....OUR FAMILY'S JOURNEY....

::วัฒนธรรมไทลื้อ ที่กานหลั่นป้า:: (เที่ยวสิบสองปันนา ผ่าน R3a-จบ)


วัฒนธรรมไทลื้อ ที่กานหลั่นป้า
เที่ยวสิบสองปันนา ผ่าน R3a (ตอนจบ)



อ่านตอนที่ 1 : จากเชียงของ - สิบสองปันนา
อ่านตอนที่ 2 : จากเชียงของ - สิบสองปันนา
อ่านตอนที่ 3 : พาชม..เรียกนกยูง วัฒนธรรมไอหนี น้ำตกเก้าามังกร




อัพบล๊อกอาทิตย์นี้ อยู่ในช่วงที่คุณๆหลายๆคน ยังยากลำบากอยู่กับการเฝ้าระวังเรื่องน้ำท่วมกรุงฯอยู่ ก็คงทำได้แค่ส่งกำลังใจ กำลังทรัพย์เท่าที่พอมีไปช่วย และภาวนาขอให้เรื่องไม่ดีทุกเรื่องที่ผ่านมาหายลงทะเลไปกับสายน้ำครั้งใหญ่นี้ด้วยครับ...ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป จะท้อก็ไม่ได้ ขอเอาใจช่วย ขอให้ทุกท่าน สู้ๆๆๆครับ


เวลาเกือบเที่ยงวันเราก็เสร็จจากการชมการแสดงเรียกนกยูง และช้อปปิ้งสิ้นค้าพื้นเมือง และเดินทางกลับเข้าเมืองเชียงรุ่ง หรือคนจีนเรียกว่า จิ่งหง พอเข้าเมืองเราก็เห็นตึกสูงที่กำลังก่อสร้างเป็นกลุ่มใหญ่ ไกด์เราบอกว่าบ้านช่องเก่าๆในเมืองหลายแห่งโดนรื้อ แล้วรัฐบาลจีนก็สร้างอพาร์ตเม้นพวกนั้นให้ประชาชนอยู่ โดยต้องเสียค่าเช่าให้รัฐ (ไม่แน่ใจว่าระยะเช่า 50 ปีหรือเปล่า)

ฉะนั้นเมื่อใครไปเที่ยวเมืองนี้ระยะหลังๆ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น กอร์ปกับการเดินทางไปมาระหว่างนครคุนหมิง กับเชียงรุ่งนี่สะดวกสะบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น คือเมื่อก่อนต้องเดินทาง 2 วัน แต่ปัจจุบันย่นระยะทางลงเยอะ เพราะมีถนน 4 เลนส์เชื่อมเมืองทั้งสอง









ที่พักอาศัยย่านเมืองเชียงรุ่งเมืองใหม่








รถวิ่งลงไปทางใต้เลียบตามแม่น้ำโขง ที่ชาวจีนออกเสียงว่า "ลานซ้าง" (Lancang) ส่วนชาวไทลื้ออกเสียงว่า "แม่น้ำข้อง" (ออกเสียงสูงๆ).... เห็นกระเช้าข้ามแม่น้ำ ขึ้นไปยังภูเขาฝั่งตรงข้าม น้องไกด์คนสวยบอกเราว่า ใช้ข้ามไปเมืองเก่า แต่ตอนนี้หยุดกิจการอยู่ (เข้าใจว่าเมืองเก่ากำลังบูรณะ หลังจากถูกทำลายไปช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน - จขบ.)









ตามเส้นทาง ไปกานหลั่นป้า






ถ้าข้ามแม่น้ำโขงไป ก็จะได้ชมวังเก่าของเจ้าแห่งชนเผ่าไทลื้อ ที่ชื่อว่า “เวียงผาคราง” ซึ่งเคยเป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์เจ้าองค์สุดท้าย แต่เนื่องมาจากการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ทำให้วัดวาอารามถูกทุบทำลายเสียหายไปหมด เหลือวัดพระธาตุอยู่บนม่อน (เนินเขา) ปรากฏเหลือร่องรอยอยู่ ๒ วัดเท่านั้นในบริเวณวังโบราณนี้

ซึ่งบนนั้น มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (holy spring) ตั้งอยู่ บ่อน้ำนี้มีปาฏิหาริย์ เพราะน้ำไม่เคยเหือดแห้งหมดไป มีประวัติย่อเล่าว่า ครั้งหนึ่งชาวบ้านอดอยากไม่มีน้ำจะกิน จึงไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งของชาวไทลื้อ ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงชี้บอกว่า “ตรงนี้มีน้ำ ให้เจาะลงไป” พอเจาะลงไปเท่านั้น ปรากฏว่ากระทบกับตาน้ำพอดี น้ำพุ่งกระฉูดขึ้นมา นับแต่นั้นมาน้ำไม่เคยหมดจากบ่อ ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนๆ ก็ตาม ...


