ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

เกยตื้นทางความคิด

ความตื้นเขินทางกระบวนการความคิด นำพานาวาบุคคลติดอยู่ในสภาพเกยหินโสโครกของความคิด หรือไม่ก็ติดบนหาดแห่งความบ้องตื้น ไม่สามารถนำนาวาออกสู่ทะเลเพื่อเดินหน้าดำรงชีวิตต่อไปได้

เพราะการยัดเยียดกระบวนการคิดตางเดียว ที่ไม่ช่วยให้เกิดการคิดต่าง ที่เป็นมาในสมัยนานนม ความพยายามบ่อมเพาะการกดทับความคิด ให้ประชาชนเป็นเพียงเด็กที่ไม่พร้อมจะคิดเองได้ ต้องคอยรับคำสั่งจากเหล่าคุณพ่อรู้ดี ซึ่งก็อาจจะถูกใจเหล่าคุณพ่อทั้งหลายเพราะจะได้เหล่าลุกๆที่เชื่อฟังโอวาทด้วยความเรียบร้อย

ความคิดแบบโบราณที่ว่าด้วย ความสงบเรียบร้อยคือการปิดปากให้เหล่าประชาชนสยบใต้เท้าเหล่าผู้มีอำนาจ ยังหลอกหลอนผู้คนมาทุกเมื่อเชื่อวัน และยิ่งเข้มข้นมากขึ้นในตอนนี้ ที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ ซึ่งไม่ว่าจะพยายามบอกว่าเป็นวิกฤติ การเมือง เศรษฐกิจ สังคมหรือ อะไรก็ตาม แต่เนื้อแท้จริงๆ วิกฤติ ที่เป็นคือ วิกฤติความคิด

ด้วยความเอาแต่ได้และความหวงแหนอำนาจ หวงแหนสมบัติ ต่างๆ ของเหล่าผู้มีอำนาจที่ผ่านๆมา ทำให้ การครอบงำทางความคิด แพร่สพัดอยู่ตลอดมาในสังคมไทย ไม่ว่าจะสมัยไหน ระบบความคิดยังถูกจำกัดเพียงความคิดด้านเดียวเสมอมา คือความคิดของเหล่าผู้ใหญ่ เหล่าผู้มีอำนาจ (อำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจปืน ฯลฯ) ความคิดของผู้ไร้อำนาจ เป็นเพียงขยะทางความคิด ที่ไม่มีใครต้องการแม้มันจะดีเลิศแค่ไหน ก็จะถูกผู้มีอำนาจ ขยำทิ้งอย่างไม่แยแสใยดี เพียงเพราะมันไม่ตรงตามความคิดของผู้ใหญ่

วาทกรรมแจกแกรบต่างๆ ได้เกิดขึ้นมากมายในช่วงที่ผ่านๆมาจนถึงตอนนี้ เรียกร้องหา ความสามานฉันท์ โดยการอ้างอิงต่างๆนานา ซึ่งต่างยกมามากมายโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเนื้อแท้ของความสมานฉันท์ คงเป็นได้เพียงความ สามานย์นะฉัน ที่ต้องการแค่เพียงให้ประชาชนที่คิดไม่เหมือนกันหุบปากลง เพื่อที่เวลาหุบปากจะได้บอกได้ว่าเออ บ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว กลายเป็นผู้มีพระคุณอันใหญ่หลวงต่อประเทศไป ซึ่งก็ไม่รู้จะมาทวงบุญคุณกันต่อไปอีกรึเปล่า

และความสมานฉันท์แบบเอียงกะเท่เล่ผ่านกระบวนการที่เหมือนจะเป็นระบบ ที่เป็นเพียงคู่ตรงข้ามของกลุ่มอำนาจ ที่ก็ต่างห้ำหั่นกันทางการเมืองโดย ยัดเยียดดความคิด ให้กับประชาชนฝ่ายตน กลายเป็นสภาพใครยัดเยียดได้มากกว่าก็ชนะไป เป็นการสยบกันผ่านความคิดแบบคัดลอก

