www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Wall-E , เมื่อ หุ่นยนต์ สอน คน ให้มี หัวใจ



... ผมคิดว่า Wall-E น่าจะเป็นหนังโปรดของ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐที่รณรงค์เรื่องโลกร้อน เพราะ Wall-E นำเสนอเรื่องของโลกที่เน่าลงเหมือนๆ หนังสารคดีเรื่อง An Inconvenienth truth แต่ทำนายอนาคตของโลกที่เน่าลงในอีกร้อยปีข้างหน้า แถมยังเข้าถึงคนดูวงกว้างมากกว่า และ ชวนง่วงนอนน้อยกว่า

โลกอนาคตในหนัง เต็มไปด้วย กองขยะ ซากตึกเก่าๆรกร้างไร้ผู้คน สภาพแวดล้อมที่สกปรกและคละคลุ้งด้วยฝุ่นควันเกินกว่ามนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ แต่แทนที่เราจะเห็นมนุษย์ช่วยกันทำให้ดีขึ้น กลับกลายเป็นว่า ประชากรโลกเดินทางไปกับยานอวกาศทิ้งโลกไปโดยไม่เหลียวแล

ทิ้งให้หุ่นกระป๋องชื่อ Wall-E (Waste Allocation Load Lifter Earth-class) ทำหน้าที่ กำจัดขยะอัดเป็นก้อนเอาไปกองรวมๆกัน เขามีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว มีแค่แมลงสาบตัวเล็กๆที่ติดสอยห้อยตาม Wall-E ราวกับทั้งคู่เป็นเพื่อนแท้ที่มีแต่กันและกัน



Wall-E ทำงานในแต่ละวันอย่างมุ่งมั่น แม้เขาเป็นเพียงหุ่นตัวเล็กๆที่ต้องจัดการขยะบนโลกจำนวนมากมาย ตัวเขาก็ไม่ท้อแท้ ยามว่าง Wall-E พักผ่อนหย่อนใจ ไปกับข้าวของที่เก็บมาได้ตามกองขยะ เช่น แหวนแต่งงาน , ฝาถัง ฯลฯ หรือไม่ก็เปิดหนังเพลงที่ถูกบันทึกไว้ ซ้ำไปซ้ำมาคนเดียว

แต่แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่ Wall-E เก็บของสิ่งหนึ่งได้ ก็มียานลำใหญ่บินลงมาจอด ประตูเปิดออก แล้วก็มีหุ่นยนต์อีกหนึ่งตัวลงมา หุ่นยนต์ที่มีพลังทำลายล้างในระดับสุดยอด เธอมาบนโลกใบนี้เพราะมีภารกิจที่ถูกกำหนดมา นั่นคือ ตามหาวัตถุบางอย่าง ซึ่งวัตถุนั้นเป็นสิ่งเดียวกับที่ Wall-E เก็บได้

Wall-E ตกหลุมรัก หุ่นยนต์ตัวใหม่ตั้งแต่แรกเห็น เขาทำความรู้จักและพบว่าเธอชื่อ EVE(Extra-terrestrial Vegetation Evaluator)



... Wall-E เริ่มคลายความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา เมื่อมี EVE มาอยู่ข้างๆ เขาแนะนำหลายสิ่งหลายอย่างที่ตัวเองค้นพบและเก็บไว้เล่นยามเหงาให้ EVE ได้เล่นสนุกไปด้วยกัน

ทำให้ ในขณะที่ EVE มุ่งมั่นกับภารกิจค้นหาวัตถุ เธอก็ค้นพบบางสิ่งที่ไม่มีอยู่ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่กำหนดไว้ นั่นคือ รอยยิ้ม ความสุข และ ความรัก

วันเวลาแห่งความสุขของ Wall-E จบลง เมื่อ EVE พบกับ เป้าหมายที่เธอกำลังค้นหา เพราะตามโปรแกรมที่มนุษย์ตั้งมาในตัว EVE กำหนดไว้ว่า เมื่อค้นหาของสิ่งนั้นพบ ร่างกายเธอก็จะหยุดทำงานทันที เธอกลายเป็นเศษเหล็กที่ไม่ขยับเขยื้อน รอยานแม่มารับกลับไป แม้ Wall-E จะทำอย่างไร เธอก็ไม่ตอบสนองอีก

แล้วยานแม่ก็มารับ EVE กลับไปสู่ยานแม่ พร้อมๆกับ เป้าหมายที่เธอมาเก็บ




... ยานอวกาศชื่อแอ๊กเซี่ยม คือ ยานที่ส่ง EVE มาปฏิบัติภารกิจ โดยมีมนุษย์ที่ขนสำมะโนครัวย้ายหนีโลกมาอยู่กันบนยานลำนี้หลายชั่วคนแล้ว