รถเราเดินทางไปตามถนนสายเก่า แคบๆแบบว่าถ้าจะหลีกกันต้องเกือบจอดสนิท ถนนสายนี้สร้างมาเมื่อเจ็ดสิบปีก่อน เมื่อท่านโจเอินไหลเดินทางมาเยี่ยมที่นี่ เลยสั่งให้ตัดถนนนี้ขึ้นมา เมื่อไกด์เราเล่าถึงตอนนี้ รู้สึกว่าเธอจะภูมิใจกับถนนสายนี้มาก ประมาณจะบอกเราว่า ถนนนี้เขาสร้างเต็มตามเม็ดเงิน และเทคโนโลยีที่มี เลยทนทานได้นานเนประมาณนั้นล่ะครับ ส่วนเราก็ได้แต่คิดถึงถนนที่บ้านเรา นี่ถ้าสร้างกันจริงๆตามเม็ดเงินโดยไม่เบียดบัง ผมว่าป่านนี้เราน่าจะมีถนนที่ดีและยาวที่สุดในเอเซียแล้วมั๊ง....

สองข้างทาง มีทั้งสวนยางพาราที่กำลังกรีดเอาน้ำยาง สวนปาล์ม และพืชหลายๆอย่างที่คล้ายๆเมืองไทย ที่แปลกตาอีกอย่าง ช่วงที่ถนนเลียบเหว หรือฝั่งแม่น้ำที่สูงชัน เขาจะปลูกต้นปาล์มไว้ข้างทาง ไกด์บอกเราว่า เพื่อกันไม่ให้รถตก








ทางเข้าร้านหยก





โรงงานหยก

เราไปถึงเมือง กานหลั่นป้าตอนประมาณเที่ยงวัน สิ่งแรกที่ไกด์พาพวกเราไปชมคือโรงงานหยก ซึ่งถือว่าเป็นไฟท์บังคับเมื่อเราเข้าไปเที่ยวในจีน ซึ่งปกติเขาจะบังคับให้ไกด์พานักท่องเที่ยวไปชมคือ โรงงานหยก ศูนย์จำหน่ายยาสมุนไพร และร้านขายชา ประมาณนี้ครับ แต่อาจจะมีไม่เหมือนกันบ้างตามพื้นที่.... วันนี้เราจะเข้าไปชมโรงงานหยกเขาก่อน












ที่ปากทางเข้าประตูโรงงานทำหยก มีสัตว์นำโชคชนิดหนึ่ง เขาสร้างจำลองไว้ เรียกชื่อว่า “ผีซิ่ว” หรือ "ผีเซียะ" รูปร่างส่วนหัวเป็นมังกร งู หรือสิงห์ก็ได้ แล้วแต่จะมองจากมุมไหน สัตว์นำโชคนั้นจะต้องมีลักษณะปากกว้างและตูดใหญ่ กินแล้วไม่ถ่าย นำติดตัวไปไหนมีโชคดี เขาเชื่อกันอย่างนั้น

มีพิธีการเก็บบูชาผีซิ่วดังนี้ เมื่อได้สัตว์นี้มาแล้ว ต้องนำไปอาบน้ำก่อน เก็บแช่ไว้ในข้าวสารตามจำนวนวันที่กำหนด เวลาใช้ต้องให้หันหน้าออกนอกประตูบ้าน เคล็ดลับสำคัญคืออย่าให้ใครมาจับลูบท้องเป็นเด็ดขาด มิฉะนั้นโชคดีจะวิ่งไปหาผู้นั้นทันที จึงต้องเก็บรักษาไว้ ไม่ยอมให้ใครรู้ใครเห็น เขาบรรยายว่าศักดิ์สิทธิ์ขนาดถึงว่า สถานที่เล่นการพนันที่บ่อนมาเก๊า ห้ามไม่ให้ใครนำเอาสัตว์นำโชคนี้เข้าไปข้างในเด็ดขาด.... ในโรงงานเขามีที่ทำเป็นตัวเล็กๆแถมสายเอาไว้ห้อยคอ ราคาพอซื้อไหว









เข้าไปในร้านได้ ก็ซื้อกันใหญ่ครับ






ในร้านมีป้ายเขียนติดไว้เป็นภาษาจีน และภาษาไทย บอกว่า "สินค้าราคาพิเศษลดไม่ได้อีกแล้ว" ซึ่งส่วนมากเป็นพวกหยกอยู่ในโซนเกรดดี แต่ จขบ.ไม่เห็นหยกจักรพรรดิในร้านนี้เลย ซึ่งหยกจักรพรรดิ ที่มีสีเขียวเข้มนั้น ผู้รู้บอกว่าคุณภาพดีที่สุดจะอยู่ที่พม่า และ จขบ.เคยไปฟังเขาบรรยายที่โรงงานที่ อ.แม่สายครั้งหนึ่ง ก็เห็นตามนั้นด้วย...

ถึงแม้จะบอกว่าลดราคาไม่ได้ แต่พี่ไทยก็ต่อเหมือนเดิน ก็มันเป็นเอกลักษณ์นี่นา ยิ่งถ้าท่านใดเคยไปตลาดรัสเซียที่ปักกิ่ง สินค้าเขายิ่งบอกผ่านสูงมาก จะไม่ให้เราไม่ต่อก็ไม่ได้ (อ่านเรื่องนี้ได้ที่ 96 ชม.ในปักกิ่ง จากในบล๊อกครับ).