ข้ออ้างเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลต่อปากท้องโดยตรงของประชาชน ยังเป็นแค่เรื่องลมๆแล้งๆที่ ต่างฝ่ายต่างเอมาวาดฝัน เอามาโจมตีกัน แต่เอาเข้าจริง พวกผู้มีอำนาจทั้งหลายก็ไม่ได้ตกระกำลำบากเหมือนอย่างชาวบ้าน เหล่านักธุรกิจ นายทุน หรือแม้กระทั่งชนชั้นกลางทั้งหลาย ต่างอยากให้ เกิดความสงบเรียบร้อย ฟังเหมือนจะดี แต่ก็เหมือนว่าพอเอาจริงๆ พวกที่พูดนี่มันเห็นแก่ตัวกว่าพวกอื่นๆไม่ต่างกับเหล่าผู้มีอำนาจที่กรอกหัวคนผู้หิวเงินด้วยขี้เลื่อย พวกนี้เลย เพราะเนื้อแท้พวกนี้ก็พียงต้องกาความสงบแบบหุบปากไม่ต่างกัน คืออย่างน้อยทำให้ตัวเองมีเงินมีตังค์ก็พอ ให้กิจการตนเองดีขึ้น ให้ ตนเองมีงานทำ ฯลฯ คนเหล่านี้คือเหยื่อของวาทกรรมแด๊กแกรบไม่ต่างกันเลย

ความพยายามที่จะยกหางตนเองบอกว่าเหล่าชนชั้นกลาง พวกตนมีความคิด ความรู้ จบการศึกษาสูงหรือ จะเอาแม่น้ำไหนมาชักนักไม่รู้ กล่าวโทษด่าว่าตนต่างจังหวัดคนจน หรือพวกผู้ชุมนุมต่างๆ ว่าทำให้บ้านเมืองไม่สงบ มันเป็นสิ่งสะท้อนความทุเรศของสภาพสังคมแบบชัดจนไม่อยากจะมอง ความคิดแบบเบ็ดเสร็จที่โดนผู้มีอำนาจยัดขี้เลื่อยมาใส่กะโหลกมายังไง ก็คิด ก็ทำไปตามที่เค้าว่ามาอย่างนั้น ไม่ได้มองอะไรที่มากไปกว่าที่เค้าบอกให้มอง ผู้มีอำนาจว่าไงก็ว่างั้น แล้วยังมีภาวะกระหายเงินเป็นตัวช่วยอีก ยิ่งทำให้คนกลุ่ม นี้ เพิ่มเติมความย่ำแย่ลงไปอีก ได้แต่มาเหยียดหยามคนอีกกลุ่มและต้องการแค่ ตัวเองรอด เพียงแค่นั้นหรือคือที่คนกลุ่มนี้ต้องการ มีสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนอยู่ว่า ถ้าบ้านเมืองไม่สงบแต่คนพวกนี้ มีรายได้มีเงินมากขึ้นคนพวกนี้จะต้องการไหม นี่คือเรื่องที่น่าสนใจมาก ว่าคนกลุ่มนี้จะคิดยังไง และตัดสินใจยังไง

ส่วนพวกชาวบ้านที่มักจะโดนด่า โดนทับถม โดนเอารัดเอาเปรียบจากทางสังคมเสมอ ๆ ไม่ว่าจะทางรัฐเอง หรือว่าจะเป็นเอกชน หรือชนชั้นที่ได้เปรียบกว่า คนเหล่านี้ก็โดนวาทกรรมหลอกมาเหมือนๆกัน ความเสียเปรียบทางโอกาสที่รัฐไม่เคยแก้ให้ดีขึ้นได้ แล้วยังโดนเหยียบซ้ำจากผู้คนอื่นๆอีก กลายเป็นการกล่าวโทษว่าคนเหล่านี้เป็นความผิด แต่เพียงกลุ่มเดียวเสมอๆ ทั้งๆที่คนพวกนี้ไม่อาจจะทำอะไรได้เลย ได้แต่ต้องพึ่งพารัฐที่ก็ทำแค่หากินกับกล่องเสียงคนพวกนี้ ไหนจะนายทุนที่อ้วนเอาๆจากการสวาปาชาวบ้านกลุ่มนี้

