www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

ลุงบุญมีระลึกชาติ - เมื่อข้าพเจ้าไปเยี่ยม ลุงบุญมีฯ ที่โรงหนัง



1. ลุงบุญมีฯ มาแล้วจ้า มาพร้อมปาล์มทองคำ นั่งประจำอยู่ที่ SF Emporium วันธรรมดาวันละ 1 รอบคือ ทุ่มยี่สิบ เสาร์อาทิตย์เพิ่มรอบบ่าย นั่นแปลว่า คนไทย จะได้ดู หนังไทยเรื่องแรกที่คว้าปาล์มทองคำ ในโรงหนัง


2. ปาล์มทอง ของ ลุงบุญมี ไม่ใช่แค่ได้เพราะเป็นของแถมที่ลุงแกไปร่วมงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ , มั่นใจว่าไม่ได้มีคนจ่ายเงินเพื่อซื้อมา เพราะ เคต เบคคินเซล หนึ่งในคณะกรรมการ ไม่เห็นเคยบอกข้าพเจ้าเลยว่าได้รับเงินสินจ้าง และ รางวัลที่ได้ก็ไม่ใช่ ถ้วยไก่กาอาราเร่ แต่เป็น รางวัลชนะเลิศในสายการประกวด ที่ปีนี้มี ทิม เบอร์ตั้น เป็นประธานกรรมการ


3. ลุงบุญมีระลึกชาติ เป็นหนังผี /วิญญาณ/ ชาติภพ ของ เจ้ย อภิชาตพงศ์ ที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘ลุงบุญมี’ ป่วยเป็นโรคไต เมียแกจากไปหลายปีก่อน หลังเมียตายไม่นานลูกชายก็หายไปในป่า วันดีคืนดี หลานชาย กับ น้องเมีย ก็มาเยี่ยม และในช่วงหัวค่ำขณะนั่งกินข้าวเย็น จู่ๆ วิญญาณของ ฮวย เมียลุงก็มานั่งบนโต๊ะอาหาร และ บุญส่ง ลูกชายที่หายสาบสูญ ก็เดินขึ้นบ้านในสภาพที่สร้างความตกใจให้กับคนที่พบเห็น


4. แล้ว ‘ระลึกชาติ’ มาเกี่ยวได้อย่างไร ? เรื่องราวของ ชาติภพ มาเกี่ยวข้องตามความเชื่อที่ว่า เมื่อมองเข้าไปในป่าไพร จะทำให้เราสามารถหวนรำลึกถึงชาติภพที่แล้วได้ แต่ ลุงบุญมีฯ แทบจะจำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับชาติที่แล้ว

การมาปรากฎตัวของ ฮวย เสมือนมีความหมายบางอย่างที่จะช่วยให้ ลุงบุญมีฯ เตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปสู่ชาติภพถัดไป และ ย้อนรำลึกความทรงจำถึงชาติที่ผ่านมา


5. สำหรับคนที่ไม่ใช่ แฟนหนังเจ้ย ไม่ต้องกดดันตามคำบอกเล่าที่ว่า หนังของเจ้ยดูยาก หนังของเขาต้องปีนบันได ฯลฯ เพราะรอบที่ไปดูซึ่งเป็นรอบของผู้ชมทั่วๆไปที่ซื้อตั๋วดู ไม่ใช่รอบนักวิจารณ์หรือเกจิในวงการ

ปรากฎว่า ผู้ชมส่วนใหญ่หัวเราะไปกับหนัง เหลือบไปมองซ้ายขวา อาจมีงีบสั้นๆ ยังไม่เห็นใครวูบหลับยาวหรือเดินออกไปจากโรงก่อน และ จำนวนผู้ชมเต็มไปถึงแถวหน้า ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า ลุงบุญมีระลึกชาติ คือ หนังเจ้ยที่วางตัวเข้าใกล้คนดูมากที่สุดแล้วรองจาก หัวใจทรนง

