น้องย้ายโรงพยาบาลแล้ว


น้องย้ายโรงพยาบาลจากโรงพยาบาลกรุงเทพไปโรงพยาบาลศรีธัญญาแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รถจากโรงพยาบาลกรุงเทพไปส่งถึงศรีธัญญาในช่วงค่ำ ก็ไปรอหมอเวรประเมินอาการที่ห้องจิตเวชฉุกเฉิน ตอนแรกจองห้องพิเศษห้องเดี่ยวไว้ แต่หมอประเมินอาการแล้วควรอยู่ในห้องรวม น้องก็เลยได้ไปอยู่ห้องพิเศษรวมชาย

ที่นี่จะต่างจากโรงพยาบาลกรุงเทพ คือ เขาจะแยกชายหญิงอยู่คนละตึก แต่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ชายหญิงจะอยู่รวมกัน แต่จะมีห้องเดี่ยวให้อยู่คนละห้อง (ที่โรงพยาบาลกรุงเทพจะมีห้องพัก 7 ห้อง) พอถึงเวลาก็จะมาทำกิจกรรมร่วมกัน

เวลาเยี่ยมของที่ศรีธัญญานี้จะมี 2 รอบ คือ รอบเช้า 9.00 – 11.00 น. และรอบบ่าย 13.00 – 15.00 น. ซึ่งเราว่าก็ดีตรงที่ไม่ต้องกลับมืด

การเดินทางไปโรงพยาบาลศรีธัญญาก็สามารถไปได้โดยรถไฟฟ้า จากบ้านเราก็นั่ง BTS ไปลงอโศกแล้วต่อ MRT ไปลงสถานีเตาปูน แล้วต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วง ไปลงสถานีกระทรวงสาธารณสุข ก็ถึงเลย

เมื่อมาแอดมิทสิ่งที่ต้องเตรียมให้ผู้ป่วย คือ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน รองเท้าแตะ แต่ถ้าไม่ได้เตรียมมา สามารถไปซื้อได้ที่เซเว่นตรงหน้าทางเข้าโรงพยาบาล

ที่นี่จะไม่ให้ผู้ป่วยถือเงิน แต่สามารถฝากเงินไว้สำหรับที่ผู้ป่วยอยากจะซื้อของได้ที่เจ้าหน้าที่ ส่วนเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ก็ไม่ให้ผู้ป่วยเอาเข้า เอาเข้าได้แต่หนังสือ สมุดจด ปากกา

น้องเข้าไปวันเดียวก็มีเพื่อน มีกลุ่มแล้ว น้องบอกว่าอยู่ได้ แต่มีปัญหาตรงห้องน้ำ เพราะชักโครกไม่มีฝารองนั่ง ไม่มีทุกห้องเลย

ในส่วนอื่นๆ น้องก็ไม่มีปัญหา แม่เราก็จะไปเยี่ยมน้องเป็นหลัก (แม่จะไปเยี่ยมทุกวัน) เพราะทางโรงพยาบาลก็อยากให้ญาติไปเยี่ยมผู้ป่วยสม่ำเสมอ และถ้าหากมีกิจกรรม ทางญาติก็สามารถไปร่วมด้วยได้

ส่วนเราก็ไปเมื่อวันที่น้องอยู่โรงพยาบาลกรุงเทพกับวันที่น้องย้ายโรงพยาบาล วันอื่นเราไม่ได้ไปเพราะต้องอยู่ดูแลบ้าน ดูแลยาย ช่วยพายายไปฟอกไตแทนแม่ แต่ก็ไม่แน่ ถ้าวันไหนว่างก็อาจจะไปเยี่ยมน้องกับแม่อีกที

น้องอยู่ได้ ทางบ้านก็หมดห่วง แต่น้องก็อยากออกมาก่อนวันวาเลนไทน์ ก็ไม่รู้ว่าน้องจะได้ออกมาก่อนหรือไม่ ก็คงต้องให้หมอเป็นคนวินิจฉัย

ส่วนเรื่องเหตุผลที่ให้น้องยอมรับมารักษาที่ศรีธัญญาก็คืออยากให้น้องได้มาเจอหมอที่เป็นคนคริสเตียนด้วยกัน เผื่อจะได้เข้าใจกันมากกว่า ซึ่งก็มีหมอที่รู้จักและเป็นคริสเตียนอยู่ที่นี่ น้องก็เลยบอกว่าก็มาลองดู