ดังที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่า ปัญหาทั้งหมดนั้นจะไปตกอยู่ที่ เรื่องของ ความคิดที่ตกหล่น และขาดหายไปจากทุกๆกลุ่ม
รัฐก็คิดจะเอาเพียงอำนาจ โดยไม่ได้มองเลยหาดที่จอดอยู่ว่า ไม่ได้มองว่า เรือที่จอดนับวันจะพุกร่อนลงหากไม่พัฒนาอะไรขึ้นมา คนกลุ่มนี้ติดบนหาดแห่งอำนาจที่หอมหวน จนทำให้อยากที่จะอยู่บนหาดที่พวกตนพึงพอใจ ไม่มองไปไหนไกลกว่านั้น

นายทุนเองก็ ยอมที่จะติดบนหาดไหนก็ได้หากว่าหาดนั้นทำเงินทำทองให้ สภาพหาดหรือทะเลจะเป็นยังไง ก็ช่างมันสำหรับเหล่านายทุน ที่กัดกินผู้คนและร่วมกันครอบงำ ไม่ต่างกับรัฐ

ชนชั้นกลางก็ ท่องแค่รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เอาตัวรอดแข่งกัน เพื่อรอดในสังคม แล้ว ที่แย่ก็คือ ความคิดที่คับแคบเป็นการติดบนหาดที่ทอดยาว มองกลุ่มอื่นคนอื่น เป็นปัญหา แต่กับไม่มองย้อนมาที่กลุ่มตนว่าเป็นปัญหา ทั้งๆที่คนกลุ่มต่างก็ติดอยู่บนหาดที่เหล่าผู้มีอำนาจตั้งใจให้คนเหล่านี้อยู่

หาดความคิดที่แตกต่างหลากหลาย ที่กลายเป็นการยินยอมพร้อมใจกันติดบนหาดนี้ๆ นาวาทางความคิดของแต่ละคนพากันติดอยู่บนโขดหิน เกยตื้นบนหาดที่ต่างคนต่างทำเหมือนกับ ยอมรับการติดหาดนั้นแบบกลายๆ

ความคิด ที่ต่างพากันเกยตื้น และมองหาเพียงความคิดที่ตนเองอยากให้เป็น เหมือนๆกันไปหมด โดยไม่เดินลงจากหาดที่เกยตื้นนั้นไปสู่ทะเลความคิดที่ลึกซึ้งขึ้น จนสามารถที่จะนำเอานาวาความคิดเดินทางไปสู่ท้องทะเลแห่งอนาคตได้

มองออกไปยังท้องทะเล เหล่ากองเรืออื่นๆไปแล่นนาวาทางความคิดออกไปทิ้งห่างกองเรือของเราไปเรื่อยๆ ในขณะที่เราเริ่มที่จะหยุดการใช้นาวาความคิดลง และไม่ทำการผลิตเพิ่มทั้ง ตัวเรือ และเหล่านักสร้างเรือ หรือแม้กระทั่งลูกเรือ หากเป็นเช่นนี้ เราก็คงได้แต่ยอมรับว่าเรามีความสุขบนหาดที่เราเกยตื้นอยู่ แบบที่เราควรเป็นเช่นนั้นหรือ


Create Date : 01 กรกฎาคม 2550
Last Update : 1 กรกฎาคม 2550 21:36:09 น. 0 comments
Counter : 467 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]