หยกครับ






มื้อเที่ยง...ออกจากร้านหยก เขาก็พาเราแวะทานข้าวที่ใกล้ๆกันนั้นเอง ชาวไกด์เรียกว่าร้านหลังคาแดง อาหารมื้อนี้ดูน่าทานมาก มีพวกไข่เจียว เป็ดย่าง ไก่นึ่งน้ำจิ้ม ผัดแตงกวา ต้มจืด ขนม ตลอดจนเบียร์จีนอีก 2 ขวด วันนั้นทั้งๆที่ไม่ค่อยสบาย ก็พยามทานได้มากเหมือนกัน แถมพยามซดเจ้าเบียร์จีนที่แสนจืดชืดอีกหลายแก้วเพื่อไล่ไข้ (แต่ไม่ยักกะไปแฮะ).... ทุกคนเติมพลังเต็มที่ก่อนที่จะชมหมู่บ้านไทลื้อ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก เพียงแค่เราเดินทาง 5 นาทีเอง











มื้อเที่ยงครับ







กานหลั่นป้า

เราไปเมืองกานหลั่นป้าก็เพื่อชมวิถีชีวิตหมู่บ้านชาวไทลื้อ ที่รัฐบาลจีนอนุรักษ์ให้คงอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในสิบสองปันนา เพราะทุกคนที่เดินทางมาเยือน หากสนใจใฝ่หาความรู้เกี่ยวกับชาวไทลื้อ ต้องมุ่งหน้ามาที่เมืองฮำ ซึ่งเรียกตามสำเนียงจีนก็ว่า “เมืองกานลั่นป้า” หรือ “กะหลั่นป้า” (Ganlanpa) อันหมายถึง ที่ราบอุดมไปด้วยลูกสมอ ชาวสิบสองปันนาเรียกว่า “เมิงรำ” ตั้งอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองเจียงฮ้า มีแม่น้ำโขงขวางกั้น เมืองเจียงฮ้าถือว่าเป็นปากทางเข้าสู่เมืองฮาย ทางรัฐฉานของพม่า








ลักษณะบ้านเรือนในหมู่บ้านไทลื้อ






ชาวไทลื้อเรียกคนจีนยูนนานว่าฮ่อ และเราคนไทยเองก็เรียกว่า “จีนฮ่อ” ชาวจีนในมณฑลยูนนานนี้ยอมรับตนเองว่าเป็น “ฮ่อ” เช่นกัน ชาวไทยสิบสองปันนาเรียกคนไทยที่อยู่ภาคกลางหรือที่อยู่ทางใต้ลงมาทางบ้านเราว่า “กะหลอม” หรือ “ขอม” เรียกชาวเชียงใหม่ว่า “ยน” หรือ “ยวน” และเรียกคนลำปางว่า “ยนละกอน” (ยวนเมืองละคอน)














เมืองฮำ ซึ่งในภาษาพื้นเมืองแปลว่า “ม้วน” มีตำนานเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงหมู่บ้านชาวไท ชาวไทต้อนรับด้วยใช้ผ้าปูลาด แต่ผ้าไม่เพียงพอ ต้องม้วนแล้วคลี่ปูใหม่... ฐานะเมืองฮำปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่ง สมัยก่อนรวมกับนครเชียงรุ่งเป็นหนึ่งในเขตการปกครองของแคว้นสิบสองปันนา คนทั่วไปโดยเฉพาะจีนฮ่อรู้จักเมืองฮำในอดีตว่า “กานลั่นป้า”









บ้านชาวไทลื้อที่รองด้วยปูนแท่งแบบนี้






เป็นที่น่าสังเกตุอีกอย่างหนึ่งคือ บ้านชาวไทลื้อที่นอกจากจะเป็นบ้านที่ยกพื้นสูง ห้องโล่งๆ และสมาชิกครอบครัวจะนอนบนพื้นโล่งในห้องใหญ่บนบ้านนั้นแล้ว... ที่เสาบ้านทุกเสา เขาใช้ลูกปูนที่หล่อขึ้นมา รองรับน้ำหนักบ้านอีกชั้นหนึ่ง โดยที่ว่าไม่ได้ขุดหลุมให้ฝังเสาเหมือนบ้านทั่วไป ก็สงสัยเหมือนกัน เวลาที่ลมมาแรงๆ จะไม่โดนลมหอบไปหรือ??

ชาวไทลื้อมีการนอนที่เรียงลำดับจากผู้เฒ่าสูงอายุ นอนหันหัวไปทางทิศตะวันออก หันปลายเท้าไปทางทิศตะวันตก เมื่อนอนเรียงกันจะเริ่มจากทิศตะวันออก นอนเรียงลำดับอาวุโสเรื่อยไป ถ้าหนุ่มชอบลูกสาวบ้านไตลื้อคนใด คำนวนออกว่าคนไหนนอนอยู่ตรงไหน ยามกลางคืนก็เอาไม้มากระทุ้งให้ถูกตัวสาวคนนั้น นัดไปคุยกันที่ข่วงเกี้ยวสาวของหมู่บ้าน การถูกเนื้อต้องตัวกัน ถือว่าเป็นธรรมดา แต่จะไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศ เพราะถือว่าเป็นการ “ผิดผี” แต่ถ้าหนุ่มคนไหนโชคร้ายเกิดกระทุ้งผิดคนขึ้นมา เรียกว่าฝีมือยังอ่อนหัด ใช้ไม่ได้ สิ่งที่จะติดตามมาก็คือถูกน้ำสาดราดหัวนั่นเอง....

