www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

จาก ปืนใหญ่จอมสลัด สู่ บุหงาปารี , ความน่าเสียดาย ความน่าผิดหวัง กับ หนัง(สือ)ดี

ผมลังเลว่าจะอ่านหนังสือก่อนหรือดูหนังก่อน แต่ในงานหนังสือ บุหงาปารี ต้นฉบับของหนังยังไม่วางขาย จึงเลือกดูหนังก่อน

ปืนใหญ่จอมสลัด กับ ความน่าเสียดาย




... ผมเชื่อว่า คนดูที่อยากไปดูเรื่องนี้ มีจุดสนใจหลักๆอยู่สามอย่าง

1.หนังของนนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับหนังฟอร์มยักษ์ผู้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ๆเสมอ ที่ทำให้ทุกคนชื่นชมจาก 2499 , นางนาค ฯลฯ

2. งานเขียนบทครั้งแรกของวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนผู้เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และขยันหาข้อมูล เจ้าของสองซีไรท์ และ เจ้าของงานเขียนทุกชิ้นที่อยู่ในระดับดีถึงดีมาก

3. หน้าหนังที่ออกมาเป็นแอคชั่น แฟนตาซี ฟอร์มใหญ่ ที่ดูตัวอย่างแล้วน่าประทับใจ ไม่ก๊องแก๊งเหมือน โจรสลัดปูอัดตัดแปะ ที่เคยลงโรงบ้านเราในอดีต แถมยังได้นักแสดงแนวหน้าหลากยุคตั้งแต่รุ่น สรพงษ์ จารุณี จนถึง อนันดา

... จุดเด่นในงานเขียนของคุณวินทร์ที่ผมชื่นชอบและติดตาม คือ เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความช่างคิด ความแม่นยำและแน่นของข้อมูล มีเหตุผลรองรับในแต่ละการกระทำ มีที่มาที่ไปของการมาของแต่ละตัวละคร และ อาจจะมีเซอร์ไพรส์เล็กๆให้ประหลาดใจ

แต่สิ่งหนึ่งที่ในหนังสือนั้นไม่โดดเด่น คือ การที่งานของคุณวินทร์มักจะอัดแน่นด้วยความคิด เด่นในส่วน story แต่ อ่อนในส่วนอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ขาดพลังมากพอจะส่งต่ออารมณ์มาสู่คนอ่าน

ซึ่งผมเองก็รู้สึกเช่นนั้นกับงานของคุณนนทรีย์

หากไม่นับ โอเคเบตง ที่ผมไม่ได้ดู ทุกๆเรื่องที่ผ่านมา ผมมองว่า หนังของคุณนนทรีย์เป็นหนังที่มีคุณภาพ ดูสนุก และ ค่าเฉลี่ยของแต่ละองค์ประกอบเช่น งานสร้าง , บท ฯลฯ อยู่ในเกณฑ์สอบผ่าน หากแต่ไม่มีเรื่องไหนเลยที่ติดตรึงใจ หรือ ชอบสุดๆ

ไม่มีชิ้นไหนที่ตัวละครสามารถถ่ายทอดความลึกของ มนุษย์ ให้ออกมาได้ชัดเจน ดังนั้น งานที่ผมชอบที่สุดของเขาจึงเป็น จัน ดารา ที่ดูแล้วรู้สึกเข้าถึงตัวละครได้มากกว่าเรื่องอื่น

ในขณะที่ นางนาก หรือ 2499 ที่หลายคนชื่นชอบ ผมกลับรู้สึกแค่ว่า เป็นหนังไทยที่เหนือระดับมาตรฐานในตอนนั้น เป็นการปฏิวัติและยกระดับหนังไทยในยุคนั้นแต่ไม่ได้รู้สึก อินไปกับตัวละครของหนังทั้งสองเรื่องเลย คุณนนทรี สามารถ คุมหนังทั้งเรื่องให้ไปแบบเนียนๆ แต่ ยังไม่สามารถรีดการแสดงของนักแสดงออกมาได้เต็มที่

.... เมื่อสองคนนี้มาจับมือกันสร้างปืนใหญ่ ก็ทำให้ ปืนใหญ่จอมสลัด ออกมาไม่ต่างจากที่คาด

นั่นคือเป็นหนังที่ดูสนุก ดูได้เพลิน และ มีช่วงเวลาสะดุดหรือแปลกแยกไม่มากนัก

แต่เมื่อพิจารณาจากคนมากฝีมือทั้งสองคน พิจารณาจากต้นทุนดั้งเดิมที่หนังมี ก็รู้สึกว่า น่าเสียดาย เหลือเกิน

เพราะจากเค้าโครงเรื่องที่ผูกปมประเด็นไว้อย่างน่าสนใจ บวกกับงานCGที่ค่อนข้างมีคุณภาพ เมื่อเทียบกับภาวะหลอกตาคนดูในหนังไทยแฟนตาซีที่ผ่านๆมา ผสมกับความสามารถในการคุมหนังฟอร์มใหญ่ได้ดีจากอดีตของคุณนนทรีย์ ทำให้หนังเรื่องนี้มีศักยภาพมากพอที่จะออกมาเป็น หนังแอคชั่น-ดราม่า-แฟนตาซี ชั้นเยี่ยมที่มีปมประเด็นให้น่าจดจำ

แต่หนังเรื่องนี้ไปได้ไกลแค่ว่าเป็น ‘หนังที่ดูสนุกดี ทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว’ หรือเป็นคำชมแบบที่ว่ากันว่า ‘อย่างน้อยก็เป็น หนังไทยที่ดีกว่าหนังไทยอีกหลายๆเรื่อง'



....จริงอยู่ เทียบกับหนังไทยอีกหลายๆเรื่อง ผลงานหนังไทยของคุณนนทรีย์ชิ้นนี้คุณภาพค่าเฉลี่ยโดยรวมจัดอยู่ในเกณฑ์ดีและดูสนุก ไม่ถึงกับเสียดายตังค์เหมือนหนังไทยฟอร์มยักษ์หลายรายที่มาตีหัวคนดูเข้าบ้าน และเมื่อเทียบกับ บทหนังหนังอีกจำนวนมาก งานเขียนบทของคุณวินทร์เรื่องนี้ดีกว่าอีกหลายๆเรื่อง

แต่ข้อดีเหล่านั้นของหนังไม่ว่าจะเป็นบท หรือ การเล่าเรื่อง ยังไม่ได้ถึงขั้นระดับ ท๊อปฟอร์ม ของหนังไทยที่เคยทำได้ดี และ มีหนังไทยอีกหลายเรื่องที่ทำได้ดีกว่านี้

