....OUR FAMILY'S JOURNEY....

+ เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ 10 วัน ด้วยรถไฟ ... ภาคสรุป +








บล๊อกนี้จะมาสรุปการเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปของเราในช่วงปลายปี 2017 ให้คุณๆได้อ่านกัน ซึ่งเป็น version สรุปครั้บ .... หลายๆท่านที่ยังไม่เคยเดินทางเองอาจจะพอได้ไอเดียบ้างนะครับว่าจะไปยังไง หลังจากอ่านจากบล๊อกนี้แล้ว .... ซึ่งอันที่จริงเราใช้เวลาเดินทางในสวิส นั่งรถไฟผ่านเยอรมัน ไปกรุงอัมสเตอร์ดัมในประเทศเนเธอรฺแลนด์ และนั่งเครื่องเข้าอังกฤษเพื่อขับรถเที่ยวที่นั่นอีก 10 วัน โดยผู้เขียนจะแบ่งการรีวิวสรุปไว้เป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกนี้จะเอาแค่เดินทางในสวิสแล้วไปจบที่อัมสเตอร์ดัม ในแต่ละวันการเดินทาง จขบ.จะวางลิงค์ที่เคยรีวิวเป็นวันๆไว้ให้ เผื่อจะได้เข้าไปชมในรายละเอียดกันนะครับ




สถานีรถไฟซูริค

Smiley ในช่วงเดือนธันวาคม 2017 เราวางแผนว่าไปร่วมงานรับปริญญาเจ้าลูกชายที่ไปเรียนต่อปริญญาโททางวิศวกรรมเคมีที่มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิ่ล ประเทศอังกฤษกัน แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วถือโอกาสไปเที่ยวด้วยเลยดีกว่า เพราะจะได้จ่ายค่าเครื่องแค่รอบเดียว (ประหยัดน่ะ) โดยเลือกว่าจะไปประเทศสิตเซอร์แลนด์และกรุงอัมสเตอร์ดัมกัน ซึ่งวิธีการเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปก็จะใช้รถไฟเป็นหลัก มีทั้งความเร็วสูงและธรรมดา 

เริ่มกันที่การยื่นขอวีซ่าเชงเก้น ซึ่งประเทศต้นทางที่จะเข้าและอยู่นานที่สุดคือสวิส เพราะฉะนั้นเราจึงต้องยื่นขอวีซ่าเช้งเก้นที่สถานทูตสวิสครับ .... แต่ในขั้นตอนยื่นขอวีซ่าเขาจะต้องถามว่าเราจะเดินทางไปยังไง พักที่ไหน ว่ากันตรงๆคือต้องเตรียมแผนการเดินทางไว้ให้เขาดูด้วยครับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. หนังสือเดินทาง (Passport) หนังสือเดินทางที่จะใช้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นเข้าสวิส ต้องมีอายุอย่างน้อย 30 วันครับ
2. หลักฐานการจองตั๋วเครื่งบิน ที่พัก (สำหรับที่พักนี้จะต้องมีชื่อคนพักทุกคนด้วยนะครับ)
3. ภาพถ่าย 2 x 2 " จำนวน 2 ใบ
4. หลักฐานการประกันการเดินทางไม่ต่ำกว่า 1,500,000 บาท ต่อคน
5. เงินค่าวีซ่าประมาณ 60 ยูโร และค่าธรรมเนียมของ TLScontact อีก 863 (ตรวจสอบจากเวบ TLScontact อีกครั้ง)
6. แผนการเดินทาง โดยร่างขึ้นมาคร่าวๆโดยบอกวันที่ว่าเราจะไปไหน พักที่ไหน เป็นต้น
7. เอกสารทางด้านการเงิน คือหนังสือรับรองจากธนาคารและสเตทเม้นท์ 6 เดือนย้อนหลังสำหรับบัญชีของเรา และทำไว้ค้ำประกันผู้เดินทางไปกับเรา เช่นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยอีกคนละสำเนา 
เพื่อแสดงว่าเรามีทรัพย์สินที่เมืองไทย และให้เขามั่นใจว่าเราจะกลับมา (อันนี้ขอได้จากธนาคารครับ โดยให้เขาเทียบเป็นเงินสวิสแฟรงค์ หรือ CHF ด้วย)
8. เมื่อเอกสารพร้อมก็ยื่นผ่านศูนย์ TLScontact ประเทศไทยซึ่งเป็นตัวแทนในการแจ้งและให้คำแนะนำแก่ผู้ประสงค์จะยื่นขอวีซ่าเข้าสวิส 
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://ch.tlscontact.com/th/bkk/index.php?l=th  เมื่อทางศูนย์ TLScontact รับเรื่องแล้ว จากนั้นก็รอการอนุมัติวีซ่าอีกประมาณ 6-10 วันทำการครับ