เราที่เป็นพี่ก็หวังว่าน้องจะได้ออกมาในเร็ววัน เพราะเราก็คิดว่าการเข้าไปอยู่ในนั้นมันคงไม่ค่อยน่าสนุกนักหรอก ถึงจะบอกว่าอยู่ได้ก็เถอะ การที่ได้ออกมาอยู่ข้างนอกมันก็เป็นอะไรที่อิสระกว่า

หลังจากนี้เราคิดว่าน้องก็คงไม่กล้าหยุดยาเองแล้วล่ะ เพราะถ้าหยุดยาเองก็ต้องกลับไปแอดมิทอีก เขาก็น่าจะเชื่อฟังหมอและรักษาตัวเองด้วยการกินยาไปตลอดหลังจากออกมาแล้วอะนะ เราคิดว่าอย่างนั้น

เรื่องของน้อง เราจะบันทึกไว้เพียงเท่านี้ หลังจากนี้ก็จะเป็นบันทึกอื่นๆ ของเราแล้ว ส่วนบันทึกของน้อง เขาก็มีบันทึกเรื่องของตัวเองไว้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอามาให้เราอ่านหรือเปล่า แต่ถึงเขาจะให้เราอ่าน เราก็คงไม่ได้เอามาลงหรอกนะ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ก็ให้เป็นเรื่องของเขาไป

จากนี้เราก็จะเล่นบล็อก โพสต์บล็อกตามสไตล์ของเราแล้ว เรื่องของน้องก็ลงไว้ให้อ่านเพียงแค่นี้ค่ะ



Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2563 22:39:43 น.
Counter : 165 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
ไปพบหมอและไปเยี่ยมน้องเมื่อวานนี้


เมื่อวานหมอนัดตอนบ่ายสองโมง ก็ไปพบหมอตามนัด คำถามของหมอก็ยังคงเป็นคำถามเดิมๆ มีเพิ่มเติมก็คือว่า เวลาเราเล่นเฟซบุ๊ก เล่นบล็อก เราอ่านคอมเมนต์ เรารู้สึกไหมว่ามีคนมาว่าร้ายเรา หรือคิดไม่ดีกับเรา เราก็บอกหมอว่าเราไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กเลยตอนนี้ ซึ่งเราก็ไม่ได้เล่นจริงๆ เราไม่ได้ตามดูชีวิตใครเลย ส่วนที่เราโพสต์ก็นานๆ โพสต์ที แล้วก็ไม่มีใครมาคอมเมนต์อะไรเรา ในส่วนของบล็อกก็หายห่วงได้ เพราะเราปิดคอมเมนต์เรียบร้อย เราไม่รับคอมเมนต์จากใคร มันก็ไม่มีอะไรกระทบกระเทือนใจ หรือทำให้เราต้องคิดมาก

แล้วหมอก็ถามว่าเราออกไปข้างนอกบ้างไหม แล้วรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองเราหรือเปล่า เราก็บอกว่าเราก็ออกบ้างนะ แต่ไม่ได้ออกบ่อย เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมันไม่ค่อยน่าออก ส่วนที่มีใครจ้องมองเราหรือเปล่า เราไม่ได้รู้สึก เพราะเราไม่ได้สนใจใคร หมอบอกว่าที่หมอถามเพราะไม่อยากให้เราอยู่แต่ในบ้าน หมอกลัวว่าถ้าอยู่แต่ในบ้าน อาจจะทำให้ดิ่งได้ แต่สำหรับเราถึงอยู่แต่ในบ้าน เราก็ไม่ดิ่งหรอก เพราะมีอะไรให้ทำเยอะ

ตอนนี้หมอปรับลดยา Trihexyphenidyl ยาแก้อาการตัวแข็งให้เหลือครึ่งเม็ดหลังอาหารเย็น เผื่อว่าจะยิ้มได้สดชื่นขึ้น มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ก็อยากจะบอกหมอว่าเราก็เป็นอย่างนี้แหละ เราค่อนข้างจะนิ่งๆ ถึงจะลดยา เราคิดว่าเราก็เป็นแบบเดิม

ส่วนยาอีกตัว Perphenazine หมอให้กินตามเดิมหนึ่งเม็ดหลังอาหารเย็น

ส่วนยานอนหลับ Lorazepam เราก็บอกหมอว่าเราก็กินบ้างเวลานอนไม่หลับ อาทิตย์หนึ่งก็อาจจะสักครั้งหนึ่ง

