เมื่อวานพายายไปฟอกไต ส่วนวันนี้ไปหาหมอกับแม่


หลังจากที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ นอนแอดมิท ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมนั้น เราก็ไม่ได้พายายไปฟอกไตที่โรงพยาบาลสุขุมวิทเลย เรียกว่าหายหน้าไปราวๆ 4 เดือน

ช่วงที่เรารักษาตัว ก็จะเป็นหน้าที่ของน้าที่พายายไปฟอกไต เรียกว่าน้าเป็นหลัก ส่วนแม่ แม่ก็จะช่วยเสริมวันที่น้าไม่สบาย หรือมีธุระต้องไปทำ ส่วนเราหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เราก็อยู่แต่บ้าน ทำงานบ้านไป พักไป ดูแลตัวเองไป จนมาเมื่อวานน้าเราไม่สบาย ซึ่งก็ไม่สบายมาหลายวันแล้ว และยังไม่หาย ก็ให้เราไปแทน เพราะแม่ก็ต้องพาคุณยายอีกคนอีกบ้านไปโรงพยาบาลกลาง เราก็เลยได้พายายไปฟอกไตที่สุขุมวิท

เราก็คิดถึงบรรยากาศนะ จากที่ไม่ได้ไปนาน มาอีกครั้งก็คิดถึง

เมื่อวานพี่ๆ ที่ห้องฟอกไตก็บอกว่า “ไม่ได้เจอกันนานเลย” คุณลุงสมเกียรติที่มาฟอกไตก็ถาม “หายไปนานเลย ไปเรียนหนังสือเหรอ”

เราก็บอกว่า “เปล่าค่ะ หนูอยู่ดูแลบ้าน” ไม่ได้บอกว่าป่วย เดี๋ยวจะยาว ก็ได้แต่บอกว่าอยู่ดูแลบ้านไป แต่คิดว่าคนฟังก็น่าจะรู้สึกสงสัยละนะว่าถ้าแค่อยู่ดูแลบ้าน ทำไมถึงไม่มาบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้ถามต่อ

จริงๆ เราก็อยากกลับมาพายายไปฟอกไตสักอาทิตย์ละวัน อย่างน้อยๆ ก็ได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง แต่อีกใจก็คิดว่าให้ผู้ใหญ่ไปดีกว่า รู้สึกว่าพอห่างไปนานๆ แล้วความมั่นใจมันถดถอย ทั้งๆ ที่พายายไปฟอกไตไม่ต้องใช้ความมั่นใจอะไร อย่างเรื่องการบวกลบน้ำหนักเพื่อดึงน้ำออกก็สามารถโทรสอบถามน้าได้ ถ้าไม่ชัวร์ มีอะไรก็สอบถามได้ตลอด แต่เราก็รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ

รู้สึกอยากอยู่บ้านมากกว่ามันกลายเป็นอย่างนี้ รู้สึกว่าชีวิตมันมีแรงเฉื่อย แต่ขยันเขียนบล็อก กับทำงานบ้าน ถ้าเป็นงานบ้านจะทำก่อน จะทำๆๆ ทำเสร็จแล้วถึงมาจับคอมพ์ตอบปัญหาในพันทิปกับเขียนบล็อก

จริงๆ คิดว่าจะใช้เวลากับบล็อกให้น้อยลง คือ เขียนให้น้อยลง แต่ก็อดไม่ได้ เพราะมีเรื่องให้อยากเขียน ทั้งเรื่องตัวเอง และเรื่องคนอื่น

วันนี้เขียนเรื่องคนอื่นคือคุณสีเมจิกไปแล้ว ก็จะขอเขียนเรื่องตัวเองบ้าง

วันนี้ก็ไปพบหมอทางด้านจิตเวช หมอที่รักษาเราที่โรงพยาบาลกรุงเทพมา หมอก็บอกว่าอาการเราดีขึ้น แม่ก็บอกว่าคงเพราะเราได้ทานยาต่อเนื่อง

หมอบอกว่ายา Trihexyphenidyl ยาที่ใช้รักษาอาการข้างเคียงจากยาทางจิตเวชตัวหลักที่เรากิน อีก 2 เดือน หมอก็จะให้ลองงด เราก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้างดแล้วจะเป็นยังไง จะเดินช้าๆ ติดๆ ขัดๆ เหมือนช่วงก่อนที่เราไม่ได้กินไหม