(ติดนิดนึงก็ตรง รู้ก็รู้กันว่า หนังเจ้ย ไม่ใช่ แอคชั่นตูมตามที่ทำให้คนดูตื่นเต้น หากแต่เป็นตรงกันข้าม ทำมั้ย ทำไมต้องฉายรอบเกือบสองทุ่ม ชวนกล่อมคนดูให้หลับด้วยน้อ)





6. แต่ หนังเจ้ย ก็คือ หนังเจ้ย ไม่ใช่ว่าดูจบแล้วหนังจะบอกหมดทุกอย่าง ไม่ได้เรียงลำดับจากหนึ่งไปสิบ แต่มีอะไรให้เราได้คิดต่อ

สิ่งที่เราจะพบก็คือ เดินออกมาแล้วได้ยินคนในโรงหรือเพื่อนที่ไปดูด้วยกันถกกันว่า แต่ละคนเข้าใจความหมายในหนังอย่างไร คือ เหตุการณ์ย่อยๆที่เกิดในหนัง ( การพบญาติบนโต๊ะอาหาร , ลุงบุญมีฯกับผีเมีย , เจ้าหญิงกับปลาดุก ฯลฯ) ไม่ได้ดูยากชนิดดูไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย

แต่ความสนุกอยู่ตรงการมานั่งประกอบภาพรวมของหนัง ที่แต่ละคน สามารถตีความชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่หนังให้ เพื่อ สร้างภาพใหญ่ออกมาได้แตกต่างกันอย่างไม่มีใครถูกหรือผิด


7.อย่าเชื่อคนที่บอกว่า ‘ดูหนังเจ้ยต้องคิดสิบตลบ’ หรือ ‘ดูหนังเจ้ยไม่ต้องคิดต่อแค่ซึมซับ’ เพราะ ไม่มีคำว่า 'ต้อง' ในการดูหนัง อีกทั้ง การจะคิดหรือไม่คิด เป็น สิทธิของเราทุกคน

หนังเจ้ย มีทั้ง ความเป็นหนังเหมือนหนังส่วนใหญ่ที่เราดูๆกัน และมีความเป็นศิลปะเหมือน ภาพชีวิตที่เคลื่อนไหวที่คุณสามารถจะคิดก็สนุกระดับหนึ่ง หรือจะซึมซับแบบไม่ต้องคิดก็อิ่มในอีกรสชาติหนึ่ง

คุณมีสิทธิจะคิดต่อหรือไม่คิดอะไรเลยก็ได้ เนื่องจาก หนังเว้นช่องว่างและมีพื้นที่ให้ประสบการณ์กับจินตนาการคนดูได้ขยายความจาก ภาพและเสียงที่ได้รับ


8.สำหรับแฟนหนังเจ้ย อีกหนึ่งความสนุกในการดูหนังของเขา คือ เรื่องใหม่ๆเหมือนภาคต่อหรือมีส่วน สัมพันธ์กับเรื่องก่อนหน้า เช่น

ตัวละครโต้ง ที่เข้าป่าในสัตว์ประหลาด = นักแสดงคนเดียวกันบวชเป็นพระในแสงศตวรรษ ที่จู่ๆก็หายตัวไปในความมืดเหมือนโต้งตอนหายไปในป่า = นักแสดงคนเดิมที่รับบทโต้ง เป็นทั้งชาวบ้านธรรมดา และ มาบวชเป็นพระในลุงบุญมีฯ,

ป้าเจนขากะเผลก จาก สุดเสน่หา มารักษาขาต่อใน แสงศตวรรษ และ มาเยี่ยมญาติใน ลุงบุญมีฯ ,

