....OUR FAMILY'S JOURNEY....
+ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว 2020 +




 

อัพบล๊อกวันนี้พาไปไหว้พระและชมความงดงานของวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วในหน้าฝน ซึ่งภาพทั้งหมดได้ถ่ายมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 นี่เอง ปัจจุบันวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วกลายมาเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งของเขาค้อไปแล้ว นักท่องเที่ยวมักจะแวะมาทำบุญไหว้พระที่นี่กัน ขนาดว่าวันที่เราไปนั้นถือว่าเป็นหน้าฝนและยังเช้าอยู ที่จอดรถยังเกือบล้นเลย ... ไปชมภาพกันครับ
 


วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วถ่ายจากจุดชมวิวสวิตเซอร์แลนด์เขาค้อ
 

บล๊อกนี้เป็นบล๊อกต่อเนื่องจากที่เราไปพักที่ภูทับเบิกเมื่อคืนที่ผ่านมา เราขับลงเขาจากทับเบิกมาที่วัดนี่เลย ... อัพเดทเส้นทางขึ้นเขานิดหนึ่ง สภาพทางยังดีเยี่ยมครับ ทางหลวงหมายเลข 12 เป็น 4 เลนส์จากหล่มสัก - พิษณุโลก ขับสบายทางขึ้นยังเพิ่ใให้อีกเลนส์เป็นขึ้น 3 ลง 2 เลนส์ ขับเรื่อยๆขึ้นไปหน้าเมาท์เทนปาร์คสวิตเซอร์แลนด์รีสอร์ท ก็ยูเทิน (U-Tern) กลับ จะเห็นทางบอกไปวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ขับเข้าไปตามทางคอนกรีตจนถึงวัด แล้วเลือกที่จอดรถ ถ้าก่อนจะถึง (ติดรั้ว) ก็จะเป็นของเอกชน ขับเลยเข้าไปในวัดก็จะเป็นของวัดครับ
 



วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว อ.เขาค้อ

สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่าผาซ่อนแก้วนี้ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตาม ๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” และพุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในนาม “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นวัด ในมงคลนามว่า “วัดพระธาตุผาแก้ว” เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓  จากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีพระครูปลัด ปารมี สุรยุทโธ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เมื่อ ๓๐  พฤษภาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้สอดคล้องกับบริเวณที่ตั้ง ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว”

 


วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วตั้งอยู่ในชัยภูมิธรรม ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดย คุณภาวิณี และ คุณอุไร โชติกูล ได้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายเริ่มแรกจำนวน ๒๕ ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันมีผู้ร่วมถวายปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทั้งสิ้นมีที่ดินรวม ๙๑ ไร่

พระครูปลัดปารมี สุรยุทโธ และ พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส สองครูบาอาจารย์คู่บุญคู่บารมี ร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์และเหล่าผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศได้ร่วมกันจัด สร้างเสนาสนะ กุฏิที่พักสงฆ์ อาคารปฎิบัติและบรรยายธรรม รวมถึงอาคารที่พักผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อรองรับคณะผู้มีจิตศรัทธาจากทุกแห่งหนที่ หลั่งไหลกันเข้ามาอบรมภาวนาในแนวสติปัฎฐานสี่ แห่งองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ากันอย่างต่อเนื่อง  เป็นที่ปิติยินดียิ่งของครูบาอาจารย์กับเหล่าบรรดาศิษยานุศิษย์ที่ได้ร่วม แรงร่วมใจ สละทั้งแรงกาย แรงทรัพย์  พร้อมทั้งความวิริยะอุตสาหะ และ ความตั้งใจมั่นเพื่อให้วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วเป็นที่ปฏิบัติภาวนาสำหรับผู้มีจิตศรัทธาสืบต่อไป
 