ส่วนยาจิตเวชตัวหลัก Perphenazine ก็ยังต้องกินอยู่ คงต้องกินจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีอาการแล้ว แต่หมอบอกว่าเราฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนป่วยคนอื่นๆ คงเป็นเพราะกินยาต่อเนื่อง และการมองโลกของเรา คือ เราไม่ใส่ใจ ไม่สนใจเวลาเราออกไปพบเจอผู้คนเยอะๆ เราไม่กลัวสายตาคนที่เขามองมา เราออกไปข้างนอกได้ เราพายายไปฟอกไตได้ ถือว่าโอเคแล้ว

เราก็หวังว่าเราจะไม่กลับไปเป็นอีก แต่ถ้าเกิดมันกลับไปเป็นอีก ก็คงได้คิดถึงคุณสีเมจิก (คุณเล็ก หรืออาเล็ก) อีก ก็สนุกกันอีก โดยที่คุณสีเมจิกก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไร

สำหรับเราแล้วยังไงก็ได้ อะไรก็ได้ เราก็มีชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นอะไร หรือไม่เป็นอะไรก็ตาม

พยายามมองโลกในแง่บวกไว้ มันใช้ได้กับทุกเรื่อง

ถ้ามีอาการ เราก็คงได้เขียนบันทึกไม่ลับ ฉบับคนบ้าต่อ สำหรับบันทึกนี้หมอก็ได้อ่านแล้ว ตอนแรกเราคิดว่าไม่ได้อ่าน เพราะไม่เห็นคุณหมอพูดถึง แต่พอหมอพูดเรื่องว่าเราได้ออกไปซื้อเครื่องซักผ้าใหม่กับแม่มา เราก็เอะใจ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาไม่นาน และคนนอกไม่มีใครรู้ หลังจากพบหมอเสร็จ เราเลยมาถามแม่ข้างนอก ถึงได้รู้ว่า อ้อ หมอเขาโทรมาคุยกับแม่นะว่าเราเป็นยังไง (คิดว่าหลังอ่านบันทึกจบก็คงเป็นห่วง) แม่ก็เลยเล่าเรื่องที่ไปเลือกซื้อเครื่องซักผ้าใหม่ด้วยกันให้หมอฟัง หมอเขาจะได้รู้ว่าเราสามารถใช้ชีวิตได้ปกตินะ อาการหวาดระแวงไม่ได้มี

คราวนี้หมอก็นัดพบเราห่างออกไป จากเดือนนึง เป็นเดือนครึ่ง หมอบอกว่ากว่าจะได้เจอก็นาน ถ้ามีอะไรก็อยากให้บันทึกไว้ ถ้าไม่ได้บันทึก เดี๋ยวจะลืม

เราคิดว่าถ้ามีอาการก็จะบันทึก แต่ถ้าไม่มีอาการอะไร ก็คงจะไม่ เราก็ไม่ได้เขียนบันทึกไม่ลับ ฉบับคนบ้ามานาน ด้วยเพราะมันไม่มีอาการอะไรแปลกๆ แล้วนี่แหละ

นัดครั้งหน้าก็ 31 ตุลาคม ห่างไปเดือนครึ่ง ไม่รู้ว่าระหว่างนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็หวังว่าเราจะรักษาสภาพจิตใจของเราให้ดีอยู่นะ จะได้ไม่ต้องพบหมอบ่อยๆ

วันนี้ก็มีเรื่องมาเขียนเท่านี้แหละ เดี๋ยวจะไปนอนละ

ดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะทุกคน

รัก คิดถึง และเป็นห่วงทุกคนเสมอ

ขอบคุณที่อ่านบันทึกที่อาจจะเขียนงงๆ บ้างของเรามาจนถึงบรรทัดนี้นะ



Create Date : 17 กันยายน 2562
Last Update : 17 กันยายน 2562 22:49:12 น.
Counter : 236 Pageviews.

