สิ่งที่อยากบอกน้องชาย


เมื่อวานน้องมีอาการกำเริบโพสต์เฟซบุ๊ก คิดว่าภรรยาตัวเองนอกใจ แต่ความจริงไม่มีอะไรทั้งนั้น อาการน่าจะมาจากการที่ลดยา เปลี่ยนยา (พอดีน้องเปลี่ยนโรงพยาบาล ไม่ได้รักษาที่ศรีธัญญา แต่มารักษาโรงพยาบาลใกล้บ้าน) แม่ก็บอกน้องว่าน่าจะมาจากที่เปลี่ยนยา แต่น้องไม่เชื่อ บอกว่าเป็นเพราะภรรยาเขา อย่าโทษว่ามาจากโรคไบโพลาร์

ตอนหลังภรรยากลับมาก็คุย ปรับความเข้าใจกันได้ก็ไม่มีอะไร แต่ยังไงน้องก็ควรจะกลับไปกินยาแบบเดิม เท่าเดิมในความคิดของทุก ๆ คน แต่กว่าจะได้พบหมอก็อีก 3 สัปดาห์ ก็ไม่รู้ว่าก่อนที่จะได้เจอหมอ จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า บางคนก็แนะนำว่าให้พาน้องไปหาหมอก่อนวันนัด แต่ก็ไม่รู้ว่าน้องจะยอมไปไหม

อยากบอกน้องว่าเวลารักใคร อย่ารักให้มากเกิน รักแต่พอดี ๆ และก็ให้ไว้ใจกัน เชื่อใจกัน

แล้วก็โรคไบโพลาร์นี่ ถ้ามันจะต้องกินยาแบบเดิม เท่าเดิมไปตลอดชีวิต ก็กินไปเถอะ ตัวพี่เองก็ต้องกินยาเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่พี่คิดว่าพี่ไม่เป็นอะไรแล้ว

พ่อแม่ก็เป็นห่วงเรา อย่าไปโมโหท่านเลย เวลาที่ท่านมีความคิดที่ต่างจากเรา

เชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่อย่าลืมฟังสิ่งที่พ่อแม่พูดด้วย

ภรรยาก็มีสิทธิ์ใช้ชีวิตอิสระ อย่าไปติดตามเขามาก แล้วระแวงไปเอง

พี่อยากโพสต์สิ่งที่พี่อยากบอกลงเฟซบุ๊ก แต่พี่ไม่กล้าว่ะ กลัวน้องโมโหพี่ แต่วันหนึ่งพี่ก็คงต้องพูด ถ้าวันนั้นน้องอาการกำเริบ และพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว พี่ก็ต้องดูแลน้องแทนพ่อแม่ ซึ่งพี่ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงเหมือนกัน แต่พี่ก็ต้องรับ (รับมือ) ให้ได้

ภรรยาอาจจากไปได้ แต่พี่ต้องอยู่ดูแลน้องเสมอ พี่อยากให้น้องรักษาดูแลจิตใจภรรยาให้ดี เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเขาจะอยู่กับเราถึงเมื่อไหร่ รักที่บอกว่ารักตลอดไป ถ้าถึงวันหนึ่งเขาทนไม่ไหว และไม่มีพ่อแม่ที่จะมาช่วยดูแลน้องแล้ว เขาอาจจะไปก็ได้นะ ไม่มีใครรู้หรอก

พี่อาจจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แต่บางสิ่งมันก็เกิดขึ้นได้

ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้รักกันอย่างพอดี เพราะอะไรที่มันมากเกิน มันก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ



Create Date : 02 มีนาคม 2564
Last Update : 2 มีนาคม 2564 17:26:10 น.
Counter : 169 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
รู้สึกโหวงในใจ


ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรหัวใจ มีเรื่องให้ได้ใจหายตลอด หลังจากที่ได้รู้ว่าพี่เสือมีคนมาจีบ วันต่อมาก็ได้รู้ว่าน้องจูลกำลังจะแต่งงาน

น้องจูลคือผู้หญิงคนแรกที่เรารัก เราก็รักมานานแล้วล่ะ เรารู้จักน้องจากการที่น้องเต้นโคฟเวอร์ แล้วเราก็ได้เป็นแฟนคลับวงน้อง เป็นแฟนคลับน้อง เราเคยรักน้องมาก ๆ จนหวงน้อง ตอนนั้นน้องมีแฟนเป็นผู้หญิง ก็ไม่อยากให้น้องมีแฟน จนน้องไม่คุยกับเรา ห่างกันไปพักหนึ่ง ตอนหลังก็ไปขอโทษ เลยได้กลับมาคุยกัน คุยกันแบบมีระยะ เพราะตอนนั้นน้องก็ยังคบกับแฟนอยู่ แล้วตอนหลังน้องก็เลิกกับแฟนไป

