Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2565
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
3 ตุลาคม 2565
 
All Blogs
 
แสงสว่างแห่งธรรม - 2


                 ถ้ามีปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ อยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวแก่แล้วนะ แก่ลงทุกวันๆ แก่อยู่ทุกขณะ ชีวิตเราเหมือนกับต้นเทียน พอจุดไฟปั๊บ ก็เริ่มกินเนื้อเทียนไปเรื่อยๆ สักชั่วโมงสองชั่วโมงต้นเทียนก็ไม่มีอะไรเหลือ ชีวิตของเราก็โดนเวลากลืนไปเรื่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย ทุกขณะทุกวินาที แก่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวถึงเวลามันก็หยุด ถ้าพิจารณาอยู่เรื่อยๆตลอดเวลา เราจะรู้ทัน หยุดก็หยุด ไม่เห็นจะเป็นอะไร ไม่ทุกข์เสียอย่าง แต่ไปห้ามไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายไม่ได้ แต่ห้ามใจไม่ให้คิดได้ ด้วยปัญญา จึงต้องพิจารณาอยู่เรื่อยๆ บทสวดก็มีสอนให้สวดอยู่ เรามีความแก่เป็นธรรมดา ล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ เคยพิจารณาบ้างไหมเวลาสวดมนต์

เราต้องเอาชนะตัวที่สร้างความรู้สึกไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตายให้ได้ ความรู้สึกนี้เป็นตัวกิเลส มันไม่อยากแก่ มันไม่อยากเจ็บ มันไม่อยากตาย ถ้ามีความไม่อยากอย่างนี้อยู่ ก็จะทำให้มีความทุกข์ใจ แต่ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถึงเวลามันจะแก่ก็ยอมรับมัน แต่ไม่ได้อยากแก่ ไม่ได้อยากเจ็บ ไม่ได้อยากตายนะ ความอยากแก่ อยากเจ็บ อยากตายก็เป็นกิเลสเหมือนกัน เวลาอยากจะตายแล้วฆ่าตัวตายนี่ คนบางคนที่ฆ่าตัวตายก็เพราะความอยากตาย ถ้าอย่างนี้ก็เป็นกิเลส เพราะไม่อยากจะอยู่ อยากจะตาย แต่ถ้าเรารู้แล้วเราเฉยๆ เมื่อพิจารณาแล้วใจจะเป็นอุเบกขา ใจเราจะเฉยๆกับความเป็นความตาย เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ได้ทั้ง ๒ อย่าง ขณะเป็นก็อยู่ ขณะตายก็ไป คิดอย่างนี้ก็จะไม่มีปัญหากับอะไรทั้งสิ้น นี่คือการเจริญปัญญา ซึ่งเป็นเหมือนแสงสว่าง ธัมโม ปทีโป แสงสว่างแห่งธรรม  ถ้ามีไตรลักษณ์อยู่ที่ไหน กิเลสก็จะแตกกระจายไป จะไม่ยึดไม่ติด ถ้าเห็นว่าเป็นทุกข์ใครอยากจะไปเอามา  ถ้าบอกว่า เอาไหม ๗๓,๐๐๐ ล้านนี่  แต่คุณต้องกอดกับความทุกข์นะ ถ้ามีกิเลสไม่มีปัญญามันก็จะเอา แต่คนที่มีปัญญาเขาไม่เอาหรอก ให้หลวงตาไปเท่าไร ท่านเก็บไว้ที่ไหน ท่านระบายออกไปทันที เก็บไว้แล้วปวดหัว ไม่อยากดูแลรักษา ไม่เกิดประโยชน์
 
ถาม  ลูกยังไม่เคยนะคะ ถามดูเฉยๆว่า เวลาทำสมาธิไปจนจิตสงบไปมากๆแล้ว มันจะมีกิเลสอะไรให้ฆ่าไหมคะ
 
ตอบ  สมาธิก็เหมือนกับการฉีดยาสลบ กิเลสมันไม่ตาย เวลาจิตสงบกิเลสก็สงบตัวไปด้วย พอออกจากความสงบกิเลสก็ออกมาทำงานต่อ ทีนี้พอสงบแล้วเอาปัญญาไปคิด ถ้าเป็นปัญญาก็จะคิดเรื่องธรรมะ ถ้าเป็นกิเลสก็เป็นเรื่องของอวิชชา คือความคิดของเรานี่คิดไปได้ ๒ ทาง คิดไปในทางธรรมะก็ได้ คิดไปในทางกิเลสก็ได้ เช่นคิดอยากร่ำอยากรวย อย่างนี้เรียกว่าคิดไปในทางกิเลส อยากจะมีสิ่งนั้นมีสิ่งนี้ ถ้าเกิดความอยากทั้ง ๓ ประการ เช่นความอยากในกาม อยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อยากได้วัตถุข้าวของต่างๆ อยากไปเที่ยว อยากไปกิน อยากไปดื่ม เรียกว่าเป็นความอยากของกิเลส คิดไปในทางกิเลส หรืออยากจะเป็นนั่นเป็นนี่ อยากจะเป็นคุณหญิง อยากจะเป็นนายกฯ อยากจะเป็นรัฐมนตรี อยากจะร่ำอยากจะรวย อย่างนี้เรียกว่าเป็นความคิดของกิเลส
 
