www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Movie and me (Final) , 5 หนังไม่ชอบ + 10 หนังชอบ + บทสรุป ประจำปี 2007 ของ "ผม" และ คุณ

หมายเหตุ : ในบทความนี้ ถ้าชื่อหนังเรื่องใดเป็น สีฟ้า ท่านสามารถ คลิกที่ ชื่อหนัง เพื่อเข้าไปอ่านรีวิวฉบับเต็มของหนังเรื่องนั้นได้เลยครับ


บทความรีวิวประจำปี 2007 (Movie and Me)

10(+1) หนังดี(วีดี)น่าดู ประจำปี 2007 โดย "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"

10 ตัวละครประทับใจ ประจำปี 2007 ของ"ผมฯ" และ คุณ

10 ฉากประทับใจ ประจำปี 2007 ของ"ผมฯ" และ คุณ



สวัสดีครับ


ในที่สุดก็ครบอีกหนึ่งปี ที่เราได้มาพูดคุยหรือพบกันผ่านหน้าจอ บางท่านก็เข้ามาอ่าน บางท่านก็เข้ามาคุย ไม่ว่าจะเป็นพลังเงียบหรือปรากฎตัว ผมเองในฐานะเจ้าของบล็อกก็ยินดีและเป็นปลื้มที่ท่านแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนกัน

ปีที่ผ่านมาอาจจะต่างจากปีก่อนๆ เนื่องจาก บทความใน blog จะลดน้อยลง ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะ ผมเองต้องส่งบทความเกี่ยวกับหนังให้กับนิตยสารเดือนละสามเล่ม ก็ทำให้ ในแต่ละเดือนจะมีบทความลงบล็อกน้อยลงกว่าก่อนๆเดือนละ 3 เรื่อง แถมยังต้องปันเวลาไปให้ องศาที่ 361 อีก (นี่ยังไม่นับงานประจำ)

ความสนุกของงานเขียนทั้งหน้ากระดาษ กับ ใน blog ต่างกันคนละแบบ

หน้ากระดาษ คือ ได้ตังค์ และ ได้ฝึกปรือฝีมือ เพราะต้องคุมให้อยู่ในจำนวนหน้าและมาตรฐานกับคอนเซ็ปท์ของตัวหนังสือ ในขณะที่ หน้า blog ผมสามารถพร่ำเพ้อพรรณนาได้เต็มที่ มีข้อเสียตรง เวลาจะจำกัดน้อยกว่า เพราะ หนังแต่ละเรื่องที่ลง blog ผมมีเวลาเขียนแค่ สามสี่วัน แต่ ในหน้ากระดาษมีเวลามากกว่านั้น

แถมถ้าเรื่องไหนที่ตั้งใจจะส่งไปลงหน้ากระดาษ ผมก็ต้องเลี่ยงไม่เขียนลง blog หรือ ถ้าจะเขียนก็คงไม่สามารถลงในเชิงวิเคราะห์เจาะลึกมุมมองตัวละครได้ คงได้แค่แนะนำผ่านๆว่าสนุกหรือไม่สนุกอย่างไร

อย่างไรก็ดี ที่บ่นๆมาก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่า ผมเองก็ยังสนุกกับการดูหนังและมาอ่านความเห็นแลกเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้ต่อไป

เพียงแต่ หากปีนี้ บทความจะน้อยลงหรือสั้นไปบ้างต่างไปจากเดิม ก็ต้องขออภัยล่วงหน้าไว้ด้วยนะครับ



... ก่อนจะถึงอันดับของหนังชอบ/ไม่ชอบของปี ผมขอทบทวนภาพความทรงจำของหนังปีที่ผ่านๆมาเล็กน้อยในแต่ละหมวด


หมวดหนัง : ชาวบ้านชอบ - ผมไม่(ค่อย)ชอบ


ผมยอมรับว่าRatatouille เป็น หนังแอนิเมชั่นที่ดีมากๆ เป็นดราม่าที่ลุ่มลึกมีชีวิตเป็นเส้นร่างตัวการ์ตูน แต่ สำหรับผมมันไม่โดนใจ และผมยังสนุกไปกับหนังแอนิเมชั่นที่ผ่าไปทำแบบ mocumentary ตามติดชีวิตนกเพนกวินอย่าง Surf up มากกว่า

ใครๆก็ปลื้ม 200 pounds beauty ซึ่งผมก็คิดว่าจะปลื้มเพราะเนิ้อหาหน้าหนังเข้าทาง ไปหาซื้อ ฮันนะซังมาอ่านด้วย แต่พอดูแล้วกลับไม่ประทับใจ ยิ่งตอนจบยิ่งไม่ชอบใหญ่ ไม่ซึ้งเหมือนคนอื่นๆเค้าซึ้งกัน แอบคิดขวางโลกในใจว่า แม้เนื้อหาจะเน้นให้ความสำคัญกับ คุณค่าในตัวคน แต่สุดท้ายก็เหมือนผกก. ไม่จริงใจในการนำเสนอเรื่องนี้นัก หลายตอนรวมไปถึงตอนจบดูจะยังเชิดชูคุณค่ากับความงามที่เปลือกอยู่ดี จากประเด็นเดียวกันนี้และเป็นหนังเกาหลีเหมือนกัน ผมชอบ Time ของ คิมคีดุค ที่ได้ดูจากแผ่นมากกว่า

Nada sou sou ไม่ถึงกับไม่ชอบ แต่ มันซึ้งน้อยกว่าที่ผมคาดไว้ ต่อมน้ำตาผมตายด้านทั้งที่หนังพยายามจะพาไปสุดๆ ไม่รู้ว่า วันนั้นเป็นวันที่อารมณ์ไม่ชวนให้ซึ้งด้วยหรือเปล่า ว่าจะลองหามาดูอีกทีวันหลัง หนังญี่ปุ่นเหมือนๆกันที่ผมซึ้งมากกว่าของปีนี้เป็น Rainbow song


หมวดหนัง : ผม ชอบ แต่ คนส่วนใหญ่ไม่(ค่อย)ชอบ


Lions for Lambs / The Number 23 / Harry potter and the order of phoenix / Grindhouse: Death Proof

สองเรื่องแรกคะแนนวิจารณ์ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ผมเองสนุกมาๆกับการวิวาทะของตัวละครมากมายหลายคู่ใน Lions for Lambs และ สนุกชวนคิดกับสภาพจิตของจิม แครี่ย์ The Number 23

ส่วน แฮรี่ ภาคนี้ ก็เป็น แฮรี่ ภาคที่ผมคิดว่า มีความเป็นหนังในตัวมากที่สุดและดีที่สุดเมื่อเทียบกับหลายๆภาค ที่บ้างก็เป็นการซีร็อกส์จากหน้ากระดาษมาขึ้นหน้าจอ หรือ บ้างก็ยาวๆสั้นๆขาดๆเกินๆแบบเกรงใจต้นฉบับ

ในขณะที่ Grindhouse: Death Proof นี่ถ้าผมไม่เกรงใจคนในโรง ผมก็อยากตบมือร้องเชียร์ให้สะใจพร้อมกระทืบเท้าไปในตอนท้ายของเรื่อง



หมวดหนังไทย


ปีนี้มีหนังไทยที่ได้ดู ส่วนใหญ่จัดได้ว่าดีๆ ถ้าเทียบกับหนังเจ๋งๆขึ้นหิ้งบางเรื่องอาจไม่ได้สุดยอด แต่หากมองย้อนกลับไป ต้องยอมรับว่า หนังไทยมีการพัฒนาขึ้นมาก แต่ ด้วยความคาดหวังและชินกับการเทียบกับมาตรฐานหนังฝรั่งๆ จึงทำให้ หนังไทยที่พอจะดีขึ้นบ้างถูกหมางเมิน

สำหรับผม หนังไทยดีๆของปีที่ผ่านมาที่ผมชื่นชอบ คือ พลอย(หนังไทยที่ทำให้ผมกลับมาหลงรักเป็นเอกอีกครั้ง) , แฝด(สอบผ่านมาตรฐานISO ของหนังสยองขวัญ) , เมล์นรกหมวยยกล้อ(หนังของเรียวที่คืนฟอร์มเสียที) , รักแห่งสยาม(หนังครอบครัวดีๆที่ถูกข้อหา หนังเกย์ กลบหนังทั้งเรื่อง) , ไชยา (หนังแอคชั่นหนึ่งในล้านของไทยที่ใส่ใจกับบทภาพยนตร์) , ขอให้รักจงเจริญ (หนังรักโรแมนติกที่เข้าใจคิด โจทย์) , บอดี้ ศพ#19 (หนังสยองขวัญจิตวิทยาของทีม CG บ้าพลังที่มีบทสุดเจ๋ง)

สำหรับวงการหนังไทย ทั้ง ผู้สร้าง และ ผู้ชม คงใช้คำจากหนังรักแห่งสยาม มาทำนายอนาคตได้เป็นอย่างดี กับ ประโยคที่ว่า ตราบใดที่มี รัก ย่อมมีหวัง หากผู้สร้างยังรักที่จะสร้างหนังไทยดีๆและผู้ชมยังรักที่จะสนับสนุนหนังไทย หนังไทยเราย่อมมีความหวังและอนาคตอันสดใส แต่ ถ้าเมื่อไหร่ ผู้สร้างยังให้ความสำคัญกับความมักง่าย ทำหนังสั่วๆหวังจะตีหัวเข้าบ้าน สร้างลวกๆ ฯลฯ ก็เตรียม นับถอยหลัง ได้เลย เพราะ คนดูหนังไทย ไม่โง่ที่จะโดนหลอกซ้ำๆ ในวันที่ ทางเลือกในการดูหนัง หลากหลายกว่าแต่ก่อนมาก



และ มาถึง

5 หนังไม่ชอบ ของปี


จริง ที่ว่า อาจจะมีหนังห่วยกว่านี้ แต่บังเอิญผมไม่ได้ดู หรือ อาจจมีหนังบางเรื่องที่คุณภาพแย่กว่านี้ แต่ ผมยังชอบ หนังห้าเรื่องต่อไปนี้ คือ หนังที่ผมไม่ชอบโดยวัดจากรสนิยมความรู้สึกและมาตรฐานของตัวเองล้วนๆ



อันดับ 5

Dodoro



สร้างจากการ์ตูนที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง หนังก็ไม่ได้ย่ำแย่ แต่ไม่รู้ทำไม ผมกลับรู้สึกเบื่อๆ และ จำได้เลยว่า นี่เป็นหนังเรื่องที่ผมดูนาฬิกาข้อมือในโรงบ่อยที่สุดเพราะอยากรู้ว่า หนังจะจบหรือยัง