ถึงคุณสีเมจิก ขอบคุณที่กลับมา และขอบคุณที่หายไป


ถึงคุณสีเมจิก

อยากขอบคุณคุณมากๆ ที่กลับมา แม้เราจะไม่เคยรู้จัก ไม่เคยคุยกัน ไม่เคยคอมเมนต์ ก็อยากขอบคุณที่คุณกลับมาสร้างสีสันให้กับบล็อกแก๊ง

และอยากขอบคุณที่คุณเข้ามาอยู่ในความคิดของเราตอนที่เราป่วย เป็นหนัก ถึงคุณจะไม่รู้เรื่อง รู้ราวเลยก็ตาม ก็อยากขอบคุณ

และก็อยากขอบคุณที่คุณหายไปจากความคิดของเราในตอนนี้ แสดงว่าเราทานยาแล้วได้ผล เราไม่อยากบอกว่าเราหายป่วย เพราะบางทีเราก็อยากป่วยอยู่

คุณก็ใช้ชีวิตของคุณไปเถอะนะ ขอให้อยู่ดีมีสุขในบล็อกแก๊ง เราสองคนเองก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ถ้าคุณอยากจีบใครก็จีบได้นะคะ เหมือนอย่างคุณสันต์ (สันตะวาใบข้าว) ที่ก็จีบไปเรื่อย ตอนนี้ก็ยังเคลียร์กับชีวิตรักตัวเองไม่ลงตัว จีบเยอะก็งี้แหละ ปลอมเป็นผู้หญิงกันยาวๆ ไป

ส่วนคุณสีเมจิก ขอให้คุณสนุกสนาน มีความสุขอย่างที่เคยเป็น คุณเป็นคนดีนะคะ อย่าไปเอาอย่างคุณสันตะวาใบข้าว

เราเองก็ไม่มีอะไรที่จะต้องห่วงคุณ ส่วนคุณก็ไม่ต้องห่วงเราหรอกค่ะ เพราะถึงไม่มีคุณ เราก็อยู่ได้ คุณเข้ามาในความคิดเรา ทำให้โลกของเราเปลี่ยนไป ถึงคุณจะออกจากความคิดของเราไป เราก็ยังอยู่ได้นะคุณเล็ก (ขอเรียกชื่อที่เข้ามาในห้วงความคิดสักหน่อย)

ขอบคุณเหลือเกิน และขอโทษเหลือเกินที่เขียนถึงคุณมากมายก่ายกองในบันทึกที่ผ่านๆ มา คุณก็อย่าถือสาคนบ้าๆ อย่างเราเลยนะคะ ตอนนี้เราออกจากโลกแห่งความบ้า โลกแห่งความฝันแล้ว ที่เป็นอยู่ก็คือ ติดอยู่ในโลกแห่งความจริง ที่ประสาทแดกกว่าโลกแห่งความบ้า แต่ไม่ต้องห่วง เราเอาตัวรอดได้ค่ะ เราก็ผ่านมาหมดทุกโลกแล้ว เหลืออย่างเดียว คือ โลกแห่งความตาย แต่เรายังไม่รีบนะคะ เรายังอยากอยู่ในโลกแห่งความจริงที่บ้าๆ ประสาทแดกนี่อยู่ อยากจะรู้ว่าจะไปจบยังไง คุณสีเมจิกเองก็อยากจะรู้ใช่ไหมคะ งั้นเรามารอดูผลกันค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งและขอโทษอีกครั้งกับทุกๆ เรื่องที่คุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องค่ะ



Create Date : 17 กันยายน 2562
Last Update : 17 กันยายน 2562 11:42:15 น.
Counter : 321 Pageviews.