ถาม  ท่านคะแล้วอยากจะนิพพานล่ะคะ เป็นกิเลสไหมคะ
 
ตอบ  ไม่ อันนี้เป็นมรรค อยากทำความดี อยากรักษาศีล อยากปฏิบัติธรรมนี่ไม่เป็นกิเลส เป็นความคิดทางธรรม คิดไปในทางธรรมะ อย่างที่บอกเมื่อสักครู่นี้ว่า คิดไปได้ ๒ ทาง คิดไปในทางธรรมะก็เป็นมรรค คิดไปในทางกิเลสก็เป็นสมุทัย ก็พาเราไปสู่ความทุกข์ ความวุ่นวายใจ ถึงแม้จะได้เงินมา ๗๓,๐๐๐ ล้านก็วุ่นวายใจ ไม่มีความสุข แต่ถ้าทำบุญ ๗๓,๐๐๐ ล้านไปตอนนี้ รับรองได้ว่าชื่อเสียงดังไปทั่วโลกเลย อย่างเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก คือคุณบิลเกตส์ ก็ไม่ได้เก็บเงินไว้ รู้สึกว่าเขาตั้งมูลนิธิขึ้นมา ใช้เงินไปไม่รู้กี่แสนล้านบาท หลายหมื่นล้านเหรียญ เงินที่เขาหามาได้ เขาเอามาบริจาคตั้งเป็นมูลนิธิ แล้วเอารายได้จากเงินมูลนิธินี้มาแก้ปัญหาทางด้านโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อ ๒ – ๓ วันก่อนก็ประกาศโครงการ ๑๐ ปีที่จะสู้กับวัณโรค มีค่าใช้จ่ายประมาณ ๕๖,๐๐๐ ล้านเหรียญ เพื่อจะช่วยเหลือคนไม่ให้ตายจากโรคนี้
 
ถาม  ฝรั่งส่วนมากเขาจะเป็นอย่างนี้เจ้าค่ะ เขาจะใจดีให้กับพวกเรา
 
ตอบ  มันก็ไม่เสมอไป คนไทยที่ใจดีก็มี เพียงแต่ว่าคนไทยเราชอบทำบุญแบบปิดทองหลังพระมากกว่า อย่างคนที่บริจาคเงินกับหลวงตาเยอะๆนี่ เราไม่รู้ว่าเป็นใคร เขาไม่ประสงค์จะออกนาม เพราะเป็นแนวทางของศาสนาพุทธ ทำอะไรก็มักจะไม่ค่อยดัง ดังอยู่ในใจของตัวเอง อย่าไปเปรียบเทียบกัน จะเปรียบก็ได้ แต่ถ้าพิจารณาลงไปลึกๆแล้ว มันก็ไม่สำคัญอะไร
 
ถาม  ลูกชอบไปขอเปลี่ยนศาสนา จะเปลี่ยนศาสนาเรื่อยค่ะ
 
ตอบ  ศาสนาอื่นไม่รู้ทางไปถึงพระนิพพาน เขาจึงต้องเน้นอยู่ทางด้านการให้ทานเป็นหลัก คือให้ทานแล้วก็รักษาศีล ก็จะทำให้คนไปสวรรค์ ไปสวรรค์ก็ได้ไปเจอพระเจ้า เพราะพระเจ้าอยู่บนสวรรค์ แต่ของเรานี่มันเลยสวรรค์ไป ถึงนิพพานเลย จะนิพพานได้จิตต้องสงบ ต้องปล่อยวาง
 
ถาม  แล้วพระเจ้านี่มีจริงไหมคะ
 
ตอบ  พระเจ้าก็เป็นจิตดวงหนึ่งเหมือนของพวกเรานี่ เป็นเทพนี่ก็เป็นพระเจ้าแล้ว ถ้าเราทำบุญ ทำทาน รักษาศีล ตายไปเราก็ไปเกิดเป็นเทพ
 
ถาม  ท่านว่าจริงไหมคะ พระเจ้าก็สอนให้ภาวนาเหมือนกัน
 
ตอบ  เขาก็มีการสอน มีการสวดอะไรของเขา เป็นวิธีทำจิตใจให้สงบได้ แต่ทุกศาสนาในโลกนี้ต่างกับศาสนาพุทธตรงที่ ศาสนาพุทธสอนเรื่องไตรลักษณ์ แต่ศาสนาอื่นไม่ได้สอน อาจจะสอนเรื่องอนิจจัง เพราะทุกศาสนาก็เห็นว่ามันเป็นอย่างนี้ คือเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน เห็นว่าชีวิตในโลกนี้มีความทุกข์เหมือนกัน แต่ไม่เห็นอนัตตา ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน พวกเรานี่ก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แต่อวิชชามันเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา ให้เป็นตัวเป็นตน แล้วก็เสกเทพให้เป็นพระเจ้า ให้เป็นพระอินทร์พระพรหมขึ้นมา แต่ความจริงก็เป็นดวงจิตเท่านั้นแหละ ดวงจิตที่มีคุณธรรมต่างกัน ถ้ามีคุณธรรมสูงก็เป็นพระอริยเจ้า ต่ำลงมาก็เป็นพระพรหม ต่ำลงมาก็เป็นเทพ ต่ำลงมาก็เป็นมนุษย์ ต่ำลงมาอีกก็เป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก ทั้งหมดนี้ก็เป็นดวงจิตทั้งนั้น ดวงจิตที่สะสมบุญหรือสะสมกรรม ทำให้ดวงจิตเป็นไปตามบุญ ตามกรรม
 