ไกด์เราบอกว่าเดี๋ยวนี้มีการแบ่งสีมุ้งกันด้ว สาวเจ้าก็จะนอนมุ้งสีชมพู และติดๆกับบันได เพื่อง่ายต่อการออกไปที่ข่วงกับหนุ่ม โดยไม่รบกวนคนอื่น ประมาณนั้น









สินค้ายอดฮิตที่นี่คือตลับแป้ง






ชาวไทลื้อทั่วไปถือว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างเคร่งครัด เหมือนกับคนทางภาคเหนือไทยเรา สิบสองปันนามีชื่อเสียงว่าเป็น “เป็นแหล่งบ้านเกิดเมืองนอนแห่งวัดวาอารามต่างๆ” มีเทศกาลเปิดประตู (the Door Opening Festival) และเทศกาลปิดประตู (the Door Closing Festival) คือเทศกาลทำบุญเข้าพรรษาและออกพรรษา ถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่สำคัญ

เขานับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างหนักแน่นเช่นเดียวกับเรา แต่คงได้รับอิทธิพลแบบพุทธตันตระและมหายานมาบ้าง จึงเคารพในพระธรรมมากกว่าพระวินัย เคร่งบางอย่าง ไม่เคร่งบางอย่าง ไม่ถือสาในบางเรื่องบางราว ถ้าชาวบ้านให้การยอมรับ ไม่ถือเป็นโลกวัชชะ เช่น พระเณรสวมรองเท้านิกกี้ เล่นสนุกเกอร์ในที่สาธารณะ ขับรถยนต์ กินข้าวแลง (ข้าวเย็น) เป็นต้น หากชาวไทยภาคกลางไปเห็นเข้า คงร้องบอกว่าเคร่งสู้พระไทยเราไม่ได้ อย่างนี้เขาเรียกว่ามองต่างมุม ตามคติไทยว่า สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอย่างพร่างพราว ในปรัชญาขงจื้อยังบอกว่า เมื่อเห็นคนเดินมาหลายคน คงต้องมีสักคนหนึ่งที่สามารถเป็นครูให้เราได้ ไม่มีใครดีทั้งหมด และไม่มีใครเลวทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะเลือกคนไหนสิ่งไหนมาเป็นครูสอนใจตนเอง







วัดสวนม่อน

วัดหลวงของชาวไทลื้อแห่งนี้มีมีศิลปะโดดเด่นสวยงาม ชื่อไทยเรียกว่า "วัดสุทธาวาส" หรือ วัดสวนม่อน มีชื่ออย่างทางการว่า “วัดมหาราชฐานสุทธาวาส” มีอักษรไทยและอังกฤษเขียนประวัติการบูรณะปฏิสังขรณ์ไว้ชัดเจน












วัดสวนม่อน






การบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาราชฐานสุทธาวาสนั้น เคยได้รับการอนุเคราะห์จากไทย เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 ดังนี้

1. กระทรวงการต่างประเทศ บริจาคเงิน 224,800 หยวน สมทบการซ่อมแซมพระวิหาร
2. ฯพณฯ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานวุฒิสภาไทย บริจาค 198,888 หยวน สมทบการซ่อมแซมพระวิหาร ก่อสร้างกำแพงกับซุ้มประตูใหญ่ และจัดซื้อที่เพื่อสร้างโบสถ์หลังใหม่














ก็ดีใจที่เราชาวไทยก็มีส่วนร่วมในบุญกุศลบูรณปฏิสังขรณ์วัดหลวงของชาวไทลื้อแห่งนี้ด้วย ที่ด้านหน้าวิหารมีพระเจดีย์สีเหลืองสุกอร่ามงามตา รูปทรงสวยงามได้ขนาดพอดี ตัววิหารเองมองจากด้านนอกก็สวยงามไม่แพ้กัน วัดสุทธาวาสนี้ถือว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทลื้อ มีอายุมาเป็นพันๆ ปี เพราะสร้างเมื่อ พ.ศ. 1126

ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มหึมาขนาด 30 นิ้วตั้งประดิษฐานอยู่ เมื่อกราบไหว้บูชาแล้วชื่นใจ ดีใจที่ได้มาเยือนบ้านเกิดเมืองนอนของญาติพี่น้องของเรา ที่น่าเศร้าใจก็คือสถานที่แห่งนี้ชำรุดทรุดโทรม หลังจากปฏิวัติเมื่อ พ.ศ. 2505 แล้ว พระพุทธศาสนาในสิบสองปันนาก็ได้สูญหายไป เพิ่งกลับมาฟื้นฟูใหม่หลัง พ.ศ. 2519 นี้เอง













บริเวณวัด









หลวงพี่องค์นี้เคยมาเรียนที่ ม.ขอนแก่น









ที่เห็นพระพุทธรูปไกลๆนั้นเป็นศูนย์พระพุทธศาสนาและมหาวิทยาลัยสงฆ์






ออกจากวัดสวนม่อน เราเดินทางไปหมู่บ้านไทลื้อที่อยู่ใกล้เมืองเชียงรุ่ง แต่ที่นี่ได้พัฒนาเป็นหมู่บ้านไทลื้อสมัยใหม่แล้ว คืออาคารเป็นตึก แต่ยังทำหลังคาบ้านเป็นทรงไทยลื้ออยู่

