สำรวจตัวเองก่อนไปพบหมอ (พบหมอวันที่ 31 ตุลาคม)


สิ่งที่หมอจะถามก็คือเรื่องเกี่ยวกับในบล็อกแน่นอน เพราะเราเป็นโรคทางจิตเวช (โรคหวาดระแวง) เหตุเกิดก็มาจากบล็อก

ก็อยากจะบอกว่าในตอนนี้เราไม่ค่อยเอาใจจดจ่อเหมือนเมื่อก่อนแล้ว บล็อกบางบล็อกที่เมื่อก่อนเราเคยเข้าประจำ ตั้งใจอ่าน เข้าวันละหลายรอบ เราก็ไม่ค่อยได้เข้าแล้ว ใจมันไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นแล้ว (วันนี้บล็อกนั้นเราก็ไม่ได้เข้านะ) ไม่รู้มันเป็นเพราะเบื่อ หรือเป็นเพราะยา แต่ยามันก็ไม่น่าจะช่วยอะไรขนาดนั้น น่าจะเป็นเพราะเบื่อ ความสนใจมันเลยเป็นศูนย์

ตอนนี้ที่เราทำอยู่ ณ ปัจจุบัน เมื่อเสร็จจากงานบ้าน หรือว่างจากการดูแลยาย เราก็มาเขียนนิยาย ตอบปัญหาในพันทิปบ้าง

และที่เราโพสต์บล็อกอยู่ในปัจจุบัน ก็จะเป็นในส่วนของความรักของเรา เราเองหันมาดูแลให้ความสนใจในเรื่องตรงนี้มากขึ้น เพราะคนที่เรารักก็ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชเหมือนกัน เราจึงอยากให้กำลังใจ และอยากบอกว่าเราอยู่เคียงข้าง เราอยู่ตรงนี้เสมอ ถึงเราอาจจะไม่ค่อยได้คุยกันนักเพราะต่างคนต่างมีภารกิจและป่วยด้วยกันทั้งคู่ ก็อยากบอกว่าเรายังอยู่ตรงนี้เสมอ ถ้าเราจะทำอะไรให้ได้ เราก็จะทำ

เรื่องบล็อกในส่วนอื่นๆ หรือส่วนที่มีคนอยากให้เราช่วย เราก็อยากบอกว่าเราช่วยอะไรไม่ได้ละนะ เพราะเราต้องรักษาใจเราเอง เพื่อจะได้ดูแลคนรอบข้างในชีวิตของเราต่อ คนในบล็อกก็ยังไม่ใช่คนที่เราอยู่ด้วยจริงๆ เราเองก็คิดว่าเราช่วยมามากแล้ว (เพราะช่วยนี่แหละถึงป่วย) เราจึงคิดว่าแต่ละคนก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง

เรื่องอะไรที่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม และมันก็ยังไม่ยุติธรรมอยู่ ก็ปล่อยๆ มันไปเถอะ มันทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องยอมรับว่าสังคมเราเป็นแบบนี้ สังคมนอกบล็อกกับสังคมในบล็อกมันก็เหมือนกันๆ ล่ะ มันคือสังคม สังคมที่เราจะต้องเรียนรู้ เรียนรู้ว่ามันมีอย่างนี้ด้วย เรียนรู้แล้วก็วางเฉย ใครอยากแก้ก็แก้ไปแล้วกัน เราไม่ไหวละ ต้องปล่อยวางละ

และจริงๆ ถ้าเราไม่อกหัก เราก็ไม่มาที่นี่ด้วย ถ้าไม่อกหัก ไม่มีความรัก ป่านนี้เราก็คงอยู่ในห้องกลอน คงไม่ได้มาเรียนรู้ มาพบเจอ หรือมาป่วยอะไรจากตรงนี้

เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ตรงนี้ต้องเป็นคนแก้ ถ้าอยากแก้ มันไม่ใช่หน้าที่เรา เราเพียงแค่ผ่านมา และวันหนึ่งอาจจะผ่านไป

ก็อยากบอกไว้ตรงนี้ว่าเรื่องบล็อก เราปล่อยวางแล้ว เราเข้าน้อยลงด้วย ไม่ยึดติดแล้ว

ตอนนี้เราอารมณ์เฉยๆ ถ้าหมอถามก็คงจะบอกว่า “เฉยๆ กับบล็อกแล้วค่ะ” ค่อนไปทางเบื่อด้วย ก็คงประมาณนี้

ตอนนี้ไม่ทุกข์ ไม่สุข อารมณ์มันอยู่กลางๆ ก็พยายามรักษาอารมณ์ให้อยู่ในระดับนี้เพื่อจะได้ดูแลคนอื่นในชีวิตจริงต่อไป



Create Date : 29 ตุลาคม 2562
Last Update : 29 ตุลาคม 2562 21:30:26 น.
Counter : 93 Pageviews.