ถาม  อาจารย์คะ ถ้าเราพิจารณาตลอดเวลาได้นี่ เราใช้ได้หรือเปล่า
 
ตอบ  ก็พยายามพิจารณาให้เห็นเป็นไตรลักษณ์แล้วก็ปล่อยวาง อย่าไปยึด อย่าไปติด อย่าไปอยากได้อะไร ให้ปล่อยวาง แล้วจะได้สิ่งที่ดีที่วิเศษที่มีอยู่ในตัวเรา คือความเบาใจ ความสุขใจ ความสงบใจ แต่ถ้าเราไปอยากได้อะไรแล้ว ความวุ่นวายใจจะตามมาทันที เช่นได้เงิน ๗๓,๐๐๐ ล้านแล้วเป็นอย่างไร ใจวุ่นไหมหรือใจสงบ แต่ถ้าสละ ๗๓,๐๐๐ ล้านไป รับรองได้ใจสบาย หมดภาระ หมดความกังวล ไม่ต้องมายุ่งกับมัน เดี๋ยวตายไปก็ต้องสละไปอยู่ดี เอาไปได้ที่ไหนล่ะ ๗๓,๐๐๐ ล้านนี้ ก็ต้องทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติของคนอื่นไป แต่ทิ้งแบบไม่ได้บุญ เพราะไม่ได้ทิ้งแบบสมัครใจ การที่จะได้บุญต้องทำด้วยความสมัครใจถึงจะได้ เช่นโยมเอาของมาถวายพระนี่โยมสมัครใจมาถวาย  ถึงแม้จะเสียของไป แต่ก็มีความสุข แต่ถ้ามีขโมยมาขโมยไป ก็จะไม่มีความสุขใจ กลับเป็นความเสียใจ เสียของชิ้นเดียวกัน แต่ผลต่างกัน อยู่ตรงที่ว่าเราเสียไปด้วยความสมัครใจ หรือด้วยความไม่สมัครใจ ถ้าเสียด้วยความสมัครใจก็มีความสุข นี่แหละคือบุญ ความสุขใจนี้แหละคือตัวบุญ เป็นการปล่อยวาง ไม่ยึดไม่ติด เป็นการทำจิตใจให้เกิดความสงบขึ้นมา
 
ถ้าไม่ปล่อยวาง ไม่ยินดีที่จะให้ หากใครหยิบไปหายไปนี่ วุ่นไหม บางทีต้องไปแจ้งความตำรวจ พยายามไปสืบเสาะหาให้ได้ว่ามันอยู่ที่ไหน แล้วถ้ารู้ว่าคนไหนเอาไปก็จะโกรธ จะเกลียดคนนั้นขึ้นมาอีก จึงต้องมีความสมัครใจ พร้อมที่จะจากสิ่งต่างๆไป ถ้าเราพร้อมอย่างนั้นแล้ว เวลามันจากไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก็จะไม่ทำให้เราทุกข์ใจ เช่นเรารู้ว่าเครื่องอัดเสียงเครื่องนี้ สักวันหนึ่งมันก็ต้องเสีย หรือไม่ก็ต้องหายไป หรือตกรุ่นไป เราเบื่อมัน เราก็ให้คนอื่นไปอยู่ดี ถ้าเราเตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน เวลาหายไป จะไปโดยวิธีใด มันก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับเรา นี่คือความเป็นจริง รู้ว่าเป็นอนิจจัง มันไม่อยู่กับเราไปตลอด รู้ว่ามันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา รู้ว่ามันจะไปเมื่อไรเราก็ไปบังคับไม่ได้  ถึงเวลาจะไปมันก็ไป ถ้ารู้แล้วเราก็ไม่ไปยึดไม่ไปติดมัน ไม่ไปอยากให้มันต้องอยู่กับเราไปตลอด ต้องดีไปตลอด ต้องไม่เสียเลย
 