‘สุสานความคิดกับโรคทางจิตเวช’ - เพราะคิดเลยป่วย เพราะป่วยเลยคิด


อย่างที่เราเคยได้เขียนบอกไป เราเป็นโรคหวาดระแวงและอยู่ในขั้นตอนการรักษา ซึ่งจริงๆ โรคนี้มันจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราไม่คิด

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนการเลือกการตั้งนายกรัฐมนตรี เราเสพข่าวต่างๆ มากมาย เสพคอมเมนต์มากมาย บวกกับทางบ้านก็เป็นบ้านที่อินการเมือง เราเลยมีการเมืองอยู่ในหัวเต็มที่ ช่วงนั้นเวลาแม่ขึ้นแท็กซี่ แม่ก็จะทะเลาะกับคนขับแท็กซี่ เราก็จะนั่งนิ่งๆ แต่เวลากลับมาถึงบ้านก็จะบอกแม่ว่าแม่ก็เฉยๆ ไปซะ เพราะเรากลัวคนขับแท็กซี่จะไล่ลง เพราะแม่เชียร์คุณประยุทธ์ คนขับแท็กซี่ก็จะบอกว่าคนที่ขึ้นมาส่วนใหญ่ มีแต่คนที่ไม่ชอบประยุทธ์ มีแค่ 3% เท่านั้นแหละที่ชอบ แม่ก็จะบอกว่าแม่นี่แหละที่เป็น 3% คุณประยุทธ์เขาเสียสละนะ เขาเข้ามาเพื่อทำให้บ้านเมืองสงบ ไม่อย่างนั้นมันก็จะวุ่นวายไม่รู้จบ แล้วก็ต่อด้วยการพูดเรื่องต่างๆ (ถ้าคุยการเมืองกับแม่นะ บอกเลยว่ายาว อย่าเปิดเรื่องการเมืองขึ้นมาเชียวล่ะ)

แม่ค่อนข้างจะอินกับเรื่องการเมือง เพราะแม่เคยทำงานอยู่ในแวดวงการเมือง ถึงจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่แม่ก็มีข้อมูลอะไรมากอยู่ บ้านเราจะเชียร์อยู่ 2 พรรค คือ พรรคพลังประชารัฐ กับพรรคประชาธิปัตย์

แต่การที่เรามาอยู่ในบล็อกแก๊งก็ทำให้เรารู้ว่าที่นี่เขาสนับสนุนอีกพรรคหนึ่งนะ ไม่ใช่พรรคที่บ้านเราชอบ มันก็จะมีความอึดอัดซ่อนอยู่ แต่มันก็ไม่ได้แบบว่า ฮึ้ย! เราจะต้องสวนนะ เราก็ไม่ได้อินกับการเมืองขนาดนั้น แต่เรากลายเป็นคนเสพเยอะ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันส่งผลกระทบต่อระบบความคิดของเรา ถ้าเรารู้ เราจะไม่เสพ ถ้าเรารู้ เราจะไม่อ่าน

เพราะการที่เรามาป่วย บอกเลยว่าป่วยการเมือง ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปโรงเรียนนะ แต่หมายถึง ป่วยด้วยเรื่องการเมืองจริงๆ เหลือง แดง ฟ้า เขียว อะไรกันเต็มไปหมด เห็นใครใส่เสื้อสีอะไร กางร่มสีอะไรก็คิดว่าเขาเป็นสีนั้น ทั้งที่ความเป็นจริง เขาอาจจะไม่ใช่สีนั้นก็ได้ มันกลายเป็นฝังอยู่ในความคิด

ไปออกกำลังกายที่สวนเบญจสิริ เห็นคนถือฮูลาฮูป 3 ห่วง 3 สี มีลูก 3 คน เราก็ไปตีความว่าลูก 3 คน เขาเป็นคนละสี คนหนึ่งฟ้า ประชาธิปัตย์ คนสองเหลือง ก็อาจจะเป็นคุณประยุทธ์ คนสามแดง ก็เพื่อไทย เราตีความไปอย่างนี้เลย ช่วงที่เรากลับมาอยู่บ้านและไปออกกำลังกายในช่วงแรกๆ เวลาเดินผ่านไปจุดไหน เห็นใบไม้ร่วงเป็นสีเขียวเหลือง ก็จะมองว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ของคุณประยุทธ์ พอเดินไปตรงจุดที่มีใบไม้สีส้มแดงร่วง ก็จะมองว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นของอนาคตใหม่ เพื่อไทย เราเป็นถึงขั้นนี้เลย