เราก็รักน้องในแบบแอบปลื้ม ชื่นชม อยู่ในสถานะแฟนคลับ เพราะหลังจากที่น้องให้โอกาสได้กลับมาคุย เราก็รู้ว่าควรจะรักน้องในแบบไหน แบบไหนที่จะรักกันได้ยาว ก็เลยคงอยู่ในสถานะแฟนคลับ ไม่รักและอยากเป็นมากไปกว่านี้

แล้ววันหนึ่งเราก็ได้มีโอกาสใกล้ชิดน้องมากขึ้น เจอน้องมากขึ้น จากที่เราเปลี่ยนที่ทำงาน ได้มาทำงานอยู่ในตึกเดียวกับน้อง แต่คนละสำนักงาน ช่วงนั้นก็มีความสุขนะ แบบอยากเจอน้อง ให้ของน้องก็ลงลิฟต์ไป น้องอยากเจอเรา ให้ของเราก็ขึ้นลิฟต์มา

และช่วงนั้นเองเราก็ได้รับรู้เรื่องราวความรักของน้อง น้องได้มีโอกาสเจอผู้ชายคนหนึ่งหน้าลิฟต์แล้วรู้สึกชอบ แต่ก็ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นมีแฟนหรือเปล่า แต่ด้วยความที่ชอบมากก็ให้เพื่อนเอาเบอร์ตัวเองไปให้ผู้ชายคนนั้น แล้วบอกผู้ชายคนนั้นว่าถ้ายังไม่มีแฟนก็ให้โทรมา โดยที่ผู้ชายคนนั้นก็ได้เห็นหน้าน้องแล้วจากการที่เพื่อนชี้บอก

ปรากฏว่าผู้ชายคนนั้นก็โทรมา และก็ได้มีโอกาสไปกินข้าวกัน น้องบอกว่าคุยกับผู้ชายคนนี้แล้วถูกคอ มีความคิดเห็นที่ตรงกันหลายเรื่อง เรียกว่าประทับใจ

เราก็ได้มีโอกาสเจอผู้ชายคนนี้จากการที่น้องแนะนำให้รู้จัก เจอกันหลายครั้งเลย แล้วเจอกันทุกครั้งเราก็เขิน น้องเขาก็จะบอกว่าเขินทำไมพี่ คือ ผู้ชายคนนี้น่ารัก ดูเรียบร้อย เรามองเราก็รู้สึกชอบ ก็ไม่ค่อยกล้ามองตาเท่าไหร่ มองแล้วเขิน

หลังจากที่ผู้ชายคนนี้ย้ายที่ทำงาน เราก็ไม่มีโอกาสเจออีก ประกอบกับเราก็ไม่ได้ทำงานที่นั่นต่อ แล้วน้องเองก็ลาออกจากบริษัทเพราะจะไปเรียนต่อปริญญาโท เราก็เลยไม่ได้เจอกัน

เป็นเวลาสิบปีแล้วที่ไม่ได้เจอ แต่เราก็ตามดูน้องเรื่อย ๆ นะ ตอนที่เรายังไม่มีใคร ตอนที่น้องเรียนปริญญาโท เวลาว่าง เราก็ยังแชทกัน แล้วเราก็ติดตามดูเขาคนนั้นด้วย น้องกับเขาก็ยังคบกันเรื่อย ๆ เราก็รอว่าเมื่อไหร่น้องจะแต่งงาน เพราะหลังจากที่น้องเรียนจบปริญญาโท น้องก็เข้าทำงานที่เดียวกันกับเขาคนนั้น งานการก็มั่นคง แต่เวลาก็ผ่านมาเรื่อย ๆ คนในวงที่อายุน้อยกว่าน้องก็แต่งงานไปแล้ว

เราคิดว่าน้องจะแต่งงานเมื่อไหร่นะ จนกระทั่งได้รู้ข่าวเมื่อวานจากในไอจี น้องลงรูปพรีเวดดิ้ง น้องก็น่ารัก สวยงามในชุดเจ้าสาว พอเห็นรูปน้องก็รู้สึกโหวง ๆ ในใจยังไงไม่รู้ จากที่รอคอยว่าเมื่อไหร่น้องจะแต่งงาน พอเห็นรูปน้องในชุดเจ้าสาว ก็อดใจหายไม่ได้