คิดถึงคุณลุงชาติ (งานตะพาบครั้งที่ 239)


งานตะพาบครั้งที่ 239 นี้ โจทย์คือ กลับมานะคิดถึง ให้เขียนถึงคนที่หยุดเขียนบล็อกไปแล้ว แล้วเราอยากให้เขากลับมา สำหรับเรา เราคิดถึงคุณลุงชาติ สมาชิกหมายเลข 3016924 loongchat.bloggang.com

เราชื่นชมในการถ่ายภาพของคุณลุง เรารู้สึกว่าคุณลุงมีความอดทนมากในการถ่ายภาพแต่ละภาพ โดยเฉพาะภาพแมลง เพราะต้องใช้เวลาในการเฝ้ารอกว่าที่มันจะเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงตัวมันเอง ถ้าไม่ใช่คนที่อดทน ใจเย็น ก็คงไม่สามารถทำงานนี้ได้

คุณลุงชาติยังสอนวิธีการใช้ Photoshop ในการปรับแต่งรูปภาพ เราจำได้ว่าในตอนนั้น เราได้บุ๊กมาร์กหน้านั้นไว้ด้วย แล้วก็บอกคุณลุงชาติว่า ถ้าว่างๆ หนูจะลองฝึกทำ แต่มาจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ได้ลองฝึกทำเลยค่ะคุณลุง จะบอกว่าไม่มีเวลาก็คงไม่ใช่ มันก็พอมีเวลาอยู่บ้าง แต่หนู(เรา)ก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น

ในปี 59 – 60 เรายังไม่ได้ปิดคอมเมนต์ ดังนั้น เมื่อเราไปเยี่ยมบล็อกใคร เขาก็จะมาคอมเมนต์ตอบ คอมเมนต์ที่เราชื่นชอบและรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ก็ยังเป็นคอมเมนต์จากคุณลุงชาติ เรารู้สึกว่าคุณลุงเป็นผู้ชายที่อบอุ่นนะ รู้สึกสบายใจที่ได้คุย ไม่มีเรื่องให้เครียด หรือเป็นเพราะเราก็ไม่เคยคุยเรื่องเครียดๆ กันก็เป็นได้

ในวันที่คุณลุงประกาศหยุดการเขียนบล็อก วันนั้นเราก็ใจหายนะ และก็บอกกับคุณลุงว่าเราจะตามไปดูคุณลุงต่อ ไม่ว่าคุณลุงจะไปเขียนที่ไหน ซึ่งเราก็ตามไปดูต่อจริงๆ นะ แต่ก็จะเป็นในช่วงนั้น หรือช่วงเวลาที่คิดถึงคุณลุง แต่ในปีนี้ เรายังไม่ได้ตามเลย ไม่รู้ว่าคุณลุงเป็นยังไงบ้าง แต่เราก็คิดว่าคุณลุงน่าจะสบายดี และคุณลุงก็คงจะมีความสุขในการทำสิ่งที่ตัวเองรัก

เราก็ไม่ได้อยากขอให้คุณลุงกลับมาหรอก ถ้าคุณลุงกลับมาแล้วคุณลุงจะไม่สบายใจ เราว่าให้คุณลุงอยู่ในที่ทางที่คุณลุงมีความสุขกว่านั่นแหละดีแล้ว

บางครั้งการที่เราเขียนบล็อกเงียบๆ คนเดียวโดยไม่มีใครรู้จักก็เป็นความสุขดี เพราะมันทำให้เราสงบกาย สงบใจ พักจิต พักใจเราไปด้วย ไม่ต้องวุ่นวายกับใครมาก ก็ดีไปอีกแบบ

เราเองปิดคอมเมนต์ก็เพราะแบบนี้แหละ ยิ่งป่วยทางใจด้วยแล้ว ยิ่งต้องพักใจมากๆ คุณลุงชาติคงไม่รู้แน่ๆ ว่าตอนนี้เราป่วยอยู่ หนูป่วยเพราะบล็อกค่ะคุณลุง หนูอยากฟ้องจังเลย หนูคิดถึงคุณลุงนะคะ แล้วบางทีหนูก็รู้สึกว่าหนูอยากหายไปแบบคุณลุงด้วย แต่หนูยังไม่สามารถ ถ้าหนูเด็ดขาดแบบคุณลุงได้คงดี