ตัวอย่างแผนการเดินทาง



ตัวอย่าง Swiss Travel Pass ที่ใช้เดินทางในสวิสเซอร์แลนด์





Smiley การเดินทางในประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้นสะดวกสะบายมากครับ มีรถไฟเข้าไปถึงเกือบทั้งหมดแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวบนเขาต่างๆ แนะนำให้จองตั๋วแบบ Swiss Travel Pass ไปจากประเทศไทยเลยนะครับ เพราะหลายๆตัวแทนเขามีโปรโมชั่น แถมได้ราคาถูกกว่าในสวิสด้วย แต่ถ้าไม่ทันก็ซื้อที่สถานีในสวิสที่เราไปลงเครื่องเลยก็ได้ .... สกุลเงินสวิสแฟรงค์เป็นสกุลเงินที่ใช้กันในประเทศสวิส แต่ก็สามารถใช้เงินยูโรได้ แต่เวลาทอนเขาจะทอนเป็นแฟรงค์สวิสครับ ที่พักก็หาเลือกเอาในเวบจองที่พักนั่นแหละ เราเลือกจาก Booking.com เพราะไม่ต้องจ่ายก่อนและเปลี่ยนได้จนถึงเกือบวันสุดท้าย .... เราเลือกที่พักที่เป็นแบบอาพาร์ตเม้นท์ เพราะไม่แพง แถมมีห้องครัวให้ด้วยนี้สิดีจังเลย ประเทศสวิสไม่ใหญ่มากนัก ถ้าเราวางแผนการเดินทางดีๆก็สามารถพักที่เดียวเที่ยวได้ทั่วประเทศเลยนะครับ 
(อ่านเพิ่มเติมที่บล๊อก)



ในรถไฟสวิสแบบชั้น 2

เดินทางกันเลย...

Day 1 & 2 ... ซูริค - วินเตอร์ทูร์ - สไตน์ อัม ไรน์ - ชาฟฟ์เฮาเซิ่น - ซูริค

เราเดินทางด้วยสายการบินการ์ต้าแอร์เวย์ ซึ่งตอนนั้นเราได้ราคาค่อนข้างดีและเวลาถึงสนามบินก็เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวได้เลยคือถึงสนามบินประมาณ 06.30 น. เวลาในสวิส ซึ่งตอนนั้นเราสามารถเลือกกลับจากสนามบินื่นได้ด้วย คือเราต้องการกลับไทยจากสนามบินนิวคาสเซิ่ล ประเทศอังกฤษ เลยเลือกสายการบินนี้ ... ถึงสนามบินผ่านด่าน ตม.ก้ไม่ยุ่งยากนัก เพราะเราเตรียมเอกสานเช่นแผนการเดินทาง ที่พัก และการเดินทางในสวิาไว้แล้ว ... ออกจาก ตม. ก็ไปแวะซื้อซิมที่ใช้ในสวิสกัน (เสียดายว่าหาแบบใช้ทั่วยุโรปไม่เจอ ถามแล้วว่าไม่มี ... แต่ตอนไปซื้อที่อัมสเตอร์ดัมมีนะแต่ใช้ไม่ได้เฉพาะในสวิสกะอังกฤษ) จากนั้นก็ใช้ตั๋วสวิสทราเวลพาสที่เราซื้อจากเมืองไทยโดยให้เขาแอคทิเวทให้เราเริ่มได้วันนี้ ขึ้นรถไฟเข้าสถานีซูริคเมน วันนี้เราจะกลับมาพักซูริค เลยต้องฝากกระเป๋าไว้ที่ Locker .... จากนั้นก็มาตรวจตารางรถไฟที่จะไป Winterthur (แนะนำให้ใช้เวป SBB ครับ)