น้องคือคนที่เรารัก คนที่เราปลื้มมานาน มันบอกไม่ถูก นี่ขนาดว่าเราก็ไม่ได้ตามน้องมานานแล้วนะ หลังจากที่เราได้รู้จักกับพี่เสือ เราตามดูน้องน้อยลงไปมาก เรายังรู้สึกใจหาย ถ้าเราไม่มีคนรัก หรือไม่ได้รักใครเลยหลังจากน้อง เราคงใจหายกว่านี้ เพราะเราคงจะตามดูน้องทุกวัน

ยิ่งตามดูมาก เราก็เอาใจเราไปผูกพันมาก ดีแล้วล่ะที่เราก็ไม่ได้ผูกพันกับน้องขนาดนั้น เราก็เลยไม่ได้เศร้ามาก แค่รู้สึกใจหาย รู้สึกโหวง

นี่ถ้าวันหนึ่งพี่เสือแต่งงาน มีรูปสวมชุดเจ้าบ่าว เราจะรู้สึกใจหายไหมนะ ถ้าสุดท้ายคนที่เขาเลือกเป็นคู่ชีวิตจริง ๆ ไม่ใช่เรา เราว่าเราก็คงใจหายแหละ เพราะพี่เสือก็คือคนที่เรารักและติดตามมานาน แต่ถึงอย่างไร เราก็ปล่อยวางได้ เพราะถ้าไม่ใช่ จะให้มันใช่ มันก็คงเป็นไปไม่ได้



Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2564
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2564 22:43:26 น.
Counter : 261 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
เมื่อวาน - วันนี้ (7 - 8 ก.พ. 64)


เมื่อคืนได้โพสต์ข้อความที่เขียนไว้ในบล็อกเมื่อวานลงเฟซบุ๊กเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักของเรา ตอนแรกก็ลังเลว่าจะโพสต์ดีหรือไม่ เพราะกลัวว่าจะมีคนเป็นห่วง และถามไถ่กันเข้ามา หรืออีกทางก็กลัวว่าจะเงียบมาก ประมาณว่าก็เรื่องของมึง ถ้าไม่มีไลก์ก็แอบเสียเซลฟ์เหมือนกันนะ

(น่าแปลกนะว่าทำไมเราต้องคาดหวังว่าคนจะมาไลก์ เวลาเราโพสต์เฟซบุ๊ก ทั้งๆ ที่เวลาเราโพสต์ลงบล็อก เราไม่คาดหวังว่าคนจะมาโหวต)

การคาดหวังก็ทำให้รู้ว่า เรายังเป็นมนุษย์ธรรมดา ยังมีความปรารถนาอยู่

ข้อความที่เราโพสต์ไป คือ

ความรักสอนให้ฉันเข้าใจการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ไม่มีอะไรที่จะคงเดิมได้อยู่ตลอด แม้กระทั่งความรู้สึก

วันหนึ่งฉันรักมาก วันหนึ่งฉันเจ็บมาก

วันหนึ่งเคยสนิท วันหนึ่งกลายเป็นไม่สนิท

ฉันอาจเคยโกรธเคืองการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่สุดท้ายฉันก็รู้ดีว่าฉันเปลี่ยนแปลงความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้

ที่ทำได้คือยอมรับ เข้าใจ ให้อภัย ถึงจะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้โดยไม่ทุกข์ร้อน

ปัจจุบันก็ยังอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ แม้ว่าเรื่องจะผ่านมานานแล้วก็ตาม


วันนี้เราได้เข้าไปดู และได้เห็นว่ามีคนมากดไลก์ให้เรา 12 คน ซึ่งสำหรับเรา ถือว่ามากแล้ว หนึ่งในนั้นมีคนมาไลก์เป็นความรู้สึกว่าห่วงใย ทั้งๆ ที่เรากับเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน (เขาเป็นลูกศิษย์ของแม่เพื่อนเรา แต่เราไม่รู้จักเขาหรอกนะ)

ส่วนอีกคนเป็นเพื่อนร่วมคณะ(แต่คนละเอก)สมัยเรียนปริญญาตรี เขาคนนี้ปกติก็จะไม่มากดไลก์อะไรให้เรานะ แต่เขามากดไลก์