มองลอดซุ้มประตูเข้าเจดีย์จะเห็นพระพุทธเจ้า 5 พระองค์



ตามบันไดและกำแพงจะประดับด้วยเครื่องเบณจรงค์และกระเบื้องสีต่างๆ



ใต้เจดีย์มีที่ทำบุญผูกระฆังเงิน-ระฆังทอง เขียนชื่ออธิษฐานขอพร



เจดีย์วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว



ข้างเจดีย์ชั้น 2 มีเสมาธรรมจักรครอบไว้ด้วยกระจกและแต่งรอบๆด้วยเครื่องเบณจรงค์



ใต้องค์พระเจดีย์มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์สีทองให้กราบไหว้



ด้านหน้าเจดีย์



วิวจากชั้น 2 เจดีย์วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เห็นทุ่งกังหันลมชัดเจน



วิวจากลานพระพุทธเจ้า 5 พระองค์



มุมกว้างพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ และบริเวณวัด




 
ตำนาน พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ (นะ โม พุท ธา ยะ)
 
ในสมัย ต้นปฐมกัป มีพญากาเผือกสองตัวผัวเมีย ทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคาอันเป็นธรรมชาติสถาน รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาต่อมา พระโพธิสัตว์ ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์แม่พญากาเผือก พร้อมกันถึง ๕ พระองค์ เมื่อครบทศมาส แม่กาเผือกก็ออกไข่ ณ ที่รังต้นมะเดื่อ จำนวน ๕ ฟอง (สถานที่นี้ในกาลต่อมาเรียกว่า วัดพระเกิด) และคอยเฝ้า ดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี อยู่ มาวันหนึ่งพญากาเผือกออกไปหากินถิ่นแดนไกลไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งอันสมบูรณ์ ด้วยธรรมชาติ แม่กาเผือกเพลินหากินอาหาร ชื่นชมกับธรรมชาติจนมืดค่ำ เกิดลมพายุใหญ่พัดกระหน่ำมืดครึ้มทั่วไปหมด ทำให้หาหนทางออก ไม่ถูก จึงหลงอยู่ในบริเวณสถานที่นั้น (สถานที่นั้นในกาลต่อมาเรียกว่า เวียงกาหลง) แม่กาเผือกได้อยู่ที่เวียงกาหลง คืนหนึ่ง จนเช้าจึงรีบถลาบินกลับที่พัก แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้มะเดื่อที่ทำรังอยู่ถูกลมพายุใหญ่พัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ แม่กาเผือกตกใจรีบบินถลาหาลูกที่ยังอยู่ในไข่ แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ในที่สุดก็สิ้นใจตายอย่างน่าสงสาร

แต่ด้วยอานิสงส์ที่มีความเมตตารักลูกอันบริสุทธิ์กับทั้งที่ลูกของแม่กา เผือกเป็นพระโพธิสัตว์ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกไปจุติยังแดนพรหมโลกชั้นสุทธาวาส ได้พระนามว่า “ฆติกามหาพรหม” จักได้เป็นผู้ถวาย อัฏฐะบริขาร บวชแก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนไข่ทั้ง ๕ ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปในสถานที่ต่าง ๆ ไข่ฟองที่ ๑ แม่ไก่เก็บไปดูแลรักษา ไข่ฟองที่ ๒ แม่นาคราชเก็บไปดูแลรักษา ไข่ฟองที่ ๓ แม่เต่า เก็บไปดูแลรักษา ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปดูแลรักษา




 

 
 
... ครั้นในกาลเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ก็ประสูติออกจากไข่ ปรากฏเป็นมนุษย์บุรุษรูปงานทั้ง ๕ พระองค์ และเจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยงด้วยความกตัญญู รู้จักหน้าที่ ทดแทนบุญคุณจนถึงอายุได้ ๑๒ ปี ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่งก็มีจิตคิดที่จะออกบวชบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี เป็นฤาษีอยู่ในป่า จึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกันทั้ง ๕ พระองค์ ฝ่ายแม่เลี้ยงก็ไม่ขัดความประสงค์ อนุญาตให้ลูกไปบวช บำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าด้วยความอนุโมทนา

แม่ เลี้ยงทั้ง ๕ เป็นปณิธานที่มุ่งมั่น จะบำเพ็ญบารมีพระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ในวัฏฏะสงสาร จึงฝากนามของแม่เลี้ยงไว้กับลูกเพื่อเป็นอนุสรณ์ตำนานไว้แก่โลกต่อไปในภาค หน้า เมื่อลูกได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกแล้วตามลำดับพระนามดังต่อไปนี้

องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นไก่

องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นนาค

องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า

องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค

องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นราชสีห์ .