มันเป็นความคิดที่แน่นอนว่า เราต้องได้รับการบำบัด เราก็กินยามาเรื่อย จนตอนนี้เราเฉยๆ กับเรื่องสีแล้วนะ แต่ก็มีบางช่วงที่มันแว้บๆ คิดถึง แต่คิดถึงในแบบที่ว่า ตอนนั้นเราคิดไปอย่างนั้นได้ไงวะ เหมือนๆ กับเรื่องของอาเล็ก หรือ คุณสีเมจิก ที่บางทีเขาอาจจะไม่ได้ชื่อเล็กก็ได้ แต่เราตั้งขึ้นมาให้ เอามาจากคลิปที่เราดูตลกโปกฮา ไม่ใช่คลิปของเขา แล้วเราก็ไปมีความรู้สึกผูกพันกับเขา ทั้งๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้อยากผูกพันกับเราก็ได้ หลังจากที่เขาพักการเล่นบล็อกแก๊ง เขาอาจจะไปชอบใครที่ไหนก็ได้ แต่เราก็ดันคิดว่าเขาเล่นของ เพราะเราคิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลาเลย แถมเวลาที่นอนลงบนเตียง ก็มีความรู้สึกว่าเขามีอะไรกับเรา เพราะร่างกายเราขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะเป็นที่ความคิดของเรา มันเลยทำให้ร่างกายพาไปถึงจุดนั้น

ตอนนี้เรื่องอาเล็กก็เริ่มซาลงไปแล้ว เราว่าเป็นเพราะเรากินยา เราไม่เลยค่อยคิดถึงเหมือนเมื่อก่อน แล้วเวลานอนลงบนเตียง ก็ค่อนข้างปกติ เราถึงบอกว่ายามันเป็นตัวช่วยที่คอยดึงเรากลับมา และยาก็เป็นตัวผลักคนที่เรารู้จักให้ห่างออกไป ถ้าถามว่า เราอยากเป็นแบบไหนมากกว่ากันระหว่างป่วยกับหายป่วย เราอยากป่วยมากกว่า เพราะมันสนุกมาก เราได้คิดอะไรเยอะแยะมากมาย บ้าๆ บอๆ สุสานความคิดจากการที่เราป่วยจิตเวช มันค่อนข้างสนุกทีเดียวล่ะ แต่เราก็คิดว่า เราก็อยากหาย เพราะจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าหมอ ถึงที่บ้านจะยินดีก็เถอะ แต่เราว่าเก็บเงินไว้ทำอย่างอื่นดีกว่านะ

สรุปแล้ว สุสานความคิดของเราไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้าย และเราก็อยู่ได้ถ้าต้องอยู่กับมันอีกครั้ง ถ้าวันใดวันหนึ่ง มันมีความคิดแบบเดิมกลับมา ความคิดเรื่องของสี ความคิดเรื่องของคน ความคิดเรื่องความรักที่ลึกซึ้งของอาเล็ก เราก็จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข ในขณะเดียวกัน ถ้ามันหายไป เราก็จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขเช่นกัน

ขอบคุณทุกๆ ความคิดที่เข้ามาในช่วงชีวิตของเรา

ขอบคุณโรคจิตเวชที่ทำให้เราได้เห็นภาพอะไรหลากหลาย แปลกตา (เรารู้ว่าเป็นภาพหลอน แต่มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นดีนะ)

ขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาทำให้เรารู้จัก

ขอบคุณอาเล็กที่อยู่กับเราทุกช่วง ทั้งๆ ที่ความจริง อาเล็กอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เป็นเพราะเราคิดไปเอง เราก็อยากขอบคุณ

ขอบคุณพี่เสือที่เป็นความรักที่แท้จริง ที่เป็นภาพจริงที่สุดของเราในขณะนี้

ขอบคุณพ่อแม่ที่เอาใจใส่กับเรามากขึ้นกว่าเดิม ขอบคุณมากๆ จริงๆ ค่ะ

สุดท้าย อยากขอบคุณตัวเองที่ผ่านทุกเรื่องราวมาได้เป็นอย่างดี ทำให้ทุกๆ วันมีความหมาย ขอบคุณจริงๆ



Create Date : 13 กันยายน 2562
Last Update : 14 กันยายน 2562 0:37:14 น.
Counter : 236 Pageviews.