บนยานลำนี้ เราจะเห็น ลูกหลานของเราในโลกอนาคต ที่แปรสภาพเป็น มนุษย์หุ่นตุ้ยนุ้ยนั่งอยู่ในยานพาหนะส่วนตัวที่มีจอคอมตรงหน้า คอยสั่งการทุกอย่างได้ตามต้องการ

แต่ละคนแทบจะไม่ลุกออกจากที่นั่งของตัวเอง ไม่หันหน้าคุยกันแม้จะมีคนอยู่ใกล้ๆ แต่อาศัยพูดคุยผ่านจอภาพ ถ้าจะสั่งอาหารก็มีเครื่องมาบริการเสิร์ฟเข้าปาก เราแค่อ้าปากอย่างเดียว

ผมนั่งดูคนบนยาน แล้วก็หันมามองตัวเอง เพราะมันชักเข้าใกล้สภาพนั้นเข้าไปทุกที

แทบจะกล่าวได้ว่า ด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้น ทำให้โลกอนาคตข้างหน้า มนุษย์เราใช้หัวใจกับสมองน้อยลง อวัยวะสำคัญของพวกเขาคือ ‘นิ้ว’ ที่ใช้กดสั่งการทำงานทุกอย่างในชีวิต จนร่างกายส่วนอื่นพอกพูนด้วยไขมันที่ไม่เคยได้ใช้การ

มนุษย์บนยานเหล่านั้นไม่เคยสัมผัสโลกมนุษย์ เพราะ บรรพบุรุษทอดทิ้งโลกมาอาศัยอยู่บนยานลำนี้ ที่ออกแบบมาอย่างดี พอที่จะมีชีวิตไปได้หลายชั่วคน พวกเขาไม่รู้จักว่าอะไรคือดิน อะไรคือต้นไม้ ได้แต่เรียนรู้ผ่านข้อมูลเก่าๆที่บันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์

ที่ผ่านมา มนุษย์เราพยายามสร้างสิ่งประดิษฐ์เช่นหุ่นยนต์ให้มีคุณลักษณะรูปร่างหน้าตาเหมือนคน พยายามใส่ ‘ความเป็นคน’ ให้กับหุ่นยนต์ แต่ มนุษย์เรากลับค่อยๆสูญเสีย ‘ความเป็นคน’ไปเสียเอง



เราเริ่มทำอะไรคล้ายๆกับหุ่นยนต์ คือทำงานเฉพาะแต่หน้าที่เหมือนหุ่นที่ทำตามโปรแกรม , เราสนใจแต่เรื่องที่เกี่ยวพันกับตัวเอง , เราไม่หลงเหลือ น้ำใจ หรือ การแบ่งปัน , เราไม่สนว่าโลกจะร้อนหรือขยะจะรก ตราบใดที่ผลกระทบยังไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง ,เราไม่สนว่าสังคมจะแย่หรือบ้านเมืองจะคับขัน ตราบใดที่เรายังไม่เดือดร้อน

ไม่ต้องรอไปถึงร้อยปีแบบในหนัง เพราะ มองไปรอบๆตัวทุกวันนี้ เราก็กำลังมีรูปแบบชีวิตอยู่ในสังคมที่อุดมไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และยุคสมัยที่อะไรๆก็ฉาบฉวยรวดเร็ว

เราแต่ละคนพร้อมตัดขาดจากผู้คนรอบตัวมากกว่าเดิม เช่น ขึ้นรถไฟฟ้าก็หยิบ Ipod มาฟังหรือหยิบโทรศัพท์มานั่งกดข้อความโต้ตอบกับแฟน โดยไม่สนผู้คนรอบข้าง , เราขี้เกียจที่จะออกไปพบปะพูดคุย เพราะสามารถกินข้าวพร้อมกันได้ ผ่าน เว็บแคม , เราคุ้นเคยกับการทำความรู้จักหรือมีเพื่อนผ่านหน้าจอ มากกว่าคุยกับคนจริงๆ ฯลฯ

ในทางตรงกันข้าม หุ่นยนต์อย่าง Wall-E กลับพยายามที่จะมีปฏิสัมพันธ์ สัมผัส และ ขวนขวายตามติดคน(หุ่น)ที่ตัวเองรัก คอยสอดส่องช่วยเหลือผู้คนรอบตัวที่กำลังเดือดร้อน




... และ ฉากที่ดีมากๆฉากหนึ่งคือ การตัดสินใจของ Wall-E ที่แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้ทำตาม ความรู้สึกส่วนตัว เพียงอย่างเดียว