การที่มีคนไม่รู้จัก หรือไม่สนิทมากดไลก์ให้นั้น เราก็รู้สึกดีใจ มันเป็นความดีใจระคนแปลกใจ

ส่วนคอมเมนต์ก็มี แต่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่เราโพสต์นัก เป็นคอมเมนต์เตือนให้เรานอนได้แล้ว คนมาคอมเมนต์คือนักเขียนร่วมสังกัดช่องนานาบันเทิง ตอนสายของวันนี้ก็มาโพสต์เพิ่มเติมว่าเรื่องผีที่ออนแอร์ไปเมื่อวันก่อน เรื่องที่เขาเขียน เขาเอาชื่อเราไปเป็นตัวละครในเรื่องด้วย วันนี้ก็เลยมีเรื่องให้ได้ฮา
 
------------------------------------

วันนี้เมื่อเข้ามาในบล็อกแก๊ง อันดับแรกเลยคือ เข้าบล็อกของพี่ก๋า ตอนแรกที่เห็นหัวข้อ นึกว่าจะเป็นคำสอนสำหรับเด็กเล็ก แต่ปรากฏว่าเมื่ออ่านแล้ว เป็นคำสอนสำหรับเด็กโต วัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงวัยชราเลยทีเดียว

เราชอบข้อความของหนังสือที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันทำให้นึกถึงการเขียนของเรา เราเคยบันทึกความรักสมัยมัธยมในตอนนั้น ตอนที่เรายังเป็นวัยรุ่น เราคิดว่าถ้าเราค้นเจอ และเราเปิดในตอนนี้ความรู้สึกที่ได้อ่านก็คงจะไม่ใช่ความฟุ้งความฝัน แต่เป็นความคิดถึง คิดว่าป่านนี้เขาจะเป็นยังไงบ้างนะ เขาจะแต่งงานมีลูกหรือยัง และถ้าเลยไปอีกช่วงเวลาหนึ่งที่โตกว่านี้ ความรู้สึกก็คงจะโตขึ้นตาม

ยังมีงานเขียนอีกหลายงาน หลายแบบที่เมื่อเราโตขึ้น ย้อนกลับมาอ่าน ก็อาจจะคิดว่าเราเขียนไปได้ยังไงวะ หรือ เคยมีความรู้สึกแบบนี้ด้วยเหรอ และบางทีก็อาจทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้น

ถ้าเราเติบโตจากการอ่านหนังสือที่ยิ่งใหญ่ได้ เราก็เติบโตได้จากงานเขียนเล็กๆ ของเราได้เช่นกัน
 


(ขอบคุณที่มาจากบล็อกพี่ก๋า)
 
------------------------------------

เมื่อวานฟังพี่อ้อยพี่ฉอด On Tour พูดถึงเรื่องรักไม่มีสถานะ เขาแนะนำว่าให้เดินจากมา เพราะอยู่กับรักที่ไม่มีสถานะ 4 ปี ถ้าไปเรียนปริญญาตรี ป่านนี้ก็จบแล้ว

เราเองก็อยู่กับรักที่ไม่มีสถานะนะ เวลาเพื่อนถามว่ามีแฟนหรือยังก็ตอบว่าโสด ทั้งที่ความจริง เรามีคนที่รักอยู่ แต่เราก็อยู่มันไปแบบนี้แหละ เพราะไม่คาดหวังอะไรอยู่แล้ว ไม่คิดว่าตัวเองจะมีคนมาจีบอีก แต่ถ้ามีคนมาจีบ แล้วทำให้หวั่นไหวได้ ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงเหมือนกัน

แต่ที่แน่ๆ ถ้าจะลาจากกันก็ต้องคุยกันก่อนล่ะ คงไม่ใช่อยู่ๆ จากไปอย่างเงียบๆ

(คนที่เรารักปัจจุบันเป็นผู้หญิงนะ ไม่ใช่ผู้ชาย)

(ความรักครั้งนี้ทำให้เราค้นพบว่าเราเป็นไบ)
 
------------------------------------

เมื่อวานพ่อทำเฟซบุ๊กใหม่ แล้วแอดแม่เป็นเพื่อน (ที่รู้เพราะเอาโทรศัพท์แม่มาเล่น) นี่ถ้าพ่อมาแอดเราเป็นเพื่อน เราคงไม่รู้ว่าจะรับแอดดีไหม แต่เราก็คงต้องรับแหละ ยังไงก็ต้องรับ แต่เราคงไม่ให้พ่อเห็นงานเขียนทั้งหมดของเราหรอก