อันดับ 4

Hannibal Rising


ไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น แถมฉากฆ่าก็ดูตลกๆกับความพยายามทำให้ดูดี หลายอย่างในหนังเรื่องนี้ไม่ชวนให้รู้สึกเลยว่า นี่คือ ปฐมบทของฮานนิบาล จริงที่นักแสดงนำพยายามจะทำคาแรคเตอร์ตัวเองให้เหมือน แต่ ผมดูจบผมก็ยังไม่เชื่อว่า เด็กคนนี้จะโตขึ้นมาเป็นจิตแพทย์อัจฉริยฆาตกร เพราะ ความสุขุม ความเยือกเย็น อาจจะยังไม่มีอันนี้เข้าใจได้ แต่ ความฉลาดเฉียบแหลม แทบจะไม่ปรากฏให้เห็นแววแม้แต่น้อย

ขออภัยสำหรับคนที่ชอบ เพราะ ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็น ไอ้หน้าหล่อโรคจิตไล่ทวงแค้น มากกว่าปฐมบทฮานนิบาล


อันดับ 3

The Black Dahlia


หนังของ ไบรอัน เดอพัลม่า ที่ดูเหมือนจะดี ทั้งที่ สร้างจากพล็อตเรื่องที่แข็งแรงไม่แพ้ Zodiac แต่เอาเข้าจริงกลับเหลวเป๋วเหลือเกิน ล้มเหลวทั้งคนเขียนบทที่จะสร้างความชวนติดตามแต่กลับน่าเบื่อ สับสน และ จบที่ขาดความน่าเชื่อถือ ล้มเหลวทั้งผู้กำกับที่คุมหนังไม่อยู่ค่อนข้างเลอะเทอะ ล้มเหลวทั้งนักแสดงที่ปกติแต่ละคนคือระดับยอดฝีมือแต่กลับทื่อมะลื่อเอาเมื่อมาอยู่ในหนังเรื่องนี้ ที่เอาตัวรอดได้คงจะมีการจัดแสงและงานด้านภาพของหนังเรื่องนี้เท่านั้นเอง


อันดับ 2

วิดิโอคลิป


วิดิโอคลิป มีความพยายามที่จะใส่ สาระ ใส่ ความลึกลับ ใส่ความซับซ้อน แต่ผลลัพธ์กลับ เหมือนนั่งดูหนังไทยสมัยสิบปีที่แล้ว หรือ นั่งดูซีรี่ส์แดนสนธยาในทีวี

ผมนั่งดูไปพร้อมคิดภาพตอนผู้กำกับที่ปิ๊งไอเดียของหนังเรื่องนี้กำพล็อตหนังในมือยิ้มหัวเราะร่า 555 ข้าได้ตอนจบสุดเจ๋งอยู่ในมือ / ข้ามีพล็อตหนังดีๆที่มีทั้งสาระและความลึกลับ ว่าแล้วก็พยายามร่างๆให้มีเนื้อหาเพียงพอให้ครบเวลาเพื่อนำมาสู่ตอนจบที่คิดไว้

ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง กับ พล็อตคร่าวๆของหนังเรื่องนี้ว่าน่าสนใจ แต่ สิ่งที่หนังวางระเบิดเวลาทำลายตัวเองคือการไม่ใส่ใจกับรายละเอียดของเรื่องราว ไม่ใส่ใจกับตัวละคร

ตัวละครไม่น่าสนใจ ไม่อยากเอาใจช่วย ความสัมพันธ์ที่แห้งผากทั้งของคู่พระนาง คู่ต้นเหตุ และเต็มไปด้วย หลายๆฉากที่ไม่มีความหมายต่อการดำเนินเรื่องแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นปัญหาเดิมๆต่อเนื่องมาจาก รับน้องสยองขวัญ แต่ แย่กว่าตรงที่ว่าเรื่องนี้ไม่ชวนให้ผมอยากติดตามขณะนั่งดู

อยากดูน้องปีใหม่ เซ็กซี่ๆ ไปโหลดคลิปที่แกล้งทำหลุดตอนนั้นยังดีเสียกว่า หรือ อยากดูหนังสยองขวัญที่ไม่ต้องดีมากแค่อย่างน้อยสนุกกว่า ก็มี รับน้องสยองขวัญ รอให้เช่าอยู่ที่ร้าน



อันดับ 1

Captivity


...สำหรับคอหนังตระกูลลาบเลือด ระหว่างที่นั่งดู Captivity ไป เราจะต้องรู้สึกเหมือนดูหนังที่คุ้นเคยอยู่แทบจะตลอดเวลา

ไม่ใช่ว่าเราเคยดูมาแล้วหรอกรึ กับ การจับเหยื่อมาไว้ในห้องลับโดยไม่รู้ที่มาที่ไป

ไม่ใช่ว่าเราเคยเห็นมาแล้วหรอกรึ กับ การสร้างเงื่อนไขแปลกๆแบบพวกโรคจิตให้เหยื่อทำตาม

ไม่ใช่ว่ามีมาบ่อยแล้วหรอกรึ กับ จุดหักมุมที่เฉลยว่า ... เหมือนในหนังเรื่องนี้

...เอาละ ซ้ำๆไม่เป็นไร พอเข้าใจได้ว่า โครงเรื่องหลักของหนังทรมานคนคงจะมีมากไปกว่านี้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีไอเดียจำเป็นต้องสร้างออกมาด้วยหรือ ถ้าสร้างออกมาแล้วไม่มีอะไรแปลกใหม่และไม่สนุกไปกว่าเดิมๆ

สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำคือ ความพยายามสร้างเงื่อนไข ไม่ต่างอะไรกับความพยายามใส่ฉากทรมานเพื่อให้สาแก่ใจผู้สร้างและหวังว่าจะสาแก่ใจคนดู

ปัญหาคือ ฉากทรมานนั้นไม่ทำให้รู้สึกกดดันหรือลุ้นระทึกแต่น่าเบื่อหน่ายและน่าสะอิดสะเอียน

ปัญหาคือ นอกจากฉากทรมานเนื้อหาของหนังก็ไม่มีอะไรให้อยากลุ้น

ปัญหาคือ ความสัมพันธ์ของตัวละครคู่พระนางดูไม่น่าเชื่อถือและดูแปลกแยกเหมือนการพยายามยัดเยียดเพื่อนำไปสู่บทสรุป

ปัญหาคือ จุดหักมุมที่พยายามล่อหลอกมันตื้นเขิน เชื่อว่าได้ผลสำหรับคนที่ไม่เคยดูหนังแนวนี้มาก่อน แต่ไม่ยากเลยสำหรับคอหนังแนวนี้ แถมหน้าตาคนที่จะเอามาหลอกดูก็รู้ในแว่บเดียวว่าตานี่เป็นคนร้ายชัวร์

ปัญหาคือ เมื่อหนังเฉลยปริศนา ภาพของหนังแนวนี้หลายเรื่องๆก็ผุดตามมาเต็มไปหมดเหมือนหยิบยืม จุดเด่นของหนังตระกูลนี้หลายๆเรื่องมาผสมกัน แต่ไม่สามารถสร้างความเป็นตัวของตัวเองได้เลย

ข้อดีข้อเดียวคือการที่ได้นั่งดู ผิวขาวๆและความเซ็กซี่ของหนู Elisha Cuthbert เท่านั้น แต่ เราก็เคยเห็นแบบนี้มาแล้วไม่ใช่รึจาก The Girl next door ยิ่งถ้าดูต่อด้วย House of wax ที่พาเธอไปโดนไล่เชือดเฉือนอวัยวะ เราก็จะได้อรรถรสคล้ายๆกับหนังเรื่องนี้ เพียงแต่ดีกว่าและสนุกมากกว่าหลายเท่านัก

หนัง'ทรมานคน'เรื่องนี้ ทำเอาคนอย่างผมทรมานและรำคาญน่าดู



เข้าสู่โหมด 'ความประทับใจ' ต่อเลยนะครับ

10 หนังชอบ ไม่ได้แปลว่าต้องเป็น 10 หนังดี เพราะ หนังที่ดีอาจไม่ได้เป็นหนังที่เราชอบ และ หนังที่เราชอบก็ไม่จำเป็นว่าต้องดี

ดังนั้น หนังที่เลือกมาต่อไปนี้คือ
หนังที่ผมฯชอบและโดนใจประจำปี 2007




ตัวสำรอง ที่จำใจตัดออกไปแม้จะชอบมากๆก็ตาม

The queen ... หนังที่ดูเหมือนน่าจะจับใจเฉพาะกลุ่มคนอังกฤษ แต่ ผู้กำกับก็เก่งมากที่สามารถเกาะกุมความรู้สึกคนดูที่เพียงมีความเป็นอังกฤษแค่ผิวเผินให้เข้าไปถึงหัวใจของราชินี เป็นตัวอย่างหนังชีวประวัติดีๆที่ไม่ต้องยอให้มากความ แถมยังฉลาดหาทางประนีประนอมให้กับทั้งฝ่ายรักและเกลียดตัวบุคคลในหนังได้แบบกำลังดี

Pan’s labyrinth... อาจเรียกได้ว่าเป็นหนัง Darkside Fantasy ใครที่เห็นโปสเตอร์เห็นชื่อไทย แล้วเผลอคิดว่า เป็นหนังเจ้าชายเจ้าหญิงในเขาวงกต คงตกใจถ้าได้พบกับปีศาจจ๊ะเอ๋จับนางฟ้ากิน ฉากทรมานอย่างโหดและยิงเจาะกะโหลกเหยื่อ ฯลฯ เป็นหนังอีกเรื่องของปีที่ต้องชมคนออกแบบงานด้านศิลป์และคนเขียนบท (ส่วนตัวแล้วไม่รู้ทำไม ชอบหนังเรื่องนี้ไม่สุด)

Babel ... เรื่องราวหลากชีวิตที่มาโยงกันในโลกที่อคติกับปัญหาการสื่อสาร สร้างปัญหาให้กับมนุษย์ และ ก็เป็นมนุษย์ที่ทำร้ายกันเอง เป็นเหมือนโลกอีกใบที่ดำเนินต่อมาจาก Crash ชอบหนังเรื่องนี้ในแง่คุณภาพดีๆของหนัง แต่ยังไม่กินใจเท่าใดนัก

พลอย ... หนังไทยที่ใส่ความ surreal ผูกโยงกับปัญหาความสัมพันธ์ มันช่างเข้าทางเสียจริง ชอบเรื่องนี้มากมาย แอบตั้งฉายาในใจว่าเป็น Mulholland drive เวอร์ชั่น lite and softcore นับตั้งแต่ มนต์รักทรานซิสเตอร์ ก็มีเรื่องนี้แหละที่ทำให้กลับมารักเป็นเอกได้อีกครั้ง

Transformer & Diehard 4 ... หนังป๊อบคอร์นที่ดูสนุกเอามันส์แบบคุ้มค่าตั๋วดีแท้ เรื่องแรก ช่างเติมเต็มความฝันของเด็กผู้ชายที่ชอบหุ่นยนต์ได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องหลัง กลับมาสะใจแบบเว่อร์ๆแต่เว่อร์ๆแบบนี้ คอหนังแอคชั่นชอบบบบบ

