เรียนรู้เส้นทางใหม่ + ตรวจสอบสภาพจิตใจก่อนไปพบหมอ




เมื่อวาน (วันอังคารที่ 3 ธันวาคม) ได้เอาเครื่องช่วยฟังของตัวเองไปเช็คล้างทำความสะอาดเครื่องที่บริษัท มารุ่งโรจน์ จำกัด

ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่าทำไมเราถึงต้องใช้เครื่องช่วยฟัง คือ เรามีหินปูนเกาะอยู่ที่หูชั้นกลางทั้งสองข้าง ทำให้การได้ยินของเราไม่เท่าคนปกติ บางทีถ้าคุยกันเสียงเบาเราก็ไม่ได้ยิน (แต่คนอื่นได้ยินนะ) ทำให้เราต้องใช้เครื่องช่วยฟัง แต่ด้วยงานการที่ทำอยู่ปัจจุบัน คือ ทำงานที่บ้าน เราเลยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังนัก เราก็เลยทำมาแค่ข้างเดียว โดยใช้สิทธิประกันสังคม ซึ่งเขาก็จะรับประกัน 1 ปี

ช่วงที่อยู่ในประกัน เราก็ส่งเช็คล้างทำความสะอาดฟรี แต่พอหมดประกัน เราก็ไม่ได้ไปเช็คล้างทำความสะอาดเลย จะ 11 เดือนแล้ว เราเห็นว่าควรต้องไปสักที และก็จะได้ไปรู้จักบริษัทเขาด้วยว่าอยู่ตรงไหน (ตอนอยู่ในประกัน เราส่งล้างผ่านทางโรงพยาบาลกลาง) คราวนี้ก็เลยไปเอง โดยไปที่บริษัทซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ อยู่ซอยรามคำแหง 109

ก็เป็นครั้งแรกที่ไปในเส้นทางนั้น เมื่อวานก็ไปกับแม่ให้แม่ไปเป็นเพื่อนด้วย เราก็หาข้อมูลไปก่อนว่ามีรถเมล์สายไหนผ่านบ้าง ก็มีปอ.40 ที่เราสามารถไปได้ โดยขึ้นจากตรงหน้าวัดธาตุทอง แล้วก็ไปลงสุดสาย

ตอนแรกหาข้อมูลจากในอินเทอร์เน็ต เห็นว่าป้ายสุดท้ายคือวัดศรีบุญเรือง ซอยรามคำแหง 107 ก็คิดว่าเขาจะไปสุดสายที่ตรงนั้น และคิดว่าต้องเดินต่อไปอีกหน่อย แต่ปรากฏว่ามันไปสุดสายที่อีกป้ายหนึ่ง ซึ่งก็พอดีกับจุดหมายปลายทางที่เราจะไป เราเดินย้อนจากป้ายรถเมล์ที่รถหมดระยะมานิดนึงก็ถึง ทำให้เรารู้สึกว่าการเดินทางไปนั้นมันง่ายมาก

ถือว่าเราก็ได้รู้จักเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งจากการเอาเครื่องช่วยฟังไปเช็คล้าง

เราว่าการนั่งรถเมล์ก็เป็นอะไรที่สนุกดี การไปในเส้นทางใหม่ๆ ก็เป็นอะไรที่ตื่นเต้นดี ตื่นเต้นว่าเราจะลงถูกป้ายไหม เราจะเดินไกลไหม รถเมล์มันจะผ่านที่เราจะไปหรือเปล่า

แต่ถ้าเราเตรียมตัวไปก่อน ศึกษาเส้นทางไปก่อน มันจะช่วยให้เราเบาใจได้ ตอนนี้เราสามารถค้นหาเส้นทาง ป้ายต่างๆ ที่รถเมล์จะจอดได้ในกูเกิล ถ้าใครอยากไปไหนด้วยรถเมล์ ก็ศึกษาเส้นทางไปก่อนได้นะคะ


เอาล่ะจบจากเรื่องรถเมล์ ก็มาถึงการตรวจสอบสภาพจิตใจกันก่อนไปพบหมอในวันพรุ่งนี้กันบ้าง พรุ่งนี้วันพ่อและก็เป็นวันที่เราต้องไปพบหมอ เรากับแม่จะไปพบหมอก่อน แล้วค่อยไปทานข้าวกันแบบพร้อมหน้า

สำหรับเรา เราว่าสภาพจิตใจเราค่อนข้างกลางๆ (แต่ตอนนี้น้องเราอยู่ในช่วงแมเนีย ช่วงคึกคัก) บางทีก็อยากคึกคักอย่างน้องบ้างเหมือนกันนะ แต่ก็ไม่ดีหรอก เพราะคึกคักของไบโพลาร์ มันก็เป็นอะไรที่น่าห่วง น้องเราก็ต้องไปพบหมอวันที่สิบ นี่ทางบ้านก็อยากให้หมอช่วยบอกน้องให้กลับไปกินยา แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าหมอบอกแล้วน้องจะกลับไปกินหรือเปล่า

ช่วงแมเนียเป็นอะไรที่น่าห่วงพอๆ กับช่วงดีเพรส ช่วงซึมเศร้า ก็หวังว่าน้องจะกลับไปกินยา เพราะพระเจ้าก็ไม่ได้ช่วยให้โรคนี้หายไปหรอกนะ ถ้าจะให้หาย มันก็ต้องกินยา อยู่ที่ว่าคนป่วยจะยอมกินยาหรือเปล่า

อย่างเราเอง เราว่าเราก็ไม่มีอาการหวาดระแวง แล้วก็ไม่ได้เห็นภาพหลอน หรือคิดอะไรไปเองเหมือนช่วงก่อน แต่เราก็ต้องกินยา เพราะหมอสั่งให้กินยา เราจะหยุดได้ก็ต่อเมื่อหมอสั่งให้หยุด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

การกินยาก็ไม่ได้ลำบากอะไร เพียงแต่เราแค่รู้สึกว่าตั้งแต่เราป่วย เข้าโรงพยาบาล หาหมอ และกินยานั้น เรารู้สึกว่าเราอ้วนขึ้น แต่หมอบอกว่ายาตัวที่ให้กินไม่ได้ทำให้อ้วน แต่เราก็แอบคิดว่าถ้าไม่ต้องกินยา น้ำหนักมันจะลงหรือเปล่า แต่ก็ยังไม่เคยเสี่ยงหยุดกิน ยังคงกินยาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกวัน

สภาพจิตใจเราก็อยู่ในทางสายกลางอย่างที่บอก ไม่ได้สุขใจจนล้นเวอร์ แล้วก็ไม่ได้ทุกข์ใจจนดิ่ง ทุกอย่างอยู่ในแนวกลางๆ

ก็หวังว่ามันจะคงที่แบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็หวังว่าสักวันหมอคงจะให้หยุดยา เพราะว่าเราหายสนิทแล้ว ก็หวังไว้สักวันว่าเราคงไม่ต้องไปพบหมออีก ก็หวังเอาไว้อะนะ



Create Date : 04 ธันวาคม 2562
Last Update : 4 ธันวาคม 2562 20:54:04 น.
Counter : 79 Pageviews.

0 comments

comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]



All Blog
  •  Bloggang.com