นี่คือเรื่องของปัญญา ถ้าเห็นไตรลักษณ์แล้วก็จะเห็นอย่างนี้ จะไม่อยากได้อะไร เพราะในไตรลักษณ์มันก็มีทุกข์อยู่ด้วย จะรู้ว่าเป็นความทุกข์มากกว่าเป็นความสุข แต่ส่วนใหญ่พอมีกิเลสปั๊บ จะเห็นว่าได้มาแล้วจะมีความสุข ก็ซื้อมา พอซื้อมาแล้วก็มีทุกข์ตามมา ต้องคอยดูแลรักษา ต้องคอยหาถ่านมาใส่ ต้องคอยชาร์จแบตฯ ไม่มีมันเราก็อยู่ได้ เมื่อก่อนนี้ไม่มีของพวกนี้ เราอยู่กันได้อย่างไร เราก็อยู่กันมาได้ ไม่เดือดร้อนอะไร ถ้าเราสามารถอยู่แบบพระได้ แสดงว่าเรามีปัญญา อยู่อย่างพระแล้วมีความสุข คืออยู่แบบไม่มีอะไร มีเท่าที่จำเป็นคือปัจจัย ๔ เครื่องดำรงชีพ  นอกเหนือจากนั้นแล้วไม่มีก็ไม่เดือดร้อน
 
แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องทำงานทำการ ก็ต้องมีเครื่องมือเป็นธรรมดา ถ้าต้องไปเทศนาว่ากล่าวตามสถานที่ต่างๆ ต้องเดินทาง ก็ต้องมีรถยนต์พาไป แต่มีเฉพาะกิจ มีตามเหตุตามผล ไม่ได้มีด้วยความอยากโก้หรู อยากไปเที่ยว คิดว่ามีรถคันหนึ่งแล้วจะสบาย ไปเที่ยวไหนก็ไปได้ แต่การไปเที่ยวนี่ไม่เกิดประโยชน์กับจิตใจ แต่เกิดประโยชน์กับกิเลส เพราะการอยากไปเที่ยวเป็นกามตัณหา ก็อยู่เฉยๆไม่ได้ พออยู่เฉยๆแล้วก็ทุกข์ ให้นั่งภาวนาก็นั่งไม่ได้ ต้องไปนู่นมานี่ บางทีก็เอาการไปทำบุญมาเป็นเหตุ เช่นไปอินเดียก็อ้างว่าไปแสวงบุญกัน แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นเรื่องของกิเลส ไม่ต้องไปถึงอินเดียหรอก แสวงหาในใจเรานี่แหละ
 
ถาม  มีบางคนบอกว่า ที่นั่นเหมือนกับมีพลังของพระพุทธเจ้า มีความอยากนั่งสมาธิ เหมือนกับนั่งได้มากขึ้นอะไรอย่างนี้
 
ตอบ  ก็ไม่ค้านหรอก สำหรับคนที่ยังไม่มีพลังจิตของตัวเอง ก็ต้องอาศัยสถานที่อย่างนั้นไปก่อน พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงกำหนดให้ไปบูชาตามสถานที่เหล่านั้น เพราะเมื่อไปแล้วจะเกิดพลังขึ้นมา เกิดศรัทธา เกิดวิริยะขึ้นมา แต่สำหรับคนที่ได้พัฒนาเกินขั้นนั้นไปแล้ว ก็ไม่ต้องไป หลวงปู่มั่นก็ไม่ได้ไป หลวงตาก็ไม่เคยไป
 
ถาม  หลวงตาท่านบอกไว้เองด้วย หลวงตาบอกว่าไม่ต้องไปถึงอินเดีย
 
ตอบ  คนที่ยังไม่มีพลังไม่ต้องไปอินเดียก็ได้ หาครูบาอาจารย์อยู่เรื่อยๆ ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วก็พยายามปฏิบัติตามที่ท่านสอนให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการภาวนานี่ ภาวนาให้ได้เถอะ ให้จิตมันรวมสักครั้งเดียว แล้วพลังทั้งหมดนี่ มันยิ่งกว่าไปอินเดียอีก
 
ถาม  ทีนี้ท่านบอกพยายามให้ผ่านตรงเวทนาให้ได้ใช่ไหมคะ
 
ตอบ  จะผ่านด้วยวิธีใด จะรวมด้วยวิธีใด ก็ตามแต่วาสนาของแต่ละคน บางคนมีบุญนั่งไปไม่ต้องผ่านเวทนาก็ได้ พอจิตบริกรรมก็เกาะติดอยู่กับคำบริกรรม มันก็รวมลงไปเลย ไม่ต้องผ่านเวทนาก็มี แต่บางคนบริกรรมเท่าไรมันก็ยังไม่สงบ มันจะปวดจะเจ็บอย่างไร ก็ต้องพยายามฝืนทนไป แล้วก็บริกรรมต่อไป จนกว่าจะผ่านไปได้ ถ้าไม่ผ่านแล้วลุกขึ้นมาจิตก็ยังเหมือนเดิมอยู่
 
ถาม  ท่านคะ สมมุติว่านั่งอย่างนี้นะคะ แล้วเราพยายามเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงของเราค่ะ เพราะบางทีเราราบลงไป
 
ตอบ  มันไม่เกิดประโยชน์หรอก
 
ถาม  ต้องให้อยู่ท่าเดียว
 
ตอบ  ถ้าตั้งท่าตั้งแต่ครั้งแรกดีแล้วก็อยู่ท่านั้นแหละ  อย่าไปยุ่งกับมัน เพราะยุ่งกับมันทำให้เราเสียสมาธิ ทำให้เราไม่บริกรรม
 