ฉากที่ว่าคือ ตอนที่ EVE เริ่มรู้จักความรัก และเห็น Wall-E อยู่ในภาวะคับขัน เธอก็พร้อมจะทอดทิ้งภารกิจตรงหน้า เพื่อปกป้องคน(หุ่น)ที่ตัวเองรัก แต่ Wall-E ผู้สอนให้เธอรู้จัก ความรัก กลับเตือนสติให้เธอไม่ทอดทิ้งภารกิจดั้งเดิม นั่นคือ นำต้นไม้ไปเพาะพันธุ์เพื่อฟื้นฟูให้โลกที่น่าอยู่ กลับคืนมา

หุ่นยนต์อย่าง Wall-E กำลังเตือนสติให้ มนุษย์ หันกลับมาใส่ใจ ความรัก ที่ยิ่งใหญ่มากไปกว่า ความรักระหว่างหนุ่มสาว แต่ คือ ความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ และ ปลุก จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ที่หลับใหล ให้ตื่นขึ้นมา ก่อนที่เราจะเดินหน้า กลายเป็น คนที่ไร้หัวใจ กลายเป็น คนที่ไม่แยแสต่อโลกหรือสังคม กลายเป็น คนที่เหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่หลงเหลือความรู้สึกหรือสามัญสำนึกในจิตใจ

มิเช่นนั้น สุดท้ายเราหรือลูกหลานอาจแปรสภาพกลายเป็นคนที่ไม่เหลือ‘ความเป็นคน’เป็นเหมือนหุ่นยนต์ไปเสียเอง




... Wall-E เป็นหนังที่มีองค์ประกอบของหนังรัก / หนังคลาสสิค / หนังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ หนังไซไฟที่ฉายความเป็นมนุษย์ที่น่าเป็นห่วง โดยทั้งหลายทั้งปวงผสมให้กลมกล่อมอยู่ภายใต้ภาพแอนิเมชั่นที่น่ารักสนุกสนาน

ส่วนที่ต้องชมอย่างมากคือ การออกแบบตัวละคร โดยเฉพาะสองตัวนำอย่าง Wall-E ที่คงภาพหุ่นยนต์แบบเชยๆแต่คงไว้ซึ่งความอบอุ่นอ่อนโยน และ EVE หุ่นสมัยใหม่ที่ทรวดทรงองเอวของเธอได้รับแรงบันดาลใจจากผลิตภัณฑ์ของสินค้าค่าย Apple

ผู้สร้างสามารถทำให้ ทั้งคู่ที่เป็นเพียงหุ่นยนต์ สามารถส่งอารมณ์ความรู้สึกมาให้คนดูสัมผัสได้ถึง ความรัก ความเหงา ความสุข ความเศร้า ชัดเจนมากเสียยิ่งกว่า นักแสดงที่เป็นคนในหนังอีกหลายๆเรื่อง

ในแง่คุณภาพ Wall-E จัดว่ายอดเยี่ยมตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะช่วงเวลาครึ่งแรกบนโลก หากจะมีจุดอ่อนอยู่บ้างก็คงเป็นช่วงเอะอะมะเทิ่งครึ่งหลัง ที่หนังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตัวละครอื่นๆเท่าไหร่ และ ดูจะวุ่นวายไปนิด

ส่วนในแง่ความบันเทิง ก็จัดได้ว่าเป็นความสนุกที่เหมาะกับทุกวัยอย่างแท้จริง เพราะ เป็นหนังที่ดูได้หลายชั้น คือ ดูเอาสนุกแบบไม่คิดอะไรมากก็เพลิดเพลิน จะดูเอาซึ้งแบบหนังโรแมนติก หนังก็มีให้ หรือ จะดูเพื่อหาสาระก็มีอยู่ และ สุดท้ายจะดูเพื่อหาทางช่วยโลกให้น่าอยู่ก็เข้าที

หลังจากสองปีก่อน ค่าย Pixar เคยท๊อปฟอร์มไปแล้วกับหนังดีๆ อย่าง Ratatouille ปีที่ผ่านมา Wall-E ก็ไม่น้อยหน้า เพราะนี่เป็นหนังมีคุณค่าและคู่ควรแก่การได้รับการยกย่องให้เป็นหนังยอดเยี่ยมอันดับต้นๆของปี ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ควรพลาด




Link บทความที่เกี่ยวข้อง

Ratatouille < < บนทางเดินของความฝัน - ในสังคมแห่งอคติ >> Hairspray





"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ขอฝากหนังสือเล่ม 4 ที่ชวนเพื่อนผู้อ่าน ออกเดินทางสำรวจจิตใจมนุษย์ และ ทำความรู้จัก'คน' ให้มากขึ้น ผ่านโลกภาพยนตร์ ในหนังสือชื่อ มากกว่าที่ตาเห็น - LifeScan วางขายในร้านสือทั่วไปแล้ว






พื้นที่แนะนำผลงาน{ตัวเอง}

(คลิกที่รูปหนังสือ เพื่อ อ่าน หรือ แสดงความเห็น ต่อหนังสือแต่ละเล่มได้เลยครับ)