Knocked up ... เป็นเซอไพรส์ใหญ่ๆเรื่องหนึ่งของปี เพราะ จากเรื่องย่อของ ความสนุกหนึ่งคืนหรือ one night stand แล้วท้อง บวกหน้าหนังออกแนวตลกลามกเหมือน American pie ยิ่งของแถมดีวีดีเป็นตุ๊กตาสเปิร์ม ก็คิดว่าเป็นหนังตลกหาสาระมิได้ พอได้ดูหนังจริง ผู้กำกับมีความตั้งใจและมีอะไรมากไปกว่า ความตลก ซึ่งจะว่าไปไม่ได้มีมากมายเลย แต่ข้อคิดสำหรับการใช้ชีวิตคู่นี่ซิ น่าสนใจ และ ทำได้ดีไม่แพ้ The Break up แถมยังโรแมนติกเล็กๆอีกต่างหาก

Stardust ... ปกติ ผมไม่ใช่แฟนหนังแฟนตาซี แต่หนังเรื่องนี้ ทำให้ผม ตกหลุมรัก ยิ้ม และ มีความสุข




อันดับ 10

Hot fuzz




Hot fuzz เป็นหนังตลกแนวล้อเลียนหนังเรื่องอื่น คล้ายๆเรื่อง Naked Gun หรือ Scary movie จะต่างออกไปก็ตรงที่ไม่เน้นมุกหยาบโลน และ คนดูไม่จำเป็นต้องดูหนังต้นฉบับมาก่อนก็ขำได้ เพราะ Hot fuzz ไม่ได้ล้อเลียน เนื้อหา แต่ ล้อเลียน สไตล์ เหมือนเรื่อง Shaun of he dead งานชิ้นก่อนของผู้กำกับคนเดียวกันนี้ที่เป็นหนังตลกล้อเลียนหนังตระกูลซอมบี้ ส่วน Hot fuzz เลือกล้อเลียนตระกูลหนังแอคชั่นประเภทตำรวจคู่หู

เราคนดูจะได้กลิ่นอายของหนังหลายตระกูลผสมอยู่ในหนัง เช่น อารมณ์หนังซอมบี้ในฉากโดนไล่ล่าช่วงท้าย อารมณ์หนังแอคชั่นระเบิดเถิดเทิงแบบหนังของไมเคิล เบย์ อารมณ์หนังไล่ล่าฆ่าเชือดแบบ Scream หรือ อารมณ์หนังคาวบอยตอนกลับเข้าเมือง

ความตลกอาจไม่เท่าไหร่ เพราะ ตลกแบบอังกฤษในเรื่องนี้อาจตรงรสนิยมแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ เหตุผลสำคัญที่สุดที่ชอบหนังเรื่องนี้คือ หนังสนุกมากๆ

ยิ่งบวกกับบทหักมุมแบบเจ๋งดีที่ไม่ค่อยมีให้เห็นนักสำหรับหนังแนวนี้ กับ ช่วงท้ายตอนเข้าเมืองที่เท่ระเบิด คนดูจะได้นั่งดูฝีมือผู้กำกับที่จะโชว์การ เอาหนังอยู่หมัด ว่าเป็นอย่างไร แถมยังเป็นการเอาอยู่ที่โชว์เหนือด้วยการผสม บทที่ซับซ้อน การล้อเลียนที่มากมาย ฉากแอคชั่นที่ใกล้เคียงหนังฟอร์มยักษ์ ฯลฯ รวมหลากแนวไว้ด้วยกันแบบนี้ ต้องยกนิ้วให้จริงๆ

หนังเรื่องนี้โชว์ให้เห็นฝีมือผู้กำกับที่สามารถ ทำหนังให้สนุกมากกับทำหนังเก่งมาก โดยแท้




อันดับ 9

Musics and lyrics




ตอน Filmax โทรมาชวนให้เลือก 10 หนังดีประจำปี ผมตัดสินใจยากมาก เพราะสำหรับผม หนังดี(ในเกณฑ์สากล) กับ หนังที่เราชอบ ไม่จำเป็นต้องไปด้วยกัน เช่นเรื่องนี้ ถ้าจัดทำเนียบ หนังดี หนังเรื่องนี้คงยากจะติดลิสต์ แต่ถ้าต้องจัดทำเนียบหนังที่ชอบ นับตั้งแต่ Love actually ก็ยังไม่มีหนังรักโรแมนติกเรื่องนี้ ที่ทำให้ ผมดูไปยิ้มไปได้บ่อยเท่าเรื่องนี้

...หนังเรียกรอยยิ้มจากคนดูได้ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องด้วยการล้อเลียนยุค 80 จาก มิวสิควิดีโอ ประเภท สะบัดสะโพก เก๊กหน้าหล่อ หลังจากนั้น เราก็จะพบว่า หนังยังแพรวพราวด้วยไดอะล็อกน่ารักๆสนุกสนานสำราญใจ เช่น มุกเพลงนี้สำหรับ’คน’ร้อง , คนท้องจะรีบขึ้นแท็กซี่ ฯลฯ

หรือโรแมนติกขำๆ กับ เสื้อผ้าหน้าผมอย่าง กางเกงรัดเป้าจนเลือดขึ้นไปถึงหัวใจ , การล้อเลียนตัวเองทำหน้า Pop face ก่อนขึ้นเวที หรือ ตลกน่ารักโดยอาศัยบุคลิกของตัวละคร เช่น รดน้ำต้นไม้พลาสติก , โปะน้ำแข็งผิดข้าง ฯลฯ เรียกได้ว่า เราแทบจะต้องตามเก็บมุกที่หนังปล่อยออกมาแทบทุกห้านาที

เพลงของหนังเรื่องนี้ยังถูกสร้างขึ้นมาเป็นเหมือนตัวละครหนึ่งในหนัง ชนิดที่ว่า ภาพและเพลงจะถูกจับคู่กันในหัวคนดู จนแม้ว่าจะเดินออกมาจากโรง เมื่อใดที่เราได้ยินเพลงจากหนังเรื่องนี้ ภาพในหนังจะผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

... ด้วยองค์ประกอบทั้งหลายที่หนังมี ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้ หนังเรื่องนี้เป็น หนังที่ "น่ารัก" ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา



อันดับ 8

The Fountain





...เสียงวิจารณ์จากฝรั่งมังค่าและรายรับของหนังเรื่องนี้ ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ คว่ำสนิท

จากหนังหวังสร้างปรากฎการณ์ทุนสร้าง 30 ล้านเหรียญ ฝีมือผู้กำกับแววอัจฉริยะจาก Pi และ Requiem of a dream ต้องกลายเป็น ยักษ์ล้ม

ผมเชื่อลึกๆว่า หนังเรื่องนี้มาผิดจังหวะ ผิดเวลา เพราะ คุณค่าสาระของหนังเรื่องนี้มีดีในตัวไม่แพ้ Matrix เลยทีเดียว Matrix อาจผสมผสานปรัชญาเป็นหลักๆไปกับเทคโนโลยี แต่ The Fountain ยังหาญกล้า ผสมผสาน ปรัชญา วิทยาศาสตร์ ศาสนา และ จิตวิทยา เข้าด้วยกัน แถมจะว่าไป เมื่อเทียบกับ Matrix แล้วเรื่องนี้ยังเข้าถึงง่ายกว่าเสียด้วยซ้ำหากตามเรื่องทัน

นอกจากเนื้อหา ความน่าทึ่งของหนังเรื่องนี้ยังมาจาก งานด้านภาพสะกดคนดูเป็นอย่างยิ่ง น่าเสียดายมากๆหากไม่ได้ดูเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ เพราะไม่รู้ว่าจะบรรยาย ความมหัศจรรย์อลังการราวงานศิลปะชิ้นเอก ของหนังเรื่องนี้เป็นตัวอักษรได้อย่างไร

ผมชอบที่บทหนังผูกเรื่องราวที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง แต่ช่างกลมกล่อมอย่างน่าอัศจรรย์ หากมานั่งเลาะเรียงไล่ลำดับรายละเอียดในแต่ละยุค เราจะพบรายละเอียดปลีกย่อยที่เชื่อมโยงเรื่องราวได้อย่างน่าทึ่ง และ การหยิบยก วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนาและจิตวิทยามาเชื่อมต่อกันได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากประเด็น การยึดติด หลุดพ้น และ ความตายแล้ว การพูดถึง ความรัก ในหนังเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้โรแมนติกและชวนประทับใจมากๆอีกเรื่องหนึ่ง

...หนังเรื่องนี้ เหมาะมากๆสำหรับ

1.ผู้ที่มีความสนใจในเรื่องของ Death and dying
2.ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญา
3.ผู้ที่เคยประสบภาวะการสูญเสียของคนสำคัญในชีวิต
4.ผู้ที่ทำงานในภาคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน
5.ผู้ที่สนใจและศึกษาในเรื่องราวของศาสนาและการเวียนว่ายตายเกิด



อันดับ 7

รักแห่งสยาม




เฉือน พลอย ไปแบบ เส้นยาแดงผ่าแปด สำหรับหนังไทยที่ผมชอบที่สุดในปีนี้

ในขณะที่ ไชยา ออกจะ มีความเป็นสูตรสำเร็จในตัวสูงตามแนวหนังคุณธรรมน้ำมิตร บวก บทสรุปปลายปิดจนแทบไม่เหลือ ช่องว่าง ใดๆให้คนดูได้ขบคิด ส่วน พลอย ก็ทิ้งช่องว่างกว้างเกินไป จนบางอย่างไม่แน่ใจว่าเป็นเจตนาหรือว่าจุดอ่อนของหนัง ในขณะที่ช่องว่าง ของ รักแห่งสยาม มีขนาดกำลังพอดี

ไม่บ่อยนัก ที่จะมีหนังไทยที่สามารถสัมผัสอารมณ์คนดูได้อย่างอ่อนไหว อ่อนโยน

ไม่บ่อยนัก ที่จะมีหนังไทยที่เล่นกับประเด็นการก้าวข้ามวัย ประเด็นครอบครัว หรือ แม้แต่ประเด็นรักต้องห้าม แล้วออกมาได้มีคุณภาพแบบนี้

ไม่บ่อยนัก ที่จะมีหนังไทยที่ผสมผสาน บทภาพยนตร์ชั้นดี ฝีมือการแสดงแบบดียกทีม กับ ดนตรีและเพลงประกอบที่เหมาะสมกับหนังเป็นที่สุด แล้วให้ผลลัพธ์ออกมา น่าจดจำ