.. ในกัปนี้ชื่อว่า ภัททกัปเป็นกัปที่เจริญที่สุดเพราะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นที่มาของ คำว่า “นโมพุทธายะ” นะ คือ พระกกุสันโธ โม คือ พระโกนาคมโน พุท คือ พระกัสสโป ธา คือ พระโคตโมยะ คือ พระศรีอาริยเมตไตรโย จนเป็นคาถาที่ใช้สืบต่อกันมา ฝ่าย พระโพธิสัตว์ ทั้ง ๕ เมื่อออกบวชเป็นฤาษีก็ได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐานจนสำเร็จญาณอภิญญาสมาบัติ อยู่มาวันหนึ่งได้เหาะมาหาอาหารผลไม้ และบำเพ็ญเพียรธรรมที่ป่าดอยสิงกุตตระ ณ ใต้ต้นนิโครธ อันร่มเย็นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ ฤาษีทั้ง ๕ ได้มาพบกัน ณ ที่นี้โดยไม่ได้นัดหมาย จึงสอบถามถึงความเป็นมาของกันและกันจนรู้ว่าแต่ละองค์ก็มีแต่แม่เลี้ยง ฤาษีทั้ง ๕ จึงร่วมกันตั้งสัจจะอธิษฐานขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้า ด้วยอำนาจสัจจะอธิษฐานธรรมอันบริสุทธิ์ดังก้องไปถึงพรหมโลก ท้าวฆติกามหาพรหม ซึ่งเดิมคือ แม่กาเผือก ทราบเหตุการณ์ทั้งหมดจึงจำแลงเพศเป็นรูปเดิม ขนขาวสวยงาม มาปรากฏตัวอยู่ข้างหน้าของฤาษีทั้ง ๕ เมื่อลูกฤาษีได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด ก็รู้สึกสลดสังเวชใจและสำนึกบุญคุณอันใหญ่หลวงของแม่กาเผือก จึงน้อมนมัสการผู้เป็นแม่ กราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ผู้บังเกิดเกล้าไว้บูชา ได้มาเป็นผ้าฝ้ายเป็นตีนกาสัญลักษณ์ของแม่กาเผือกให้แก่ลูกฤาษีทั้ง ๕ ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุกวันพระ และต่อมาได้กลายเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ลอยกระทง เป็นตำนานสืบไว้ตลอดกาลนาน

ฤาษี โพธิสัตว์ทั้ง ๕ ต่างพากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิได้ขาดจนดับขันธ์ ได้ไปจุติบนเทวโลกชั้นดุสิตพิภพ และในกาลต่อมาก็วนเวียนบำเพ็ญเพียรบารมีทุกภพชาติที่กำเนิดเกิดในสงสารวัฏ นี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง 30 ทัศแล้ว ก็ ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ต้นกัปโลกา ก็จะนำเอาบริขาร คือ บาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ในชาติสุดท้ายที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์

 

 
 
.. กาลเวลาอันยาวนานผ่านไปจนถึงปัจจุบัน พระโพธิสัตว์ลูกแม่กาเผือก ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกไปแล้วถึง ๔ พระองค์ ตามลำดับดังนี้

พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๔ หมื่นปี มีเขมวตีนนครของพระเจ้าเขมะเป็นราชธานี

พระโกนาคมโนสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๓ หมื่นปี มีโสภวตีนนครของพระเจ้าโสภะเป็นราชธานี

พระกัสสโปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๒ หมื่นปี มีพาราณสีนครของพระเจ้ากิงกิเป็นราชธานี

พระโคตโมสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๘๐ ปี มีกบิลพัสดุ์นครของพระพุทธเจ้าสุทโธทนะเป็นราชธานี