จุดที่ผมคิดว่า ดีมากเหนือกว่าหนังไทยระดับท๊อปเรื่องอื่นๆ มีอยู่แค่สองอย่างคือ 1. CG ที่ดีกว่าหนังไทยแทบทุกเรื่องที่เคยพยายามจะโชว์ของ

และ

2.ความเป็นหนังอีพิคฟอร์มใหญ่ ที่มีจุดด้อย หรือจุดโดดจุดสะดุดน้อยกว่า หนังประวัติศาสตร์หรือหนังสเกลใหญ่ของไทยเรื่องอื่นๆที่เคยทำมา เป็นการยืนยันว่า ถ้าจะทำหนังที่ต้องใช้ทุนหนาและมีโครงสร้างใหญ่ คุณนนทรีย์เป็นตัวเลือกที่มีความเสี่ยงน้อย เขาสามารถหาคุมหนังอยู่และหาจุดสมดุลให้หนังได้ประมาณหนึ่ง ซึ่งผู้กำกับเก่งๆหลายคนไม่สามารถทำหนังลักษณะนี้ได้ราบรื่นเท่า




...จุดที่น่าเสียดายและบั่นทอนคุณภาพหนัง เข้าอีหรอบเดียวกับหนังไทยฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนักแสดง

เพราะเมื่อไหร่ ที่หนังไทยต้องใช้นักแสดงจำนวนมาก ดูเหมือน ผู้สร้างก็อดไม่ได้ที่จะ ระดมพลนักแสดงที่’มีชื่อ’มารวมกัน กระจายบทเล็กบทน้อยให้ แต่ผลลัพธ์กลับทำให้รู้สึกโดดๆ และ ไม่เป็นธรรมชาติ

บางคนก็ปล่อยรังสีเฮ้ากวงเกินบท บางคนบทก็ควรจะเป็นสามัญชนแต่คนดูก็รู้สึกสะดุดกับความดังที่เจ้าของบทกลบไม่มิด ซึ่งถ้าให้นักแสดงโนเนมแต่เล่นดียังอาจจะดีเสียกว่า

ปัญหาของนักแสดงไทยที่เห็นได้ชัดเวลามารวมพลในหนังฟอร์มยักษ์แบบนี้ คือ พยายามแสดงจนบางคนดูโอเวอร์แอคติ้ง บางคนดูเกร็งๆ บางคนก็แข็งๆ ไม่เป็นธรรมชาติ ที่น่าเป็นห่วงคือ ไม่ใช่แค่ตัวประกอบ แต่รวมไปถึง ตัวละครสำคัญๆ อย่าง ติ๊ก เจษฏาภรณ์ ที่แทบจะไม่ได้พูดจาภาษาติ๊กเลย หรือ เดี่ยว ชูพงษ์ , วินัย ไกรบุตร ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เล่นได้ขาดความลึก



จะโทษบทก็คงได้ที่มันตื้นเกินไป แต่ นักแสดงเองก็ไม่สามารถปล่อยของออกมาได้เช่นกัน และ เมื่อเจอไดอะล้อกที่ขาดความต่อเนื่อง บางช่วงก็พูดแบบสมัยใหม่ บางช่วงก็หลุดไปเป็นแนวละครจักรๆวงศ์ๆก็มีส่วนเสริมให้แย่ลง

มีเพียงคุณจารุณีที่บทส่งให้เด่น แม้จะแบนราบเหมือนตัวละครอื่น แต่เธอก็ทำออกมาได้ดีมาก กับ อีกสองคนที่ดูธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อรวมกับคนที่เล่นหนังเก่งๆนั่นคือผู้ที่รับบท องค์หญิงอูงู กับ น้องสาวชาวจีน (ไม่รู้เพราะความน่ารักกับความขาวบังตาจนมองข้ามเรื่องความสามารถหรือไม่)


....ปัจจัยสำคัญอีกข้อหนึ่ง ซึ่งหนังฟอร์มยักษ์มักจะมี และ เป็นจุดทำให้มีแฟนเหนียวแน่นในหนังเรื่องนั้นๆ แต่หนังเรื่องนี้ขาดหายไปนั่นคือ การขาดเสน่ห์ของตัวละครอย่างรุนแรง หากนึกไม่ออก ลองนึกภาพ Pirates มีแจ๊ค สแปว์โรว หรือ LOTR มีกอลลั่ม

แต่ ปืนใหญ่ฯ ไม่มีตัวละครตัวใดที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้เราชื่นชอบหรือเกลียดชังหรือมีอารมณ์ขัน เหมือนทุกคนยืนอยู่ในระนาบเดียวกัน ซึ่ง เหตุผลย่อมมาจากตัวนักแสดงที่จับจุดเด่นในบทของตัวเองไม่ได้ บวก ผู้กำกับที่ไม่สามารถตีความหรือรีดฝีมือจากนักแสดงได้ รวมไปถึง ตัวบทที่ไม่สนใจมิติในเชิงลึกของตัวละคร

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนังแอคชั่นหรือหนังที่มีโครงเรื่องใหญ่ๆ จะไม่ได้เน้น ความลึกในนิสัยใจคอหรือปูมหลังของตัวละครให้มาก เหมือน หนังดราม่าที่มีโครงเล็กๆ

แต่อย่างน้อย บทหนังก็ควรจะมีความลึกประมาณหนึ่ง ซึ่ง การละเลยอย่างในหนังเรื่องนี้ก่อผลเสียใหญ่หลวง นั่นคือทำให้เรา ขาดความรู้สึกผูกพันกับตัวละคร ขาดความรู้สึกคล้อยตามไปกับอารมณ์เจ็บปวด เศร้า เคียดแค้น เกลียดชัง ขาดความเชื่อถือในการกระทำของตัวละคร



ตัวอย่างที่พอจะยกได้ เช่น บทหนังไม่ทำให้ผมเชื่อในความรักของ ผู้ชายที่มั่นคงในรักอย่าง ปารี ไม่อินกับความแค้นสุมอก และ งงๆไปกับรักใหม่ของ ปารี กับ อูงู เพราะ ความรักเดียวใจเดียวที่ซื่อสัตย์ภักดีที่ถูกวางไว้ของปารี ถูกบทหนังย่ำยีด้วยการไปรักคนอีกหนึ่งคนเพียงแค่ติดเกาะช่วงมรสุมเท่านั้น หรือ แววตาที่คนดูงงๆว่า ตกลงจะรักหรือเปล่าระหว่าง ยะรัง กับ บิรู