แม้จะมีตัวอย่างชวนให้คิดถึงหนังแนวกระโปรงบานขาสั้นแต่นี่ไม่ใช่หนังรักกุ๊กกิ๊กคิกขุ และ การที่มีฉากความรักของเพศเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าหนังจะเป็นหนังเกย์หรือหนัง y อย่าให้ ความเป็นเกย์ที่อยู่เพียงส่วนหนึ่งมาบดบัง หนังทั้งเรื่องที่มีประเด็นดีๆมากมาย

เพราะ รักแห่งสยาม คือหนังดราม่าไทยดีๆที่ไม่ควรพลาด หากคุณเคยถามหา คุณภาพ จากหนังไทย




อันดับ 6

Lust , caution




... อั้งลี่ยังคงมีความละเมียดละไมในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกตัวละคร เหมือนที่ผ่านๆมา แม้ตัวเนื้อหาเหมือนจะไม่ได้มีรายละเอียดมากมาย แถมพล็อต สายลับสาวแฝงตัวเอาร่างกายเข้าแลก ก็ช่างละม้ายคล้ายคลึง Black book ของพอล เวอร์โฮเว่น ที่ฉายนำมาก่อนแล้วเหลือเกิน แถมเรื่องนั้นก็ออกมาดีกับสนุกมากจนยากจะหาทางสู้

แต่ หนังของลุงหลี่ก็มีดีฉีกออกไป มีอารมณ์ของของตัวละครที่สลับซับซ้อน และ หนังก็ตรึงคนดูได้ตลอดเวลา ด้วยความเนิบนาบมิได้ระทึกลุ้นฉับไวเหมือนสายลับสาวในสมุดปกดำ

ความฮือฮาน่าจะเป็น ฉากเซ็กส์ซีนที่หวือหาและลือต่อเนื่องกันมาว่า ทั้งคู่เล่นจริง จนหลายแห่งต้องตัดเช่นในบ้านเรา และ ยั่วให้คอหนังอยากดูเวอร์ชั่นเต็ม ซึ่งถ้าได้ดูก็จะพบว่า ฉากเซ็กส์ซีนในหนังเรื่องนี้ สำคัญจริงๆ ไม่ใช่มีเพียงเพื่อหวังฮือฮา หรือ หวังกระตุ้นยั่วยุอารมณ์คนดู

บางคนอาจมองว่านี่คือ หนังเนิบๆเนือยๆที่มีเพียงฉากเซ็กส์ซีนน่าฮือฮา แต่ สำหรับผมนี่คือ หนังดราม่าที่ดีมากๆและ ชีวิตของตัวละครถ่ายทอดความรู้สึกเข้าถึงอารมณ์คนดูได้ดีเหลือเกิน เป็นหนังที่อารมณ์รวดร้าวของตัวละครยังคงค่อยๆซึมลึกในใจคนดูเมื่อหนังจบ

โดดเดี่ยว เศร้า ร้าวรานใจ คือ คำนิยามที่ผมมีให้ตัวละครและตัวหนังเรื่องนี้



อันดับ 5

Bridge to therabitia





Bridge to therabitia...ไม่ได้เป็นหนังแฟนตาซีประเภทเจ้าชายเจ้าหญิง ที่จะจูงมือเราเข้าสู่โลกจินตนาการในวัยเด็กเหมือน นาร์เนีย เพราะ ความแฟนตาซีในหนังเรื่องนี้เป็นแค่ น้ำจิ้ม

Bridge to therabitia...ไม่ได้เป็นหนังสงครามอลังการงานสร้างตื่นเต้นกับเหล่าตัวละครประหลาดๆอย่าง ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง เพราะ ฉากแอคชั่นในหนังเรื่องนี้มีแค่ สิวๆ

ตัดภาพความคาดหวังเหล่านั้นออกไป เปิดใจให้ว่างเปล่า แล้ว จะพบว่า Bridge to therabitia คือ หนังดราม่าน้ำดี+แนวการก้าวข้ามวัย(coming of age) ที่มีเด็กเป็นตัวดำเนินเรื่องโดย แฟนตาซี ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวรองรับเนื้อความของหนัง

เราจะไม่ได้เข้าไปดู โลกสีลูกกวาดหวานแหวว หรือ โลกแห่งจินตนาการ แต่ เรากำลังเข้าไปสัมผัส โลก ที่ จินตนาการ ความฝัน อาศัยอยู่ร่วมกับ ความจริง และ ความโหดร้ายในสัจธรรมของชีวิต

สิ่งที่คนดูจำเป็นต้องเตรียมตัว คงต้องทำตามคำของตัวละครในหนังที่บอกไว้ว่า

Just close your eyes but keep your mind wide open.

เป็นหนังสำหรับคน เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นครู หรือ เป็นใครก็ตามที่ในชีวิตต้องดูแลเด็ก ควรหามาดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะ นอกจากหนังจะทำให้เราเข้าใจเด็ก ยังพาให้เรากลับไปรื้อฟื้นความเป็นเด็กในตัวเอง และ ตอบใจตัวเองได้ว่า เด็กๆต้องการอะไรในชีวิต

หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องเดียวของปีที่ทำเอาผมน้ำตาพรั่งพรู




อันดับ 4

Children of men





หนังหรือนิยายไซไฟที่ผมชอบ หากมิใช่ พล็อตเจ๋งๆสไตล์ฟิลลิป เค ดิ๊ก อย่าง Total recall ผมก็จะชอบแนวที่ผูกเรื่องโดยใช้เทคโนโลยีหรือความทันสมัยเป็นพื้นหลังเพื่อเล่าเนื้อหาของปรัชญาดีๆ เช่น สถาบันสถาปนา ของ อาซิมอฟ ซึ่ง หนังไซไฟโลกอนาคตในลักษณะที่ว่ามา เรื่องสุดท้ายที่ผมชอบสุดๆคือ Gattaca นับแต่นั้นมา ก็หาหนังไซไฟเจ๋งๆทำยายากเหลือเกิน จนกระทั่ง เมื่อผมได้มานั่งดู Children of men

อัลฟองซัว คัวรอน + จูเลี่ยน มัวร์ + ไคลฟ์ โอเว่น + งานสร้างประสานกับเพลงคลาสสิค + ฉากลองเทคบนรถกับยกพลขึ้นตึก + พล็อตหนังสุดเจ๋งและบทหนังที่เขียนออกมาอย่างดี

ทำให้นี่เป็นหนังที่ผมดูจบแล้วบอกใครต่อใครสามคำว่า

สุดยอด สุดยอด และ สุดยอด




อันดับ 3

Bourne ultimatum





...หนังแอคชั่นอย่าง บอร์น เป็น อีกหนึ่งตัวอย่างหนังที่โผล่มาในปีนี้ที่สามารถทำหน้าที่กระบอกเสียงป่าวประกาศว่า ความเป็นหนังดี มิใช่มีไว้เฉพาะกับ หนังดราม่า

The Bourne Ultimatum ผสมผสานระหว่าง การกำกับแบบอัดแน่นด้วยพลังงานให้หนังขับเคลื่อนตลอดเวลาแทบไม่ให้คนดูหยุดหายใจ มีการแสดงของแม็ตต์ เดมอน ที่สวมวิญญาณเสมือนใช้ชื่อในบัตรประชาชนว่า เจสัน บอร์น มีทีมนักแสดงที่เปี่ยมคุณภาพ และ ,uบทภาพยนตร์ที่ถ้าไม่เคยดูภาคสองหรือจำไม่ค่อยได้ ก็น่าจะรู้สึกว่า บทหนังเรื่องนี้ฉลาดเกินหน้าหนังแอคชั่นทั่วไป แต่ถ้าจำได้ว่า เนื้อหาของภาคสามถูกเขียนขนานกับภาคสองอย่างไร ต้องบอกว่า ฉลาดสุดๆยิ่งกว่า เมกะเคลฟเวอร์

และถ้าหยิบหนังมาดูเรียงกันจนครบสามภาค ก็จะพบว่านี่เป็น ไตรภาคหนังสายลับที่ดีที่สุด เสมอต้นเสมอปลายมากที่สุด และ เป็นหนังที่ดีขึ้นเรื่อยๆชนิดไล่เรียงความดีจากดีมากไปสู่ดีที่สุดในภาคสุดท้าย

หนังทำเอาผมอึ้งทึ่งแทบจะไม่อยากลุกตอนหนังจบ เพราะ อยากจะดูต่อ



อันดับ 2

Little Miss Sunshine




หนังเรื่องสุดท้ายที่ผมใช้คำ “หัวเราะทั้งน้ำตา” ได้เต็มปากเต็มคำคือ Life is beautiful และ เรื่องนี้คือ เรื่องถัดมา

ตอนเปิดดูแผ่นทีแรก ก็อดคิดไม่ได้ว่าหนังเรื่องนี้ท่าทงจะ overrated หรือ ยกย่องเกินเหตุไปหน่อย เพราะช่วงต้นๆก็เหมือน หนังดราม่าครอบครัวธรรมดาๆเหมือนที่หลายๆเรื่องเคยทำมา แล้วก็ใส่คาแรคเตอร์ตัวละครให้ดูสุดโต่งขำๆไป เช่น คุณปู่อีโก้จัดปากเสีย / คุณลุงเกย์พ่ายรัก / พ่อผู้หลงตัวเองที่ล้มเหลวซ้ำๆ / พี่ชายที่ไม่พูดไม่จาเกลียดผู้คน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ครอบครัวที่จะพังแหล่มิพังแหล่ ก็ค่อยๆประสานระยะห่างระหว่างกัน ในการเดินทางข้ามเมืองส่งลูกสาวคนเล็กไปประกวดนางงาม

ทีมนักแสดงที่ชวนให้ตกหลุมรักกลุ่มนี้ ผนึกกำลังเรียกน้ำตากับรอยยิ้มได้อย่างสุดแสนประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่แคร์สายตาชาวบ้านและสร้างความเป็นครอบครัวบนเวทีร่วมกันในฉากสุดท้ายของ

และ ตอนท้าย ที่พวกเขาแสดง ความเป็นครอบครัว ให้ทุกๆคนได้เห็น ว่าแม้สมาชิกจะปวกเปลี้ยจากสายตาของสังคมเพียงใด ก็มิได้หมายความว่า ความเป็นครอบครัว จะอ่อนแอหรือยวบยาบตาม ตราบใดที่ความผูกพันและความรักยังไม่หมดลง

ครอบครัวนี้ก็เหมือนกับรถตู้ ที่ดูเก่าๆไม่เอาไหน แต่ ก็ใช่ว่าจะเสีย เพียงแค่ขอแรงคนละเล็กละน้อยช่วยกันเข็น ช่วยกันสตาร์ต รถตู้คันนี้ก็วิ่งฉิว สถาบันครอบครัวก็เช่นกัน ขอเพียงร่วมแรงร่วมใจ ปัญหาใหญ่แค่ไหน มันก็เล็กลงได้ หากร่วมมือร่วมใจ