ขณะที่รถจะเข้าไปในหมู่บ้าน ก็เห็นพระยืนองใหญ่ที่อยู่เชิงเขา ไกด์เราบอกว่านั่นคือสถานที่เอกชนลงทุน โดยนักลงทุนชาวจีนที่จะทำให้ตรงนั้นเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนา โดยจะสรั้งให้ครบวงจร เช่นสังเวชนียสถาน มหาวิทยาลัยสงฆ์ และตำนานต่างๆเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า โดยต้องจ่ายค่าเข้าชม เห็นเธอบอกว่าค่อนข้างแพง... แต่รายการนี้ไม่อยู่ในโปแกรมครับ







กำลังโฆษณาขายมีด






ถึงหมู่บ้านไทลื้อขายมีดกันล่ะ พอไปถึงเราก็จะโดนแยกเป็นกลุ่มๆ ให้ไปฟังเขาเล่าเรื่องสัพคุณความแข็งแรง และความคมของมีดให้เราฟัง ในแต่ละบ้านกัน โดยมีการสาธิตความแข็งแรงโดยให้นักท่องเที่ยวฟันท่อปะปาให้ดูด้วย....คงไม่คมและแข็งแรงเฉพาะมีดเล่มนั้นด๊อกนะ (จขบ.ภาวนาว่าให้ได้ดีเหมือนเล่มที่แสดงโชว์ เพราะแม่บ้านก็ซื้อมาเช่นกัน) ราคาที่ขายเป็นชุด ก็ 2000 บาท








บ้านไทยลื้อสมัยใหม่ แต่หลังคายังคงรูปแบบเดิมไว้



ประตูเข้าหมู่บ้าน









ชาผูเอ่อเป็นแผ่นกลมๆ






ออกมารอรถ ก็มีการชิมชาอีก ชานี้เป็นชาที่มีชื่อมากในจีน คือทำเป็นแผ่นๆกลมๆ ใช้ได้นานมาก ชื่อว่า "ชาผูเอ่อ" (คุณผู้หญิงชอบเรียกว่า ชาผัวเอ๋อ..) ราคาใกล้เคียงกันมากครับในจีน คือที่ปักกิ่งขาย 800 หยวน ที่เชียงรุ่งนี่ 750 หยวน....

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อก่อนชาผูเอ่อ นี่ปลูกที่เมืองเชียงรุ่งนี่แหละ และมีคนเอาไปถวายพระราชา ซึ่งต่อมาพระองค์ติดใจในรสชาดมาก เลยอยากได้อีก จึงให้คนไปนำมาถวาย ทางการจึงให้เอาชาที่เชียงรุ่งไปถวาย ในระหว่างทางที่นำชาไปนั้นเกิดฝนตก ชาเปียก คั้นจะกลับไปเอามาใหม่ ก็คงไม่ทันกาลซะแล้ว เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจึงเอาชาที่เปียกน้ำนั้น ปั้นเป็นแผ่นๆกลมๆ แล้วตากแห้งเอาไปถวายพระราชา เมื่อพระราชาได้ลิ้มรส จึงทรงถามว่าชานี้ชื่ออะไร เจ้าหน้าที่ก็กลัว ครั้นจะโกหก ก็คงโดนตัดหัวแน่ๆ เจ้าหน้าที่เลยจำใจตอบว่า "ชาผูเอ่อ" ตามชื่อเมือง ผูเอ่อ ที่พวกเขาทำชานี้เปียกและทำขึ้นใหม่... พอพระราชาได้รับทราบ จึงตรัสว่า ชานี้ดีเยี่ยมไม่มีอะไรเสมอเหมือน เจ้าหน้าที่เลยรอดตายไป วิธีการผลิตตามแบบชาเปียกวันนั้น จึงเป็นที่มาของ ชาผูเอ่อ








แม่อุ้ยที่นำสินค้ามาขาย





ตรงที่ขายชานั้น มีแม่อุ้ยเอาสินค้าพวกของที่ระลึกมาขายด้วย เราทดลองเข้าไปส่งภาษาดู ปรากฏว่าเข้าใจกันเป็นส่วนมาก...การแต่งตัวก็เหมือน ทางเหนือบ้านเรา










พอมาถึงตรงนี้ขอเล่าเรื่อง การใช้ดอกไม้ทัดผมของสาวๆชาวไทยลื้อให้ฟังครับ...จริงๆต้องบอกว่าให้อ่านสิ... คือเมื่อก่อนชาวไทยลื้อ จะไว้ผมยาว สระและรักษาเส้นผมด้วย "น้ำมวก" (น้ำที่ใช้แช่ข้าวเหนียว เพื่อให้ข้าวอิ่มตัว หรือพองตัวก่อนนำไปนึ่ง คือเมื่อเอาข้าวออกจากภาชนะไม่ว่าจะเป็นกะละมัง อ่างดิน ฯลฯ ก็จะเหลือน้ำสีขุ่นๆขาวๆ ซึ่งเรียกว่าน้ำมวก) เมื่อสระด้วยน้ำมวก เส้นผมก็จะมีกลิ่น เขาเลยดับกลิ่นเหล่านั้นด้วยดอกไม้สดหอม จนเดี๋ยวนี้กลายเป็นประเพณีที่ต้องทัดผมด้วยดอกไม้ แต่กลายจากดอกไม้สดในสมัยก่อนเป็นดอกไม้ประดิษฐ์แล้ว..... การสระผมด้วยน้ำมวกนี้ เมื่อก่อนคนแถวอีสานก็ทำกัน เรื่องนี้มีโชว์ที่โรงละครพาราณสี ในตอนค่ำด้วย