ซึ่งก็คงอธิบายได้จากที่มาถึงตัวตนของคนสำคัญสองคนของหนังเรื่องนี้ ที่ว่าไว้ตอนต้น ว่าความเยี่ยมของผลงานคุณวินทร์กับคุณนนทรีย์ ส่วนใหญ่เป็น ความยอดเยี่ยมในเชิงความคิด (intellectual) หาได้เป็นในส่วนของ อารมณ์ความรู้สึก(emotional) พอมาเจอความตื้นเขินของบทยิ่งส่งให้เห็นจุดอ่อนชัดเจนขึ้น


... บทหนังยังน่าผิดหวังตรงการขยันตัดจนคนดูประหลาดใจ บวกกับการตัดต่อที่ตัดบ่อยๆจนไม่ค่อยจะต่อเนื่อง ทำให้บางตอนดูงงๆ ขาดๆหายๆ เช่นตอนแรกบอกว่าอูงูจะไปไกล อีกนานกว่าจะกลับ แต่ไหงอูงูกับเจ้าชายปาหังโผล่มาท่ามกลางทหารที่กำลังปฏิวัติยืนยิงได้อย่างเท่

(ซึ่งหนังสืออาจจะบอกไว้ แต่ผมเชื่อเสมอว่า หนังที่ดี ไม่ใช่ว่าต้องอ่านหนังสือจึงจะตอบข้อสงสัยได้)

หรือ การที่ทำให้องครักษ์เดี่ยวน่าจะตาย แต่ดันยืนยิ้มเผล่ได้ในตอนท้าย

และ สิ่งที่หนังยังทำได้ไม่ดีพอ คือ ความยิ่งใหญ่ ที่หนังพยายามเสนอไม่ทำให้รู้สึกว่าเรื่องราวหรืออาณาจักรของหนังใหญ่เท่าไหร่เลย เพราะ มุมกล้องและการเลือกนำเสนอ แบบแคบๆและซ้ำๆ เช่น ถ่ายปราการเมืองก็ถ่ายแต่มุมเดิมๆ ไม่ถ่ายจุดอื่นของอาณาจักร หรือ ถ้ำที่วนๆไปเวียนมา ผมเลยไม่รู้สึกว่า ที่อยู่ของกระเบนขาว , ที่ซ่อนของอีกาดำ และ เมืองลังกาสุกะ อยู่ในจักรวาลเดียวกัน แต่เหมือนไปตัดถ่ายเป็นจุดๆเสียมากกว่า



บุหงาปารี กับ ความน่าผิดหวัง




...ตอนแรกว่าจะไม่อ่านนิยาย แต่ผมก็คิดว่า งานของคุณวินทร์ไม่น่าจะง่ายเหมือนในหนัง จึงไปหามาครอบครองหลังดูหนังจบ และ ผมก็พบ ความน่าผิดหวัง

ผมไม่ได้ผิดหวังกับตัวนิยาย แต่ ผิดหวังกับการถ่ายทอดจากนิยายมาเป็นภาพยนตร์

เดิมตอนดูหนังเป็นเพียงความรู้สึกเสียดายว่า หนังน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่เมื่ออ่าน บุหงาปารี จบ ผมรู้สึกถึง ความน่าผิดหวังอย่างมาก กับ งานต้นฉบับดีๆที่มีโอกาสผลักดันไปสู่ หนังแอคชั่นแฟนตาซีที่มีชั้นเชิง และ ส่งเสริมแนวคิดสามัคคีแก้ไขปัญหาความแตกต่างหรือแตกแยกในสังคม

... ตัวนิยายต้นฉบับนอกจากจะสนุกตามสไตล์นิยายจีนกำลังภายในเหมือนที่ผู้เขียนว่าไว้ ยังทำให้ผมคิดถึง เสน่ห์อีกหนึ่งข้อในงานเขียนนิยายหลายๆเล่มของคุณวินทร์ เลียววาริณ ที่ไปพ้องกับความสนุกในงานเขียนของ แดน บราวน์

นั่นคือ ความสามารถในการ ยำ ข้อเท็จจริง มาผสมเข้ากับ จินตนาการของผู้เขียน ต่อยอดออกไปคล้ายๆกับเป็น conspiracy theory ที่ทำให้เราสนุกมากขึ้น เมื่อทำการบ้านหาข้อมูลข้อเท็จจริงมาอ่านเพิ่มเติม
(ตอนท้ายของนิยายมีการบอกด้วยว่า ส่วนไหนคือข้อเท็จจริง ส่วนไหนคือเรื่องแต่ง)

...ความผิดหวังที่เกิดหลังจากอ่านหนังสือ คือ ความแตกต่างอย่างมากระหว่างหนังสือกับภาพยนตร์

นิยายต้นฉบับ ปูเรื่องราวชีวิตของปารี ได้ดีเพียงพอ ที่ผมจะเชื่อว่า ปารีรู้สึกอย่างไรกับบินตา (ตรงข้ามกับหนัง ที่ตอนต้นเห็นตัวละคร บินตา ไม่พูดอะไรอยู่หลายฉาก จน ผมเดาว่าบินตาเป็นใบ้เสียด้วยซ้ำ) และ ทำให้ช่วงเวลาถัดมา เราเข้าถึงความรู้สึกคับแค้นใจของตัวละครในนิยาย

นิยายต้นฉบับทำให้เราเชื่อในความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร เช่น กระเบนกับลูกชาย , ยะรัง กับ บิรู

นิยายต้นฉบับปูพื้นหลังของประวัติศาสตร์ปตานี แบบซับซ้อนแต่แน่นปึ้กเข้าใจง่าย ให้เราสนุกกับการคิดภาพตามการแย่งชิงอำนาจ การต่อสู้เพื่อพิทักษ์แผ่นดินทั้งในแง่การเมืองและการรบ เห็นภาพของสามพี่น้องชัดเจนขึ้น(ในขณะที่หนังตอนต้น ผมยังเดาว่า อูงู เป็น ลูกของราชินี อยู่เลย)

นิยายต้นฉบับทำให้ เจ้าชายราไว ดูมีสง่าราศีอยู่บ้าง มีปมด้อยในใจ และ อีกาดำ ดูน่าเกรงขามกว่าในหนังที่เหมือนผู้ร้ายตามละครช่องเจ็ดตอนเช้า