ผมกรอกลับฉากบนเวทีนี้ดูซ้ำๆสองสามรอบ และ ทุกๆรอบก็ยิ้มได้ น้ำตาซึมได้ทุกครั้งไป

และ ผมก็รู้ได้ในที่สุดว่า เพราะอะไร ใครๆถึงตกหลุมรัก หนังเรื่องนี้




อันดับ 1

The Lives of others






สามสิบนาทีแรกของหนังเรื่องนี้ชวนให้ผมสงสัยมากว่า หนังมีดีอะไรที่เบียดหนังเจ๋งๆอย่าง Pan’s labyrinth ไปคว้า ออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม เพราะหนังทำเอา ผมเกือบหลับ ยิ่งดำเนินเรื่องผ่านแวดวงการเมืองเยอรมันตะวันตก-ตะวันออก ฯลฯ ยิ่งทำให้ผมหาวหวอด เพราะวิชาสังคมหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของผมอ่อนแอมาก

แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป พอปะติดปะต่อได้ เมื่อหนังเริ่มโฟกัสไปที่ชีวิตของตัวละครสำคัญทั้งสองคน ก็เหมือนกับมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นทำให้ผมนั่งอินไปในเรื่องราว ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะชวนติดตามชวนตื่นเต้นได้มากขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ได้มีฉากยิงกันหรือต่อสู้แม้แต่นิดเดียว

หนังเดินเรื่องไปอย่างลื่นไหลลงตัวมากๆ ยิ่งมาได้การแสดงของแต่ละคนที่ทำให้ ภาพคาแรคเตอร์ของตัวเองเด่นชัดขึ้นมาน่าเชื่อถือ ยิ่งส่งผลให้ การดำเนินเรื่องดูหนักแน่น และ ดึงคนดูไปมีส่วนร่วมในหนังแบบไม่รู้ตัว ชนิดเราทั้งลุ้น ทั้งเห็นใจ ทั้งเอาใจช่วย ตัวละครตลอดเวลา

นี่คือหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ และ บังเอิญว่า มันเป็นหนังที่ดูสนุกที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของปีด้วยเช่นกัน

จากจุดเริ่มต้นด้วย การเป็นหนังดราม่าการเมืองชวนเหงาหลับ ก่อนจะมาลุ้นระทึกราวกับ infernal affairs ในช่วงกลาง แล้วสุดท้ายก็หาทางออกอย่างอบอุ่นนุ่มนวลชนิดอยากปรบมือให้ผู้มีส่วนร่วมในหนังเรื่องนี้ทุกคน

ขอบคุณ ที่สร้างหนังที่ทำให้คนดูอย่างผมเดินออกจากโรงอย่าง อิ่มอกอิ่มใจเหลือเกิน



อันดับพิเศษ

Lost





ปีก่อนก็ติด 1 ใน 10 ปีนี้ขอเป็นข้อยกเว้นเพราะเป็นซี่รี่ส์จะได้ไม่เบียดเนื้อที่หนังใหญ่

เดิมดู 24 ก็ว่าสุดๆแล้ว ดู Prison break ก็ว่าสุดๆแล้ว แต่เมื่อดู Lost season 3 จบ ผมคิดว่าจะไม่บรรยายอะไรมาก แค่อยากจะบอกว่า นี่คือ หนึ่งในหนังที่ผมตั้งปณิธานว่าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อจนดูจบซีรี่ส์ 6 ให้ได้

พล็อตเบๆ อย่าง เครื่องบินตก มี คนติดเกาะ เจอ สัตว์ประหลาด

กลับผูกเรื่องราวให้กลายเป็นประเด็น ความผิดบาปในใจตัวละคร , ความศรัทธาที่สั่นคลอนและหลักการทางวิทยาศาสตร์ , การเอาตัวรอดเหมือนในการ์ตูน ‘ต้องรอด’ , ความลึกลับเหมือนกับโลกของ x –file ยิ่งซีซั่น3 นี้ยังให้อารมณ์ละม้าย Lord of the flies อีกต่างหาก

สุดท้ายมันคืออะไร โลกหลังความตายและศาสนา
หรือ มนุษย์ต่างดาวกับการทดลอง
หรือ แผนลึกลับของรัฐบาล
หรือ ฯลฯ

โอ้ววววว อา อู้ววววว นี่คือ หนังที่แหล่มที่สุดและท้าทายเซลล์สมองของผมมากที่สุดในรอบสิบปี ใจจริงว่าจะรอจนครบซีซั่น 6 ค่อยเขียนถึง แต่ อดใจรอถึงตอนนั้นคงขาดใจตาย คาดว่า จะเขียนถึงซี่รี่ส์นี้ก่อนใน 3 ซีซั่นแรก ไม่ลง blog ก็ลงใน Filmax แน่นอน


ทั้งหมดนี้คือ 5 หนังไม่ชอบ + 10 หนังชอบของผมฯ

แล้ว คุณ ชอบหรือไม่ชอบหนังเรื่องไหน ในปีที่ผ่านมา บ้างครับ




Link บทความต่อเนื่องจากปีก่อนๆ

5 หนังไม่ชอบ + 10 หนังชอบ ประจำปี 2006

5 หนังไม่ชอบ + 10 หนังชอบ ประจำปี 2005


5 หนังไม่ชอบ + 10 หนังชอบ ประจำปี 2004






แจ้งข่าวจ้า : องศาที่ 361 คลอดอย่างเป็นทางการแล้ววววว




อ่านเบื้องหลัง ที่มาที่ไป ไขเบื้องหลังของหนังสือ คลิกได้ที่นี่เลยครับ

เบื้องหลัง 'องศาที่ 361' - พ็อกเก็ตบุ้คเล่มที่ 2 ของ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ”

อ่านจบเมื่อใด ขอเชิญชวนมาพูดคุยแสดงความเห็นเกี่ยวกับหนังสือ คลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยครับ

อ่านแล้วมาคุยกัน ... "องศาที่ 361


ขอฝาก"หนังสือรัก" พ็อกเก็ตบุ้คที่ไม่ใช่ หนังสือวิจารณ์หนัง แต่เป็นการหยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ "หนังสือรัก"เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php ส่วน องศาที่ 361 สั่งได้จากเว็บของซีเอ็ดครับผม






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 09 มกราคม 2551
Last Update : 17 มกราคม 2551 18:22:47 น. 29 comments
Counter : 5308 Pageviews.

 
ผมชอบ lost กับ little miss sunshine มากครับ
เดี๋ยวต้องตามเก็บเรื่องที่เหลือ


โดย: pecochan วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:0:49:45 น.  

 
โอ้ว ว้าว ...แอบผิดคาดนิดๆที่ The Live of the Others มาแรงแซงลิ่วคว้าที่ 1 ไป ...แต่ยังไงก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ว่า จะรีบไปหาดีวีดีมาดูเลยครับ
จะได้มาคุยกับคุณพี่หมอได้ถูกปากถูกคอสักหน่อย

พูดถึง Lost ก็อยากดูอยู่มากเลยนะ ...แต่ขนาดช่อง 7 เอามาฉายแล้ว(2 ซีซั่น) ผมก็แทบไม่มีเวลาได้ดูเลย พอได้ดูก็ดูแบบไม่ปะติดปะต่ออีก ...ถ้าชีวิตในอีก 3 ปีข้างหน้า พี่หมอตั้งปณิธานจะรอดูซีซั่นสุดท้าย ...สำหรับผมก็คงต้องขอตั้งปณิธานว่าในชีวิตนี้จะต้องหาโอกาสฉวยมาดูอย่างน้อยๆก็ซีซั่นแรกล่ะนะ แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ อันนี้บอกไม่ได้เหมือนกัน เหอๆ (อย่าว่าแต่ Lost เลย ...24 ที่โคตรๆอยากดูก็ชักลืมว่าจะหามาดูแล้ว อิอิ)

ส่วน 10 อันดับหนังประทับใจของผม ยังไม่ขอบอกดีกว่า ...เพราะยังไง ผมก็จะตั้งลงบล็อกเหมือนกัน (จะบอกได้แค่ว่า หนังดี(วีดี) ทั้ง 3 เรื่องที่ผมก็ประทับใจเหมือนๆกัน ล้วนไม่ได้ติดอยู่ใน 10 อันดับ ...เพราะผมจัดให้เป็น หนังดูอยู่บ้าน ที่ประทับใจที่สุด แทนครับผม)


โดย: OncE UPoN'-'a MaN วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:0:55:25 น.  

 
ไม่ได้ตอบนานมากแล้ว
ปีนี้หนังที่ชอบก็มีหลายเรื่อง พอดีไม่ได้อยู่เมืองไทยซะหลายเดือน ก็เลยพลาดหลายเรื่องเหมือนกันค่ะ ชอบเรื่อง รักแห่งสยาม (หนังไทยที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยดูมา) กลับมาบ้านแล้วยังร้องไห้ต่อ
Bourne Ultimatum ป๋ามากๆ
The Lives of Other ก็ชอบค่ะ หนังดำเนินเรื่องเรียบๆ แต่กลับมา คั้นน้ำตากันตอนจบเนี่ยสิ ซึ้งมากๆ ให้ความรู้สึกแบบที่ไม่เคยมีเวลาเดินออกจากโรงหนังค่ะ
Shoot 'em up กับความมันส์ที่กลบจุดอ่อนไปเกือบหมดเลยค่ะ
ส่วนเรื่องที่ไม่ชอบ เยอะค่ะ โดยเฉพาะเดือนต.ค.ที่ดูบุฟเฟ่ต์ที่ SF (แอบเสียดาย 690 บาทค่ะ ดูไปหลายเรื่องแต่รุ้สึกไม่คุ้มค่าเงินซะเลย) แต่มีเรื่องนึง คิดเหมือนจขกท.เลยค่ะ และเพิ่งดูแผ่นไปเมื่อวานซืน ฮันนะซัง ดูไม่จบด้วย ประเด็นของหนังบวกกับไม่ได้ดูพากย์พันธมิตรทำให้ขำไม่ออกเลย สมเพชนางเอกค่ะ สังคมนี่ให้ความงามกับเปลือกอย่างที่จขกท.ว่าจริงๆ พระเอกทำดีด้วยเพียงเพราะต้องการหลอกใช้ แล้วก็อีกหลายฉากที่ดูเชิดชูรูปลักษณ์ภายนอกของนางเอกมากเกินไป ทนดูต่อไม่ไหวค่ะ
ป.ล. ดีใจด้วยนะคะกับหนังสือเล่มใหม่ เราเองก็รอมาหลายเดือน แต่ไม่รู้เล่มนี้จะได้ลายเซ็นจากคนเขียนอีกรึเปล่าน๊อ

โดย: chocolateสอดไส้มิ้นต์ผสมถั่ว IP: 58.8.8.133 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:1:38:04 น.  