ส่วน พระโพธิสัตว์องค์ที่ ๕ อันเป็นลูกองค์สุดท้ายของแม่กาเผือก คือ พระศรีอริยเมตไตรย์
จักเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ในภัททกัป จะมีอายุถึง ๘ หมื่นปี


ที่มา : https://buddhapoom.com/index.php?topic=161.0 








พระพุทธเจ้า 5 พระองค์และจักรวาล



วิวจากลานชมวิวพระพุทธเจ้า 5 พระองค์



ทิวทัศน์ที่ว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์เขาค้อ...เห็นอ่างเก็บน้ำน้ำชุนใหญ่


ที่ตั้ง : วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว
เลขที่ 95 หมู่ 7 บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ 67280
โทร. 063-359-1554 ช่วงเวลา 13.00 – 16.30 น.

พิกัด GPS วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว  : 16.78924, 101.05031


การเดินทาง : 

การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
ระยะทางจากกรุงเทพ ถึงวัดรวมระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง โดยขับมาตามเส้นทางดังต่อไปนี้

จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางผ่านจังหวัดสระบุรี และใช้เส้นทางหมายเลข 21 สระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์
เมื่อผ่านตัวเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์มาสักระยะ จนใกล้หลักกิโลเมตรที่ 260  ให้สังเกตอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมืองทางซ้ายมือ และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 หล่มสัก พิษณุโลก ขับต่อไปยังทางหลวงหมายเลข 12 ประมาณ 30 นาที หลักกิโลเมตรที่ 103  มีจุดสังเกตคือ อบต.แคมป์สนอยู่ทางขวามือ และธนาคารกสิกรไทย เยื้องขึ้นไปทางซ้ายมือ ตรงไปกลับรถ และจะเห็นป้าย พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว อยู่ปากซอยทางเข้า หมู่บ้านทางแดง ซึ่งอยู่ด้านข้าง อบต.แคมป์สน เลี้ยวซ้ายเข้าไป ตรงตลอดจนเห็นสะพานทางเข้าวัด เลี้ยวขวาข้ามสะพานและจอดรถ ณ บริเวณที่จัดไว้



ลาด้วยภาพพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ภาพนี้ครับ.

 






Create Date : 09 กันยายน 2563
Last Update : 9 กันยายน 2563 10:33:25 น. 21 comments
Counter : 444 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณKavanich96, คุณhaiku, คุณทนายอ้วน, คุณnewyorknurse, คุณคนผ่านทางมาเจอ, คุณอุ้มสี, คุณสองแผ่นดิน, คุณkatoy, คุณTui Laksi, คุณอาทิตย์ชังจันทร์


 
wicsir Travel Blog ดู Blog
เขาน่าจะจำลองให้เช่ากลับมาบูชาที่บ้านด้วยนะพี่อ็อด



โดย: หอมกร วันที่: 9 กันยายน 2563 เวลา:11:50:35 น.  

 
ตามมาชมภาพสวย ๆ ด้วยค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 9 กันยายน 2563 เวลา:17:20:54 น.  

 
สวยครับ ts911


โดย: สมาชิกหมายเลข 2876811 วันที่: 9 กันยายน 2563 เวลา:17:51:32 น.  

 
ภาพ ขุนเขา ต้นไม้สวย น่าไปเที่ยว... ส่วนวัดคงเป็นส่วนหนึ่งที่น่าไปเช่นกันครับ


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 9 กันยายน 2563 เวลา:18:59:13 น.  

 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 10 กันยายน 2563 เวลา:3:07:28 น.  

 
วัดนี้บรรยากาศดีจริงๆเลยครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 11 กันยายน 2563 เวลา:20:36:39 น.  

 
สวยงดงามมากๆ
So amazing!!
น่าติดตามไปเที่ยวจริงๆ
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ



โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 12 กันยายน 2563 เวลา:11:20:11 น.  

 
สวยมาก..


โดย: พายุสุริยะ วันที่: 13 กันยายน 2563 เวลา:11:24:42 น.  