การเข้าป่า ตามหาความหมายชีวิตในแต่ละเรื่อง (และรูปแบบ ครึ่งเมืองครึ่งป่าในสามเรื่องก่อน ก็ซ้อนทับอย่างน่าสนใจ สุดเสน่หา ที่ครึ่งเมืองคือการทำความรู้จักชีวิตของตัวละคร ครึ่งป่าคือการเดินทางตามหาความรัก , สัตว์ประหลาด ครึ่งเมืองคือการเริ่มต้นของความรัก ครึ่งป่าคือการจัดการความขัดแย้งในจิตใจ ใน แสงศตวรรรษ ก็มีการแบ่งเป็นครึ่งเมืองครึ่งชนบท(ที่ยังอุตส่าห์มีการเข้าป่าตามหากล้วยไม้)

ฉากซ้อนทับ เช่น ฉากเต้นแอโรบิกใน สัตว์ประหลาด ช่างคล้ายกับ แสงศตวรรษ / การหายเข้าป่าของว่าที่เสือสมิงในสัตว์ประหลาด และการหายไปในความมืดของหลวงพี่ในแสงศตวรรษ ที่ใช้นักแสดงคนเดียวกัน / ใน ลุงบุญมี ดูแล้วไม่แน่ใจว่า ถ้ำ กับ กลุ่มทหาร ในภาพถ่าย จะไปเกี่ยวข้องกับ ถ้ำ และ กลุ่มทหาร ใน สัตว์ประหลาด อีกหรือไม่ คงต้องขอดูซ้ำอีกครั้ง

ฯลฯ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้ทุกเรื่องเหมือนจะมีอะไรเกี่ยวข้องกัน สไตล์ของเจ้ยก็ออกแนวอาร์ตๆ แต่เขาก็สามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับหนังแต่ละเรื่องมีคาแรคเตอร์ที่ไม่ซ้ำกัน

อย่าง ลุงบุญมีฯ ก็พาคนดูไปพบประสบการณ์แปลกใหม่ โดยเฉพาะ โครงสร้างของหนังที่ไม่ได้แบ่งครึ่งชัดๆเหมือนเรื่องก่อนๆ สอดแทรกเรื่องเล่าของตัวละครต่างชุด ต่างที่มา เล่นกับห้วงเวลาที่แตกต่าง จนเราเดาไม่ได้ว่าตัวหนังจะพาเราไปทิศทางไหน สามารถสร้างความประหลาดใจ ไปพร้อมๆกับอารมณ์ขันที่มากขึ้น





9. ฉากที่ชอบที่สุด – ฉากบนโต๊ะอาหาร , ฉากจบ , ฉากควายตอนเปิดเรื่อง ฯลฯ

ประเด็นที่ชอบ - การเตรียมตัวในเรื่องของ death and dying , การพูดถึงความผูกพันของจิตทั้งที่ยังมีชีวิตและตายจากไป , การพูดถึง เวลา ในส่วนของ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต (ตรงนี้ยังไม่เคลียร์นัก จำรายละเอียดกลับมาได้ไม่ครบ แต่ตอนดูที่ตัวละครพูดถึงแล้วชอบ)

เช่นเดียวกับเรื่องก่อนๆของหนังเจ้ย ที่ อยากดูซ้ำอีกครั้ง และ ได้แต่หวังว่าจะมีแผ่นออกมาให้ดูรอบสองต่อ เพราะเป็นหนังที่มีอะไรชวนให้เขียนถึงอีกมาก (บวกกับ สารภาพว่า ข้าพเจ้างีบไปสองสามนาที ช่วงก่อนจะจัดโต๊ะอาหารตอนเริ่มเรื่อง แต่จากนั้น ความง่วงก็หายไปและสนุกไปกับหนังได้จนจบ)

นอกจากนี้ นี่เป็นหนังที่มีความหลากหลายทางชีวิตมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะ มีทั้ง วิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว , ผึ้ง , ปลาดุกพูดได้ , คนต่างด้าว , เจ้าหญิง และที่เซอไพรส์มาก คือ ชิวแบ็กก้าเป็นตาแดง ฯลฯ