 
ขอแจมด้วยครับ ไม่เรียงลำดับนะ

หนังที่ชอบ
-Memories of Matsuko : สุดๆแล้วครับเรื่องนี้ จะชอบไปอีกนานแสนนาน
-รักแห่งสยาม : หนังไทยที่ทำให้ผมเลิกดูถูกหนังไทย คงจะรู้สึกดีๆกับหนังเรื่องนี้ไปอีกนานเหมือนกัน
-The Bourne Ultimatum : ดิบ มันส์สะใจจริงๆ
-Transformer : มันส์คนละแนวกะบอร์น แต่มันส์พอๆกัน
-Stranger of Mine : แอบเจ๋ง แอบฮา แอบน่ารัก หนังเรื่องนี้โคตรเหนือชั้น
-Stardust : ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยก่อนดู จึงชอบมากเหมือนกัน
-Ratatouille : การ์ตูนชั้นดีที่บ่งบอกความยอดเยี่ยมของค่ายพิกซาร์
-Pan's Labyrinth : โหดอย่างมีคุณภาพ
-Die Hard 4 : เว่อร์ไป(ไม่)นิด แต่ก็มันส์สมกับที่รอคอย
-Hula Girls : เรียบ ง่าย น่ารัก
-บอดี้ ศพ 19 : เนื้อเรื่องเจ๋งมาก คิดได้ยังไง
-Breach : นิ่งและจริง
-The Warlords : พี่หลิวคนเดียวเลย

หนังไม่ชอบ
-วิดีโอคลิป : ดูในโรงครับ เซงเป็ด ถ้าคว้านท้องแล้วไม่ตายผมคงคว้านท้องลงโทษตัวเองไปแล้ว
-National Treasure : ผิดหวังครับ ขนาดคิดว่าหนังคงไม่ดีกว่าภาคแรก แต่นี่ออกทะเลหาทางกลับไม่เจอแล้ว
-Shoot Em Up : รู้สึกไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ รู้สึกว่าแต่ละฉากมันดูเป็นสเต็ปเกินไป จังหวะพระเอกโชว์ลีลายิงผู้ร้าย แม้มันจะสร้างสรรค์แต่มันดูขัดๆกันยังไงชอบกล จะว่าตลกก็ไม่ตลกอะไรนัก ใครที่ชอบก็อย่าว่ากันนะครับ
-Rush Hour 3 : ไม่มันส์แล้วก็ไม่ค่อบฮาเท่าไหร่เลยครับ เฉินหลงดูไม่ค่อยมีพลัง เฮียคริสก็ยิงมุขพร่ำเพรื่อเกิน นอกจากฉากในโรงฝึกที่ฮาแตกแล้ว ที่เหลือไม่มีอะไรเลย ไม่ชอบครับ

ยาวไปหน่อย ขอโทษนะครับ ตัดใจพวกหนังที่ชอบไม่ลง


โดย: tHecHamp IP: 58.8.113.250 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:4:30:49 น.  

 
บางเรื่องยังไม่มีโอกาสได้ดูเลย ไว้ไปหามาดูแน่นอนครับ สำหรับ Lost คงต้องไปหา ดีวีดี มาดูให้ได้แล้วล่ะ เพราะมีคนเคยแนะนำมาเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้ไปหามาสักที
แล้วจะไปอุดหนุนหนังสือเล่มใหม่นะครับ


โดย: Markus IP: 203.152.41.4 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:7:38:03 น.  

 
ชอบ lost มาก ๆ ตอนซีซั่นหนึ่ง พอซีซั่นสองเริ่มออกแนวเนือย ๆ แต่เห็นชมกันซะขนาดนี้สงสัยต้องอดทนหลงต่อไปจนถึงซีซั่นสามให้ได้ซะแล้ว

ขอบคุณครับ


โดย: ถั่วน้อย IP: 71.79.169.112 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:8:29:22 น.  

 
อ่านรีวิวของ จขบ แล้วก็พบว่า
นี่เราไม่ได้ดูหนังไปหลายเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย


โดย: หัวใจสีชมพู วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:9:12:20 น.  

 
ไม่ชอบ
-dororo ขนาดเช่ามาดูยังรู้สึกเสียดายเวลา ดูแล้ววูบไปหลายครั้งมาก เป็นยานอนหลับอย่างดี
-love phobia เพิ่งเช่ามาดูปีนี้ เน่าได้ใจ บิ๊วด์จนขนลุก และตลกจนขำกับบางฉากที่หนังพยายามทำซึ้ง
-คนหิ้วหัว พลาดเองที่ไปดูในโรง ตอนนี้บอกกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ดูหนังของพิงอีกเด็ดขาด
-ตั๊ดสู้ฟุด ดูฆ่าเวลา และอยากฆ่าตัวตายที่หลงมาดูเรื่องนี้เข้า
ชอบ
-little miss sunshine เป็นหนังที่หยิบมาเปิดดูบ่อยที่สุดในปีนี้
-Children of men ตอนนี้ยังเอาแผ่นหนังเรื่องนี้ให้คนไกล้ตัวดูให้ครบทุกคน
-letter from Iwojima+flag of our father ชอบในแง่ที่มันไม่ใช่หนังสงครามเลือดสาด
-รักแห่งสยาม คนรักหนังไทยยังมีหวัง


โดย: yatiko IP: 125.27.134.43 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:10:02:31 น.  

 
ปีนี้ได้ตามอ่านครบทุกเรื่องเลย(แต่ดูไม่ครบนะ) ขอบคุณมากคับ ไว้จะอุดหนุนหนังสือ


โดย: Big IP: 203.170.231.232 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:13:00:47 น.  

 
ชอบ.
1.รักแห่งสยาม-- ขอบคุณที่มีหนังไทยๆดีซักเรื่อง และจี๊ดโดนใจได้ขนาดนี้
2.Spider Lilies-Is leong ROCKS หุหุหุ
3.Perfume The story of a murderer-ชอบที่หนังนำเสนอความชั่ว ความลุ่มหลงออกมาอย่างเป็นศิลปะ ก่อนที่จะถูกกอง....ทำลายศิลปะในดีวีดีอย่างไม่มีชิ้นดี
4.The Brave One-การแสดง+ถ่ายภาพ+เนื้อหา ผลลัพธ์คือความหนักแน่น และเกี่ยวกข้องกับสังคมในปัจจุบันมากๆ
5.Pan's labyrinth-ขอให้หลับฝันดีนะ โอฟิเลีย จินตนาการไม่มีวันตาย
6.The Live of the others-พอดี ตอนดูหนังเรื่องนี้ เข้ากับสถานการณ์ยุคผด็จการครองเมือง ศิลปะเป็นสิ่งต้องห้ามในสายตาของผู้มีบารมี แต่ศิลปะไม่มีวันตาย
7.Lust,Caution-2ชั่วโมงครึ่งกว่าๆ ไม่มีน่าเบื่อ ขอบคุณอังลี เหลียงเฉาเหว่ย และถังเหว่ย

ไม่ชอบ
1.The Golden Compass-สมทบดี-ดารานำเล่นแข็ง= ความน่าเบื่อ

2.Spider man3-เสื่อมๆสุดตั้งแต่เห็นโทบี้ดิ้นกระจาย นี่หรือด้านมืด

3.Rush Hour 3-มุกเดิมๆ

4.โกยเถอะเกย์-แรกๆก็ฮานะ ไปดูเพราะชอบหอยกับเปิ้ล แต่หลังๆ เกิดอาการ "เมื่อไรจะจบเนี่ย"

5.อันนี้ พิเศษสุดๆ เกลียดไปเลย มันเป็นความผิดของฉันเองที่เลือกดูหนังเรื่องนี้(มันไม่ใช่หนังหรอก เหมือนสักเอาแต่มาขาย ดูอยู่บ้านสบายใจกว่าตั้งเยอะ ขนาดหนังนักศึกษาทำยังดูมีสกุลรุนชาติ ดูดีกว่าตั้งเยอะ)
.
.
ก่อนบ่าย เดอะมูฟวี่!!!!!!!


โดย: initial A IP: 161.200.255.162 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:13:56:38 น.  

 
ใน list ข้างบนได้ดูทุกเรื่องแล้ว ยกเว้น
The Lives of others พลาดไปได้ไงเนี่ยเรา
มีแผ่นอยู่นานแล้วครับ แต่ไม่ค่อยได้สนใจ แต่คุณผมฯ ให้อันดับ 1 แบบนี้ เห็นทีคืนนี้ต้องนั่งดูหน่อยละ


โดย: A^_^K IP: 58.9.47.107 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:15:55:22 น.  

 
ปีนี้เราพลาดหนังน่าดูไปเยอะเลยค่ะ จาก 10 เรื่องของพี่ ได้ดูแค่ 3 เรื่องเองง่ะ

หนังที่ชอบค่ะ
1. Blood diamond
2. รักแห่งสยาม
3. Ratatouille
4. Babel
5. Children of Men
6. Me myself
7. Bridge to Terabithia
8. The Pusuit of Happyness
ที่เหลืออยู่ในระดับกลางๆค่ะ

ส่วนหนังที่ไม่ชอบ มีเรื่องเดียวค่ะคือ โอปปาติก ซึ่งจริงๆก็รู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่หนังเข้าทางตัวเองเลย แต่ตอนนั้นเพื่อนมันเยอะน่ะ ก็เลยอยากลอง(หลังๆนี้ดูหนังคนเดียวซะส่วนใหญ่) ผลปรากฏว่า หลับเกือบทั้งเรื่อง แถมยังรำคาญอีกต่างหากว่าเมื่อไหร่จะหยุดยิงกันซะที คนจะหลับจะนอน(ฮา)


โดย: azzurrini IP: 203.157.106.61 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:19:27:02 น.  

 
ไม่ชอบ

breach .. แอบเสียเซลฟ์เห็นคนชอบเยอะ..แฮ่ๆ
beowulf...ไม่ชอบเพราะมันดูแห้งๆพิกล
happy feet..ไม่รู้ทำไม แต่ไม่ชอบ คงเพราะมันแค่ "เกือบๆ"

ชอบ

รักแห่งสยาม..อันนี้แน่นอน
memories of mutsuko..โห ป้าแกเจ๋ง
paris je'aime...หลายตอนที่จี๊ดจริงๆ
chldren of men..ชอบมากๆในหลายองค์ประกอบ
rush hour 3 ... ชอบอ่ะ ไร้สมองดี (ชมจริงใจไม่ได้ประชด)
shoot 'em up .. ชอบอีก ไม่ต้องคิดมากดี มันส์ถึงใจ

:D





โดย: midniteheaven@wordpress IP: 58.136.71.165 วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:19:49:12 น.  