นิยายต้นฉบับทำให้ผมเห็นภาพการวางแผนซับซ้อน สายลับซ่อนสายลับ การต่อสู้ในจิตใจระหว่างความถูกผิดกับความรับผิดชอบ ระหว่างการทำเพื่อตอบแทนบุญคุณกับการทำเพื่อชนชาติตัวเอง มีการหักเหลี่ยมกันน้องๆประมาณ Infernal affairs (และข้อด้อยของนิยายก็คือ บางครั้งก็ดูพยายามจะหักมุม ซ่อนสายลับ บ่อยจนเฝือไปนิด)

นิยายต้นฉบับปูให้เชื่อได้ว่า วิชา ดูหลำ ไม่ใช่ วิชาสารพัดประโยชน์ที่มามั่วฟื้นคืนชีพได้เหมือนในหนัง แต่ตัวละครลุกขึ้นมาได้อย่างมีเหตุผล จริงอยู่ที่ภาพในหนัง อาจารย์-ลูกศิษย์ , ด้านมืด-ด้านสว่าง จะทำให้นึกถึงพลังเจได แต่ในนิยายทำให้คิดถึงวิชายุทธในนิยายจีนกำลังภายในเสียมากกว่า

(และจะว่าไป เจได ก็น่าจะมีที่มาจากนิยายจีนด้วยซ้ำ ที่ว่าด้วย วิชาที่เล่นกับด้านมืดด้านสว่าง และ เป็นวิชาที่เน้นประมาณสูงสุดสู่สามัญ แบบ ปล้องไผ่น่ากลัวกว่าคมดาบ)

จุดดัดแปลงที่ดีคือ นิยายช่างจินตนาการที่ผูกโยงกับ ปลากระเบน , น้ำขึ้นน้ำลง ให้เข้ากับด้านมืดด้านสว่างของคน


... ผมเข้าใจดีว่า เป็นไปไม่ได้ที่ หนัง จะถ่ายทอดได้ครบเหมือนต้นฉบับ แต่ หนังน่าจะดัดแปลงได้ดีกว่านี้ เพราะ

ปืนใหญ่จอมสลัด ถ่ายทอดได้แค่ ความเป็นหนังแอคชั่นแฟนตาซีที่เพลินและสนุก เท่านั้น แต่ไม่สามารถถ่ายทอดชั้นเชิง กลยุทธ์ ความผูกพันของตัวละคร ประเด็นของความแตกต่างและอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติภาพ รวมไปถึง กึ๋นที่มีอยู่ในนิยาย บุหงาปารี ได้เลย


... มาถึงจุดนี้ผมคิดว่า จะเป็น นายทุน หรือ ผู้กำกับ น่าจะเลิกทัศนคติที่ว่า ต้องเน้นฉากแอคชั่นเท่านั้นจึงจะขายได้ แล้วพยายามตัดในส่วนความลึกหรือที่มาที่ไปของตัวละครทิ้ง

เพราะ ถ้าคิดจะขายแค่ในประเทศ คิดแค่ว่าทำเงินให้คุ้มทุนเป็นพอ คิดแค่ว่าเอาคนดูได้เยอะก่อนเป็นสำคัญ ก็คงไม่เป็นไร

แต่ ถ้าคิดจะยกระดับหนังไทย คิดจะพาหนังไทยให้ต่างชาติยอมรับมากขึ้น จำเป็นต้องใส่ใจในบทภาพยนตร์ให้มากกว่านี้

อย่างเช่น ปืนใหญ่จอมสลัด เป็นตัวอย่างอันดี ที่ผมเชื่อว่า ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องใส่ กระบวนการทำปืนใหญ่หรือราชพิธีที่ซับซ้อนเหมือนในนิยาย เพียงแค่ ถ้าเพิ่มความยาวอีกซักครึ่งชั่วโมงแล้วใส่ความเป็นไปของตัวละคร เน้นจุดโฟกัสให้ชัดเจนกว่านี้ คุณภาพของหนังจะไปได้ไกลกว่านี้มาก

คุณวินทร์ได้คะแนนยอดเยี่ยมสำหรับงานเขียนนิยายเล่มนี้ และ ทำให้ผมอยากอ่านภาคสองที่ชื่อ บุหงาตานี ต่อด้วยใจระทึก แต่ในส่วนของงานเขียนบท ผมคิดว่า วินทร์-คนเขียนบท ยังเดินตามหลัง วินทร์-นักเขียน อีกหลายก้าว และ คุณนนทรีย์ สอบผ่านแต่ไม่ได้สร้างความแปลกใหม่หรือแสดงให้เห็นก้าวที่ไกลกว่าผลงานเดิมๆ


สรุป ... หนัง ปืนใหญ่จอมสลัด จัดได้ว่าเป็น หนังดี ที่ไปดูก็ไม่รู้สึกเสียดายตังค์ สนุกแบบเพลินๆ เกินมาตรฐานหนังไทยฟอร์มยักษ์ส่วนใหญ่(ที่มาตรฐานก็ไม่ได้สูงมากอยู่แล้ว) แต่หากจะพลาดไปดูแผ่นก็ไม่ถึงกับน่าเสียดาย

แต่ในส่วนนิยาย บุปผาปารี ขอเชียร์ให้อ่านนิยายเรื่องนี้ครับ สำหรับผู้ที่ผิดหวังในตัวหนัง จะสนุกกับเรื่องราวมากขึ้น และ สำหรับคนรักหนังเชื่อว่า หนังสือน่าจะทำให้สนุกยิ่งกว่าเดิม



ป.ล. ในบรรดาหนังที่เข้าโรงอยู่ในขณะนี้ ถ้าอยากหัวเราะและสนุกสุดๆขอแนะนำ Tropic thunder และ ผมฯ ยินดีสวม หน้าม้า อาสาเชียร์ ชวนไปดูหนังอิ่มอุ่นอิ่มใจ ย้อนกลับไปความฝันในวัยเด็ก พบกับมิตรภาพ ความฝันและการก้าวผ่านวันเวลาที่น่าจดจำในหนังที่ห้ามพลาดที่ชื่อว่า Son of rambow

(ขอเอาอมยิ้ม+blog เป็นเดิมพันในความประทับใจ ดูแล้วไม่สนุกติดต่อได้ที่เคาเตอร์ขายตั๋วของลิโด้)



Link ของ บทความที่อ้างอิงถึง และ เกี่ยวข้อง

“ผมอยู่ข้างหลังคุณ"ขอหยิบหน้าม้ามาสวมใส่ เพื่อเชียร์ Son of rambow หนังอิ่มอุ่นที่ดีที่สุดของปีนี้

8 เหตุผลที่ ผมฯ เชียร์ให้ไปดู Tropic thunder หนังฮาอารมณ์ดีที่สนุกชะมัด

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค1 , ไทยจะสิ้นชาติไม่ใช่เพราะใคร หากมิใช่เพราะไทยด้วยกัน