10.คิดเล่นๆว่า ถ้าหนังไม่ได้ 'ใบปาล์ม' มาเป็นเกราะป้องกัน แล้วกองเซ็นเซ่อร์ชุดก่อนที่เคยแบนฉาก พระดีดกีตาร์ , พระเล่นเครื่องร่อน , หมอเป้าตุง , หมอกินเหล้า มาพิจารณา โอกาสที่ชะตากรรมจะซ้ำรอยโดนแบน น่าจะยิ่งมากกว่าครั้งแสงศตวรรษ เพราะ ครั้งนี้ ฉากพระช่วงท้าย ดูล่อแหลมต่อ ต่อมแบนหนัง ของกองเซ็นเซ่อร์ไม่น้อยกว่าคราวก่อน

ซึ่งเจ้ยเองก็กล้าที่จะเล่นกับฉากที่ท้าทายนี้อีกครั้ง และ ครั้งนี้ก็เหมือนครั้งก่อนใน แสงศตวรรษ คือ สำหรับกองเซ็นเซ่อร์ดูแล้วอาจมีปัญหา แต่ตัวข้าพเจ้าดูกี่รอบก็ยังยืนยันว่า ฉากที่แบนเกี่ยวกับพระและหมอ ไม่ได้ทำให้ทั้งสองวงการด่างพร้อยและไม่ได้ทำให้คนในวงการเสื่อมเสียแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม กลับช่วยส่งเสริมวงการทั้งสองให้ดียิ่งขึ้น และ ทำให้เราเข้าใจ ‘ความเป็นคน’ มากกว่าที่จะมองคนเพียงเปลือกนอก


สรุป ... ถ้าวงการหนังฮอลลีวูดยุคใหม่ มี เจมส์ คาเมร่อน , คริสโตเฟอร์ โนแลน ฯลฯ ที่อยู่ในกลุ่มผู้กำกับที่ไม่เคยสร้างงานต่ำกว่าระดับดี มีแค่ดีกับดีมาก ในวงการหนังอาร์ตอินดี้ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ ก็เป็นเช่นนั้น มาตรฐานของเขาไม่เคยตก และ ที่สำคัญ เขาสามารถสร้าง ความประหลาดใจในการเล่าเรื่องและการนำเสนออยู่เสมอ

เมื่อเทียบกับทุกเรื่องที่ดูมา นับลุงบุญมีฯล่าสุด ขอเรียงลำดับความชอบดังนี้

แสงศตวรรษ > ลุงบุญมีระลึกชาติ = สัตว์ประหลาด > หัวใจทรนง > สุดเสน่หา

ที่ชอบ แสงศตวรรษ มากที่สุด เพราะถึงจะดูผ่านจอเล็กๆที่บ้าน ยังรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่มหัศจรรย์

แสงศตวรรษ นำเสนอ ชีวิตคนที่มีความรัก , ความฝัน , ความผิดหวัง , ความเจ็บปวด ฯลฯ เป็น ภาพเคลือนไหวของชีวิตที่ถูกจัดวางตำแหน่ง จัดแสง และ ถ่ายภาพออกมาได้งามอย่างไร้ที่ติ ทำให้การดูหนังเรื่องนี้เหมือนกับการเสพบทกวีหรือเดินเข้าไปในแกเลอรี่ศิลปะที่เห็นชีวิตคนในภาพถ่ายมีชีวิตจิตใจ

ส่วน ลุงบุญมีฯ คิดว่ายังไม่เจ๋งกลมกล่อมลงตัวเท่า สัตว์ประหลาด กับ แสงศตวรรษ แต่ผมก็ยังชอบและสนุกกับ ลุงบุญมีฯ มากกว่า สัตว์ประหลาด โดยเฉพาะ ความเหนือจริงทั้งหลายที่ถูกนำมาหยอกเย้าจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาของตัวละครในเรื่อง และ สร้างอารมณ์ขันให้กับคนดู ผสมกับ การเล่าเรื่องที่น่าสนใจที่ทำให้ได้ลุ้นเกือบตลอดเวลาว่า จะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า