 
+ และแล้วก็ได้เวลาแปะของผมเองซะที ... เรียงตามลำดับเวลาที่ได้ดู ไม่ได้จัดอันดับความชอบนะครับ ...
1. Perfume : The story of a murderer - ชอบตรงที่หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทย์ว่าจะทำยังไงให้คนดูหนังรู้สึกได้ถึง 'กลิ่น' ต่างๆ เหมือนกับที่สัมผัส (จินตนาการ) ได้จากหน้าหนังสือ แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของ ผกก. มือฉมังอย่าง Tom Tykwer ... ที่สามารถทำหนังเรื่องนี้ออกมาได้ละเมียดละไม และมีกลิ่นอายของความเป็น 'นิยาย' และบทกวีอันไพเราะที่ร้อยเรียงอยู่ในเรื่องราวของหนัง ... ส่วนไอเดียเรื่อง 'ความมีตัวตน' ที่ไปเปรียบเทียบกับความไร้กลิ่นของพระเอก กับประเด็นในเรื่อง การไม่รู้จักวิธีการที่จะรักของพระเอก ก็เป็นไอเดียที่หนังสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วน

2. Little Miss Sunshine - หนังเล็ก หัวใจโต ถึงหน้าฉากจะดูเป็น Road Movies ของครอบครัวขี้แพ้ แต่สิ่งละอันพันละน้อยที่หนังใส่เข้ามาตามรายทาง ไปจนถึงฉากไคลแม็กซ์บนเวทีที่ได้ใจหลายคนไปเต็มๆ ก็ทำเอาคนดูยิ้มทั้งน้ำตา (เพราะซาบซึ้ง) กันเลยทีเดียว

3. The lives of others - ไม่นึกนะครับเนี่ยว่าเรื่องนี้จะเป็นหนังอันดับ 1 ปีนี้ของคุณ จขบ. ... จากตอนต้นเรื่องที่ชวนง่วงนอน ผมชอบตรงที่หนังค่อยๆ ป้อนอารมณ์แบบซึมลึกให้คนดูเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าจากตอนแรกที่เค้าเป็น 'เกสตาโปไร้หัวใจ' แต่สุดท้ายเค้ากลายเป็น 'มนุษย์ผู้มีหัวใจ มีความรู้สึก' ขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร ... และพอถึงบทสรุป ก็กระแทกหมัดน็อกปลายคางคนดูดังโครม จนคนดูซึ้งต่อมน้ำตาแตกไปตามๆ กัน

4. Animation Trio - พอดีชอบทั้ง 3 เรื่อง ก็เลยไม่อยากตัดเรื่องใดเรื่องนึงออกอ่ะครับ
4.1Flushed away - ผมชอบมุกฮามากมายหลายมุกในการ์ตูนเรื่องนี้ จนต้องยกให้เป็นอนิเมชั่นที่ขำที่สุด (ของผม) แห่งปี ... แต่ที่จ๊าบที่สุด ก็คือ แก๊งทากร้องเพลง

4.2 Ratatouille - เป็นอนิเมชั่นที่ภาพสวย แถมสอดแทรกสาระเข้าไปอย่างแนบเนียน จนติดอันดับอนิเมชั่นยอดเยี่ยม (อย่างน้อยก็ต้องได้เข้าชิง) แทบทุกโผตอนปลายปี

4.3 Surf's up - ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ไม่ซ้ำซาก (Mocumentary) รวมทั้งแต่ละคาแรคเตอร์ที่น่ารักน่าชัง ทำให้ผมยกตำแหน่งอนิเมชั่นที่น่ารักสุดแห่งปีให้เรื่องนี้ไปครอง

5. Pan's Labyrinth - จากทั้ง 12 เรื่องที่ติดโผรอบสุดท้าย ผมยกให้หนังเรื่องนี้เป็น 'ที่สุด' แห่งปีของผมครับ สำหรับเทพนิยาย 'ด้านมืด' ที่เป็น 'จุดจบแห่งจินตนาการ' เรื่องนี้ ... หนังฉลาดในการใช้สถานการณ์ทั้งความจริง (สงครามอันโหดร้าย) และความฝันของเด็กนางเอก มาดำเนินเรื่องคู่ขนานได้อย่างสอดคล้องกัน ช่วงโหดก็ทำได้โหดจริงๆ จนคนดูอย่างผมสงสาร 'เจ้าหญิงโอฟิเลีย' จับใจ และเอาใจช่วยลุ้นชะตากรรม ให้เธอทำภารกิจที่ 'ฟอน' มอบมาให้เธอทำ ให้ลุล่วงจนแทบจะลืมหายใจ

6. Children of glory - ที่หนังเรื่องนี้ติดโผของผมด้วย วัดเอาจากความรู้สึกตัวเองตอนที่เพิ่งดูจบออกมาจากโรงนะครับ ... รู้สึกชอบตรงที่ธีมของหนังซึ่งเป็น สงคราม-กีฬา-ความรัก 2 ธีมแรกไม่ใช่แนวที่ผมนิยมซักเท่าไหร่ แต่หนังเรื่องนี้สามารถรวมทุกธีมออกมาและทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้ง, ฮึกเหิม, รักชาติ ไปกับตัวเอกทั้ง 2 คนได้

7. Little children - คุณ จขบ. อาจไม่ชอบตอนจบ (ที่ 'ใจดี' ไปหน่อย) แต่ผมกลับชอบอ่ะครับ (คงเพราะยังไม่ได้ดู In the bedroom) ... ผมว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงครอบครัวทั่วๆ ไป (ที่มักมีปัญหาซุกซ่อนอยู่), สังคมชนชั้นกลาง, กิเลสตัณหา และ การยับยั้งชั่งใจ, ฯลฯ ได้ละเมียดดี

8. Hairspray - เพลงเพราะ มุกตลกเวิร์ค มีแอบแทรกประเด็นทางสังคมไว้ประปราย ... เป็นหนังที่ดูจบแล้วก็อมยิ้มอย่างมีความสุข

9. Micheal Clayton - ชอบการแสดง ชอบบทและวิธีการเล่าเรื่องที่ใส่ลูกเล่นยอกย้อน ทั้งๆ ที่เรื่องราวในหนังจริงๆ ก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนเท่าไหร่ และชอบตรงที่ตัวเอกของหนังเป็นบุคคล 'สีเทา' โดยมีการเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวของเค้าขนานไปกับเรื่องราวหลักด้วย ทำให้หนังดูมีความลึกและดูน่าสนใจมากขึ้น

10. รักแห่งสยาม - ถึงแม้หนังจะถูกโจมตีว่า 'หลอกลวงผู้บริโภค' เพราะมีประเด็น Y แอบซ่อนอยู่ (ที่แม้จะมีฉากโจ่งแจ้งแค่ "ฉากจูจุ๊บ" เพียงฉากเดียว ยังเล็กน้อยกว่าหนังทำนองนี้อีกมากมายหลายเรื่องนัก แต่ก็สามารถทำให้อคติและอารมณ์ 'เหยียดเพศ' ของบางคน ปะทุแตกออกมาได้)
... ซึ่งถ้ามองว่านี่ก็คือความรักอีกรูปแบบนึง ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีข้อจำกัด มีเพียงความรู้สึกระหว่างคน 2 คนแล้ว ความรักในแง่มุมต่างๆ ที่หนังเรื่องนี้มอบให้แก่คนดู ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่าง คน 2 คนที่รักกัน, ความรักของคนในครอบครัว, ความรักของเพื่อน, ความรักระหว่างยายกับหลาน, การรู้จักเสียสละในรัก, การไถ่บาปและการเยียวยา, ความอบอุ่นภายในครอบครัว ฯลฯ ... หนังเรื่องนี้สมควรได้ชื่อว่าเป็นหนังไทยที่เป็น 'หนังรัก' ของปีนี้ (และอาจรวมถึงหลายๆ ปีมานี้) อย่างแท้จริง

+ ส่วนหนังดีเรื่องอื่นๆ ที่หลุดโผรอบสุดท้ายของผมไป ก็ได้แก่ ...
* Babel - หนังโยงประเด็นได้ดี แต่เนื่องจากผมเคยเจอความทรงพลังที่มากกว่าจาก ผกก.คนเดียวกัน จาก 21 Grams มาแล้ว เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้ยังไม่ถึงกับเป็นหนังท็อปฟอร์มของเค้าเท่าไหร่

* Final score : 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ - นับถือตรงไอเดียของหนัง รวมทั้งความตั้งใจ และความพยายามของ ผกก. ... สารคดีพันธุ์ไทย ทำออกมาได้ขนาดนี้ ก็เจ๋งแล้วอ่ะครับ

* Music & Lyrics - เป็นหนังที่น่ารักมากมาย เพลงก็เพราะ ทำเอา Way back into love ฮิตกันไปค่อนเมือง พระเอก (ถึงจะเหี่ยวไปหน่อย) กับนางเอกก็จับคู่ด้วยเคมีที่ลงตัวทีเดียว

* Bridge to Terabithia - ทำได้ซึ้ง และเหวอไปเลยกับความเป็น Drama / Coming-of-age ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกของหนัง Fantasy

* Memories of Mutsuko - หนังดีอันดับต้นๆ ในใจของใครต่อใครหลายคนในปีนี้ ซึ่งผมก็ยอมรับว่าหนังเรื่องนี้อยู่ในระดับดีมาก และก่อความสะเทือนอารมณ์อย่างสูงให้กับคนดู ในแบบ 'ยิ้มทั้งน้ำตา' ... เพียงแค่ 'อะไรบางอย่าง' ในหนังที่บังเอิญเป็นสิ่งที่ผมติดอยู่พอดี (เคยเขียนถึงไปบ้างแล้ว) ก็เลยทำให้เรื่องนี้ต้องหลุดโผ 10(+2) อันดับหนังแห่งปีของผมไปอย่างน่าเสียดาย

* 13 Tzameti - เป็นหนังขาวดำที่ทำอารมณ์ได้กดดันดี ฉากรัสเซียนรูเล็ตทุกครั้ง ทำเอาคนดูลุ้นจนแทบลืมหายใจ

* Shortbus - จากหน้าหนังที่ X แตก เปิดเปลือยแทบทุกอณูเนื้อและอารมณ์ ... แต่เนื้อในกลับ เหงา ได้ใจยิ่งนัก

* The Simpsons Movies - มุกตลกจิกกัดได้เมามันส์สะใจ เป็นครอบครัว(ตัวเหลือง)ที่จ๊าบเอามั่กๆ

* Shoot'em up - ลูกบ้าเยอะดีครับ ชอบบบ

* Stardust - น่ารัก และมองโลกในแง่ดี ... เสียดายมัน 'ใส' และการฝ่าฟันอุปสรรคง่ายไปหน่อยสำหรับผม ไม่งั้นคงติดใน 10 อันดับแล้ว

* Body ศพ #19 - ถึงแม้บทหนัง (ที่ดีแล้วนั้น) จะมีช่องโหว่บางจุดอยู่อีกพอสมควร ... แต่อะไรบางอย่างในหนัง ก็ทำให้หนังไทยเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจดจำของปีนี้

* Mad hot ballroom - สารคดีเต้นรำน่ารักๆ ของเด็กๆ ที่สามารถเอาไปเป็นตำราสอนการเต้นบอลรูมได้เลย

+ ส่วน 5 หนังที่รู้สึกดูแล้วผมไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ ก็ได้แก่ ...
* Takeshis' - เซอร์หลุดโลกไปหน่อย ผมเลยดูไม่ค่อยเก็ทเท่าไหร่
* Coeurs (Private fear in public places) - ดูแล้วจับใจความไม่ได้ เหมือนนั่งดูละครทีวีอยู่เลย
* Nuovo Mondo (Golden Door) - การดำเนินเรื่อง (โดยเฉพาะช่วงกลางๆ เรื่อง) ชวนง่วงนอนจนแทบจะหลับคาโรง
* Shindo - การกระโดดของหนังในหลายๆ ฉาก ทำให้รู้สึกอารมณ์หนังไม่ต่อเนื่อง
* Lullaby before I wake - น่ารักดี แต่อารมณ์หนังยังไม่ลงตัวซะทีเดียว ...