ถึงวินเตอร์ทูร์ ก็ลงไปเดินเที่ยว ที่เที่ยวก็ไม่ไกลจากสถานี เพราะสถานีรถไฟสวิสส่วนมากจะอยู่ใกล้ๆย่านเมืองเก่าจึงง่ายแก่การเดินทางท่องเที่ยว อาหารเช้าแบบสายๆเราก็ใน food court ในสถานรถไฟนั่นแหละครับ อิ่มท้องก็ออกเดินชมเมือง ... ในอดีตเมืองนี้เป็นเมืองคู่แข่งทางการค้ากับซูริคแต่ปัจจุบันซูริคทิ้งห่างไปแล้ว แต่ที่วินเทอร์ทูร์โดดเด่นอยู่ในปัจจุบันก็คือ เป็น "เมืองศิลปะของสวิส" (Switzerland's City of Art) จนเมืองนี้กลายเป็นศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมของประเทศ เมืองนี้มีพิพิธภัณฑ์ที่สะสมงานศิลปะ ถึง 2 แห่ง คือ Museum Oskar Reinhart Am Stadgarten และ Kunstmuseum สำหรับขาชมพิพิธภัณฑ์ที่นี่นับว่าคุ้มครับ




ในสถานี Winterthur



สถานี Winterthur


จากวินเตอร์ทูร์ เรานั่งรถไฟสาย Local (S-Bahn) มาลงที่สถานี Stein am Rein เมืองเล็กแต่สวยงามมาก (ผู้เขียนชอบเมืองนี้มากๆ) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไรน์ ...  Stein am Rhein ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสวิส ติดกับชายแดนเยอรมัน และทะเลสาบ Konstanz อยู่ในรัฐชาฟฟ์ฮาวเซน มีพื้นที่ประมาณ 5.76 ตารางกิโลเมตร ประชากร 3000 กว่าคน คนส่วนใหญ่พูดภาษาเยอรมัน เมื่อลงจากรถแล้วเดินตามถนนข้ามสะพานไป มองเห็นยอดโบสถ์แหลมๆ นั่นแหละคือย่านเมืองเก่า มีถนนสายหลักในเมืองเก่าแค่สายเดียว มีร้านค้าและโรงแรมเรียงรายกันอยู่ เดินจากถนนสายนั้นลงไปทางแม่น้ำประมาณ 80 เมตรก็จะถึงท่าเรือที่เราสามารถซื้อตั๋วล่องไปไปที่ Schaffhausen และเมืองอื่นๆริมฝั่งทะเลสาบคอนสตันซ์ (Lake Konstanz) หรือทะเลสาบ 3 สัญชาติ อันมี สวิส ออสเตรีย และเยอรมัน ได้ ... ความน่ารักของเมืองนี้ก็คือ ที่ผนังด้านนอกของตึกมีภาพเขียนเฟรสโกสวยงามเต็มไปหมด และชื่อร้านที่ทำเป็นป้ายยื่นออกมา ก็ดูสวยงาม .... ตามถนนที่ปูด้วยหินก็มีการสร้างน้ำพุไว้ด้วย.



แม่น้ำไรน์ที่ Stein Am Rhein

 จาก Stein am Rein เรานั่ง S-Bahn ต่อไปที่ Schaffhausen (ชาฟฟ์เฮาเซิ่น) ซึ่งเป็นเมืองที่มีน้ำตกไรน์ที่ตกจากแม่น้ำทั้งสายลงสู่พื้นที่ตำ่กว่า เมื่อเราเขาไปจะได้ยินเสียงน้ำตกนี้ดังมาแต่ไกล ... Schaffhausen เป็นเมืองหลวงของรัฐ Schaffhausen ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเยอรมันถึง 3 ด้าน พื้นที่ของรัฐชาฟฟ์เฮาเซิ่นเมื่อมองจากแผนที่จึงคล้ายๆกับติ่งที่ยื่นเข้าไปในประเทศเยอรมัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ตัวเมืองมีแม่น้ำไรน์ (Rhine) ไหลผ่าน ในย่านเมืองเก่าที่นี่ก็มีภาพวาดเฟรสโกปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย นอกจากนั้นยังมีมหาวิหาร หรือมึนสเตอร์ (Munster) และป้อมมูนอท (Munot) ให้ไปเยี่ยมชมอีกด้วย ... Schaffhausen ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ มีแม่น้ำไรน์ไหลผ่านกลาง มีพื้นที่ทั้งหมด 41.86 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 36,000 คน และมีสถานะเป็นเมืองหลวงของรัฐ Schaffhausen.