ปีนี้ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” ขอฝากผลงานเล่มล่าสุดที่เพิ่งคลอดจ้า อันว่าด้วย 'ความรักและกำลังใจ' ผ่านแรงบันดาลใจจากชีวิตและภาพยนตร์ ในหนังสือที่ชื่อว่า

เมื่อฉันลืมตา แล้วโลกเปลี่ยนไป



และ ผลงานสองเล่มก่อน จากสองปีที่ผ่านมา



"หนังสือรัก" หนังสือที่หยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม กับ องศาที่ 361 หนังสือที่อาสาช่วยคุณค้นหามุมเล็กๆในตัวเองที่จะมีความสุขในชีวิตได้มากขึ้น โดยอาศัย'หนัง'เป็นสะพานพาไปเข้าใจตัวเอง


มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป แต่ เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ "หนังสือรัก"เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php ส่วน องศาที่ 361 และ เมื่อฉันลืมตา แล้วโลกเปลี่ยนไป สั่งได้จากในเว็บหรือหน้าร้านซีเอ็ดครับผม






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก

พูดคุยกับเจ้าของ Blog คลิก

เปิดหารายชื่อหนังเก่าๆนอกเหนือจากในหน้าสารบัญ คลิก





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 15 มิถุนายน 2552
Last Update : 15 มิถุนายน 2552 1:31:12 น. 6 comments
Counter : 5634 Pageviews.

 
ชอบเหมือนกันครับ

ดูแล้วอบอุ่นยิ่งกว่าหนังรักที่คนเล่นบางเรื่องเสียอีก

ว่าแต่อยากให้เขียนเรื่อง Up ครับ จะติดตามอ่าน


โดย: passonvichan IP: 114.128.228.42 วันที่: 15 มิถุนายน 2552 เวลา:2:13:18 น.  

 
ชอบด้วยอีกคนค่ะ ดีกว่าที่คาดหวังไว้มากมาย

หุ่นยนต์ 2 ตัว สื่ออารมณ์รัก อารมณ์เหงาออกมาได้ถึงใจจริงๆ

ป.ล. ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าของบล็อกรีวิวบ่อยๆ เพราะรื้อห้องเก็บหนังเก่ามาอ่านจนจะหมดแว้ววว


โดย: Budd IP: 61.90.95.203 วันที่: 15 มิถุนายน 2552 เวลา:11:37:49 น.  

 
+ อ้าว! คุณจขบ. เพิ่งจะได้รีวิววอล-ลี (ต้อนรับการมาของ Up) เหรอครับเนี่ย ผมนึกว่าเขียนถึงไปแล้วซะอีกอ่า

+ ใช่ครับ เรื่องนี้เป็นหนังอนิเมชั่นที่ทั้งมีสาระ และความสนุกสนานอยู่ในตัวของมันเอง ทั้งวอล-ลีและอีฟ ก็เป็นคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นมากมาย โดยแทบไม่ต้องพูดจากันสักคำ แต่คนดูก็ยังสัมผัสได้ถึงความรักและความโรแมนติคที่ส่งผ่านทะลุจอออกมา

+ ส่วน Up ตอนนี้กลายเป็นเรื่องในอันดับต้นๆ ของค่าย Pixar ของผมเคียงคู่กับ Finding Nemo ไปแล้ว ... เข้าใจว่าคุณ จขบ. อาจเขียนเป็นหน้าถัดไป ไว้จะรออ่านนะคร้าบผม


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 15 มิถุนายน 2552 เวลา:14:31:14 น.  

 
เย้รออ่านเรื่องWall-E มานานนึกว่าจะไม่เขียนถึงซะแล้ว ชอบมากเลยเรื่องนี้ ดูแล้วหันมองรอบตัวยอมรับเลยว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ


โดย: Vantnoy IP: 124.121.231.162 วันที่: 16 มิถุนายน 2552 เวลา:17:51:42 น.  

 
เป็น 1 ในหนังที่ชอบในปีที่ผ่านมาเลยค่ะ ทั้งประทับใจในแง่มุมอนุรักษ์สิ่งแวะล้อม + มุมกุ๊กกิ๊ก

ป.ล.ชอบฉากที่ Wall-E พยายามทำให้ EVE ตื่นอะค่ะ ประทับใจมากๆ


โดย: ลิปดา - พิลิปดา IP: 58.9.11.205 วันที่: 21 มิถุนายน 2552 เวลา:0:06:52 น.  

 
นั่นน่ะสิ
ผมก็นึกว่าเจ้าของบล๊อก เขียนถึง wall-e ไปแล้วซะอีก

เป็นอีกหนัง pixar อีกเรื่องที่ชอบ และหลังจากผิดหวังล่าสุดไปกับ up


โดย: metrologo วันที่: 28 มิถุนายน 2552 เวลา:11:38:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
15 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.