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:20:52:30 น.  

 

จะบอกว่า .. เพื่อนรอบข้างไม่ชอบเรื่อง รักแห่งสยาม ออกจะแอนตี้ด้วย
แต่อาร์ตฯ กลับชอบ ยิ่งถ้าไม่มีฉากจูบนี่ จะยิ่งชอบมากขึ้นเลยค่ะ ^^"

ทำไมอาร์ตฯ ดูแล้วรู้สึกถึง ความอบอุ่น ความรักแบบเพื่อน แบบครอบครัว
แต่เพื่อนเอาแต่ยี้ บอกว่าเป็นหนังเกย์ ส่งเสริมให้เด็กเป็นเกย์ .. เง้อออ

เค้าชอบของเค้านี่นา .. เป็นหนังไทยที่ดีที่สุดในรอบปีอีกเรื่องของอาร์ตฯ


โดย: Art of Illusion วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:20:59:17 น.  

 
ชอบ ตรงกันกับ จขบ. สองเรื่องLittle Miss Sunshine กับThe Bourne Ultimatum
ส่วน The Live of the Others กับ The Fountain ดูวีซีดี ดูไม่ค่อยรู้เรื่องเลย

และยังไม่ได้ดู Shortbus จนแล้วจนรอด เพราะ
ซื้อ dvd ผรี หน้าปกShortbus ด้านในเป็นหนังจีน
พอไปขอเปลี่ยนคนขายให้หนังเอ็ก อย่างแรงเรื่องนึงมาแทน (9 songs) สงสัยเข้าใจว่าอยากหาหนังเอ็ก จะบอกยังไงว่าอยากดูเพราะมีคนเค้ามาเชียร์ในบล็อคเนี่ย... อายคนขายแล้วด้วย


โดย: amoderndog (amoderndog ) วันที่: 9 มกราคม 2551 เวลา:21:21:19 น.  

 
Hairspray


โดย: koller IP: 125.25.58.27 วันที่: 10 มกราคม 2551 เวลา:20:30:46 น.  

 
อ่านไล่ลงมาด้วยความรู้สึกเฉยๆ แต่พอรู้ว่าคุณหมอชอบ Lost เหมือนกันแล้วอยากจะกรี๊ด รีบๆเขียนถึงโดยเร็ววันเลยนะครับ จะลงบล็อคหรือ Filmax ก็ได้ ผมอ่านทั้ง 2 อย่างอยู่แล้ว (ว่าแต่ Filmax มันจะอยู่อีกนานมั๊ยครับเนี่ย แหะๆ...)


โดย: แฟนผมตัวดำ วันที่: 11 มกราคม 2551 เวลา:9:49:39 น.  

 
จนแล้วจนรอด ก็ไม่ได้ดู Lost ซะที
ดีใจครับที่ Children of Men ติดโผมาด้วย หนังอะไรดีเป็นบ้า ถึงพร้อมทั้งงานสร้าง บท และการแสดงอ่ะ (คิดแบบนี้ยิ่งเกลียด The Departed เข้าไปใหญ่..มันเหนือกว่าหนังเรื่องนี้ตรงไหนฟระ)

และคิดว่า "รักแห่งสยาม" ติดโผสิบหนังเยี่ยมได้แบบไม่น่าเกลียดเลยครับ หนังดีจับใจจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยาย จนอยากเรียกมะเดี่ยวว่าอัจฉริยะซะเลย

สวัสดีปีใหม่นะครับคุณหมอ รักษาสุขภาพด้วย จะได้มีบทความดีๆ อ่านกันตลอดไปอีกสี่สิบห้าสิบปี


โดย: กวาง IP: 203.157.44.226 วันที่: 12 มกราคม 2551 เวลา:10:04:21 น.  

 
children of men ได้เข้าเปล่าครับ ทำไมผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เลย (ไปอยู่ไหนมาเนี่ยเรา) อยากดูครับ
ปีที่ผ่านมาหนังที่ชอบเยอะมากครับ ล่าสุดก็ รักแห่งสยาม กับ i am legend ที่ชอบมากๆ
เมื่อวานเพิ่งได้ดู คู่แรด (vcd) เลวร้ายมาก เสียดายเวลา ในหนังคำว่า กะเทย ยังสะกดผิดดเป็น กระเทย อยู่ได้ ดูเลยหงุดหงิดมาก รมณ์เสีย


โดย: max IP: 203.144.232.210 วันที่: 14 มกราคม 2551 เวลา:10:45:47 น.  

 
หาโอกาสดู Children of Men ค่ะ เพราะชอบกัวรองกำกับแถมยังเป็นไซ-ไฟด้วย สงสัยซื้อแผ่นมาแล้วต้องหาโอกาสมาดูสักที ส่วนระทะทูอี้นี้สนุกดีค่ะ ดูได้เรื่อยๆ ส่วนเรื่องอื่นๆปีนี้ไปดูในโรงแค่เรื่องเดียวคือ The Golden Compass บอกตรงๆว่ารู้สึกคุ้มเพราะไปดูพวกเสื้อผ้ากับฉากค่ะแค่นั้น (แค่เห็นหน้าตัวละคนที่อ่านโลดแล่นบนจอก็แค่นั้น) แอบไม่ชอบใจผกก.คนนี้อย่างแรง ตัดเนื้อหาซะป่นปี้ไม่น่าให้อภัย


โดย: citrus IP: 125.26.165.53 วันที่: 14 มกราคม 2551 เวลา:16:44:33 น.  

 
ไม่ค่อยได้ดูหนัง อ่านบทความของคุณทำให้อยากดู
เพิ่งดู rainbow song มา ไม่ลองวิจารณืบ้าง


โดย: หมอดาริน IP: 117.47.65.102 วันที่: 19 มกราคม 2551 เวลา:11:13:28 น.  

 
ดีใจค่ะ ที่มีคนชอบ The Lives of others เหมือนเรา (แฮะๆ จริงแล้วเราชอบเหมือนคนอื่น) ตอนได้ดู Pan Labyrynth ก็สงสัยมากเลยว่าทำไมไม่ได้ Oscar นะ แต่พอมา The Lives of others ก็เข้าใจเลยอ่ะ


โดย: Nukaew IP: 58.8.20.60 วันที่: 20 มกราคม 2551 เวลา:21:33:28 น.  

 
ชอบบบบบ
1.Stardust
2.Bridge to therabitia
3.Pan Labyrinth
4.The Foutain
5.Transformers
6.Ratatouille
7.บอดี้ศพ 19
8.รักแห่งสยาม
ไม่ชอบบบ

1.Golden compass
2.1408

นอกนั้นเฉยๆค่ะ ไม่ได้ไม่ชอบหรือชอบมาก
อยากดูบอนน์ บาเบลแล้วก็ลิตเติล มิส ซันไชน์มากๆ แต่ไม่ได้ไปดู เสียดายยยยย


โดย: หญิงสาวกับต่างหูมุก IP: 203.113.35.10 วันที่: 22 มกราคม 2551 เวลา:23:34:41 น.  

 
อ่า แสดงว่า Filmmax เดือนกุมภา 10 หนังเด่นเป็นคิวของคุณ

ปีที่แล้วผมยกให้บอร์นนะ คือปกติหนังภาคสุดท้ายนี่มันจะประมาณทำเพื่อคลายปม ดังนั้นความสนุกมันจะไปอยู่กับภาค 2 แต่บอร์นนี่ยิ่งดูก็ยิ่งมัน

ส่วนอีกเรื่องเป็นหนังลึกลับนะ the invicible ผมดูแล้ว get กว่า foundtain ไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านเคยดูรึยัง ส่วนคำวิจารณ์ของคุณผมเห็นด้วยกับข้อ 3 นะ แต่อยากเพิ่มว่าผู้ที่กำลังจะเสียคนสำคัญของชีวิต เค้าจะได้รู้ว่าการหาทางรักษาเพื่อให้เค้าอยู่กับเราได้นานที่สุด กับการที่เราอยู่กับเค้าตลอดเพื่อเก็บความทรงจำที่ดีไว้ อันไหนสำคัญกว่ากัน


โดย: no.9 IP: 58.147.52.83 วันที่: 30 มกราคม 2551 เวลา:16:24:15 น.  

 
หนังถูกใจในปี ๒๕๕๐

ขอแจมบ้างนะครับ ดูไม่เยอะ แต่ชอบจำนวนหนึ่ง
๑. โตโตโร่ หนังค่าย Ghibli ที่ถูกใจผมที่สุดขณะนี้ครับ
๒. Good will hunting
๓. Cars
๔. Little Miss Sunshine
๕. Final Score ๓๖๕ วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์
๖. Music and Lyrics
๗. Local Hero
๘. Life is beautiful เรื่องนี้ขึ้นชั้นหนังห้าเรื่องในดวงใจด้วยครับ
๙. The Persuit of Happyness
๑๐. Babel

ส่วนไม่ชอบ ยังไม่พูดถึง




โดย: คนขับช้า วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:6:43:01 น.  

 


สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม
หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนัง
ได้ที่ //vreview.yarisme.com พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน


โดย: ป๋องแป๋ง IP: 124.120.0.136 วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:17:19:53 น.  

 
อยากได้รูปสุนัขจัง


โดย: วันดี IP: 125.24.153.151 วันที่: 9 สิงหาคม 2552 เวลา:19:41:29 น.  

 
อยากมีแฟนจังค่ะ


โดย: วันดี IP: 125.24.153.151 วันที่: 9 สิงหาคม 2552 เวลา:19:42:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
มกราคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 มกราคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.