จาก Schaffhausen เรานั่งรถกลับซูริคเพื่อไปเอากระเป๋าที่ล๊อกเกอร์ แล้วเดินไปเข้าที่พัก เป็นอันว่าเที่ยววันแรกในสวิสเราสิ้นสุดลง




Reinfalls @ Schaffhausen



Day 3 .... ฺZurich - Bern - Zurich

วันนี้เรามีแผนจะนั่งรถไฟไปกรุงเบิร์น ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐสวิตเซร์แลนด์กัน การเดินทางเริ่มที่สถานีรถไฟในซูริคไปลงที่สถานีเบิร์นซึ่งถือว่าเป็นสถานีชุมทางใหญ่อีกที่หนึ่งของสวิส การเที่ยวเบิร์นก็เหมือนเมืองอื่นๆคือไปเดินชมเมืองย่านเมืองเก่า เริ่มจากสถานีรถไฟเรื่อยไปถึงหอนาฬิกา Zytglogge หรือหอนาฬิกาดาราศาสตร์ หอคอย Kafigtrum หรือ Prison Tower Eistein House ในย่านเมืองเก่า ผ่านห้างมากมายที่ขายนาฬิกาสวิส แวะทานอาหารในศูนย์การค้า เรื่อยไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำอาเรอ (Aare River) ซึ่งกรุงเบิร์นได้ตั้งอยู่บนสองฝั่งของแม่น้ำนี้ พอข้ามสะพานไปจะเจอบ่อหมี อีกหนึ่งที่ๆนักท่องเที่ยวต้องมาชมครับ ระยะทางจากสถานีรถไฟไปถึงบ่อหมีก็ประมาณ 6 กม. เดินชมเมืองไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ถึงครับ .... ใช้เวลาที่เมืองนีประมาณบ่ายๆก็นั่งรถไฟกลับซูริค และแวะเดินซื้อของตามห้างย่านเมืองเก่าหน้าสถานีรถไฟ ซึ่งช่วงที่ไปเขาเตรียมงานเทศกาลคริตส์มาสเลยได้ชมการประดับไฟที่สวยงามด้วย




กรุงเบิร์น



หน้าสถานีรถไฟซูริค



Day 4 ... Zurich - St.Gallen -Luzern

วันนี้เก็บข้าวของใส่กระเป๋าลากเตรียมเดินทางไกลไปลูเซิร์น (Luzern) ที่จริงถ้าไปจากซูริค-ลูเซิร์นเลยก้ไม่ไกลนัก แต่เราอยากไปเที่ยวเมือง St. Gallen (ซังต์ กาลเลิน) และนั่งรถไฟขบวนชมวิวที่เรียกว่า Voralpen Express หรือ Pre-Alpine Express ซึ่งเจ้ารถไฟขบวนนี้วิ่งผ่านเมืองน้อยใหญ่ตามรายทางในภาคตะวันออกของสวิส ผ่านภูมิประเทศที่เป็นชนบท ทุ่งหญ้า เขาสูง อุโมงค์ และทะเลสาบ ไปจนถึงเมืองลูเซิร์น ซึ่งตามเส้นทางวิวสวยงามมากสมคำร่ำลือครับ

ซังต์กัลลเลิน เมืองที่ตั้งชื่อตามนักบวชชาวไอริช ชื่อบาทหลวงกัลลุส (Gallus) ผู้เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริตส์ในชุมชน เมื่อศตวรรษที่ 7 และอีกร้อยปีต่อมาจึงมีการสร้างโบสถ์ขึ้นกับสำนักวาติกัน ทำให้เป็นศูนย์กลางทางศาสนาในแถบทะเลสาบโบเดนซี ... เมื่อชุมชนเติบใหญ่ขึ้นจึงตั้งชื่อเมืองว่า "ซังต์กัลเลิน" ตามชื่อนักบุญผู้เข้ามาเผยแพร่ศาสนาตั้งแต่ครั้งแรก...หลังจากศตวรรษที่ 15 เมืองนี้ได้เปลี่ยนบทบาทจากศูนย์กลางทางศาสนา เป็นศูนย์กลางการค้าผ้าและเย็บปักถักร้อย สามารถดูได้ที่พิพิธภัณฑ์สิ่งทอ .... สิ่งที่น่าไปชมมากๆ คือ มหาวิหารซังต์กาลเลินซึ่งสร้างครั้งแรกในศตวรรษที่ 8 โดยนักบวช Otmar โดยสร้างอารามขึ้นแล้วตั้งชื่อเพื่ออุทิศให้นักบุญอัลลุส แล้วมีการปรับปรุงและขยายอารามหลายครั้ง จนกระทั่งถึงหลังที่เห็นในปัจจุบันที่ใหญ่โตและวิจิตรอลังการนั้น สร้างเมื่อ ค.ศ. 1755 - 1766 ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์บาร็อก 