ไหน ลุงบุญมีฯ ก็มารอคนไทยที่ โรงหนัง ก็ขอเชียร์กันให้ไปเยี่ยมลุงแกซักครั้ง กับ ประสบการณ์ใหม่ๆที่ฉีกไปจากการดูหนังกระแสอื่นๆที่เคยดู

แถมไม่ใช่แค่ ความแปลกใหม่ แต่ยังเป็น ความภาคภูมิใจ ที่เพื่อนร่วมชาติไปคว้ารางวัลที่ใหญ่ที่สุดในงานประกวดภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในแง่ของศิลปะที่ไม่อิงกับกระแสหรือตลาด

เป็นการร่วมแสดงความยินดีพร้อมๆกับที่ตัวเราเองก็จะได้ประสบการณ์ดีๆกลับบ้านเช่นเดียวกัน




ขอฝาก หนังสือเล่ม 5 ของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" จ้า
(วางอยู่ตามร้านหนังสือทั่วไทยแล้ว)










อ่านจบแล้ว ชวนมาคุยกันที่นี่ครับ //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=18

และ

ความเห็นของ เพื่อนผู้อ่านที่อ่านจบแล้ว และสละเวลาเขียนถึง

//blogs.lumamagic.com/?p=1957



หนังสือ 4 เล่มก่อนหน้าที่ว่าด้วย 'ภาพยนตร์ - จิตวิทยา - พัฒนาตัวเอง(self - development)' ของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"








สำหรับเพื่อนๆที่เล่น FaceBook หรือ Twitter ณ.บัดนาว "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ขยายสาขาเรียบร้อยแล้วจ้า






Create Date : 27 มิถุนายน 2553
Last Update : 27 มิถุนายน 2553 12:20:14 น. 5 comments
Counter : 2933 Pageviews.

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 27 มิถุนายน 2553 เวลา:10:41:49 น.  

 
ขอให้มีความสุขในวันหยุด..น๊ะ ครับ..ok


โดย: nuyect วันที่: 27 มิถุนายน 2553 เวลา:11:02:09 น.  

 
จำได้มั้ยครับว่า บทสนทนาของโต้งและเก่ง ในสัตว์ประหลาด ฉากที่นั่งอยู่ที่ศาลา เค้าก็คุยกันถึงลุงบุญมี นั่นแสดงว่าพี่เจ้ยได้วางแผนหนังของเค้าให้มีเนื้อเรื่องผูกต่อกัน มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
มาย้อนดู นาทีที่ 2.03 เป็นต้นไป
//www.youtube.com/watch?v=nlvx1iB2Nb4


โดย: เบื่อชีวิตคนกรุง IP: 58.8.123.200 วันที่: 27 มิถุนายน 2553 เวลา:11:53:35 น.  

 
ไม่เคยมีโอกาสดูหนังของคุณเจ้ยในโรงซักที

งานนี้ไม่พลาดแน่!!

(ชอบแสงศตวรรษเหมือนกันเลยครับ ^-^)


โดย: ole (trufa ) วันที่: 27 มิถุนายน 2553 เวลา:20:25:48 น.  

 
บอกตามตรงนะครับ ผมดูหนังของเจ้ยมาทุกเรื่อง ประทับใจทุกเรื่อง โดยเฉพาะ แสงศตวรรษ เจ้ยได้เดินทางมาถึงจุดสุดยอดของงานศิลปะ แต่กับ ลุงบุญมี มันไม่ใช่ครับ ในแง่ของหนังผมรู้สึกถึงการประดิษฐ์ที่มากกว่าระดับปกติ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้ยถึงต้องต่อว่าอาชีพ "ทหาร" และไม่ได้อินไปด้วยเลย สู้เปลี่ยนมาวิจารณ์ "ตำรวจ" ผมจะอินมากกว่าครับ


โดย: บอกตามตรงนะครับ IP: 58.9.165.215 วันที่: 23 กรกฎาคม 2553 เวลา:12:53:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
27 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.