ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

ความจริงในกะลา

ความจริงในกะลา

ความจริงคืออะไร ปัญหายอดฮิตทางปรัชญา และแน่นอนว่า ในตอนนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่เป็นท้ายที่สุด หลังจากเกิดการถกเถียงมากกว่า 2000 ปี เรื่องราวก็ ยังไม่ยุติลง

แต่ทว่านั้นคือเรื่องของ ความจริงเชิงปรัชญาที่ ออกจะไกลตัวและห่างตัวของผู้คนทั่วๆไป

มันยังมีคำว่าความจริงที่เป็นสิ่งที่ประสบพบเห็นทั่วๆไป ไม่ต้องอาศัยบทพิสูจน์ ตรรกะใดๆ เป็นเพียงความจริงพื้นๆ ที่ชาวบ้านก็เข้าใจได้ นั่นหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบกับคนทั่วไป

ความจริงในแง่นี้ก็ ยังมีความแปรปรวนไม่น้อยเพราะว่า กว่าที่ความจริงเหล่านั้นจะใช้เวลาเดินทางไปหาผู้คน มันยังผ่านขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน

การเดินทางของความจริงที่มีชั้นของการกรองเป็นลำดับขั้น มีตั้งแต่ระดับเบาบาง ไปจนถึงระดับ หนาแน่น ของจ้อมูลที่ผ่านการกรองแล้ว และนั่นคือ ความจริงที่หมดจด

การผ่านการกรอง ขั้นตอนต่างๆ ไปไม่ว่าจะหน่วยงานไหน หรือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ทั้งนั้น เราอาจจะมองเห็นได้ว่า ภาพที่แท้จริงที่เกิดขึ้น นั้น มันคือ ความจริงที่เกิดขึ้นในกะลาที่สร้างขึ้นมาบดบังความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างแน่แท้

ความจริงในกะลา ไม่ใช่คำที่เกินเลยไปกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะว่า ผู้คนไม่สามารถที่จะรับรู้ถึงความจริงที่เกิดขึ้นได้ มีเพียงส่วนที่ถูกคัดกรองแล้วเท่านั้นที่จะมาถึงผู้คนได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นอยู่ภายนอกกะลาที่พวกเขาได้นำเอามาครอบไว้เหนือกบาลของผู้คนทั่วไป และที่มากไปกว่านั้น ไม่ใช่เพียงเพราพวกที่นำเอากะลามาครอบ แต่เป็นพวกที่ถูกครอบไว้ต่างหาก

ความจริงที่มาไม่ถึง ถูกจำกัด ไว้ในกะลา ทำให้ความลำพองเกิดขึ้นในหลายต่อหลายครั้ง ผู้คนไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงที่แท้จริง ตระหนักเพียงสิ่งที่ตนรู้และตนคิด

ผู้คนละเลยและหลงลืม ความเป็นจริงที่ ว่า เราไม่มีทางที่จะรับรู้มันได้หมด มันยังมีความจริงอีกมาที่เราไม่รู้ แต่ ในสมัยนี้กลับเป็นในทางกลับกัน คือ ผู้คนมีแต่ความเย่อหยิ่งจองหอง รู้และคิดแค่ว่าข้ารู้ข้าแน่ ไม่คิดที่จะ รู้เพิ่มเติม เอาเพียง สิ่งที่ตนรู้แค่บางส่วน มาโปรโมท และชะเง้อคอ บอกว่าข้าเป็นกูรูเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครเก่งไปกว่าข้า

น่าอนาถใจไม่น้อยที่ แทนที่จะเอาความเหิมเกริมนั้นๆ แสวงหาคำตอบและคงวามจริงที่ถูกปิดบังและปกปิด แสวงหาความรู้เพิ่มเติม แต่คนเหล่านั้นกลับทำเพียง คิดเอาเองว่าตนคือสุดยอดแล้ว ไม่ต้องหาเพิ่มเติม

ซึ่งความคิด แบบนี้ มันไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีอะไรเลยแม้แต่น้อย ความรู้ความจริงมันไม่มีวันที่จะเสพหมด มันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเหล่าผู้คนในสมัยก่อนตระหนักข้อนี้ดีและ ทำให้เกิดการพัฒนาเรื่อยมา เพราะพวกเขาไม่เคยหยุดนิ่งที่จะแสวงหาความรู้และแน่นอนว่าพวกเขาไม่เคยเย่อหยิ่งจองหอง แบบที่สมัยนี้เป็นกันอย่างมาก

ความลำพองใจ ข้าแน่ ในกะลา เป็นภาพที่เห็นได้ง่ายดายในสังคมปัจจุบันนี้ และจะพบเห็นได้ง่ายในหมู่วัยรุ่น หรือที่เรียกกันว่าเกรียน กลุ่มเกรียน ที่พบเจอในอินเทอเน็ต เอย ในเกมออนไลน์เอย หรือบนโลกจริงๆ

ทั้งนี้ ถ้าแนวความคิด ว่าความจริงยังมีแค่ในกะลาที่ครอบหัวอยู่ มันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย และจะช่วยซ้ำเติม ความเป็นไปในโลกที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เพราะนั่นจะเป็นการตอกย้ำว่าเราไม่เคยคิดที่จะพัฒนาไปมากกว่านี้ รู้มาแค่ไหน ก็ เอาไว้แค่นั้น นั่นไม่ใช่ แนวคิดที่ดีเลย มันไม่ก่อให้เกิดการสิ่งที่เรียกว่า วิวัฒนาการ



ความจริงที่อยู่นอกกะลา ยังไม่พร้อมที่จะให้ผู้คนที่อยู่ในกะลานั้นรับรู้ จึงเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกันอย่างสมบูรณ์ว่า
ความจริงที่พวกเขาอยากให้รู้ มีแค่นี้ และไม่อยากให้รู้มากไปกว่านี้
และผู้ที่รู้แค่นี้ก็ พอใจและชื่นชมกับสิ่งที่ตัวเองรู้เพียงเท่านั้น


Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2551 10:44:46 น. 2 comments
Counter : 2047 Pageviews.  

 
ความจริงย่อมเดินทางผ่านกาลเวลาและสามัญสำนึกของคน อีกกระทั้งคนผู้นั้นต้องมีโยนิโสมนสิการเป็นธรรมประจำใจ


โดย: พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:10:51:33 น.  

 


โดย: นายแจม วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:11:03:23 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]