น้องไม่ต้องกินยาแล้ว ส่วนเรายังกินยาอยู่


เมื่อวานเป็นวันที่น้องลงเฟซบุ๊กว่าคุณหมอให้หยุดกินยาแล้ว หลังจากที่ต้องกินยามาเป็นเวลา 3 ปี เพื่อรักษาอาการไบโพลาร์ เขาก็ได้ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยเขาด้วยในการณ์นี้

ก่อนหน้านี้น้องเราไม่ได้นับถือคริสต์ เพิ่งจะมานับถือในช่วงต้นๆ ปี ซึ่งเรามองว่าก็เป็นอะไรที่ดีนะ เพราะน้องได้มีที่ยึดเหนี่ยว มีพระเจ้าอยู่กับน้อง น้องเป็นคริสเตียน น้องได้มีเพื่อนใหม่จากที่โบสถ์ มีแต่สิ่งที่ดีๆ เข้ามา ก็อยากขอบคุณพระเจ้าไปกับน้องด้วย

แม่เล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้น้องมีปัญหากับพ่อ คิดว่าจะหนีละ แต่วันรุ่งขึ้นพอไปโบสถ์ ได้ไปฟังพี่ที่เขามาบรรยาย ก็ทำให้น้องเปลี่ยนความคิด หันมาใช้ความเมตตา ตอนหลังก็ได้คุยกับพ่อ และพ่อก็ได้เล่าเรื่องชีวิตในวัยเด็กให้น้องฟัง ก็ได้แลกเปลี่ยนกันก็ดีขึ้น

น้องเราถึงจะหยุดยา แต่ก็ยังต้องไปพบหมออยู่ หมอนัดดูอาการอีกทีเดือนหน้า ส่วนเรา เราพบหมอคนละหมอกับน้อง และพบกันคนละวัน เราจะไปหาหมออีกทีก็วันที่ 17 กันยายน เราคิดว่าหมอก็คงให้เราทานยาต่อไป เพราะมียาตัวหนึ่งที่หมอบอกว่ายังไม่อยากให้หยุด ควรจะต้องกินไปอย่างน้อย 6 เดือนก่อน เราก็ไม่อะไรนะ กินก็กิน หยุดเมื่อไหร่ก็หยุด เราไม่ซีเรียส เพราะหนึ่ง เราไม่ได้เป็นคนจ่าย ส่วนสอง กินยาก็ไม่ได้ตายนะ คิดซะว่าสนุกๆ ไป

ถ้าถามเรา อาการตอนนี้เป็นยังไง เราว่าตอนนี้ก็ไม่มีอะไรนะ แต่จริงๆ ก็อยากมีอยู่ เพราะตอนมีอาการ มันสนุกดี ถ้าย้อนกลับไปอ่านบันทึก (บันทึกไม่ลับ ฉบับคนบ้า) ก็คงขำๆ ตัวเอง คิดได้ไงเอาฌอห์ณไปสอนปทุมคงคา ไหนจะเรื่องแบงค์อีก ตอนนี้เราแทบไม่ค่อยไปส่องเฟซแบงค์แล้วนะ มีไปดูเมื่อวาน เพราะเมื่อวานวันเกิดแบงค์เลยไปอวยพรแค่นั้น ก่อนหน้านี้ ตอนที่กลับมาอยู่บ้านช่วงแรกๆ ส่องมันทุกวัน เราว่าเราคงชอบแบงค์อยู่แหละลึกๆ แต่ตอนนี้เฉยๆ ละ

กับอาเล็ก ก็เบาบางลงไปเยอะ ช่วงแรกๆ จะคิดถึงอาเล็กหนักมาก ใครมาบ้านก็ชอบคิดว่าเป็นอาเล็ก คิดว่าอาเล็กไปสิงร่าง คิดว่าอาเล็กเล่นของ แต่ตอนนี้เบาลงไปเยอะ แต่ไม่หายสนิทเสียทีเดียว ถ้าหายสนิทคงเสียดายมาก เพราะนั่นหมายความว่าเราทำใครบางคนที่เรารักและเขาก็น่าจะรักเราหายไปจากชีวิต