ถาม  แต่เราลดเวทนาได้
 
ตอบ  แต่มันไม่ทำให้จิตผ่านเข้าไปสู่ความสงบ เราต้องการอะไร ต้องการลดเวทนาหรือเราต้องการให้มันรวมลง ถ้าให้รวมลงก็ไม่ต้องไปกังวลกับเวทนา ให้ปล่อยวาง ให้มันไปตามเรื่องของมัน ให้จิตอยู่กับการบริกรรมพุทโธๆๆไปเรื่องเดียวเท่านั้น อย่าไปคาดอย่าไปคะเนว่าเมื่อไรจะรวมลงสักทีๆ ถ้าคาดคะเนแล้วก็จะไม่รวม แต่ถ้าอยู่กับพุทโธๆๆ ให้มันขาดใจไปกับพุทโธเลยนั่นแหละ แล้วมันจะรวมลงไปเอง
 
ถาม  ถ้าเราทำบุญทำทานไปเรื่อยๆนี่ อย่างน้อยบารมีเราเพิ่มขึ้นนี่ จะช่วยให้ง่ายขึ้นไหมคะ
 
ตอบ  ถ้าทำทานบารมีมันก็จะช่วยสนับสนุนเรื่องศีลบารมี ถ้าอยากจะภาวนาก็ต้องมีศีลบารมี ต้องรักษาศีลแล้วก็ต้องเริ่มภาวนาไปด้วย ไม่ใช่รักษาแต่ศีลอย่างเดียว ทำแต่ทานอย่างเดียว แล้วก็ไม่ภาวนา แล้วอยู่ๆจะให้เกิดการภาวนาขึ้นมาไม่ได้ ต้องอาศัยทานกับศีลเป็นเครื่องสนับสนุน แต่เราก็ต้องภาวนา ถ้าภาวนาโดยไม่มีทาน ไม่มีศีล ก็จะยากกว่าคนที่มีทานมีศีล คนไม่มีทานไม่มีศีลเวลานั่งภาวนาไป พอคิดถึงเงินคิดถึงทองขึ้นมาก็ห่วงแล้ว หรือตกใจลืมของไว้ตรงไหน ก็นั่งภาวนาไม่ได้แล้ว กลัวของหายไป ต้องคอยดูแล แต่คนที่เคยทำทานมาแล้ว พอคิดถึงเรื่องนั้น ก็จะคิดว่าช่างหัวมันเถอะ ใครเอาไปก็ถือว่าเป็นการทำบุญทำทานไป มันก็ตัดได้ หรือนั่งไปแล้วยุงกัด ถ้าไม่มีศีลก็ตบผัวะ ก็เสียสมาธิไปแล้ว
 
ถาม  ถ้าไม่ตบแล้วมันยังคันจะให้ทำอย่างไร
 
ตอบ  ก็ปล่อยมันไป คนที่มีศีลยอมเจ็บยอมทนได้ ก็นั่งต่อไปได้ ไม่ต้องกังวลกับเรื่องยุงกัด กับเรื่องอะไรต่างๆ คนที่มีทานก็จะทำให้รักษาศีลง่าย คนที่มีศีลก็จะทำให้ภาวนาง่าย คนที่มีสมาธิก็จะทำให้เจริญปัญญาง่าย จะรู้ว่าอะไรเป็นกิเลส อะไรไม่เป็นกิเลส เพราะการใช้ปัญญาก็คือการแยกแยะสิ่งที่เป็นกิเลสออกจากสิ่งที่ไม่เป็นกิเลส เพราะในใจเรามีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ดีเราก็กำจัดมันออกไป เหลือแต่สิ่งที่ดีไว้
 