วันนี้พ่อมาหาที่บ้านก็คุยกันหลายเรื่อง แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราส่วนใหญ่พ่อจะไม่ค่อยรู้หรอกโดยเฉพาะเรื่องของความรัก
 
------------------------------------

วันนี้เราฟังเพลงเหตุเกิดจากความรักไปหลายรอบ และก็ยังฟังอยู่ในขณะที่กำลังเขียนบล็อกนี้




Cr. Youtube ::
[Official Audio] เหตุเกิดจากความรัก Ost.Club Friday The Series 7 



Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2564
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2564 23:31:05 น.
Counter : 217 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
ความทรงจำปี 2020  

 
                ปีนี้เป็นที่มีอะไรที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในหลาย ๆ เรื่อง ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องแรก เรื่องของงานเขียนของเรา เราไม่คิดว่านามปากกา โพล้เพล้ จะกลับขึ้นมาได้อีก หลังจากที่นิตยสารเรื่องผีและวิญญาณปิดตัวไปเมื่อประมาณปี 61 และสำนักพิมพ์ออลเวย์ไม่สามารถตีพิมพ์นิยายสยองขวัญของเราได้เพราะมีปัญหาเรื่องทุน เราก็คิดว่านามปากกานี้ก็คงจะเงียบหายไป เพราะเราตั้งใจว่าจะไปเขียนแนววาย แต่ปรากฏว่าพี่นานา เจ้าของช่องนานาบันเทิงกลับได้มาเห็นเรื่องผีที่เราโพสต์เอาไว้ในเว็บธัญวลัยแล้วเกิดสนใจ จึงติดต่อเข้ามาเพื่อขอนำไปทำพอดแคสต์ โดยมีค่าเรื่องให้ ทำให้นามปากกานี้กลับมาปรากฏอีกครั้ง
                เราไม่คาดคิดเลยว่าคลิปแรกจะมีคนฟังเป็นแสน มันเกินกว่าที่เราคาดหวังไว้เยอะ (แต่คลิปต่อ ๆ มา คนฟังไม่เยอะแล้วนะ แต่เราก็ถือว่าเยอะอยู่ เพราะอยู่ในหลักหมื่น) มันทำให้เราดีใจที่นามปากกา โพล้เพล้ ได้กลับมาโลดแล่น และสามารถสร้างรายได้จากงานเขียนเรื่องผีได้อีกครั้ง
                ปีนี้งานที่เราเขียนจึงเป็นเรื่องผี เรื่องสยองขวัญล้วน ๆ เรื่องแนววายนี่เรียกว่าพักไปเลย
                ปีนี้ถึงมีเรื่องของโควิด แต่เราก็สามารถทำงานได้อยู่ เราอยู่บ้านดูแลยาย และก็เขียนเรื่องผี
 

               
                ในส่วนเรื่องของความรัก ก็ยังเป็นความสัมพันธ์ที่เรายังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นแฟนกัน เพราะยังไม่เคยเจอตัวจริงกันเลย เห็นแต่รูปในไอจี และทักทายกันผ่านทางไอจี
                ปีนี้ห่างไกลกันกว่าเดิม เพราะพี่เสือไม่เล่นไลน์ และย้ายที่อยู่ พี่เสือไปอยู่เพชรบูรณ์ จากแรกเริ่มอยู่นครปฐม แล้วย้ายไปสมุทรปราการ ตอนนี้ไปอยู่เพชรบูรณ์แล้ว ทำให้รู้สึกไกลขึ้น ไกลขึ้น แต่เห็นพี่เสืออยู่ที่นั่นแล้วมีความสุข เราก็มีความสุข
                เราไม่รู้ว่าพี่เสือยังอ่านบล็อกเราอยู่ไหม เพราะพี่เสือมีกิจกรรมทำเยอะมาก
                เราเองก็ตามดูไอจีพี่เสือ แต่ไม่กดไลก์ทุกรูปเหมือนที่ผ่าน ๆ มา เพราะเราก็มีอะไรที่ไร้สาระให้ทำเยอะ
                เรารู้สึกว่าเราติดพี่เสือน้อยกว่าเมื่อก่อน แต่เราก็ยังรักพี่เสือเหมือนเดิมนะ
                ขอบคุณพี่เสือที่ยังทักทายกันในไอจี ถ้าไม่มีไอจี เราคงจะขาดจากกันไปเลย
                ปีหน้าก็หวังว่าเราจะ ‘คงเดิม’ นะ แต่ถ้าจะห่างกันมากกว่าเดิมก็ไม่เป็นไร เรารับได้ทุกสถานการณ์อยู่แล้ว หวังว่าสักวันหนึ่งเราคงได้เจอกัน แล้วเราค่อยมาคุยกันอีกทีว่าสถานะของเราสองคนจะเป็นแบบไหน
 