แล้วหมอก็นัดเราให้เจอกันอีกที 2 เดือนข้างหน้า เจอกันอีกทีวันที่ 7 เดือนเมษายน

เสร็จจากนั้นเราก็ไปหาอะไรทานกับแม่ ก็ได้ไปทานไก่บอนชอน เราเพิ่งเคยทานครั้งแรกก็อร่อยดี แล้วก็ทานบอนชอนฟรายส์ก็อร่อยเช่นกัน จากนั้นก็ไปเยี่ยมน้องที่มารักษาตัวอยู่ที่นี่ โรงพยาบาลกรุงเทพ

เขาให้เข้าเยี่ยมได้ตอนห้าโมงเย็น วันนี้มีพี่ที่คริสตจักรที่คอยช่วยเหลือเวลาน้องมีปัญหาได้มาเพื่อที่จะมาเยี่ยมน้องด้วย แต่ทางคุณหมอยังไม่ให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมาเยี่ยม เขาก็เลยไม่ได้เข้า

ที่นี่เวลาจะเข้าเยี่ยมผู้ป่วยจะต้องมีโค้ด พอบอกโค้ด รปภ. เขาก็จะให้เราเข้าได้ แล้วเมื่อเข้าไป เราต้องฝากของสัมภาระของเราไว้ในล็อกเกอร์ เอาไปแต่กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ ส่วนของเยี่ยมก็ถือเข้าไปได้

ได้ไปเจอกับน้อง น้องก็ดูปกติดี น้องก็เข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่าง ดูไม่มีอาการเครียด หรืออยากกลับบ้าน น้องบอกว่าถือว่ามาพักผ่อน แล้วก็ให้น้องได้คุยกับพี่ที่คริสตจักรที่มาแต่เข้าไม่ได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

จากนั้นน้องก็ขอลงไปเดินซื้อของที่พลาซ่า โดยมีบุรุษพยาบาลไปด้วย (ตอนที่เราอยู่ เราไม่เคยออกไปข้างนอกเลย) น้องก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ เรากับแม่ก็ไปเอาของออกจากล็อกเกอร์แล้วก็ตามไปด้วย จากนั้นก็แยกจากกันหลังจากน้องซื้อของเสร็จ

วันนี้ตอนเย็นเดี๋ยวก็จะไปเยี่ยมอีก เพราะน้องต้องการเป้ของตัวเองซึ่งมีไอแพดกับหนังสือพระคัมภีร์ หมออนุญาตให้เอาเข้ามาได้ ก็เดี๋ยวจะเอาไปให้

แต่มีเรื่องหนึ่งที่น้องยังไม่รู้ และก็ไม่รู้ว่าถ้าน้องรู้ น้องจะรับได้หรือเปล่า นั่นคือ ทางบ้านจะให้น้องย้ายโรงพยาบาล จากโรงพยาบาลกรุงเทพ ไปอยู่ศรีธัญญา เพราะพ่อไม่สามารถที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลกรุงเทพไหวถ้าหากต้องอยู่เป็นระยะเวลานาน

ก็ต้องรอให้หมอเขาหาจังหวะคุย ทางบ้านเราจะไม่เป็นคนบอกน้อง จะให้หมอเป็นคนบอกว่าทำไมต้องย้ายโรงพยาบาล หมอก็คงจะต้องหาเหตุผลเพื่อให้น้องยอมรับ

ในส่วนของตัวเราเอง ถ้าวันหนึ่งอาการเรากำเริบหรือกลับมาเป็นอีกครั้งแล้วเราต้องไปอยู่ศรีธัญญา เราก็ไปได้นะ เราก็บอกกับแม่ไว้แล้วว่าเราไปอยู่ได้ ก็คิดว่าไปอยู่สนุกๆ แต่กับน้องเรา เราไม่รู้ว่าเขาจะรับได้ไหม ถ้าเขารับได้ มันก็ไม่มีปัญหา ก็หวังว่าเขาจะรับได้นะ

วันนี้เราก็มาบันทึกไว้แค่นี้แหละ เดี๋ยวตอนเย็นก็จะไปเยี่ยมน้องกับแม่ แล้วก็จะเอาของที่น้องอยากได้ไปด้วย รวมถึงอาหารที่น้องอยากกิน