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 , จะสนไปทำไมกับเรื่องอิสรภาพที่ไกลตัว







สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนัง ได้ที่ //vreview.yarisme.com




พื้นที่แนะนำผลงาน{ตัวเอง}

(คลิกที่รูปหนังสือ เพื่อ อ่าน หรือ แสดงความเห็น ต่อหนังสือแต่ละเล่มได้เลยครับ)

ปีนี้ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” ขอฝากผลงานเล่มล่าสุดที่เพิ่งคลอดจ้า อันว่าด้วย 'ความรักและกำลังใจ' ผ่านแรงบันดาลใจจากชีวิตและภาพยนตร์ ในหนังสือที่ชื่อว่า

เมื่อฉันลืมตา แล้วโลกเปลี่ยนไป



และ ผลงานสองเล่มก่อน จากสองปีที่ผ่านมา



"หนังสือรัก" หนังสือที่หยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม กับ องศาที่ 361 หนังสือที่อาสาช่วยคุณค้นหามุมเล็กๆในตัวเองที่จะมีความสุขในชีวิตได้มากขึ้น โดยอาศัย'หนัง'เป็นสะพานพาไปเข้าใจตัวเอง


มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป แต่ เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ "หนังสือรัก"เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php ส่วน องศาที่ 361 สั่งได้จากเว็บของซีเอ็ดครับผม






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป




Create Date : 28 ตุลาคม 2551
Last Update : 28 ตุลาคม 2551 10:19:09 น. 29 comments
Counter : 5141 Pageviews.

 
เดี๋ยวไปดูก่อนแล้วจะตามมาอ่านค่ะ


โดย: Athanasia IP: 202.149.25.201 วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:0:25:40 น.  

 
ผมไปดูเรื่องนี้มาแล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นหนังตลกครับ

จังหวะตลกเยอะเกิน แต่ผมขำคนเดียวนะครับ

จังหวะดนตรี จังหวะภาษาเอย


โดย: ยำะำ IP: 58.8.118.29 วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:0:42:00 น.  

 
ว่าจะซื้อ "บุหงาปารี" มาอ่านหลังสอบเสร็จเหมือนกันค่ะ


โดย: ThE BooK@HoLiC วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:0:55:52 น.  

 
ดูหนังมาแล้ว(ยังไม่ได้อ่านหนังสือ)...และก็คิดว่าใช้ได้นะไม่รู้สึกว่าเสียดายตังค์ค่าเข้าชมในแง่ของความแปลกใหม่... พอมาอ่านบทวิจารณ์ของคุณก็พบว่ามีความคิดตรงกันในหลายๆอย่าง...ตัวละครไม่มีตัวไหนเด่นพอที่จะให้คนจดจำ... พระเอกอย่างปารีก็น่าจะเป็นคนบูชาในความรักไม่อ่อนไหวและใจง่ายขนาดนี้..แถมยังแอบตลกในตอนท้ายว่ายะรังโผล่มาได้ยังไง ..ก็นึกว่าตายแบบพลีชีพในสงครามไปแล้ว อิอิ


โดย: น้ำเต็มแก้ว วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:1:35:20 น.  

 
เจอหนังสือคุณในร้านนายอินทร์ น่าสนใจดีค่ะ

ไว้จะไปหามาอ่าน

พอดีช่วงนี้งานเยอะมาก ไม่ว่างเลย


โดย: patra_vet วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:1:38:43 น.  

 
ตอนดูผมก็คิดเหมือนกันเลยครับ ว่าตัวละครในหนังยังขาดเสน่ห์ ไม่มีอะไรเด่นไให้จดจำมากนัก
แต่โดยรวมงานสร้างถือว่าดีครับ แต่ก็อย่างที่บอก
คือ น่าจะดีได้มากกว่านี้


โดย: MenthoLyptus วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:2:08:06 น.  

 

วิจารณ์ได้ดีมากค่ะ อยากอ่านหนังสือซะแล้ว


โดย: Cheria (SwantiJareeCheri ) วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:2:24:57 น.  

 
มีหนังสืออยู่ในมือแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน ส่วนใหญ่ที่เห็น หนังมักจะทำได้ไม่ดีเท่าหนังสือ


โดย: latics1 วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:9:07:25 น.  

 
รู้สึกคล้ายๆ กันเลย
ตัดฉากบ่อยเกินไป ตัวละครไม่มีมิติ ดูจบแล้วก็จบไป ไม่มีอะไรต้องคิดหาอีก
บางทีตอนนั่งในโรงยังแอบงีบเลย...เรื่องเดินไม่กระชับยังไงก็ไม่รู้


โดย: Kuala Lumpur IP: 124.121.12.184 วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:10:22:55 น.  

 
ตอนที่ดูจบ รู้สึกว่า หนังก็ดี แต่เหมือนมันขาดๆ อะไรไปบอกไม่ถูก มันยังรู้สึกไม่สุดกับตัวหนัง

เห็นด้วยในส่วนของภาษาค่ะ บางครั้งใช้ภาษาสมัยใหม่ ฟังแล้วขัดกับลักษณะเนื้อเรื่องที่ควรจะใช้ภาษาได้เก่ากว่านี้ และตัวละครที่เยอะ
จนบางครั้งเหมือนจะแย่งความเด่นไปจากตัวสำคัญๆ ที่ควรโฟกัสมากกว่านี้

อ้อ ... แอบนึกว่าบินตังเป็นใบ้เหมือนกันค่ะ พอเธอพูดถึงได้ .. อ๋อ .. หล่อนพูดได้หรอกรึ

ได้ทราบข้อมูลมาเล็กน้อย (น้อยจริงๆ) ว่ามีเรื่องเกี่ยวกับลิ้มโต๊ะเคี่ยมด้วย ซึ่งเด็ก ยะลา ปัตานี นราฯ 3-4 จังหวัดแถวนั้นได้ยินเกี่ยวกับตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมาตั้งแต่เด็กๆ (ลิ้มโต๊ะเคี่ยมคือพี่ชายเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) พอมาดูในหนังเลยออกอาการงงว่า ... ไหงมันเป็นงี้หว่า เลยคิดว่า คงเป็นการนำส่วนจริงในประวัติศาสตร์บางส่วน มาต่อเติมเป็นจินตนาการของผู้เขียนมากกว่าจะเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ทั้งหมด ... ตอนนี้ยังไม่ได้อ่านบุหงาปารี เลยไม่ทราบว่าในหนังสือเขียนยังไง ก็คงต้องรออ่านดูอีกทีล่ะค่ะ

แต่มีประโยคนึงที่มักจะบอกคนอื่นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เสมอก็คือ .... พี่ติ๊กมาเพื่อเท่ห์ค่ะ


โดย: kenmania วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:11:17:13 น.  

