่เป็นผู้มอบผลประโยชน์นั้นย่อมได้เปรียบในแง่ของความได้เปรียบเชิงตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับผลประโยชน์ เพราะผู้ที่มอบผลประโยชน์ย่อมสามารถที่จะกำหนดทิศทางของผลประโยชน์ที่จะทำให้ผู้ต้องการจะรับผลประโยชน์นั้นคล้อยตามได้ ด้วยกลไกต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นทางเทคโนโลยี การโฆษณา การตลาด การประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ฯลฯ เมื่อทั้งหมดถูกรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายในการที่จะทำให้ผู้คนคล้อยตามไปในผลประโยชน์ที่จะหยิบยื่นให้

และด้วยปัจจัยต่างๆนานาประกอบกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ สถานะภาพทางสังคม ฯลฯ ต้องยอมรับว่าข้อเรียกร้องของผู้ต้องการที่จะรับผลประโยชน์นั้น มีแนวโน้มว่าไม่มีพลัง เพียงพอที่จะทำให้ผู้ต้องการมอบคล้อยตามไปในข้อเรียกร้องต่างๆนั้นได้ ทั้งๆที่จริง ผลประโยชน์นั้นควรต้องมาจากความต้องการของพวกเขาเอง ไม่ใช่มาจากการยัดเยียดของผู้ที่ต้องการให้ผลประโยชน์เหล่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้รับผลประโยชน์ก็จะอยู่ในสถานะที่เฝ้ารอคอยการหยิบยื่นผลประโยชน์ต่างๆมาให้ มากกว่าที่จะเป็นฝ่ายเรียกร้องหาผลประโยชน์นั้นๆด้วยตนเอง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ผลประโยชน์เหล่านั้นทั้งหลายทั้งปวง จะไปตกอยู่กับพวกเขาและท้ายที่สุดจะยังคงอยู่ต่อไปกับลูกหลานของพวกเขาอีกนาน

เมื่อกล่าวมาแล้วถึงตรงนี้ กลับกลายเป็นว่า แท้ที่จริงแล้วผู้คนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ฝักใฝ่ที่จะหยิบยื่นผลประโยชน์ก้อนหนึ่งเพื่อรอรับผลประโยชน์อีกก้อนที่โตกว่า หรืออีกหลายๆผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่จะกลับมาหา
และอีกฝ่ายที่เฝ้ารอรับผลประโยชน์ต่างๆที่ผู้มอบได้มอบให้ด้วยความใจจดใจจ่อ ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว ในความลุ่มหลงมัวเมาในคำว่า ผลประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชักจูงพวกเขาเข้าสู่โลกเสมือนที่พวกเขาพากันสร้างขึ้น

โลกที่ต่างฝ่ายต่างสร้างกันขึ้นมาบดบังความเป็นจริง โลกที่ดูเหมือนจะมีความสุขในแง่ของวัตถุมาก โลกที่ผู้คนสุขใจกับความสุขเพียงชั่วข้ามคืน สังคมที่ถูกมอมเมาไปกับสิ่งประโลมโลกต่างนานา มีแต่คำพูดสวยหรูมาคอยกลอกหูให้คล้อยไปตาม คำกล่าวอ้างทางความสุขต่างๆถูกหยิบยกขึ้นมาประโคมลงไปในสื่อแขนงต่างๆ กลายเป็นโลกที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนด้อยทางศีลธรรมและจริยธรรม แต่ที่แปลกคือ ต่างคนต่างพอใจกับสิ่งเหล่านั้น ความฉาบฉวยของโลกาภิวัฒน์กลับกลายเป็นความหมายของการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน และท้ายที่สุดกลายเป็นโลกแห่งความจริงไปโดยที่คนเราไม่ทันได้รับรู้

เป็นเรื่องแปลกที่ว่า
ถ้าคนเราไม่มีโทรศัพท์มือถือ คนเราจะไม่มีความสุข และกลายเป็นที่น่าอับอาย
ถ้าคนเราไม่สามารถซื้อของต่างๆได้ในเวลานี้ คนเราต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา เพียงเพราะจะไม่ทันสมัย
ถ้าคนอื่นมีอะไร เราก็ต้องไปแข่งกันให้มีเหมือนคนอื่นเขา ทั้งๆที่บางครั้งตัวเราเองไม่อยากมี
ถ้าคนเรามีเงินมากๆ จะกลายเป็นคนที่มีความสุข( คนที่จนไม่สามารถมีความสุขได้)
และอีกหลายอย่างที่ถูกหยิบยกมากล่าวอ้าง และสร้างขึ้นมาเป็นมายาคติให้ผู้คนหลงไป

หลายสิ่งผู้คนหลงลืมไปหมดแล้ว สิ่งสามัญจะถูกมองข้าม ความสุขที่แท้จริงถูกบิดเบือนไป การหลอกตัวเองกลายเป็นสิ่งที่สร้างความพึงพอใจมากกว่าที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ปีศาจร้ายของเดส์การ์ตส์กลับไม่ได้มีอยู่แต่ในปรัชญาของเขา แต่สิ่งที่เดส์การ์ตส์เคยพูดถึงกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันแล้ว และผู้คนต่างคนต่างก็สร้างปีศาจร้ายของตนเองขึ้นมาบดบังความจริงของตนเอง

“ผู้คนถูกหลอกให้หลอกตัวเองโดยผู้หลอกที่หลอกตัวเองอีกทีหนึ่ง”

ผู้คนต้องแสวงหาคำตอบให้กับตนเองก่อน “รู้จักตนเอง”
เฝ้าคอยความหวังเหมือนดั่งแสงหิ่งห้อยที่ปลายอุโมงค์



Create Date : 11 พฤษภาคม 2549
Last Update : 11 พฤษภาคม 2549 17:16:15 น. 0 comments
Counter : 602 Pageviews.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]