 
ให้เต็ม 100 เลยเรื่องถ่ายภาพ
ดีงามประเทศไทย


โดย: อุ้มสี วันที่: 14 กันยายน 2563 เวลา:12:50:04 น.  

 
ตามมาเที่ยว ไหว้พระด้วยครับ
ภาพวิวสวยๆเห็นกี่ครั้ง ก็อยากไปอีกครับ



โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 14 กันยายน 2563 เวลา:23:09:58 น.  

 
สวัสดีตอนเที่ยงๆคราบ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 16 กันยายน 2563 เวลา:13:04:57 น.  

 
ตามมาเที่ยวและกราบพระด้วย
อลังการณ์มากมายจริงๆ
นับเป็นบุญตา



โดย: katoy วันที่: 16 กันยายน 2563 เวลา:20:04:02 น.  

 
ขอบคุณที่เข้าไปทักทายกันครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 17 กันยายน 2563 เวลา:20:33:32 น.  

 
สวัสดีตอนบ่ายๆคราบ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 18 กันยายน 2563 เวลา:15:07:06 น.  

 
ขอบคุณที่เข้าไปทักทายกันนะครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 22 กันยายน 2563 เวลา:8:59:10 น.  

 
ภาพสวยมากๆค่ะ เราเคยไปสองครั้งแล้ว
ตอนนี้ได้มาอัพเดตจากบล๊อคคุณวิคต่อ
ว่าจะไปหลังโควิดทุเลาลง เร็วๆนี้คร้า


โดย: Tui Laksi วันที่: 24 กันยายน 2563 เวลา:22:42:06 น.  

 
Amazing Thailand
เมืองไทย..นี่
ไม่ไปไม่รู้

หาก จขบ.ไม่นำมาเล่าบอกต่อ
..

ก็ไม่รู้เช่นกัน





โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 29 กันยายน 2563 เวลา:7:53:59 น.  

 
ยังไม่เคยไปทุ่งโปรงทองเลยคราบ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 29 กันยายน 2563 เวลา:20:10:00 น.  

 
ขอขอบคุณคุณวิคค่ะ
ที่แวะไปเยี่ยมทักทายกันค่ะ


โดย: Tui Laksi วันที่: 30 กันยายน 2563 เวลา:6:34:05 น.  

 
มาทักทายตอนกลางคืนครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 1 ตุลาคม 2563 เวลา:21:19:48 น.  

 
วันนี้มาโหมดเรียบร้อยครับ ชวนไปเที่ยววัดหลวงพ่อโสธรกันครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 7 ตุลาคม 2563 เวลา:19:07:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#16


 
wicsir
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]











...... ชอบเดินทาง ชอบท่องเที่ยว และชอบถ่ายภาพ แม้ฝีมือจะไม่ให้ แต่ใจก็รัก เพราะได้ทำแล้วมีความสุข แถมยังมี bloggang ได้ให้โอกาสนำสิ่งเหล่านั้นมาแสดงด้วย ยิ่งทำให้หัวใจพองโต .......


อยากจะบอกว่า

@ ดีใจที่ได้แบ่งปันความสุขเล็กๆน้อยๆ กับเพื่อนๆในบล็อกแก๊ง ตลอดจนคุณๆที่ผ่านเข้ามาอ่าน.... แม้ภาพถ่ายจะไม่สวยนัก แต่กว่าจะได้มาก็แสนยากลำบาก จึงขอสงวนสิทธิไว้เป็นการส่วนตัว

@ ภาพทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของบล๊อก ถ้ามีความประสงค์จะใช้ภาพเพื่อการใด กรุณาติดต่อเจ้าของบล็อกด้วย เพราะจะได้พิจารณาเป็นเรื่องๆไปครับ.

@ ขอบคุณเพื่อนๆสมาชิกที่คอยให้กำลังใจกันเสมอมา และขอบคุณทุกท่านที่ผ่านเข้ามาอ่าน หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าท่านคงแวะเข้ามาอีก...


ด้วยจริงใจ
นาย wicsir.




Rec. 11.06.08
New Comments
Group Blog
 
 
กันยายน 2563
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
9 กันยายน 2563
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add wicsir's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.