               

                สำหรับเรื่องของเพื่อน เพื่อนสนิทเราแต่ละคนก็ก้าวหน้ากันไปหมดแล้ว ทำให้เราแอบคิดว่าถ้าเรายังทำงานออฟฟิศ เราคงไม่ได้เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าถ้าเรายังทำงานออฟฟิศ เราจะเผชิญความกดดันอะไรบ้าง บางทีเราอาจจะป่วยเป็นโรคจิตเวชที่หนักกว่าเก่า (ขนาดเราไม่ได้ทำงานออฟฟิศ เรายังป่วยเลย)
                แม่เราจะบอกเสมอว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ” เราก็พยายามจะคิดให้ได้อย่างนั้น
                ปีนี้มีเพื่อนในเอกเราคนหนึ่งเสียชีวิต เขาป่วยเป็นมะเร็งแล้วก็เสียชีวิตลง พอได้ทราบข่าวก็รู้สึกใจหาย แวบหนึ่งเรารู้สึกอิจฉาเขา เพราะรู้สึกว่าเขาไม่ต้องมาเผชิญทุกข์อะไรในโลกนี้แล้ว แต่คิดในอีกมุมหนึ่งก็เสียดายที่เขาจะไม่ได้เห็นอะไรที่น่าสนุกในโลกนี้ต่อ
                 เราควรใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ให้คุ้มค่าที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ (คำว่าคุ้มค่าของเราหมายถึงใช้อย่างเป็นประโยชน์ด้วยนะ) เราไม่กลัวความตาย ถ้าความตายมาถึง เราพร้อมรับเสมอ เรากลัวการไม่ตายมากกว่า
 


                 สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองที่หนักสุดก็เห็นจะเป็นโควิด ในส่วนของตัวเราไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะอยู่บ้านเป็นหลักอยู่แล้ว ปีนี้เราไม่ค่อยได้พายายไปฟอกไต เราอยู่บ้านดูแลบ้านแทน น้าก็จะเป็นหลักที่พายายไปฟอกไต แม่ก็จะมาช่วยเสริมเวลาที่มาบ้านนี้
                 เราออกจากบ้านไม่บ่อยนัก ออกทุกครั้งก็จะต้องใส่หน้ากาก ซึ่งบางครั้งเราก็ลืม ต้องไปซื้อเอาข้างนอก เราเลยหาวิธีแก้โดยมีหน้ากากผ้าติดอยู่ทุกกระเป๋า ถ้าลืมหยิบจากที่บ้าน ก็ยังมีในกระเป๋า
                 เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่โควิดจะหมดไป แล้วเราไม่ต้องใส่หน้ากาก 

                
                
                นอกจากเรื่องโควิดแล้ว เรื่องการเมือง เรื่องการชุมนุมก็เป็นอะไรที่น่าติดตาม ในทวิตเตอร์ก็ติดเทรนด์กันตลอด ในไลน์กลุ่มเพื่อนสมัยม.ปลายก็ส่งมาว่าควรหลีกเลี่ยงเส้นทางในจุดไหน แต่เราไม่ออกจากบ้านอยู่แล้วก็ไม่เป็นปัญหา เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่เราควรงดการแสดงออกว่าอยู่ฝั่งไหน เพราะอาจมีเรื่องกันได้ง่าย ๆ

 
                เรื่องบันเทิงปีนี้เราสูญเสียคนในวงการบันเทิงไปหลายคน คนที่เราชอบ และคิดถึงที่สุดก็จะเป็นพี่โรเบิร์ต สายควัน เราชอบการเล่นตลกของพี่เขา ดูแล้วฮาทุกที บางทีแค่เห็นหน้าก็ฮาได้ เวลามีคลิปตลกในติ๊กต็อก เราจะต้องไลก์เก็บไว้ทุกครั้ง ถ้าพี่เขายังอยู่ คงสร้างเสียงหัวเราะได้อีกมาก
 