 
รู้สึกคล้ายๆ กันครับ
แต่ผมเสียดายตังค์ (ทั้งของผม และของนายทุน)
ไม่มีอารมณ์ร่วมกับตัวละครตัวไหนเลย
เศร้าใจ


โดย: Winnie IP: 203.222.166.145 วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:13:20:31 น.  

 
วิจารณ์ได้ครบมากๆ ตอนแรกก้อคิดว่าบินตาเป็นใบ้ พอบินตาตายปารีก้อแค้นมาก แต่ไหงไปๆมาๆ มารักกับอูงูได้ อีกอย่างตอนแรกนึกว่าอูงูเป็นลูกราชินีเหมือนกัน เหมือนมาขาย CG กับดารา พี่ติ๊กก้อมาแป๊บๆ ไม่ค่อยเด่น (แต่จะว่าไปก้อไม่มีใครเด่นไปกว่ากันเท่าไหร่) แต่โดยรวม ถ้าไม่คิดไรมากก้อโอนะ ชอบ CG อลังดี


โดย: Angel Nokoma วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:15:14:57 น.  

 
ต้องสารภาพว่าไม่คิดจะไปดูเรื่องนี้เลยค่ะ
เพราะชื่อคนเขียนบทนี่แหละ
แบบว่าเคยอ่านหนังสือของคุณวินทร์แล้วอิชั้นไม่เก็ตอย่างแรงอ่ะ
ไม่รู้หนังสือมันชั้นสูงเกิน หรืออิชั้นสมองไม่ถึงก็ไม่รู้ 555


โดย: หัวใจสีชมพู วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:17:31:44 น.  

 
อยากดู


โดย: ตี๋น้อย (Zantha ) วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:18:03:39 น.  

 
อยากลองอ่านแล้วก็ดูหนังทั้ง 2 อย่างเลย
เดี๋ยวจะไปหาหนังสือมาอ่านมั่ง


โดย: chalawanman วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:18:53:38 น.  

 
+ สำหรับหนังเรื่องนี้ ว่าจะรอฟังเสียงวิจารณ์หนังก่อน ... แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วยแฮะ (ผมไม่ใคร่ถูกกับหนังคุณอุ๋ยเท่าไหร่ ส่วนนึงอาจเกิดจากแบบที่คุณ จขบ. ว่าไว้ก็เป็นได้อ่ะครับ) ... แต่หนังสือนี่น่าสนแฮะ ไว้ถ้ามีโอกาสจะหามาอ่านนะคร้าบ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:19:49:16 น.  

 
ชอบวิธีคิดของคุณมากๆ
อ่านแล้วเพลินดีครับ



โดย: thanachott IP: 124.120.77.187 วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:23:34:50 น.  

 
ผมได้ยินมานะครับว่าหนังเวอร์ชั่นที่เราๆตาดำๆดูกัน โดนตัดจากเวอร์ชั่นที่ตระเวนฉายตามเทศกาลในยุโรปร่วมๆ 20 นาทีทีเดียว (และทำให้ผมอยากบังคับให้คนที่ได้ดูในบางกอกฟิล์ม ไปดูเปรียบเทียบให้เป็นบุญเสียหน่อยว่า ยาวหรือสั้นต่างกันอย่างไร)

ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ตกที่สตูดิโอจัดจำหน่ายแต่ผู้เดียวแล้ว ว่าเมื่อไหร่เขาจะเลิกความคิดที่จะยัดรอบฉายให้ได้ตามกำหนดแต่ถ่ายเดียว จนไม่สนใจว่าหนังจะถูกทำร้ายมากมายเพียงใด

นึกๆแล้วก็อิจฉาฝรั่งตาน้ำข้าว ที่ได้ดูหนังไทยในเวอร์ชั่นที่ผู้กำกับต้องการมากกว่า แม้จะออกมาวิจารณ์ภายหลังว่า "หนังยาวไปหน่อย" ก็ตาม

ในด้านการแสดง แอนนา รีส เล่นดีและเป็นธรรมชาติดีมาก แต่น่าเสียดายที่ต้องเจอกับทั้ง สรพงษ์ ชาตรี และ จารุณี สุขสวัสดิ์

รายแรกนั้นแม้จะดูเป็นละครช่องเจ็ด แต่ก็นับว่าเป็นตัวละครที่มีมิติและความลึกมากที่สุดของเรื่อง บวกกับการแสดงของคุณสรพงษ์ ทว่ากรณีของคุณจารุณีนั้นน่าชื่นชมกว่า เพราะบทของรายานั้นแสนจะแบนราบเบาบาง แต่ก็ยังเล่นได้อย่างเปี่ยมบารมี (ก็เป็นแค่บทสมทบทั้งคู่ - เพราะเรื่องนี้ไม่รู้จะให้ใครเป็นนักแสดงนำ ทุกตัวมีบทเล็กๆเหมือนกันหมด) คล้ายกับบท ฮัตสึโมโมะ ใน Memoirs of a Geisha




โดย: nanoguy IP: 125.24.133.149 วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:4:05:16 น.  

 
ตอนแรกอยากดูเพราะงานproduction
ตอนหลังไม่อยากไม่อยากดูเพราะงานproductionนั่นแหละ
ยำใหญ่หนังดังแท้ๆ ..

อย่าเรียกติดกลิ่นเลย อยากเรียกลอกมากกว่า
เดชคัมภีร์เทวดา
ทรอย
pirate of the caribian
ฯลฯ


โดย: HMOM IP: 58.137.97.130 วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:12:18:26 น.  

 
ไปดูมาแล้ว(ดูควบกับMax Payneเลย) รู้สึกว่าโอเค สนุกดีค่ะ ดูเพลิน แต่ขาดเรื่องความลึกของตัวละคร ไม่เมคเซ้นส์ในบางเรื่อง(อาจจะหลายเรื่องเลยทีเดียว) แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ สนับสนุนหนังไทยที่พยายามจะพัฒนา ยกระดับหนังไทย

ตอนที่ดูทริลเลอร์ครั้งแรกเห็นฉากเรือ แอบดีใจนึกว่าสามก๊กภาค2 มาแล้ว ฮิฮิ


โดย: redchocolate IP: 203.170.228.168 วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:12:57:58 น.  