เราเลยมีอารมณ์ก้ำกึ่งอยากหาย กับ ไม่อยากหาย ถ้าหาย ชีวิตเราคงเฉาน่าดู ถ้าไม่หาย ก็... “สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม อย่ามัวอาลัย คิดร้อนใจไปเปล่า” ก็คงบันเทิงอยู่คนเดียว บ้าบออยู่คนเดียว คิดอยู่คนเดียว คิดเองเออเอง แล้วก็ขำๆ อยู่คนเดียว (คนบ้าของแท้)

แต่เราเชื่อว่าสักวันเราต้องหาย ต้องเลิกกินยาน่ะ เราอยากให้พ่อแม่ได้สบายใจ ไม่ใช่อะไรหรอก และพ่อก็จะได้ไม่ต้องเสียตังค์ด้วย จริงๆ ถ้าเอาตังค์ที่ไปจ่ายค่าหมอ ไปดูคอนเสิร์ต ไปเที่ยว ไปกินอะไรต่างๆ เราก็ว่าคงได้เยอะ

เราเข้าโรงพยาบาลแอดมิทในครั้งนั้น เราว่าพ่อก็คงกระเป๋าแบน (แต่แฟนไม่ทิ้งนะ) หาเรื่องให้พ่อจ่ายตังค์โดยใช่เหตุอะ เราไม่น่าจะเป็นหนักถึงขนาดนั้น

ไม่รู้จะโทษใคร ก็ได้แต่ทำตัวเองให้หายดี ดีวันดีคืน ไม่คิดอะไรมาก อยู่กับปัจจุบัน ช่วยเหลืองานที่บ้าน ช่วยเหลือสังคมพอประมาณ และหมกมุ่นกับบล็อกให้น้อยลงแค่นั้น

ตอนนี้เราเริ่มไปใช้เวลากับพันทิปมากขึ้น โดยตอบกระทู้ต่างๆ ในห้องสุขภาพจิตบ้าง ในห้องสยามสแควร์บ้าง ก็สนุกดี

เราก็หวังว่าชีวิตเราจะมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ สุขกับการช่วยเหลือตัวเอง (รีดผ้าเอง เห็นผ้าเรียบ แล้วมีความสุข) ช่วยเหลือผู้อื่น (ทำงานบ้าน ดูแลยาย ตอบกระทู้ในพันทิป แล้วมีความสุข) ตลอดๆ ไปนะ เราหวังแค่นี้

ส่วนเรื่องกินยาก็ให้เป็นไปตามสภาพ ตามการวินิจฉัยของหมอ หมอให้หยุดเมื่อไหร่ก็หยุด เลิกพบหมอเมื่อไหร่ก็เลิก เราไม่รู้ว่ามันจะนานไหม แต่คงไม่ใช่ภายในปีนี้ (ในความรู้สึกเรานะ)



Create Date : 06 กันยายน 2562
Last Update : 6 กันยายน 2562 14:13:28 น.
Counter : 334 Pageviews.

แม่รู้สึกขอบคุณที่ลูกป่วย


เมื่อคืนนั่งคุยกับแม่ แม่บอกว่าการที่ลูกทั้งสองคนป่วยทำให้แม่รู้จักคนดีๆ หลายๆ คนจากสมาคมต่างๆ อาทิ สมาคม Living (Living Recovery Center), สมาพันธ์ผู้ดูแลไทย (Caregivers Alliance Thailand – CAT), สมาคมสายใยครอบครัว โรงพยาบาลศรีธัญญา, ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ

แต่จริงๆ ลูกไม่ได้อยากป่วยเลย ลูกเองก็ไม่รู้ว่าป่วยมาได้ยังไงเหมือนกัน อย่างที่ได้บอกแม่ไปว่าถ้าไม่ได้เข้าบล็อกนี้ก็คงไม่ป่วย

และก็ต้องย้อนไป ถ้าไม่ได้อกหักก็คงไม่ได้มาเข้าบล็อกนี้

เราเข้าบล็อกนี้เพราะเราอกหัก

ถ้าเราไม่อกหัก ไม่มีความรัก เราก็คงยังเล่นอยู่ในพันทิป หรือไม่ก็คงไปอยู่ที่อื่นที่ซึ่งไม่ใช่บล็อกแก๊ง เราอาจจะมีความสุขกับการอ่านนิยาย เขียนนิยาย ปั่นฟิคชั่น บ้านักร้องเกาหลี ชีวิตคงไม่ได้มาจบแบบนี้