                เรื่องละคร ปีนี้เราดูละครน้อยกว่าปีที่แล้ว ละครที่เราดูตั้งแต่ต้นจนจบจริง ๆ มี 2 เรื่อง นั่นคือ ฉลาดเกมส์โกง กับ รักแลกภพ ส่วนใหญ่เราจะดูวาไรตี้โชว์ แต่ 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรางดดูวาไรตี้โชว์ไปเลย แต่เรายังคงตามข่าวคราวละครเรื่องอื่น ๆ อยู่ในห้องบางขุนพรหม เว็บพันทิป และคิดว่าถ้ามีเวลา บางเรื่องก็จะไปย้อนดู



 

                ปีนี้เรายังท่องเว็บพันทิปเหมือนเดิม ห้องที่เราเข้าก็จะมี 4 ห้องหลัก ๆ นั่นคือห้องบางขุนพรหม ถนนนักเขียน(ห้องกลอน) สยามสแควร์ และสวนลุมพินี
                เรื่องการตอบกระทู้หลัก ๆ ของเราจะอยู่ที่ห้องสยามสแควร์ เพราะเป็นเรื่องความรัก เรื่องวัยรุ่น เรื่องการเรียน ซึ่งเราเคยผ่านประสบการณ์มาหมดแล้ว
                ห้องสวนลุมพินี เราจะเข้าไปดูในแท็กของสุขภาพจิต เราก็จะตอบเท่าที่เราตอบได้ จากประสบการณ์ที่ตัวเองป่วยเป็นโรคจิตเวช มีน้องชายเป็นไบโพลาร์ และมีคนรัก(พี่เสือ)เป็นโรคซึมเศร้า พารานอยด์ ก็จะพอรู้ว่าเวลามีอาการจะเป็นอย่างไร เราต้องระมัดระวังในคำพูด ระมัดระวังในการเขียนมากแค่ไหน
                การตอบกระทู้บางทีเราก็เครียดนะ แต่มันก็ทำให้เรามีความสุข เวลาที่เห็นเจ้าของกระทู้ตอบกลับมาว่าขอบคุณ
           
                ปีหน้าเราก็ยังคงท่องพันทิปเหมือนเดิม และแน่นอนบล็อกแก๊งก็ด้วย เราพยายามจะใช้เวลาให้เท่า ๆ กัน คิดว่าจะคอมเมนต์คนอื่นให้มากขึ้น ถ้าเราสามารถทำได้…       



Create Date : 31 ธันวาคม 2563
Last Update : 31 ธันวาคม 2563 16:54:27 น.
Counter : 620 Pageviews.

16 comment
Blog 2021 (งานตะพาบครั้งที่ 268)

 
                ก่อนจะเริ่มเรื่องการเขียนบล็อกในปีหน้า ก็ขอพูดถึงการเขียนบล็อก รวมถึงการอ่านบล็อกในปีนี้ก่อน จริง ๆ ในปีนี้เราตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าเราจะเอาธรรมะที่แม่บันทึกเอามาลงในบล็อก แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เอามาลง เรื่องการอ่านเราก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าเราจะอ่านบล็อกที่เกี่ยวกับงานเขียนให้ได้วันละ 5 บล็อกเพื่อที่จะกระจายโหวต เพราะเราอยากให้คนที่เขียนงานคนอื่น ๆ ได้สายสะพายบ้าง แต่สุดท้ายเราก็ทำไม่ได้
 
                เรื่องสายสะพายเป็นเรื่องที่เราอยากให้บล็อกแก๊งมีการแก้กติกาใหม่ เราอยากให้หลาย ๆ คนได้มากเลยนะ บางคนอัพบล็อกทุกวัน เขียนงานได้ดี แต่ก็ไม่ได้ (คนที่เราเห็นและอยากให้เขาได้สายสะพายมาก ๆ คือคุณออโอ คุณควรได้สายสะพายหมวดหนังสือนะ)
 
                เรื่องโหวต ปีนี้เราใช้โหวตน้อย เพราะเราอ่านน้อย บางบล็อกเข้าอ่านแล้วเราไม่ได้โหวตก็มี เพราะไม่อยากให้เขาตามมาโหวตคืน เนื่องจากบล็อกที่เราเขียนก็ไม่ได้ดีเด่อะไร
 