ตอนนี้เรื่องโหวตที่คุณลุงเขียนถึงในบล็อกสุดท้าย มันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่นะคะคุณลุง มันไม่มีทางเปลี่ยนได้ ก็ได้แต่ทำใจยอมรับมันนะคะคุณลุง ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป มันก็ยังเหมือนเดิม หนูก็ได้แต่มองดู และทำใจวางเฉยค่ะ


สุดท้ายนี้อยากบอกอีกครั้งหนึ่งว่าหนูคิดถึงคุณลุงมากๆ แต่หนูจะไม่ชวนให้คุณลุงกลับมานะคะ คุณลุงจะได้ไม่ต้องหนักใจ เพราะถ้าคุณลุงอยากจะกลับมา คุณลุงก็คงจะกลับมานานแล้ว

หนูเองก็อยู่ตรงนี้ด้วยใจที่เฉยชา มันชินจนชาไปแล้วล่ะค่ะคุณลุง ถ้าวันไหน หนูมีภาระที่มากขึ้น หนูก็คงจะหายไปจากบล็อกเหมือนกัน

เพราะถ้าเหนื่อย มันก็ถึงเวลาพักนะคุณลุง และการเลิกเล่นบล็อก มันก็คงจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

สุดท้ายท้ายสุด ขอให้คุณลุงมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน มีความสุขในการทำสิ่งที่ตัวเองรัก และได้แบ่งปันอยู่ในพื้นที่ที่คุณลุงรู้สึกมีความสุขตลอดกาล ตลอดไปนะคะ

ถึงจะไม่มีโอกาสได้เจอกัน แต่หนูรัก เคารพ และคิดถึงคุณลุงเสมอค่ะ

ดูแลตัวเองด้วยนะคะคุณลุง

จาก... แตงเองค่ะ



Create Date : 27 ตุลาคม 2562
Last Update : 28 ตุลาคม 2562 13:33:27 น.
Counter : 116 Pageviews.

แม่ส่งมาให้เมื่อวานนี้ (21 ต.ค. 62)

 
 

 
Cr. Youtube :: เจออะไรใจอย่าทุกข์ - พระไพศาล วิสาโล


 
Cr. Youtube ::
พระพุทธเจ้า | อมรภัทร เสริมทรัพย์ | คอนเสิร์ตคุณพระช่วยสำแดงสด ๖



Create Date : 22 ตุลาคม 2562
Last Update : 22 ตุลาคม 2562 0:20:35 น.
Counter : 138 Pageviews.

ตอนนี้ติดละครเรื่องนี้ "เรือนไหมมัจจุราช"







Cr. Youtube ::
ท้าทาย ( เพลงประกอบละคร เรือนไหมมัจจุราช ) - ปาน ธนพร



Create Date : 16 ตุลาคม 2562
Last Update : 16 ตุลาคม 2562 23:25:00 น.
Counter : 71 Pageviews.

โรงพยาบาล (แผนกจิตเวช) ในความทรงจำ (งานตะพาบครั้งที่ 238)


ถ้าพูดถึงโรงพยาบาล โดยทั่วไปแล้วก็น่าจะเหมือนๆ กัน และการแอดมิทเข้าโรงพยาบาลก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่สำหรับฉัน มันต่างออกไปเมื่อฉันมาเป็นผู้ป่วยทางด้านจิตเวช และถูกแอดมิทเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพ ศูนย์จิตรักษ์

แรกเริ่มเดิมที ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไร คือ ตอนที่แอดมิท ฉันก็ไม่รู้นะว่าทำไมฉันต้องมาแอดมิทที่นี่ ฉันไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และฉันก็ไม่ได้เป็นไบโพลาร์ ฉันมารู้ตอนหลังว่าฉันป่วยเป็นโรคหวาดระแวง จากการที่ถามหมอเมื่อนัดเจอหมอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว

อาการของฉัน ฉันเห็นภาพหลอน แต่ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์ต่างๆ ฉันเคยเล่าไว้ในบันทึก(ไม่)ลับ ฉบับคนบ้า ถ้าใครอยากรู้ก็คลิกเข้าไปอ่านกัน จะได้รู้ว่าฉันบ้าแค่ไหน