St. Gallen Cathedral

ไปถึงเมืองลูเซิร์นช่วงบ่ายแก่ๆ เอาสิ่งไปเก็บในที่พักแล้วยังมีเวลาเหลือพอไปเดินย่านเมืองเก่า ... เมื่อข้ามสะพานไปด้านเมืองเก่า เดินเลียบทะเลสาบไปจะเห็นโบสถ์หอคอยคู่โดดเด่น ชื่อโบสถ์ฮอฟเคียร์เคอร์ (Hofkirche) และเมื่อเราเดินเลยโบสถ์นี้ไปไม่ไกล ก็จะเห็นอนุสาวรีย์สิงโตร้องไห้ (The Lion Monument) ที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในความกล้าหาญและซื่อสัตย์ของทหารรับจ้างสวิสที่ไปรบร่วมกับทหารฝรั่งเศษปกป้องพระเจ้าหลุยส์จนมีชื่อเสียงในเรื่องความกล้าหาญและซื่อสัตย์ แม้ในปัจจุบันที่สำนักวาติกันยังมีทหารสวิสเข้าประจำการอยู่




ลูเซิร์น




Day 5 ... Luzern - Engelberg - Titlis - Luzern

วันนี้ช่วงเช้าหรือเกือบทั้งวันเรามีโปรแกรมไปเที่ยวเขาทิตลิสกัน การไปเที่ยวเขา Titlis  นั้นจะต้องนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Engelberg แล้วค่อยขึ้นรถกระเช้าไปสู่ยอดเขา บรรยากาศการเดินทางที่มีฝนตกเล้กน้อย พอถึงเมืองเอนเกลเบอร์กก็เจอหิมะตกเยอะพอควร ตอนนั่งกระเช้าขึ้นเขาเลยอดชมภาพสวยๆด้านล่างเลย ... เมืองเอนเกลเบิร์ก เป็นอีกหนึ่งเมืองรีสอร์ทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ที่น่าหาโอกาสมาเยือนสักครั้ง โดยตัวเมืองนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้ๆกับ "ภูเขาทิตลีส" (Mount Titlis) ภูเขาที่มียอดสูงจากระดับน้ำทะเลหนึ่งกว่า 10,000 ฟุต หรือ 3,020 เมตร ปัจจุบันเมืองเอนเกลเบิร์กได้กลายเป็นอีกหนึ่งอัลไพน์รีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางของสวิตเซอร์แลนด์ .... เอนเกลเบิร์กมีพื้นที่ประมาณ 41 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 4100 คน ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1013 เมตร แต่มีรีสอร์ทและโรงแรมหรูๆมากมาย

เรากลับเข้าลูเซิร์นช่วงบ่ายและนั่งรถต่อไปขึ้นเขา Rigi โดยขบวนรถไฟฟันเฟืองสีขาว-ฟ้า ซึ่งยอดเขาริกินี้ถ้าอากาศแตจ่มใสจะมองเห็นทะเลสาบลูเซิร์นสวยงามมาก..แต่โชคไม่ดีเหมือนมีพายุหิมะมาซะหนักเลย เมื่อขึ้นไปถึงแล้วมองอะไรไม่เห็นเลยนั่งรถลงอีกฟากหนึ่ง ไปต่อเรือเข้าเมืองลูเซิร์นโดยใช้บัตรสวิสพาสที่เรามีมานั่นแหละครับ