ไปชมสินค้าพวกยาสมุนไพรจีน





สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการไปชมร้านยาสมุนไพรจีน (เขาเรียกว่า ศูนย์วิจัยพืชสมุนไพรทางตะวันตกเฉียงใต้) ก็จะมีเจ้าหน้าที่สาวๆพาเราเข้าห้องบรรยาย ฟังสรรพคุณสมุนไพรของเขาก่อน แล้วถึงตอนที่ขายในฉากต่อไป.... วันนั้นสาวสวยดีกรี ป.โทเคมี จาก ม.เซี้ยงไห้พาเราชม และบรรยายให้เราฟังเป็นภาษาไทย สำหรับสิ่งที่เป็นยอดฮิต ก็คือเจ้าบัวหิมะที่ทาแก้ไฟลวก น้ำร้อนลวกนั้นแหละ

ที่หน้าอาคาร ยังมีต้นไม้ที่สมเด็จพระเทพฯทรงปลูกไว้ เมื่อครั้งมาเยือนที่นี้ด้วย ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นต้นลิ้นมังกร ก่อนเข้าอาคารสังเกตุทางขวามือ จะมีแผ่นจารึกไว้ด้านหน้าด้วย









มื้อเย็นก่อนที่เชียงรุ่ง





มื้อเย็นที่เมืองเชียงรุ่ง เขาพาเราไปทานอาหารที่จัดเป็นคล้ายๆสวนอาหารในบ้านเรา มีศาลาสร้างไว้กลางสระน้ำ จัดเป็นโซนๆ คงเป็นร้ารับแขกเขาล่ะ...แต่พูดถึงรสชาดอาหาร ถือว่าใช้ได้นะ นี่ขนาด จขบ.ไม่สบายเป็นไข้ ยังมีความรู้สึกว่า อาหารมื้อนี้ค่อนข้างดีเลย







โรงละครพาราณาสี




โรงละครพาราณสี

และแล้วโปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ก็มาถึง คือการพานักท่องเที่ยวไปชมการแสดง ที่ "โรงละครพาราณสี" ซึ่ง จขบ. ต้องยกนิ้วให้การแสดงในวันนั้น ลีลาเหมือนจีน แต่อ่อนช้อยเหมือนไทย สมกับเป็นไฮไลท์ของวันจริงๆ

ที่มาของชื่อโรงละครนี้ ก็ประมาณว่าเมืองนี้นับถือพระพุทธศาสนาจึงมีเรื่องเล่าของการนำพระพุทธศาสนามาที่นี่ โดยหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ได้นำมาคือจากเมืองพาราณสี เมืองเชียงรุ่งเลยมีชื่อเรียกอีกอย่างในอดีตว่า "เมืองพาราณสี" หรือ "เมิงพาราณสี" ในภาษาไทยลื้อ...

ว่าเรื่องภาษาไทลื้อซักหน่อยคือ คนไทลื้อในสิบสองปันนามีภาษาพูดเป็นของตัวเอง และมีอักษรไทลื้อด้วย (ตัวเหมือนกับตัวธรรม..คล้ายอักษรภาษาลาว...จขบ.) แต่ไม่ได้ใช้เป็นภาษาเขียนมานาน ตอนนี้รัฐบาลจีนจึงสนับสนุนให้คนไทลื้อรุ่นใหม่เรียนรู้ภาษาตัวเองด้วย นอกจากภาษาจีน นี่ก็คุณน้องตาล ไกด์สาวเราบอกมา




















ที่โรงละครเขาจัดให้มีโชว์ศิลปะพื้นเมือง ที่ขึ้นชื่อเสียงมาก คือ การขับร้องและฟ้อนรำชุด “เมิงพาราณสี” (เมืองพาราณสี) ซึ่งประกอบด้วย 5 ฉาก คือ

1. เสน่ห์งามในแคว้นสิบสองปันนา (The Romantic Charming of Xishuangpanna) ฉากเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาเมื่อพระพุทธศาสนามาถึงดินแดนแห่งนี้ มีคนแต่งตัวเป็นยักษ์ ตัวแทนของยักษ์อาฬวี และเมื่อภาพพระสงฆ์ที่เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแถบพื้นแผ่นดินนี้ จนต่อมากลายเป็นศาสนาประจำชนเผ่าไทลื้อ

2. นกยูงนำโชค (The Auspicious Peacock) ฉากภาคพื้นดินที่มีนกยูงนับพันตัว เขาใช้ชุดคนแสดงแต่งตัวเป็นนกยูง ถือว่าเป็นจุดสำคัญของแคว้นนี้ทีเดียว มองไปทุกหนทุกแห่งจะเห็นป้ายโฆษณาชุดสาวน้อยงาม เต็มไปด้วยเสน่ห์ แต่งกายเป็นนกยูง สวยงาม น่าดู น่าชม

3. เพลงรื่นเริงในเทศกาลสงกรานต์ (The Merry Song of Water-Splashing-Festival) ฉากการละเล่นสงกรานต์ระหว่างวันที่ 13 – 14 – 15 เมษายน งานประจำปีสำคัญของชาวไทลื้อ และการสาดน้ำรดหัวในวันที่ 15 เมษายนของทุกปี (พอถึงตอนนี้ ก็จะมีการสาดน้ำจริง เจ้าหน้าที่จะอาเสื้อพลาสติดมาแจกผู้ชมแถวหน้าๆด้วย)