ถาม  การจะภาวนาได้นี่ มันต้องเป็นบุญเก่าด้วยใช่ไหมเจ้าคะท่าน อาจารย์
 
ตอบ  ทั้งบุญเก่าบุญใหม่ผสมกันไป ทำไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งก็จะภาวนาได้เอง ต้องพยายามทำไปเรื่อยๆ อย่างน้อยวันหนึ่งควรจะทำสัก ๒ ครั้ง เช้าครั้ง เย็นครั้ง ถ้าไม่ทำเลยก็จะยาก ถ้าทำไปเรื่อยๆก็เป็นการฝึกไว้ก่อน จะไปหวังให้ถึงเวลาปั๊บแล้วทำแบบเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี่ ไม่มีทางหรอก ต้องค่อยๆทำไป เหมือนกับเด็กอยู่ๆจะให้เดิน ยืนขึ้นแล้ววิ่งไปนี่ ไม่ได้หรอก ต้องหัดคลานไปก่อน หัดยืนหัดเดินไปก่อน แล้วถึงจะวิ่งได้ การภาวนาก็ต้องล้มลุกคลุกคลานไปก่อน อย่างน้อยที่สุดตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็ควรภาวนาสักครึ่งชั่วโมง ก่อนจะนอนอีกครึ่งชั่วโมง  ทำไปแล้วต่อไปจะติดเป็นนิสัยขึ้นมา ถ้าไม่ทำเลย แล้วอยู่ๆจะให้มันทำ มันไม่ทำหรอก อาตมาก็เหมือนกัน อ่านหนังสือเยอะ อ่านอยู่หลายเดือนด้วยกัน ก็อ่านเรื่องภาวนานี่แหละ อ่านเรื่องปัญญา อ่านเรื่องสติ แต่วันหนึ่งก็ถามตัวเองว่า ยังไม่เคยนั่งภาวนาเลย มีแต่อ่าน ก็เลยเริ่มภาวนาตรงนั้นเลย  การอ่านหนังสือ การฟังเทศน์ฟังธรรมทั้งหมด ก็เพื่อพาเราไปสู่ตรงจุดนั้น พาเราไปสู่การภาวนา เหมือนกับเตรียมกับข้าวไว้ ก็เพื่อพาไปสู่การกิน เวลาไปตลาดไปซื้อกับข้าวกับปลามาจัดมาทำ แล้วเอามาตั้งไว้บนโต๊ะเฉยๆ ไม่กินก็เสียท่าเปล่าๆ ต้องกิน เมื่อถึงเวลาแล้วต้องกิน การภาวนาก็เป็นการกินธรรมะ
 
ถาม  ไม่ทราบว่าตอนกลางคืนจะเปิดวิทยุของหลวงตาไว้ฟังจนหลับไป จะถือว่าเป็นการรวมจิตเราได้ไหมคะ
 
ตอบ  ได้ มันฟังได้ ๒ แบบ ฟังแบบลิ้นกับแกง หรือฟังแบบทัพพีในหม้อแกง เปิดฟังไปทั้งวันแต่ใจไม่ได้ซึมซาบกับสิ่งที่ฟังเลย มันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าฟังเพียงวินาทีเดียวแล้วเข้าใจความหมาย เกิดปัญญาขึ้นมา ปล่อยวางได้ อย่างนี้จะมีคุณค่ากว่า จึงไม่ได้อยู่ที่เวลาที่เราเปิดฟัง อยู่ที่ว่าเราฟังจริงๆหรือเปล่า เราได้เข้าใจความหมายหรือเปล่า แต่ถ้าต้องเปิดฟังเป็นเพื่อนแก้เหงา ระหว่างเปิดเพลงกับเปิดธรรมะ เปิดธรรมะจะดีกว่าเปิดเพลง ถ้ามีสติช่วงไหน ฟังแล้วเกิดสะดุดใจขึ้นมา ก็จะได้ประโยชน์จากธรรมะ ถ้าเปิดเพลงฟังก็จะไม่ได้ธรรมะ จะไม่ได้อะไรเลย
 
ถาม  แล้วสตินี่คือเราต้องระลึกอยู่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
 
ตอบ  ใช่ สติก็คือให้รู้อยู่กับตัวทุกขณะ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังรับประทานก็ให้รู้อยู่กับการรับประทาน กำลังดื่มน้ำก็ให้อยู่กับการดื่มน้ำ ไม่ใช่ดื่มน้ำไปก็คิดถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้ไป หรือขณะที่ฟังธรรมอยู่นี้ ใจมัวไปคิดว่าเดี๋ยวจะไปถ่ายรูปที่ไหนดี แสดงว่าไม่มีสติอยู่กับการฟังธรรม ให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่ที่นี่ เราอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้น อยู่กับการเคลื่อนไหวของกายวาจา ใจ
 
ถาม    จะเท่ากันไหมคะถ้าเรามีพุทโธติดอยู่ในใจ เราฟังรู้เรื่องด้วย แต่เราพุทโธไปด้วย อย่างนี้ได้ไหมคะ
 
ตอบ  ก็อยู่ที่เราจะฟังรู้เรื่องหรือเปล่า แต่สำหรับอาตมาๆคิดว่ามันจะสับสนไปหน่อย ถ้าฟังอย่างเดียวจะดีกว่าฟังแล้วพุทโธไปด้วย
 
ถาม  แล้วอย่างเวลาขับรถนี่ เราพุทโธไปด้วยค่ะ
 
ตอบ  ก็ต้องรู้อยู่กับการขับ รู้อยู่กับการเบรก รู้อยู่กับการผ่อนคันเร่ง รู้ว่าต้องทำอะไร ไม่ใช่ขับไปแล้วก็คุยกันไป สนุกสนานเฮฮา อย่างนั้นแสดงว่าไม่ได้อยู่กับงานที่ทำอยู่ พยายามทำทีละอย่าง อย่าไปทำหลายๆอย่างพร้อมๆกัน ยกเว้นในเวลาที่จำเป็น เวลาขับรถก็ไม่ได้อยู่ที่พวงมาลัยอย่างเดียว ต้องอยู่ที่เบรก อยู่ที่คันเร่งด้วย นี่คือความหมายของสติ เพราะเมื่อมีสติแล้ว เวลาเราจะให้จิตอยู่กับพุทโธๆๆ มันก็จะไม่ไปสู่เรื่องอื่น ถ้าอยู่กับพุทโธๆไปไม่นาน เดี๋ยวมันก็รวมลง
 