สถานีรถไฟลูเซิร์น



สถานีรถไฟเอลเกลเบิร์ก



บนยอดเขาทิตลิส







Day 6 ... Luzern - Zermatt - Matterhall

วันนี้ต้องย้ายที่นอนไปสัมผัสบรรยกาศที่หมู่บ้านสวยงามแห่งหนึ่งของสวิสเซอร์แลนด์ ชื่อหมู่บ้านเซอร์มัทท์ โดยเดินทางออกจากลูเซิร์นไปเซอร์มัตต์ ซึ่งเราเลือกการเดินทางจากเวบ SBB เส้นทางที่ดีที่สุดก็คือ จาก Luzern -> Olten -> Bern -> Visp ซึ่งเป็นเร็วระหว่างเมือง ส่วนจาก Visp ขึ้นสู่ Zermatt จะเป็นขบวนท้องถิ่น Matterhorn-Gothard Bahn ซึ่งต้องปีเขาในบางช่วง รถขบวนนี้จึงเป็นแบบที่สามารถใช้ฟันเฟือง หรือ Cogwheel ได้ด้วย .... วันนี้นั่งรถค่อนข้างไกล ออกจากลูเซิร์นตั้งแต่ 08.00 กว่าจะถึง Zermatt ได้ก็ปาเข้าไป 11.14 น.  ลงรถไฟแล้วไปหาข้อมูลที่ Information Center แล้วเอากระเป๋าเข้าเก็บในที่พัก แล้ออกมาขึ้นรถไฟปีนเขา Gornergrat Bahn จากสถานีที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟหลักของเซอร์มัตต์ ขึ้นสู่เขา Gornergrat ที่สามารถชมยอด Matterhorn ได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งใชเวลาบนรถประมาณ 33 นาที ... การขึ้นสู่เขากอนเนอร์กราทนั้นสามารถไปทางกระเช้าก็ได้ครับ บ่ายคล้อยนั่งรถกลับสู่หมู่บ้านด้านล่างและเข้าที่พัก





แมทเทอร์ฮอล



เซอร์มัทท์




Day 7 ... Zermatt - Montreux - Interlaken

วันนี้เป็นวันที่ 7 แล้วเราต้องจากหมู่บ้านเซอร์มัตต์แล้ว แต่ก่อนจากเราขอเดินชมหมู่บ้านนี้อีกหน่อย แม้เช้านี้อากาศจะหนาวมากๆ .... เซอร์มัตต์เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวไม่ใหญ่มาก มีถนนสายหลักทอดผ่านหมู่บ้าน ฉะนั้นสถานที่สำคัญๆเช่น Matterhall Museum โบสถ์ และโรงแรมหลัก รวมไปถึงสถานีรถไฟก้อยู่บนนถนนสายนี้แหละครับ (อ่านเรื่องเซอร์มัตต์ในบล๊อก) จากเซอร์มัตต์เรานั่ง Local Line (Matterhall-Gornergrat Bahn) ออกไปที่ Visp เพื่อนั่งรถเร็วไปลงที่มองเทอซ์ (Montreux) เมืองที่อยู่ริมทะเลสาบเจนีวา ถัดจากโลซานน์ไปทางตะวันออกนิดๆ เรามีเวลาที่นั่นพอที่จะไปเดินริมทะเลสาบที่วันนี้กำลังเตรียมงานคริตสมาสกันอย่างคึกคัก (อ่านเรื่องมองเทอซ์ในบล๊อก) ก่อนที่จะนั่งรถไฟ Golden Pass Line ที่ได้ชื่อว่าเป็นรถไฟชมวิวยอดนิยมอีกสายหนึ่งในสวิสเลยก็ว่าได้ครับ รถไฟสายนี้เป็นเหมือน Local Line ทั่วไปแต่ที่พิเศษคือมีกระจกโค้งให้เราชมวิวได้มากขึ้น รถจะใช้เวลาเดินทางไปที่ Sweisimmen ประมาณ 2.10 ชม. ท่านใดที่มีตั๋ว Swiss Travel Pass สามารถขึ้นได้ฟรีครับ (อ่านเรื่องนั่งรถไฟ Golden Pass Line ในบล๊อก)  ... จาก Sweisimmen เราต่อรถ Local Line ไปที่ Interlaken West และวันนี้เช็คอินที่ Interlaken กัน.



ริมทะเลสาบเจนีวาที่มองเทอซ์



ริมทะเลสาบเจนีวาที่มองเทอซ์



บนเส้นทางที่ Golden Pass Line ผ่าน


Day 8 .... Interlaken - Jungfraujoch - Interlaken

วันนี้ทั้งวันเราจะให้เวลากับการนั่งรถไฟขึ้นเขาไปที่ยอดเขาจุงเฟรา หรือ Jungfraujoch ที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดเขาที่สวยงาม และเป็นสถานีรถไฟที่อยู่บนที่สูงที่สุดในยุโรป การนั่งรถไฟขึ้นเขาซึ่งจะเริ่มที่สถานี Grindelwald หรือ Lauterbrunnen ขึ้นไป-กลับ จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มนะครับ ถ้าเราใช้บัตร Swiss Travel Pass ก็จะได้ส่วนลด 25% ซึ่งค่าตั๋วเมื่อลดแล้วก็จะเหลือประมาณคนละ 138 สวิสแฟรงค์ ซึ่งก็ถือว่าแพงเอาการเหมือนกันครับ...ผู้เขียนเคยไปที่กับทัวร์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เจ้าลูกชายอยากไปเห็น เลยต้องซ้ำอีกครั้ง แต่ที่นั่นมีอะไรให้ชมใหม่ๆเสมอ ... วันนั้นเราเลือกเดินทางแบบวงกลมโดยขาขึ้นๆทาง Grindelwald และลงมาทาง Lauterbrunnen ก็ใช้เวลาให้กับที่นั่นเกือบวันครับ