แต่แม่บอกว่าการเป็นแบบนี้มันดี ต่อไปเราอาจจะให้คำปรึกษาคนที่ป่วยได้ แต่ลูกก็อยากจะบอกว่าตอนนี้ลูกค่อนข้างขี้เกียจ

หลังจากที่หมกมุ่นเรื่องกีฬาสี(เรื่องบ้าๆ บอๆ ในบล็อก)จนป่วยเข้าโรงพยาบาล ลูกก็อยากอยู่กับตัวเอง แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้

แม่บอกเหมือนกันว่าจริงๆ ถ้าทุกข์ก็ไม่ต้องไปรับรู้ ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว จริงๆ ลูกก็อยากทำอย่างนั้น และอยากทำอย่างนั้นกับทุกคน แต่ก็สงสาร (จริงๆ ควรสงสารตัวเองนะ)

เลยต้องมานั่งโพสต์ธรรมะ ข้อคิด คำคมอะไรอยู่นี่ยังไงล่ะ ถ้าไม่รู้จักใคร ไม่ผูกพันกับใคร ไม่มีความรู้สึกสงสาร คงจะตัดขาดจากที่ตรงนี้ไปนานแล้ว

แต่เพราะผูกพัน เลยยังทิ้งไม่ได้ แต่สักวันเชื่อว่าทิ้งได้แน่นอน

ใครผูกพันกับที่ตรงนี้มาก และทิ้งไม่ได้ ก็เรื่องของเขา

เพราะอันดับแรกเลยคือ เราต้องดูแลใจเราก่อน ถ้ารู้สึกว่าหนักเมื่อไหร่ ต้องวาง วาง วาง และวาง วางจนว่างไม่มีสิ่งใดให้ผูกพันหรือยึดติด

เราก็ไม่รู้ว่ามีใครยึดติดหรือรอติดตามเราอยู่บ้างอะนะ อยากบอกว่าไม่ต้องยึดติด เพราะสักวันก็ต้องทางใครทางมัน

เหนื่อยมากเราก็ต้องพัก เบื่อมากเราก็ไม่อยู่

ใครไม่เบื่อ และอยากใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อไปในบล็อกก็ตามสบายจ้ะ ชีวิตใคร ชีวิตมันนะ

เราก็ไม่มีอะไรจะพูดจะบอกแล้ว เบื่อ ขี้เกียจ ใช้ชีวิตตามเดิมกันต่อไปเถิดจ้ะ ถ้าสนุกมากน่ะนะ

ส่วนเราก็ไปตามทางของเรา ก็รักษาอาการป่วยต่อไป อยากบอกว่าเราป่วยอยู่นะ เผื่อหลายๆ คนลืม ไม่ต้องมารบกวน หรือให้เราช่วยเหลืออะไรมาก เพราะลำพังตัวเอง เรายังเอาตัวไม่รอดเลย ปวดหัว วิงเวียนอยู่ทุกวัน เบื่อ

เรื่องบล็อก เราอยากโพสต์อะไร เราก็จะโพสต์ แล้วแต่อารมณ์ ตามใจฉัน ไม่ต้องคาดหวังกันมากว่าจะต้องเป็นข้อคิด คำคม เพราะเราไม่ได้เป็นคนจริงจังขนาดนั้น เราแค่ผ่านเรื่องยากๆ มาบ่อยแค่นั้นเอง เรายังอยากมีสีสันมีชีวิตชีวาในแบบฉบับของเรา

คนอื่นๆ อยากทำอะไรก็ทำไปจ้ะ ไม่ต้องมายุ่งกับเรามาก ฝากไว้แค่นี้

ชีวิตอย่างเรามันไม่สนุกหรอกนะจะบอกให้



Create Date : 26 สิงหาคม 2562
Last Update : 26 สิงหาคม 2562 16:28:54 น.
Counter : 277 Pageviews.

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  

comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]



Group Blog
All Blog
  •  Bloggang.com