ช่วงนี้ทางบ้านเราก็จะเหนื่อยหน่อย (เหนื่อยกันทุกคน) แต่ถ้าทุกอย่างมันกลับสู่ภาวะปกติ ก็คงจะไม่เหนื่อยนัก ก็ค่อยๆ เรียนรู้และอยู่กับมันไป ชีวิตมันก็เป็นเช่นนี้แหละ



Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2563 14:13:48 น.
Counter : 66 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
ตรวจสอบสภาพจิตใจก่อนไปพบหมอพรุ่งนี้

 
                พรุ่งนี้ถึงกำหนดที่ต้องไปพบหมอ เราก็ยังคงต้องไปพบหมอ แม้ความจริงจะสามารถเบี้ยวไม่ไปก็ได้ แต่ก็ไปเพื่อความสบายใจของครอบครัว
 
                พรุ่งนี้ก็คงจะเจอคำถามเดิมๆ รับโทรศัพท์ได้ปกติไหม รับจดหมายจากไปรษณีย์ได้หรือเปล่า ช่วงนี้ได้ยินเสียงอะไรไหม หูแว่วไหม
 
                และคำตอบจากเราก็คือปกติ ตอนนี้เราปกติแล้วจริงๆ นะ แต่เรื่องวิตกกังวลอะไรอย่างนี้เราว่ามันเป็นเรื่องปกติ มนุษย์ทั่วไปก็สามารถวิตกกังวลได้ บางทีเราก็วิตกกังวลในเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่มันก็ไม่ใช่อาการอย่างที่เราเคยเป็น ถ้าเรายังมีอาการอยู่ในตอนนี้ เราคงจะจินตนาการบรรเจิด คงสนุกสนานอยู่ในโลกของเรา โลกที่คนอื่นเข้าไม่ถึง และคงมองว่าเราบ้า
 
                ถ้าเรายังมีอาการอยู่ เราคงจะมีบันทึกเยอะแยะมากมาย เหมือนอย่างที่เราเคยมีอาการเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้พออาการมันหาย มันก็ไม่ค่อยมีอะไรบันทึกละ เพราะชีวิตประจำวันของเรามันซ้ำเดิม ก็อยู่บ้าน ดูแลยาย ดูแลบ้าน อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ พักผ่อน ออกกำลังกาย ก็แค่นี้ ไม่รู้จะบันทึกทำไม ไม่มีอะไรน่าสนุก
 
                แต่ถึงไม่น่าสนุก เราก็ไม่เบื่อนะ ถามว่าเบื่อที่จะอยู่บ้านไหม เราบอกได้เลยว่าไม่ เรามีความสุขที่จะอยู่บ้าน เออ มีอีกเรื่องที่อยากบอกตอนนี้เราปอกมะละกอ ปอกแอปเปิ้ล หั่นชมพู่ได้แล้วนะ แต่ก่อนไม่เคยทำ เพราะน้าจะทำให้ตลอด ตอนนี้น้าสอนให้เราทำละ ต่อไปก็คงจะสอนเรื่องทำแกงจืด ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป พอทำได้ มันก็สนุกดี
 
                อยู่บ้านก็มีเรื่องให้ทำได้ตลอด นี่ถ้าบ้านอยู่ติดกับบ้านน้องชายก็คงจะครึกครื้น เพราะมีหลาน คงไปมาหาสู่กันสนุกล่ะ ดูแลยายแล้วก็แวะไปหาหลาน นี่แม่ก็ไปช่วยเลี้ยงหลาน เพราะหลานไม่สบาย แต่เดี๋ยววันนี้จะกลับมาบ้านนี้ เพราะพรุ่งนี้จะพาเราไปหาหมอ
 
                แม่ก็คงจะเหนื่อยล่ะ ทั้งพ่อทั้งแม่เลย เพราะน้องชายเราตอนนี้ก็แอดมิทอยู่โรงพยาบาลเป็นอาการป่วยจากไบโพลาร์ อาการกำเริบเพราะไม่ได้กินยา เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าหยุดยาเอง เราจะอาการกำเริบหรือเปล่า เราจะมีอาการหวาดระแวงกลับมาไหม ถ้าอาการกลับมา คงได้สนุกสนานกันอีกรอบ (แต่คนอื่นคงไม่สนุกด้วย)
 