 
ผมก็บังเอิญผ่านมาเว็บนี้ก็ขอแสดงความคิดเห็นด้วยคน
- ความคิดเห็นที่ 18 ที่บอกว่าที่ฉายที่ต่างประเทศก่อนหน้านี้ต่างกับที่ฉายในโรงนั้นถูกต้องแล้วครับ ที่ฉายในโรงตอนนี้ถูกตัดฉากบางฉากไป ซึ่งรวมแล้วเป็นเวลาเกือบ30 นาทีด้วยเหตุผล "ตลาดต่างประเทศเขาไม่ค่อยชอบ" เขาชอบส่วนที่เป็นแฟนตาซีมากกว่า ส่วนที่ว่าก็เลยหายไป
- คุณวินทร์ คนที่เขียนบทหนังเรื่องนี้ในตอนแรก เขียนเอาไว้ถึง3ภาค ครับแต่ด้วยเหตุผลทางการเงิน ทำให้ต้องลดลงมาเหลือแค่ภาคเดียว
ถ้าอยากรู้เรื่องราวที่สนุกจริงๆ แนะนำ อ่านหนังสือดีกว่า มีครบ3ภาคแน่นอน


โดย: Shinoda IP: 202.28.47.15 วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:17:36:52 น.  

 
เพิ่งไปดูมาเมื่อกี้ครับ ในโรงแถวในเมือง
อ่านความเห็นตามบล็อก บอร์ดต่าง ๆ ทำให้อยากรู้ว่า มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ "นนทรีย์" นะเฟ้ย "วินทร์" นะจ้ะ หึ หึ

ก็เลยเสียตังค์เสียตัวไปดู ปรากฎว่า ...แย่จริง ๆ นั่นแหละครับ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หลับในโรงขณะดูหนัง ยินดีกับคุณนนทรีย์ด้วยครับ คุณทำ(ให้ผมหลับ)ได้!!
ดูแล้วให้ความรู้สึกว่า
-เราอยู่ในงานรวมญาตินัก(เคย)แสดงของคุณนนทรีย์หรือไงกันเนี่ย
-มันรักกันขนาดนั้นเลยหรือ มันโกรธกันตอนไหนเนี่ย มันไปสำเร็จวิชาได้ยังไง มันเกิดอะไรขึ้น อะไร อะไร เมื่อไหร่ งงงงงงงงงง

ไม่มีอะไรครับ ผิดหวัง บ่นให้หายเสียดายตังค์ เฮ้อ...


โดย: โอม IP: 58.147.107.20 วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:22:47:18 น.  

 
พี่หมอครับ แต่จริงๆ สำหรับคำว่า Jedi มีรากศัพท์มาจากภาษาญี่ปุ่นคำว่า Jedai Geki แปลว่า ละครโทรทัศน์ของญี่ปุ่นซึ่งจะเป็นละครจำพวกซามูไร อย่างซามูไรพ่อลูกอ่อน สาเหตุที่ใช้คำนี้ เนื่องจากเพราะว่า จอร์จ ลูคัส ติดหนังละครซามูไรมากๆ สมัยที่ได้ไปถ่ายทำหนังอะไรสักเรื่องที่ประเทศญี่ปุ่น เคยมีข่าวถึงขนาดว่าจะให้ โตชิโร่ มิฟูเน่ มาเล่นเป็นโอบีวันก่อนที่จะตกมาเป็นของเซอร์อเลกซ์ กินเนสต์ (ข้อมูล a day ฉบับ movie mania ครับ)


โดย: HoneyBoy IP: 202.29.64.1 วันที่: 30 ตุลาคม 2551 เวลา:14:11:23 น.  

 
ขอโทษนะครับ คุณวิจารณ์ว่าหนังเค้าขาด ไม่ผ่านในความคิดคุณ แต่ผมก็วิจารณ์ให้บทวิจารณ์ของคุณไม่ผ่านเหมือนกันครับ

ก่อนไปดูหนังเรื่องนี้ ผมอ่านพวกความเห็นต่างๆใน pantip แล้วก็ยังรู้สึกข้องใจว่า "ไปดูดีมั้ย?" แต่พอไปดูแล้วก็รู้สึกว่าดีกว่าที่ทั้งตัวเองคิด และที่คนอื่นๆวิจารณ์ไว้เยอะ

ผมว่าคุณ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" เองก็วิจารณ์โดยจำกัดอยู่ในมุมของตัวเอง ที่หลายๆคนว่าหนังเรื่องนี้ตัดต่อไม่ดี ผมก็ไม่ได้เห็นว่าจะแย่มาก และการเล่า flashback ปูมหลังของแต่ละคนก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างเคลียร์ ที่หลายๆคนว่าไม่มีตัวละครเด่น แต่ผมกลับว่าเค้ากระจายได้ทั่วๆกัน ถ้าจะติดก็ติดตรงสีหน้าของคุณเดี่ยว-ชูพงษ์ คนเดียวเท่านั้น

ปมด้านมืดของกระเบนดำ-ขาว และทฤษฎีสมคบคิดถึงจะโผล่มาสั้นๆ แต่ผมว่าคุณนนทรีย์เค้าก็เอาอยู่นะ ดูแล้วเคลียร์ในหนัง 2 ชั่วโมง ไม่ได้ทำให้รู้สึกทะแม่งหรือขาด

ส่วนเรื่องความรักของปารีนั้น no comment ครับ หลายๆคนมองมันในอุดมคติ แต่ในความเป็นจริงถ้าคุณได้ใกล้ชิดกับใครสักคน อะไรก็เกิดขึ้นได้ แล้วตอนที่ปารีปลุกพลังดูหลำขึ้นมา หนังก็เหมือนจะได้ชี้ไว้แล้วว่าเพราะอูงูนี่เอง ที่ทำให้ปารีลืมความแค้นสุมอกที่คนรักเก่าถูกสมุนกาดำฆ่าไปได้

นานาจิตตังครับ


โดย: เบอท IP: 58.8.89.18 วันที่: 31 ตุลาคม 2551 เวลา:1:42:25 น.  