อย่าถามฉันว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงเหมือนกัน บางทีอาจจะเพราะคิดอะไรเยอะเกิน จริงจังกับบล็อกมากเกิน บ้าการเมืองมากเกิน เลยทำให้สารเคมีในสมองมันผิดปกติไป จนนำไปสู่การเห็นภาพหลอนอะไรต่างๆ มากมาย และทำให้ที่บ้านต้องรีบนำตัวไปส่งโรงพยาบาล

และที่ที่ฉันอยู่ 18 วัน ก็คือโรงพยาบาลกรุงเทพ ภายใต้การดูแลของแผนกจิตเวช ซึ่งที่นี่เรียกว่า ศูนย์จิตรักษ์

ฉันบอกเลยว่าเมื่อฉันเข้ามาอยู่ ฉันจำอะไรไม่ได้เลยช่วงแรก เหมือนความทรงจำมันหายไปประมาณสัก 10 วัน สิ่งที่ฉันจำได้ คือ จำได้ว่าโดนเจาะเลือด โดนสวนทวาร แต่หลังจากนี้ฉันก็จำอะไรไม่ค่อยได้ ฉันไม่รู้ว่าใครมาเยี่ยมฉันบ้าง ฉันโดนให้ยาฆ่าเชื้อ และยาอะไรบ้าง ฉันก็ไม่รู้

ฉันรู้แต่ว่าฉันมีอาการแพ้ยา ยาที่กินแก้โรคหวาดระแวง เป็นยาตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งฉันมารู้ทีหลังจากการที่ฉันถามแม่ และหมอบอก ว่าฉันกินไปแล้วมีอาการตัวแข็ง คอแข็ง กลืนอาหารลำบาก ซึ่งนั่นจึงทำให้เขาส่งหมออายุรแพทย์ทางด้านระบบประสาทและสมองมาดูแลฉันอีกคน

ฉันอยู่โรงพยาบาลโดยมีหมอ 2 คนเข้ามาดู คนหนึ่งเป็นอายุรแพทย์จะมาดูฉันตอนเช้าตรู่ ส่วนอีกคนเป็นจิตแพทย์มาดูฉันตอนเย็น

แต่เนื่องจากเคสของฉันไม่เหมือนคนอื่น คือ ฉันมีอาการแพ้ยา และทำให้ฉันกลืนอะไรไม่ได้ ฉันเลยต้องมาฝึกกลืน ฝึกพูด ก่อนที่ฉันจะรับประทานอาหารเช้า

ทุกเช้าจะมีแบบฝึกหัดให้ฉันบริหารปาก ฉันรู้สึกเหมือนฉันกลับไปเป็นเด็กประถม ฉันไม่ได้รู้สึกเบื่อนะ แต่ฉันมีคำถามว่าทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ ทำไมฉันต้องอยู่ที่นี่ และฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้

ฉันไม่ได้มีความว่ารู้สึกอยากกลับบ้านนะในช่วงแรกๆ ที่รู้สึกตัว แค่รู้สึกมันมีคำถาม ไม่ได้รู้สึกทรมาน แค่มีความรู้สึกว่า “อะไรกันวะ”

และอย่างที่บอกว่าฉันเป็นเคสพิเศษ ก็เลยมีพยาบาลมานั่งอยู่ตรงหน้าตอนกินข้าวด้วย ฉันบอกตรงๆ ว่าฉันก็ค่อนข้างอึดอัด คือ มันแปลกๆ แต่พยาบาลเขาดูแลดีนะ ดูแลดีมาก ตอนเย็นเขาก็อาบน้ำให้ฉันด้วยล่ะ แต่อย่างที่บอกฉันไม่ค่อยชิน บางทีก็รู้สึกอายๆ เขินๆ ยังไงไม่รู้

นี่คือ การเริ่มต้นในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน หลังจากกินข้าวเช้าแล้วก็จะเข้าสู่การเรียน เหมือนเราอยู่ในไฮสคูล จะมีตารางเรียนแปะไว้ที่บอร์ด ผู้ป่วยหรือนักเรียนจิตเวชทุกคนก็จะมาดูบอร์ด วันนี้มีเรียนอะไรกันบ้างนะ มีคลาสที่เราอยากเรียนหรือเปล่า

สำหรับฉัน ฉันชอบคลาสดนตรี (โชคดีที่ยังไม่เจอศิลปะกับงานประดิษฐ์) และก็คลาสทำอาหาร