ลานหิมะบนยอดจุงฟราวยอร์ค




Day 9 ... Interlaken -Geneva - Lausanne - interlaken


วันนี้ยังมีโปรแกรมไปเที่ยวเจนีวาและโลซานน์อีกหนึ่งวันในสวิสก่อนที่จะเดินทางโดยรถไฟไปที่อัมสเตอร์ดัม เช่นเคยครับเราตื่นแต่เช้าออกเดินทางโดยรถไฟซึ่งต้องผ่านกรุงเบิร์นอีกครั้งก่อนที่จะไปลงที่สถานี้เจนีวา ... รถไฟที่สวิสสะดวกมากๆแม้จะมีไม่ตรงเวลาบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก ที่สำคัญคือบนนขบวนรถไฟพวก IR หรือ IC ที่เป้นรถเร็วระหว่างเมืองนั้นจะมีที่นั่งให้เราเสมอ แม้เราจะซื้อตั๋วแบบชั้น 2 (เขามีแค่ชั้น 1 และ ชั้น 2) แบบไม่ระบุที่นั่งก็ตาม ตลอดเวลาที่เราเดินทางโดยรถไฟที่สวิสไม่เคยได้ยืนเลย .... การเที่ยวเจนีวาที่มีเวลาแค่ครึ่งวันนั้น เราเลือกเดินชมริมทะเลสาบ และย่านเมืองเก่า ตลอดจนขึ้นหอคอยของมหาวิหารแซงต์ปิแอร์ (Cathedrale St. Pierre) เพื่อชมวิวเมือง .... ช่วงบ่ายเราเดินทางไปเมืองโลซานน์ที่คนไทยเราคุ้นๆกันดี โดยเลือกเดินเที่ยวริมทะเลสาบเจนีวา พิพิธภัฑ์โอลิมปิก ไปจนถึงศาลาไทย ก่อนเดินทางกลับอินเตอร์ลาเก้น




วิวทะเลสาบเจนีวา



ริมทะเลสายเจนีวาที่โลซานน์



ศาลาไทยที่โลซานน์




Day 10 ... Interlaken - Gemany - Amsterdam


วันที่ 30 พย. 2017 เราออกเดินทางโดยรถไฟจากสถานี Interlaken Ost. เพราะวันนี้ต้องเดินทางโดยขบวนรถไฟ DB ของเยอรมันจากเมืองอินเตอร์ลาเก้าไปอัมสเตอร์ดัม ถ้าไม่มีอะไรขัดข้องเราจะถึงกรุงอัมสตอร์ดัมประมาณเย็นๆคือประมาณ 17.30 น. โดยมีแผนการเดินทางแบบนี้ คือ  Interlaken --> Basel SBB --> Frankfurt (main) Hbf --> Amsterdam Centraal ซึ่งจะต้องเปลี่ยนรถไฟตามสถานีต่างๆเหล่านั้น ซึ่งเราจะต้องดูว่ารถขบวนต่อไปจะเข้ามาจอดอยู่ Platform หรือชานชลาที่เท่าไหร่ด้วย เพราะเรามีกระเป๋าเดินทางไปด้วย วิธีการก็คือดูจากตั๋วรถไฟของเยอรมันที่ออกให้เรานั่นเอง...แต่บางครั้งมันก็ไม่ลงตัวเปะขนาดนั้น เพราะรถไฟสวิสที่ว่าตรงเวลาเปะๆ ก็เริ่มมีปัญหาเหมือนกัน คือเสียเวลาที่ Bern 8 นาที ที่ Basel SBB อีกกว่า 2 ชั่วโมงรวมถึงการเปลี่ยนจากสถานีของสวิสไปที่สถานี Basel Badisher Hbf ซึ่งเป็นสถานีรถไฟเยอรมันมาจอดโดยต้องนั่งรถไฟไปที่สถานีนั้นอีกประมาณ 15 นาที เวลาที่วางแผนไว้ก็เปลี่ยน การแจ้งทางโรงแรมก็ต้อง confirm ให้เขาว่าเราจะมาพักจริง แต่เข้าช้ากว่ากำหนด และอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ
(อ่านเพิ่มเติมในบล๊อก)