4. รำอวยพร (The holy Benediction) ฉากศิลปะสวยงาม เฉพาะรำฟ้อนเล็บ และรำเซิ้ง

5. แม่น้ำล้านช้าง แม่น้ำของ หรือแม่น้ำโขง (River of Spring water) ฉากสายน้ำที่เชื่อม 6 ภูมิประเทศด้วยศิลปวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน คือ จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยมีแม่หญิงไทลื้ออาบน้ำตามลำแม่น้ำโขงเป็นฉากเบื้องหลัง ถือว่าเป็นเครื่องหมายวัฒนธรรมแห่งประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขง

ก่อนจากมีร้องเพลงด้วย...น้องเป็นสาวขอนแก่น ยังบ่อเคยมีแฟนบ้านอยู่แดนอีสาน.... ยังกะรู้ว่าเรามาจากส่วนไหนของประเทศไทยเลยนะนั่น ตามด้วย ลอยลอย กระทง.

พอจบรายการก็มีของที่ระลึกเป็นเข็มกลัดติดภาพนกยูงบนป้ายวงกลมประมาณเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1 นิ้ว มาแจกด้วย แต่ไกด์เรานำมามอบให้ในวันต่อมา















ฉากสุดท้าย นักแสดงแต่งชุดต่างๆออกมาขอบคุณผู้ชม





เขียนมายาวเหยียดทั้ง 4 ตอนในทริปการเดินทางไปเที่ยวสิบสองปันนา โดยทางรถยนต์ผ่านเส้นทาง R3a คิดว่าน่าจะพอเป็นไกด์ไลน์สำหรับการเดินทางของคุณๆในคราวต่อไปนะครับ ภาพอาจจะไม่สวยมาก แต่อยากสื่อพอให้เข้ากับเรื่องราวที่เล่า... สาวๆในเมืองจีนคงไม่เหมือนที่คุณๆเคยเห็น เพราะที่นี่เขาไม่ค่อยแต่งหน้าเอาซะเลย ยกเว้นในการแสดง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวสืบต่อจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เขาไม่อนุญาตให้พวกเธอแต่งหน้านั้นกระมัง ก็คงดูจืดๆไปนะครับ แต่ผมว่าพวกเธอเก่งนะที่เรียนรู้ภาษาไทยที่แสนยากของเราได้ จขบ.เลยมีเรื่องมาเล่าให้คุณได้อ่านนี่ไงครับ

สุดท้ายก็ขอขอบคุณเพื่อนๆและทุกท่านที่เข้าอ่าน และให้กำลังใจกัน ทริปนี้อาจจะไม่สมบูรณ์นักทั้ง เรื่อง และภาพ แต่ก็หวังว่าคงพาท่านรู้จักเมืองที่เป็นญาติๆเราได้ดีขึ้นนะครับ








หลังละครเลิกที่หน้าโรงละคร





ขอบคุณข้อมูลที่ช่วยในการเรียบเรียงจาก : Mahachulalongkornrajavidyalaya University โดย Phrasritawatmethee (2550)



(ทั้งภาพและตัวอักษรจะแสดงผลได้ดีที่ IE ครับ)



___________END__________










 

Create Date : 31 ตุลาคม 2554
21 comments
Last Update : 24 สิงหาคม 2556 18:15:16 น.
Counter : 4232 Pageviews.

 


อาหารมื้อเที่ยงของคุณ wic ไข่เจียวดูจะน่ากินที่สุดเลยค่ะ

ชอบภาพหมอกลอยไปมา เหมือนภาพที่สองค่ะ

อาหารอีกมื้อ ภาชนะใส่ข้าวดูแปลกค่ะ ไม่เคยเห็นเค้าใส่ข้าวใส่แบบนี้



 

โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ 31 ตุลาคม 2554 8:58:22 น.  

 

สวัสดีค่ะ..

ภาพการแสดงสวยจังเลย
แต่หนึ่งเป็นอะไรไม่รู้
ไปดูการแสดงแบบนี้ทีไร เป็นต้องสัปหงกทุกที

ไม่ค่อยแต่งหน้าก็ดีเหมือนกันนะคะ
ดูเป็นธรรมชาติดี
ไม่เหมือนเด็กนักเรียนบ้านเรา
แค่ไปเรียนหนังสือ แต่แต่งหน้าซะจนนึกว่าจะไปออกงานที่ไหน

 

โดย: chenyuye 31 ตุลาคม 2554 9:56:06 น.  

 

แวะมาทักทายและมาตามไปเที่ยวด้วยคนครับ

 

โดย: กัปตันลูกชุบ 31 ตุลาคม 2554 12:01:20 น.  

 

 

หือ.... เห็นภาพแล้วตึ่นตา อยากไปเที่ยวมั่ง เฉพาะ บ้านที่เป็นแบบดั้งเดิมนะ

เสียดายที่เขาทำลายบ้านไปเยอะ ยังดีคนเขายังพยายามรักษาประเพณีเดิมไว้
อาหารชุดแรก เห็นแล้ว คงจะจืด แต่พอมาชุดต่อ ๆ ไปคงจะอร่อย

จริงหรือเปล่าครับ จีนเขาบังคับให้ทัวร์ต้องไป ร้านขายของ หรือทัวร์อ้างจะ
ได้ค่าน้ำจากร้านขายของ 555

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 31 ตุลาคม 2554 19:14:27 น.  

