ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

เดินไปไหน?

คำถามง่ายๆ ที่ไม่ง่ายในการตอบ ขอทิ้งคำถามนี้ไว้ก่อนและเริ่มเข้าสู่ กระบวนการหาคำตอบของคำถามนี้

เดินไปหาประชาธิปไตย ที่ยิ่งเดินก็ยิ่งเหมือนเต่าที่ยิ่งออกห่างอาคิลิสไปทุกขณะ ไม่ว่าอาคิลิสจะเดินอย่างไรก็ไม่มีวันทันเต่าได้ ประชาธิปไตยของที่หนึ่งก็ไม่ต่างกัน เดินไปบนถนนแห่งเผด็จการรูปแบบต่างๆ แล้วต่างก็พากันวาดฝันว่าถนนเผด็จการที่ตนเดินจะไปบรรจบลงที่สุดทางแห่งประชาธิปไตยได้ ช่างเป็นเรื่องเพ้อเจ้อและฝันกลางวันแสกๆ ไม่ยอมหันมามองความเป็นจริงที่เป็นอยู่ เอาแต่หลอกตัวเองและประชาชนกันไปวันๆ ท้ายที่สุดแล้ว ก็ได้แค่มองดูประชาธิปไตยที่อยู่ปลายขอบฟ้าแต่ไม่อาจจะจับต้องมาได้

เดินไปหาความเป็นไทย ที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือว่าเป็นแบบไหน อาศัยว่าตอนไหนใครมีอำนาจคนนั้นก็สามารถระบุได้ ว่าอันไหนคืออันที่เป็นไทยอย่างที่ถูกที่ควร ส่วนอันไหนไทยๆที่ไร้อำนาจก็ตกไป เป็นการสะท้อนความเป็นไทยที่ชัดเจนจนถึงแก่นว่า อันที่แท้เรามีแค่นี้ คือ อำนาจนิยม เท่ากับความเป็นไทย อันไหนไม่ใช่ไทย เท่ากับไร้อำนาจ ผู้มีอำนาจต่างกล่าวอ้างความชอบธรรมในความเป็นไทยที่อยู่ในสายตาอันคับแคบของตนเองเพียงเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็จะทำการปัดตกไป และในบางครั้งก็ร้ายแรงถึงขั้นคร่าชีวิตผู้คนที่ถูกตีตราว่าขัดต่อวิถีความเป็นไทย

เดินไปหาศีลธรรม ที่โหยหากันเหลือเกิน โดยปราศจากหลักยึดอะไรเลยว่า อะไรคือศีลธรรม เพราะต่างคนก็ต่างบอกว่าศีลธรรมที่ตัวเองยึดถือถูกต้องต่างคนต่างถูก กระขัดกระจายไปกันคนละทิศละทาง แล้วจะเดินไปหาเจอได้เมื่อไร ยิ่งเดินก็ยิ่งหลงทางศีลธรรม กลายเป็นกับดักทางจริยธรรมที่เคลือบแฝงไว้ด้วยเมล็ดพันธ์แห่งความเลวร้ายที่อาศัยหน้าฉากแห่งศีลธรรม อาศัยการเข่นฆ่ากันโดยข้ออ้างทางศีลธรรม ราวกับยุคสมัยแห่งสงครามศีลธรรมกลับมาเรืองรองอีกครั้ง เป็นการเดินไปหาสิ่งที่จากมานานนม เราเดินอย่างไร

เดินไปหาความยุติธรรม ที่นับวันคำว่าความยุติธรรมจะเริ่มกลายเป็นคำศัพท์ที่จะสาบสูญไปจากสังคมไทยทุกขณะ ดีไม่ดีนั้นต่อไปอาจจะต้องถอดออกจากพจนานุกรมไปเลยด้วย เพราะเรานั้นแทบจะไร้ซึ่งความยุติธรรมไปแล้ว ระบบยุติธรรมที่อิงอยู่กับความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ ที่เป็นที่รู้กันว่ามักจะใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างไม่ชอบธรรมและไม่เป็นธรรม และไหนจะกระบวนการยุติธรรมที่ ว่าไปถึงตัวบทกฎหมายที่ยิ่งห่างไกลความยุติธรรมขึ้นไปอีก เป็นระบบกฎหมายที่เอื้อเพียงคนที่มีโอกาสทางสังคมเสมอมา ตาสีตาสาก็ได้แต่ต้องยอมๆกันไป เพราะไม่สามารถเอาอะไรไปสู้ได้ ทั้งที่กฎหมายต้องเป็นอาวุธให้กับพวกเขา แต่กลายเป็นอาวุธที่ไปเสริมกำลังให้กับฝ่ายที่เหนือกว่าไป แล้วถ้ายังเดินหน้ากันต่อไปแบบนี้ เราคงเดินไปถึงความยุติธรรมที่อยู่ในที่ๆเราจากมาได้อย่างนั้นหรือ