Interlaken ยามเช้า



ผ่านเยอรมัน



Day 11 .... Amsterdam and left for UK


วันนี้เราอยู่ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งมีเวลาที่จะเที่ยวที่นี่เต็มวันเพราะเมื่อคืนนี้กว่าจะเข้าโรงแรมได้ก็เกือบ 3 ทุ่ม จากการที่รถไฟเขาเปลี่ยนแปลงตารางการเดินรถ ส่วนวันพรุ่งนี้ คือ 2 ธค. 2017 เรามีกำหนดการเดินทางออกจากสนามบินนานาชาติ ....   เมืองอัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองที่สวยงามเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกรวมทั้งคนไทยด้วย เมืองอัมสเตอร์ดัมตั้งอยู่ริมแม่น้ำอัมสเทล... อัมสเตอร์ดัม หรือ Amsterdam ในภาษาอังกฤษ จึงมีที่มาจากการรวมกันของแม่น้ำอัมสเทล และคำว่าดัม หรือ แดมในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่าเขื่อน เมื่อรวมกันเข้าจึงเรียกเมืองนี้ว่า "อัมสเตอร์ดัม" ซึ่งแปลว่า "เขื่อนที่อยู่ริมแม่น้ำอัมสเทล"   .... เราใช้เวลาไปชมจุดต่างๆเท่าที่เวลา 1 วันจะอำนวยให้ ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ที่มี I amsterdam  sign  อยู่ด้านหน้า ไปล่องเรือชมเมือง ไปอัมสเตอร์ดัมสแคว (Dam Square)  ไป De Gooyer Windmill และสุดท้าย ไปตลาดดอกไม้ลอยน้ำ (Bloemenmark) ... สุดท้ายเช้าวันที่ 2 ธค. เราก็บินไปที่อังกฤษ เพื่อเที่ยวที่นั่นต่ออีก 10 วัน.



หน้าสถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลยด์



หน้าพิพิธภัณฑ๋แห่งชาติอัมสตเอร์ดัม



Amsterdam De Gooyer windmill














 

Create Date : 13 สิงหาคม 2561
2 comments
Last Update : 13 สิงหาคม 2561 12:45:35 น.
Counter : 63 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณSweet_pills

 

คุณวิคสรุปการเดินทางท่องเที่ยวภาคแรกจากสวิสถึงอัมสเตอร์ดัมมีประโยชน์มากค่ะ
รูปสวยมาก ขอบคุณสำหรับข้อมูลและลิงค์ด้วยนะคะ

 

โดย: Sweet_pills 14 สิงหาคม 2561 0:58:42 น.  

 

ขอบคุณคุณวิคมากค่ะที่แวะชมเมนูที่บ้าน
แล้วจะตามคุณวิคมาเที่ยวต่อในบล็อกต่อๆไปนะคะ

 

โดย: Sweet_pills 14 สิงหาคม 2561 18:08:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


wicsir
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 72 คน [?]











...... ชอบเดินทาง ชอบท่องเที่ยว และชอบถ่ายภาพ แม้ฝีมือจะไม่ให้ แต่ใจก็รัก เพราะได้ทำแล้วมีความสุข แถมยังมี bloggang ได้ให้โอกาสนำสิ่งเหล่านั้นมาแสดงด้วย ยิ่งทำให้หัวใจพองโต .......


อยากจะบอกว่า

@ ดีใจที่ได้แบ่งปันความสุขเล็กๆน้อยๆ กับเพื่อนๆในบล็อกแก๊งค์ ตลอดจนคุณๆที่ผ่านเข้ามาอ่าน.... แม้ภาพถ่ายจะไม่สวยนัก แต่กว่าจะได้มาก็แสนยากลำบาก จึงขอสงวนสิทธิไว้เป็นการส่วนตัว

@ ภาพทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของบล๊อก ถ้ามีความประสงค์จะใช้ภาพเพื่อการใด กรุณาติดต่อเจ้าของบล็อกด้วย เพราะจะได้พิจารณาเป็นเรื่องๆไปครับ.

@ ขอบคุณเพื่อนๆสมาชิกที่คอยให้กำลังใจกันเสมอมา และขอบคุณทุกท่านที่ผ่านเข้ามาอ่าน หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าท่านคงแวะเข้ามาอีก...


ด้วยจริงใจ
นาย wicsir.




Rec. 11.06.08
New Comments
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2561
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
13 สิงหาคม 2561
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add wicsir's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.