นี่คือเป้าหมายหลักของการทำเพื่อให้จิตรวมเป็นสมาธิ จิตไม่รวมถ้าไม่มีสติ จึงต้องสร้างสติขึ้นมาก่อน เมื่อมีสติแล้วพอไปนั่งทำสมาธิมันก็จะรวมลงได้ คนที่รวมลงง่ายก็แสดงว่ามีสติอยู่แล้ว พวกเรามีสติไม่เท่ากัน คนที่มีสติน้อยก็พวกเสียสติ พวกที่ต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล คนที่เรียนหนังสือไม่เก่ง ก็เพราะมีสติไม่มาก จะเรียนสูงขึ้นไป เช่นระดับปริญญาตรี โท เอก ก็ต้องมีสติมาก ถึงจะสามารถอ่านหนังสือได้นานๆหลายๆปี คนที่ไม่มีสตินี่ พอจบ ม. ๓ ก็เรียนต่อไปไม่ไหวแล้ว สติของแต่ละคนพัฒนามาไม่เท่าเทียมกัน ถ้าได้พัฒนามามากก็สามารถเจริญปัญญาได้มาก เจริญสมาธิได้มาก ตามกำลังของสติ ไม่ว่าจะภาวนาเพื่อปัญญาหรือเพื่อสมาธิ ก็ต้องมีสติเป็นตัวพาไป เวลาจะทำสมาธิก็ต้องมีสติอยู่กับพุทโธ เวลาเจริญปัญญาก็ต้องมีสติอยู่กับไตรลักษณ์ ต้องคิดแต่เรื่องไตรลักษณ์อย่างเดียว เห็นอะไรแล้วต้องเห็นเป็นอนิจจังไปหมด เห็นเป็นทุกข์ไปหมด ไม่อยากได้ ใครอยากจะได้ความทุกข์บ้าง จะให้เงินมาเป็นแสนก็ไม่อยากจะได้ เอามาแล้วต้องทุกข์กับการดูแลรักษา ไม่มีมันเราก็อยู่ได้ ถ้าเป็นพระนะ เพราะมีครบถ้วนบริบูรณ์แล้วกับสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ
 
พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามไม่ให้พระรับเงินรับทอง ตอนหลังก็ทรงอนุโลมผ่อนผัน ถ้าจะถวายเงินให้กับพระก็ให้ฝากไว้กับไวยาวัจกร ถ้าต้องการอะไรก็สั่งให้เขาไปหามา จะเอาไปทำบุญทำทานก็สั่งให้เขาไปทำ ไม่ให้ยึดถือเป็นสมบัติของตนเอง เพราะไม่จำเป็น จะมีแต่ความทุกข์ตามมา ดีไม่ดีก็ถูกโจรผู้ร้ายมาปล้นมาฆ่า แต่ก็ยังอยากจะมีกัน พอโดนจี้โดนปล้นก็ร้องห่มร้องไห้ เสียใจ เพราะไม่ได้หัดอยู่แบบไม่ต้องใช้เงินใช้ทองกัน ชอบอยู่แบบใช้เงินใช้ทอง พอหามาได้แล้วก็ต้องเอาไปให้คนอื่นอยู่ดี จึงอย่าไปมีมัน เมื่อไม่มีก็ไม่ต้องทำทาน ไม่ต้องทำบุญ หมดภาระไป

 

          จบเทศนาแสงสว่างแห่งธรรมตอนที่ 2            

......................................................


ขอขอบคุณที่มาจาก : 
 เว็บ พระธรรมเทศนา
 



Create Date : 03 ตุลาคม 2565
Last Update : 3 ตุลาคม 2565 10:41:52 น. 25 comments
Counter : 656 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณปัญญา Dh, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณหอมกร, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณtoor36, คุณจอมแก่นแสนซน, คุณSleepless Sea, คุณปรศุราม, คุณhaiku, คุณสองแผ่นดิน, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณอุ้มสี, คุณบาบิบูเบะ...แปลงกายเป็นบูริน, คุณกะว่าก๋า, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณNENE77, คุณกิ่งฟ้า, คุณnewyorknurse, คุณSweet_pills, คุณแมวเซาผู้น่าสงสาร, คุณเดหลีสีแดง, คุณeternalyrs, คุณkae+aoe, คุณDeep Black Sea, คุณThe Kop Civil, คุณJohnV, คุณblue passion, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก


 
สวัสดีครับ

ขอบคุณกำลังใจด้วยครับ


โดย: ปัญญา Dh วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:11:21:57 น.  

 
อนุโมทนาบุญวันพระจ้า



โดย: หอมกร วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:13:10:29 น.  

 
เป็นลักษณะการสนทนาธรรมแบบนี้อ่านง่ายดีเหมือนกันครับ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:14:13:40 น.  

 
อนุโมทนาบุญ


โดย: โลกคู่ขนาน (สมาชิกหมายเลข 7115969 ) วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:15:25:01 น.  