                ทางที่ดีกินยาอย่างต่อเนื่องนั่นแหละดีที่สุด ไม่ต้องไปขอหมอหยุดยา ให้หมอเขาบอกเองว่าควรจะหยุดเมื่อไหร่ แล้วก็พยายามใช้ชีวิตมองโลกในแง่บวกไว้ เพราะถ้ามองโลกในแง่ลบและลบเรื่อยๆ อาการซึมเศร้าก็จะมา (เรายังไม่เคยเป็นซึมเศร้าเลยนะ และก็อย่าให้เป็นเลย เห็นบางคนกรีดแขนแล้วก็น่ากลัวอยู่)
 
                เราโชคดีที่เรามีคนรับฟังเรื่องต่างๆ แต่บางคนไม่ได้โชคดีเหมือนเรา
 
                ก็อยากส่งให้กำลังใจให้คนที่กำลังป่วยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม ขอให้มีกำลังใจอยู่สู้กับโรคภัยต่อไป ถึงแม้มันไม่หาย แต่เราก็อยู่กับมันได้นะ ด้วยวิธีการกินยา และไปพบหมอตามนัด
 
                เราเองก็ยังต้องไปพบหมอ ทั้งที่จริงๆ เราคิดว่าเราหายดีแล้ว



Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2563 18:12:07 น.
Counter : 69 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
ความจริงที่อยากบอก
               

                เป็นเวลา 4 ปีแล้วที่เราพาตัวเองมาอยู่ในบล็อกแก๊งหลังจากที่อกหักจากคนในห้องกลอนพันทิป เราอยากบอกว่าไม่มีวันไหนที่เราไม่เข้าไปดูห้องกลอนในพันทิป เราดูมันทุกวันด้วยความคิดถึง คิดถึงเพื่อน คิดถึงความสนุกสนาน คิดถึงร้อยกรองที่มีหลากหลาย
 
                แต่ละคนสร้างงานที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะพอรู้กันว่าคนนี้จะแต่งกลอนสไตล์นี้ บางคนเป็นกลอนรัก บางคนเป็นกลอนอกหัก ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ไม่พลาดที่จะแจม ช่วงอกหักแรกๆ อารมณ์จะมาเต็ม เพราะยังปล่อยวางไม่ได้ เวลาเขียน ใจมันก็จะมีแต่ความคับแค้นโกรธเคืองว่าทำไมเราต้องมาเจ็บอยู่คนเดียวด้วย แต่งกลอนไปด้วยความร้อนใจซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งดี หลังๆ เลยต้องเอาตัวออกห่างให้มากที่สุด
 
                แต่ถึงจะห่างอย่างไร ใจมันก็ไม่ลืม (จะให้ลืมได้ยังไงในเมื่อเราไม่เคยหยุดที่จะเข้าห้องกลอน) สิ่งที่เขาเคยทำไว้ก็ยังคงอยู่ในความคิด การที่เราไม่เลิกคิด การที่เราไม่สลัด ทำให้เรายังเจ็บปวดซ้ำๆ
 
                ความเจ็บปวดมันถอนออกยากเหลือเกิน เราต้องใช้เวลานานมากกว่าที่จะค่อยๆ ถอนมันได้ กว่าที่เราจะแต่งกลอนอกหักได้โดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด
 
                เราอยากขอบคุณกาลเวลาที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น เดี๋ยวนี้เราสามารถที่จะแต่งกลอนอกหักโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดได้แล้วนะ
 
                ถ้าในอนาคตเราโพสต์กลอนอกหักลงในบล็อกก็ไม่ต้องตกอกตกใจไป บางทีเราแค่แต่งกลอนแจมในกระทู้คนอื่น
 
                ตอนนี้เรามีคนรักเป็นอีกคนหนึ่งแล้ว รู้จักกันมาก็เกือบจะ 3 ปี (16 กุมภาพันธ์นี้ก็ 3 ปีเต็มแล้ว) เพราะฉะนั้นตอนนี้หัวใจเราก็ไม่ว่าง และก็ไม่โดดเดี่ยวเดียวดายอีกต่อไป เรื่องแต่งกลอนอกหักก็สามารถทำได้โดยไม่เจ็บปวดใจ
 
                ห้องกลอนพันทิป ณ เวลานี้เราก็สามารถเข้าไปโดยไม่เจ็บปวดหัวใจแล้ว พอเราวาง มันก็ว่างโดยอัตโนมัติ มันอยู่ที่ว่าเราจะวางหรือไม่วาง ถ้าเราวางมันก็ว่าง แต่ถ้าไม่วาง มันก็คงจะทุกข์ใจอยู่อย่างนั้น เราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์อยู่กับเรานานเกินไป ควรปล่อยให้หัวใจตัวเองนั้นมีความสุขบ้าง
 