                เรื่องคอมเมนต์ ปีนี้ก็ไม่ค่อยได้คอมเมนต์ใคร ที่ไปคอมเมนต์บ่อยหน่อยก็เป็นคุณต่อกับคุณก๋า ปีนี้ได้ตอบบล็อกคุณก๋าเป็นกลอนด้วย เลยได้สร้างกรุ๊ปบล็อกใหม่เป็นกรุ๊ปบล็อก ‘ตอบบล็อกพี่ก๋า’ ส่วนบล็อกของตัวเองไม่ได้เปิดคอมเมนต์ เพิ่งจะมาเปิดก็ช่วงใกล้จะสิ้นปี
 
                เรื่องการเขียนบล็อก ปีนี้เขียนไดอารี่น้อยกว่าปี 62 เยอะ ปี 62 เขียนเยอะเพราะป่วย ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช กรุ๊ปบล็อก ‘บันทึก(ไม่)ลับ ฉบับคนบ้า’ จึงถือกำเนิดขึ้นมา ปีนั้นสนุกมากเลย จินตนาการอะไรเยอะแยะ พอปี 63 อาการไม่มีแล้ว ได้กลับมาอยู่โลกแห่งความจริง ก็หมดสนุกไป การเขียนไดอารี่ก็น้อยลง การเขียนกลอนก็น้อยลง แต่เรายังร่วมเขียนงานตะพาบเท่าที่จะเขียนได้
 
                สำหรับปีหน้าจริง ๆ ก็ไม่อยากตั้งเป้า เพราะกลัวจะทำไม่ได้อีก แต่ก็ตั้งเป้าไว้เสียหน่อย ปีหน้าเราจะลงธรรมะที่แม่บันทึกต่อ น่าจะได้หลายบล็อกอยู่กว่าจะครบที่แม่เขียน ส่วนไดอารี่เราไม่แน่ใจว่าเราจะเขียนได้เท่าไหร่ พอ ๆ กับกลอน เพราะกลอนที่เอามาลง จะเป็นกลอนที่แต่งแจมกระทู้คนอื่นในพันทิป
 
                ปีหน้าเรื่องการโหวต เราควรจริงจังไหมนะ ถ้าเราโหวตโดยที่ไม่ได้อ่านจะเป็นอะไรหรือเปล่า เพราะหลายบล็อกเราอยากโหวตให้มาก (บางทีเราอาจจะโหวตไปโดยที่ไม่ได้อ่านก็ได้)
 
                ปีหน้าเรื่องคอมเมนต์ คิดว่าจะพยายามคอมเมนต์ให้ได้มากขึ้น ถ้าเราคอมเมนต์ แปลว่าเราต้องอ่านก่อน แต่ถ้าเราโหวต แต่ไม่คอมเมนต์ เราอาจจะไม่ได้อ่านก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องโหวตเรากลับ และในบล็อกเราอาจจะปิดคอมเมนต์ในบางบล็อก
 
                ปีหน้าเราอยากให้คนที่ไม่เคยได้สายสะพายได้สายสะพายบ้าง แต่เราก็รู้ว่าเราช่วยไม่ได้มาก (หรือช่วยไม่ได้เลย) แต่เราก็รู้ว่าถึงอย่างนั้นคนที่รักการเขียนบล็อกก็ยังคงเขียนต่อไป มีบางคนอัพบล็อกทุกวันโดยไม่คิดถึงสายสะพาย ซึ่งเราก็ทึ่งมาก
 
                การที่หลายคนยังอยู่ มันทำให้บล็อกอยู่ได้ เราเป็นส่วนหนึ่งของบล็อก และบล็อกก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา ถ้าขาดกันแล้วก็ไม่รู้จะเป็นยังไง แต่ที่แน่ ๆ มันคงทำให้เราคิดถึง
 
                ขอบคุณบล็อกแก๊งที่เปิดพื้นที่ให้เราเขียนอะไรก็ได้ และทำให้เราได้มิตรภาพที่ดี ๆ หวังว่าปีหน้าจะมีคนกลับเข้ามาเขียนบล็อกอีกนะ เพราะเราก็รอ อยากอ่านบล็อกของหลายคน อย่าหายไปนานนักล่ะ “คิดถึง”...



Create Date : 29 ธันวาคม 2563
Last Update : 29 ธันวาคม 2563 23:45:37 น.
Counter : 240 Pageviews.

9 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  

comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]



Group Blog
All Blog
  •  Bloggang.com