เดินไปหาความเจริญ ที่กลายเป็นความเจริญที่ขัดแย้งกันไปในตัวมันเอง บ้างก็ว่า มันเป็นความเจริญที่ไม่เหมาะสมกับเรา บ้างก็เอาแต่เปลือกความเจริญตามอย่างชนชาติอื่น โดยไม่มีใครสนใจที่จะค้นหาสิ่งที่เรียกว่าเจริญอย่างที่ควรเจริญ เป็นการเดินไปสู่หุบเหวของหลุมพรางความเจริญที่ถูกล้อมกรอบไว้ด้วยซากปรักหักพังของเหล่าผู้คน โดยมีเพียงผู้ที่ฉกฉวยหนทางได้เท่านั้นจะฝ่าไปยังความเจริญได้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับตกอยู่ในห้วงแห่งความลำบากยากเร้นแสนเข็ญ โดยไม่ได้รับการแยแสใยดีจากผู้มีอ้างตนว่าเจริญแล้ว เป็นการแบ่งแยกที่ยากจะทำให้หนทางที่จะเดินไปด้วยกันได้เกิดขึ้น

เดินไปสู่ความสุข ที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตมองหากันแต่เพียงเรื่องเหล่านี้ ความสุขความสบาย เป็นเรื่องหลัก อยากมีความสุขอยากมีความสะดวกสบาย ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้มา จะถูกจะผิด จะเลวจะดี อย่างไร เมื่อได้มาซึ่งความสุขความสบาย ข้อต่างๆที่แย้งย่อมตกไปในบัลดล น่าเศร้าใจกับความให้ความสำคัญเรื่องเหล่านี้มากจนเรื่องอื่นๆ ตกไปเลย ผู้คนใช้ชีวิตไปวันๆมองหาแค่เอาความสุขใส่ตัว ด้วยทรัพยากรต่างๆ คนอื่นๆ สังคม จะเป็นอย่างไร ขอให้ตนเองยังคงสุขสบายได้ ที่เหลือจะเป็นอย่างไร ผู้คนก็จะไม่ให้ความสนใจอีกต่อไป บนถนนความสุขนั้นที่สุดทางก็จะพบตัวเองยืนเปล่าเปลี่ยวอยู่ปลายทาง

ถนนอีกมากมายหลากสายที่ต่างเดินกันสะเปะสะปะ ไร้ทิศทางและ การกำหนด อาจพาดพิงไปถึง ทฤษฎีว่าด้วยความโกลาหลที่ บอกได้อย่างภาคภูมิว่า นี่แหละ ความโกลาหล เรากำหนดอะไรไม่ได้ แต่หลักจากโกลาหลล่ะ ไม่มีใครตอบ

เราคือใคร เรากำลังทำอะไร เราเดินเมื่อไหร่ เรากำลังเดินไปไหน เราเดินไปทำไม คำถามมากมายเกิดขึ้น แต่คำตอบน้อยนิดไม่เกิด

เราหยุดเดินเพื่อสำรวจ หยุดนั่งลงพักเพื่อให้รู้ว่าจะเดินไปไหน ไม่ใช่เดินต่อไปอย่างคนหลงทางอย่างที่ ที่บางครั้งเราเดินถอยหลังอันเนื่องจากการหลงทิศก็มี หากเราหยุดก้าว ย่อมดีกว่าก้าวไปข้างหน้าแล้วถอยหลังหลายๆก้าว แบบที่เป็น

ท้ายที่สุด เมื่อไหร่ที่คนเราจะลุกขึ้นเดินเอง เราจะตั้งไข่เพื่อได้ได้ตอนอายุเท่าไหร่ เมื่อที่ผ่านๆมาเราทำได้เพียง คลานไปตามที่เหล่าผู้ใหญ่กำหนดไว้ หากผู้คนเริ่มเดินได้ เมื่อนั้น หนทางที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกจะสว่างชัดขึ้น แลจุดหมายปลายที่มองไม่เห็นจะสามารถจับต้องได้ทันที


Create Date : 23 กรกฎาคม 2550
Last Update : 23 กรกฎาคม 2550 21:12:39 น. 0 comments
Counter : 492 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]