                ถ้าหากยังมีความทุกข์อยู่ ก็ต้องถามตัวเองว่า 4 ปีมาแล้ว ยังแบกอยู่อีกหรือ มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องแบกแล้ว ปล่อยวางมันลงให้ได้ แล้วกลับไปในที่ที่เคยจากมาบ้าง
 
                เพื่อนก็คิดถึงเรา เราก็คิดถึงเพื่อน เพราะฉะนั้นอย่าปิดกั้นตัวเองอีกเลย ปล่อยใจให้เป็นอิสระ แล้วทำในสิ่งที่อยากทำเถอะ



Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2563 1:15:14 น.
Counter : 105 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
ส่งกำลังใจ

               
                ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าจะอ่านงานเขียนในหมวดงานเขียน – บทประพันธ์ให้ได้วันละ 5 บล็อก แต่เอาเข้าจริงบางวันก็ไม่สามารถทำได้ เพราะมันมีตัวขี้เกียจเกาะอยู่ แต่บางวันก็อ่านเกิน 5 บล็อก ขึ้นอยู่กับอารมณ์และความว่าง
 
                แต่อยากจะบอกว่าเราเป็นกำลังใจให้กับคนที่เขียนหมวดนี้ทุกคนนะ หลายคนยังคงลงงานอย่างต่อเนื่อง บางคนลงวันนึงหลายตอนก็มี ก็ขอชื่นชมในความสามารถ
 
                แล้วก็ขอชื่นชมในความสามารถของนักอ่านด้วย เพราะนอกจากเราก็มีคนตามอ่าน และตามโหวตงานเขียนของหลายท่านอยู่ ก็อยากบอกว่าถ้าว่าง ก็กลับมาเขียนบ้างก็ได้นะ คิดถึงน้องออม รัชต์สารินท์ อยากเห็นน้องกลับมาวางงานเขียน รวมไปถึงคนที่ได้สายสะพายอันดับหนึ่งครั้งล่าสุด(ครั้งที่ 15)ด้วย หายเงียบไปเลยคนนี้ แต่เห็นอยู่ว่าอยู่ในพันทิป ถ้าคิดถึงแล้วอยากกลับก็กลับมานะ แต่ถ้าคิดว่าพอแล้วก็แล้วแต่ บางเรื่องบางอย่างเราก็คงไปบังคับกันไม่ได้
 
                โดยรวมก็ถือว่าหมวดนี้ก็ยังเป็นอะไรที่ครึกครื้นอยู่ มีหลายคนลงงานเขียนทุกวัน บางคนลงวันละหลายตอน ลงวันละหลายเรื่อง
 
                หมวดนี้เราเชื่อว่าทุกคนไม่สนคะแนนโหวต เพราะถ้าสน ก็อาจมีคนน้อยใจแล้วไม่กลับมาลงงานอีก แต่เท่าที่เห็นก็ยังคงลงงานกันอย่างสม่ำเสมอ ส่วนคนที่หายไปก็น่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ส่วนใหญ่ในหมวดนี้หลายคนคงเอาไว้เป็นที่ฝากงาน เก็บงาน ดังนั้น ความจริงเราจะโหวต หรือไม่โหวตก็ได้ แต่เราก็อยากโหวต เพื่อเป็นกำลังใจ โดยตั้งข้อแม้กับตัวเองว่าเราต้องอ่านก่อน
 
                แต่เอาเข้าจริงๆ เราก็ตามอ่านไม่ไหว แม้จะตั้งไว้ที่ 5 บล็อกต่อวันก็ตาม เพราะบางคนเขียนยาวมาก ต้องใช้เวลาอ่านพอสมควร ถ้าไม่มีความกระตือรือร้นในการอ่านก็จบเลย และเรานี่แหละที่มีความกระตือรือร้นไม่พอ ดังนั้น ก็ต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถอ่าน และโหวตให้ได้ทุกวัน
 
                แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอ ขอให้ทำงานที่ตัวเองรักกันต่อไปค่ะ

 


ขอบคุณรูปภาพจากอินเทอร์เน็ต



Create Date : 25 มกราคม 2563
Last Update : 25 มกราคม 2563 17:45:45 น.
Counter : 88 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]



All Blog
  •  Bloggang.com