 
อนุโมทนาสาธุด้วยครับพี่
การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง
สาธุครับ



โดย: สีเมจิก (สมาชิกหมายเลข 5106714 ) วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:15:50:51 น.  

 

สวัสดียามบ่ายจ้าคุณ Mp5

ขออนุโมทนาสาธุ ด้วยนะจ้า

อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นการสนทนาธรรมที่อ่านง่ายและเข้าใจมากเลยจ้า


โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:16:58:55 น.  

 
สวัสดีครับ

สาธุครับ ขอบคุณนะครับ


โดย: Sleepless Sea วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:17:46:46 น.  

 




โดย: ปรศุราม วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:20:51:12 น.  

 
ถามตอบดีมากๆครับ
สาธุ


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:23:09:40 น.  

 
สาธุ


โดย: อุ้มสี วันที่: 3 ตุลาคม 2565 เวลา:23:29:49 น.  

 
สาธุธรรมครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 ตุลาคม 2565 เวลา:14:54:19 น.  

 
สวัสดี จ้ะ น้องเอ็ม

มาอ่านธรรมะดี ๆ จากบล็อกนี้ จ้ะ อนุโมทนา
สาธุ ที่นำธรรมะดี ๆ ให้ข้อคิดมาให้เพื่อนชาวบล็อกอ่าน จ้ะ
โหวดหมวด ข้อคิดและธรรมะ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่บล็อกครู จ้ะ


โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 4 ตุลาคม 2565 เวลา:16:27:50 น.  

 
สาธุ ๆ ๆ ครับ


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 4 ตุลาคม 2565 เวลา:16:50:57 น.  

 
ฝากเพื่อนบล็อก 1 คน ค่ะ
noinoi42
เพราะคิดว่า ธรรมะ ช่วยเยียวยา ได้


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 4 ตุลาคม 2565 เวลา:18:42:00 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณพี ขอบคุณมากนะคะที่ไปให้กำลังใจบล็อกข้าวผัดหมูแดงค่ะ

ตามมาอ่านธรรมมะข้อคิดด้วยค่ะ ดีจังเลยมีบทสนทนาถามตอบแบบนี้อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีค่ะ

ขออนุโมทนาสาธุบุญในการเผยแผ่ธรรมมะด้วยนะคะ
โหวต Dharma Blog ค่ะ



โดย: กิ่งฟ้า วันที่: 4 ตุลาคม 2565 เวลา:22:32:10 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 ตุลาคม 2565 เวลา:7:13:13 น.  

 


แสวงบุญแสวงในใจ
ความสุขใจนี้แหละคือตัวบุญ
เป็นการปล่อยวาง ไม่ยึดไม่ติด เป็นการทำจิตใจให้เกิดความสงบขึ้นมา

สาธุ
เป็นประโยชน์มากค่ะ

ขอบคุณคุณพีสำหรับกำลังใจด้วยนะคะ


โดย: Sweet_pills วันที่: 5 ตุลาคม 2565 เวลา:8:18:49 น.  

 

กำลังใจได้รับแล้ว ได้เพิ่มพลังใจขึ้นมาแล้วค่ะ
ขอบพระคุณมากๆ เลยค่ะ


โดย: noinoi42 วันที่: 5 ตุลาคม 2565 เวลา:10:58:59 น.  

 


โดย: The Kop Civil วันที่: 6 ตุลาคม 2565 เวลา:10:36:42 น.  

 
ทักทายบ่ายวันพฤหัสฯ



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 6 ตุลาคม 2565 เวลา:15:24:42 น.  

 
สวัสดีค่ะ แวะมาอ่านธรรมมะก่อนนอนค่ะ

วันนี้ได้รับข่าวสะเทือนใจอย่างมาก อยากจะขอเรียนเชิญไปร่วมไว้อาลัยที่บล็อกนะคะ

หลับฝันดีค่ะ



โดย: กิ่งฟ้า วันที่: 7 ตุลาคม 2565 เวลา:0:38:50 น.  

 
ธรรมะสวัสดีค่ะ


โดย: blue passion วันที่: 8 ตุลาคม 2565 เวลา:3:54:00 น.  

 
สาธุ สาธุ


โดย: สมาชิกหมายเลข 5206368 วันที่: 9 ตุลาคม 2565 เวลา:15:36:08 น.  

 
ขอบคุณสำหรับธรรมะดี ๆ ครับ


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 9 ตุลาคม 2565 เวลา:23:57:14 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณพี ขอบคุณมากนะคะที่ร่วมไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตที่จ.หนองบัวลำพูในบล็อกนะคะ

มาอ่านธรรมะก่อนนอนอีกรอบค่ะ

หลับฝันดีค่ะ



โดย: กิ่งฟ้า วันที่: 10 ตุลาคม 2565 เวลา:0:12:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

**mp5**
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 89 คน [?]




สวัสดีครับ

ขอส่งความสุขให้กับทุกคน




New Comments
Friends' blogs
[Add **mp5**'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.