 



เดินทางวันฟ้าใสจริงๆเลย
เมืองกานลั่นป้า และเมืองอื่นๆ
วัฒนาธรรมดูน่าสนใจนะคะ
น่าอยู่ตรงนั้นด้วยจริงๆเลย

 

โดย: d__d (มัชชาร ) 31 ตุลาคม 2554 23:13:06 น.  

 

สวัสดียามค่ำคืนค่ะ

ขอตามมาเที่ยวด้วยคนค่ะ

เอา บะหมี่ เป็ดย่าง มาฝากค่ะ



คืนนี้นอนหลับฝันดีนะคะ

 

โดย: iamorange 1 พฤศจิกายน 2554 0:35:19 น.  

 

อาหารน่าทานทั้งนั้นเลยนะ เห็นแล้วหิวววว

อรุณสวัสดิ์ค่ะ


 

โดย: mambymam 1 พฤศจิกายน 2554 7:02:10 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
แวะมาทักกันวันน้ำท่วมเมืองค่ะ
ขอบคุณที่พาไปเที่ยวนะคุณวิก จัดไปหนึ่งโหวต

 

โดย: หอมกร 1 พฤศจิกายน 2554 8:01:48 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


สวัสดีเช้าวันอังคาร
มีความสุขตลอดวันค่ะคุณ wicsir

 

โดย: ดอกฝิ่นในสายลมหนาว 1 พฤศจิกายน 2554 8:21:31 น.  

 

 

สนุกมากค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 1 พฤศจิกายน 2554 12:24:05 น.  

 

GOOD NIGHT ...^_^

 

โดย: andrex09 1 พฤศจิกายน 2554 22:37:43 น.  

 

สวัสดียามดึกค่ะ

ขอตามไปเที่ยวด้วยคนนะคะ น่าไปเที่ยวจังเลย




ใกล้ลอยกระทงแล้ว ชวนไปปล่อยโคมธรรมชัยด้วยกันค่ะ

 

โดย: luckyfarm6662 2 พฤศจิกายน 2554 2:25:23 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ค่ะ มีกาแฟมาเสริฟ์ค่ะ

 

โดย: mambymam 2 พฤศจิกายน 2554 6:47:21 น.  

 


ต้องบอกว่าลุ้นกันตามกันวันต่อวันเลยค่ะ ฟังจากข่าวพลิกผัน เปลี่ยนแปลงได้ตลอด ปัจจัยหลักนอกจากเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ยังมีเรื่องคน...เราๆ กันเอง ทะเลาะกันอีก....ดูแล้วเหนื่อยค่ะ งานนี้ไม่มีใครยอมใคร ถ้าท่วมก็ต้องท่วมเหมือนกันหมด...



 

โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ 2 พฤศจิกายน 2554 6:55:55 น.  

 

 

มร่วมปิดทริปที่น่าประทับใจมากๆเลยค่ะ ชอบเที่ยวแบบนี้มีโอกาสคงได้ไปบ้าง

 

โดย: sawkitty 2 พฤศจิกายน 2554 17:34:42 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


สวัสดีเช้าวันพฤหัสบดีค่ะคุณ wicsir
อากาศเริ่มเย็นลงทุกวัน
ปีนี้คงหนาวกว่าทุกปีที่ผ่านมาแน่เลย
เมืองไทยจะได้เห็นหิมะซะแล้ว

 

โดย: ดอกฝิ่นในสายลมหนาว 3 พฤศจิกายน 2554 8:05:32 น.  

 

สวัสดีค่ะ... ขอให้มีความสุข สดใส นะค่ะ..^^

 

โดย: Lika ka 3 พฤศจิกายน 2554 8:56:10 น.  

 

อ่านสนุก ดูเพลิน ครับ

 

โดย: surya21 IP: 171.98.132.40 8 มีนาคม 2557 19:34:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
wicsir
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 66 คน [?]











...... ชอบเดินทาง ชอบท่องเที่ยว และชอบถ่ายภาพ แม้ฝีมือจะไม่ให้ แต่ใจก็รัก เพราะได้ทำแล้วมีความสุข แถมยังมี bloggang ได้ให้โอกาสนำสิ่งเหล่านั้นมาแสดงด้วย ยิ่งทำให้หัวใจพองโต .......


อยากจะบอกว่า

@ ดีใจที่ได้แบ่งปันความสุขเล็กๆน้อยๆ กับเพื่อนๆในบล็อกแก๊งค์ ตลอดจนคุณๆที่ผ่านเข้ามาอ่าน.... แม้ภาพถ่ายจะไม่สวยนัก แต่กว่าจะได้มาก็แสนยากลำบาก จึงขอสงวนสิทธิไว้เป็นการส่วนตัว

@ ภาพทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของบล๊อก ถ้ามีความประสงค์จะใช้ภาพเพื่อการใด กรุณาติดต่อเจ้าของบล็อกด้วย เพราะจะได้พิจารณาเป็นเรื่องๆไปครับ.

@ ขอบคุณเพื่อนๆสมาชิกที่คอยให้กำลังใจกันเสมอมา และขอบคุณทุกท่านที่ผ่านเข้ามาอ่าน หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าท่านคงแวะเข้ามาอีก...


ด้วยจริงใจ
นาย wicsir.




Rec. 11.06.08
New Comments
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
31 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add wicsir's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.