คลาสโยคะ ฉันก็ชอบนะ แต่ไม่ค่อยมีใครไปเรียนเท่าไหร่ในช่วงหลังๆ ฉันก็เลยอู้ไม่ไปเรียนมั่ง (ที่นี่ไม่บังคับนะ ถ้าใครไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเข้าก็ได้ หรือเรียนแล้วรู้สึกไม่ชอบ ก็เดินออกได้ เขาไม่ว่า)


คลาสดนตรีก็จะเป็นดนตรีบำบัด มีให้ฟังเสียงดนตรีแล้วถามว่ารู้สึกยังไง แล้วก็มีให้ร่วมกันเล่นดนตรีจากเครื่องประกอบจังหวะต่างๆ เขาจะมีให้เลือก เราก็หยิบมาคนละชิ้น




 

คลาสทำอาหาร ก็จะทำขนม เบเกอรี่ ที่จำได้ก็จะมีแอปเปิ้ลครัมเบิ้ล จำได้แม่นเพราะเป็นครั้งแรกที่ผ่าแอปเปิ้ล หั่นแอปเปิ้ลเองโดยใช้มีดตัดเค้ก ที่นี่เขาจะไม่ใช้มีดที่มีคม ก็ดีแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคงเสียวน่าดู
 


ส่วนคลาสโยคะก็เล่นโยคะ ก็สนุกดี บางท่าก็ยาก บางท่าก็ง่าย



นอกจากนี้ก็จะมีการสนทนาเป็นกลุ่มกับนักจิตบำบัด หรือจิตแพทย์ เหมือนพูดคุย ปลดล็อกเรื่องราว แชร์ประสบการณ์ต่างๆ ที่ตัวเองประสบให้กันและกันฟัง ก็ผ่อนคลายดี บางครั้งก็มีกิจกรรมสันทนาการ โยนลูกบอลส่งต่อกันไปมา และทำท่าต่างๆ



 
นี่ก็จะเป็นกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวัน ตอนเช้า 2 กิจกรรม ตอนบ่าย 2 กิจกรรม เรียกว่าไม่ได้ว่าง แต่ถ้าว่าง หรืออยู่คนเดียวเมื่อไหร่ ก็จะมีพยาบาลมาประกบ

จำได้ว่าวันหนึ่งเรานั่งระบายสีอยู่คนเดียวในห้อง ก็มีพยาบาลเข้ามาชวนคุย จริงๆ เราอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ เพราะชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ก็เข้าใจทางพยาบาลนะ ว่าไม่อยากให้อยู่คนเดียวเงียบๆ เราก็เลยไม่ได้เงียบ ก็คุยกับพยาบาลไปนั่นแหละ จนกระทั่งถึงเวลาทานอาหาร หรือทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง

มันก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดี กับการที่ได้มาอยู่ที่นี่ นี่ก็บอกแม่ไว้แล้วเหมือนกันว่าถ้าครั้งหน้า เราเกิดป่วยอีก แล้วที่บ้านไม่มีสตางค์พาเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพ ก็ไปศรีธัญญาได้เลยนะ เราอยากรู้เหมือนกันว่าศรีธัญญาเขาเป็นยังไงกันบ้าง อยากรู้และสัมผัสบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง เผื่อได้เอามาเขียน แต่จริงๆ ไม่เข้าก็ดีกว่านะ ไม่เปลืองสตางค์

ตอนนี้เราก็รักษาตัวเองและกินยาตามที่หมอสั่ง ภาพหลอนต่างๆ ก็ไม่มีแล้ว และเราก็ไม่ได้หวาดระแวงหนักเหมือนช่วงแรกแล้ว เราพยายามดึงตัวเองออกมาจากทุกสิ่ง

อยู่กับตัวเอง ดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ ทำงานให้พอเหมาะ ไม่ทำให้ตัวเองเครียด และที่สำคัญไม่เสพหรืออินกับการเมืองเยอะ มันก็ช่วยทำให้เราหายจากอาการต่างๆ ได้

ถ้าไม่อยากเครียด ก็แค่ทำตัวให้สบาย แค่ทำตัวให้สบาย ก็ห่างไกลจากโรคได้แล้ว

และนี่ก็คือเรื่องราวในความทรงจำของเราค่ะ ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกที่อยากเขียน ถ้ามีเวลา และคิดว่าเหมาะสมที่จะเขียน ก็จะมาเขียนให้อ่านกันนะคะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านค่ะ ดูแลตัวเองกันด้วยนะทุกคน



Create Date : 11 ตุลาคม 2562
Last Update : 11 ตุลาคม 2562 18:28:04 น.
Counter : 245 Pageviews.

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]



All Blog
  •  Bloggang.com