 
ขอบคุณมากนะครับที่อุตส่าห์ตามไป comment กลับถึงในเฉลิมไทย (เป็นเกียรติมาก 5555)

คือความจริงผมก็เคยตามมาอ่านบทวิจารณ์หนังของคุณบ้างนะครับ บางครั้งก็ชอบ แต่บางครั้งก็ไม่ชอบ ถ้าจำไม่ผิดเคยเข้ามาอ่านบทวิจารณ์แรกๆน่าจะเป็น Invisible Wave กระมัง ส่วนครั้งหลังสุดน่าจะเป็น No Country For Old Man

สิ่งที่ชอบในบทวิจารณ์ของคุณก็คือมีการวิเคราะห์ในแง่มุมทางจิตวิทยาได้ละเอียดและเก็บรายละเอียดได้ดีมาก ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบในบางครั้งก็คงจะเป็นการใส่อัตวิสัยมากเกินไป (แต่ก็ไม่ได้ผิดนะครับ เพราะมันก็เป็นสไตล์ของแต่ละคน แต่บางครั้งมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนติไปหมด ซึ่งผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับความตั้งใจของหนังไทยบางเรื่อง)

ผมยอมรับนะครับ ว่าหนังเรื่อง "ปืนใหญ่จอมสลัด" ยังมีส่วนที่ขาดๆเกินๆ และอาจจะไม่มีพลังดึงดูดหรือตัวละครประทับใจที่จะทำให้ใครหลายๆคนเอากลับมาอินต่อที่บ้าน (แต่ผมมีหนึ่งตัวคือ "อจ.กระเบน") แต่พอผมได้มาอ่านบทวิจารณ์ใน pantip หรือของคุณแล้ว ความรู้สึกตอนที่ยังไม่ได้ไปดูหนัง มันทำให้ผมรู้สึกว่า "หนังเรื่องนี้น่าจะแย่มากเลยนะ!" (แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้วผมชอบที่จะไปพิสูจน์ด้วยตัวเองมากกว่า)

ผมยกย่องคุณนะครับ เพราะถ้าเป็นผมอยู่ๆมีคนมาแสดงความเห็นแย้งถึง blog ของตัวเองผมก็คงจะฉุนเหมือนกัน แต่คุณกลับไปแสดงความเห็นในกระทู้ของผมแบบเปิดกว้างและไม่ได้ต่อต้าน นี่แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่แฟร์และเปิดใจมากๆ

สมัยก่อนผมก็เคยเป็นคนที่ชอบวิจารณ์หนังนะครับ แต่พอตอนหลังๆผมเริมรู้สึกเหมือนว่า "บางครั้งเราพยายามทำความเข้าใจสารในหนัง แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะตีความได้ถูกเสมอไปหมด" ผมก็เลยมีความสุขที่จะละเลียดกับ moment ต่างๆที่อยู่ในหนังมากกว่า

ขอบคุณอีกครั้งครับ


โดย: เบอท IP: 58.8.221.216 วันที่: 31 ตุลาคม 2551 เวลา:23:59:11 น.  

 
ดูแล้วรู้สึกว่า หนังเน้นขายอนันดาจัง
เห็นด้วยกับติ๊กค่ะ มีน้อยมาก
จนคิดว่า หน้าจะเอานักแสดงที่ไม่ต้องดังเท่ามาเล่นก็ได้ แต่ขอลุคเจ้าชายๆพระเอกๆ
แล้วตรงที่บรรดา 2499 มารวมกันเป็นกลุ่มโจรสลัด
รู้สึกว่า ...มาทำไม แค่นี้เอง


โดย: มิสวิ๊งวิ๊ง IP: 202.44.32.9 วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:2:01:31 น.  

 
ถ้าไม่อะไรมากมายก็สนุกดีนะ เพราะจริงๆอยากดูแค่อนันดากึ่งนู๊ด แต่พอเห็นสรพงศ์ ชาตรี กึ่งนู๊ด นี่มันช่าง


โดย: vantnoy IP: 124.120.102.251 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:9:07:35 น.  

 
ไปดูเรื่องนี้มาแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้อ่านหนังสือ
ส่วนตัวดูหนังได้ทุกแนวนะค่ะ ไม่คิดมาก ถ้าหนังไม่บันทอนอารมณ์จนเกินไป หนังไทยก็สนับสนุนมาตลอด

แต่อยากบอกว่าพอรู้ว่าหนังเรื่องนี้จะฉายปุ๊บก็อยากดูมากเห็น CGก็ดูอลังการงานสร้าง แถมมีนักแสดงมากมาย โอ้..มันต้องยอดเยี่ยมแน่ๆๆ เพราะแต่ละคนมีชื่อเสียงเป็นตัวการันตีทุกคนทั้งผู้เขียนบท ผู้กำกับ นักแสดง และอีกฯลฯ

แต่พอได้ดู อยากบอกว่างง และ งง ในหลายๆๆตอนของหนังและที่มาที่ไปของตัวละคร เยอะแต่ไม่น่าจดจำ อีกาดำเหมือนจะร้าย แต่ที่ดูนี่ร้ายแล้วเหรอ พี่ติ๊กเท่อ่ะ ออกมาแป๊ปเดียวเอง แต่ออกมาทำไมไม่รู้ เหตุผลที่มาที่ไปก้องั้นๆๆ ไม่อินอ่า แล้วอีกกาดำตายตอนไหน จำไม่ได้ไวไวมากๆ ทั้งที่กว่าจะตายได้ สงสัยตอนที่ดูกินป๊อปคอร์นเพลินกว่าดูหนังไปหน่อยเลย สรุปว่า ถ้าดูแล้วไม่คิดมากก้องั้นๆๆ ส่วนดีก้ออย่างที่หลายคนบอกมา แต่ส่วนไม่ดีก้ออย่างที่หลายๆๆคนบอกมาเหมือนกัน

น่าเสียดายเนอะ แต่ส่วนตัวออกมาปุ๊ปมองหน้ากันสองคนกับแฟนว่า "เสียดายตังค์อ่ะจ้า"

หรือเพราะคำว่า "หนังฟอร์มใหญ่ ยักษ์ อลังการ"
มันดูมีอิทธิพลต่อความคาดหวังของคนดู จนเกินไปทำให้เราผิดหวังหว๊า เพราะฉะนั้น อย่าคิดมากและอย่าคาดหวังดีกว่าเนอะ

** เห็นด้วยกับหลายๆๆข้อที่..จขกบ..วิจารณ์มากๆๆค่ะ


โดย: Lady_Jane วันที่: 11 พฤศจิกายน 2551 เวลา:15:36:27 น.  

 
โอว้ เพิ่งงุนงง จากการดูแผ่น99บาทจาก7-11 จบค่ะพี่



คงต้องเอาบุหงาปารีมาอ่านซะละค่ะ


โดย: Aom IP: 202.91.19.194 วันที่: 26 ธันวาคม 2551 เวลา:18:45:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2551
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
28 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.