|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 |
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
รักษาร่างกายและใจ
เวลามีคนป่วยมาฟังธรรม ก็จะสอนให้เขาดูแลรักษาร่างกาย และดูแลรักษาใจของเขาไปด้วย ดูแลตามความจำเป็นของร่างกาย และตามความจำเป็นของใจ จะได้ไม่ท้อแท้ เพราะเวลาดูแลรักษาร่างกาย ก็อาจจะเกิดความเบื่อหน่ายท้อแท้ทางจิตใจได้ เพราะอยากจะให้อาการดีขึ้นหรือหายเป็นปกติ ซึ่งอาจจะเป็นไปไม่ได้ ก็เลยต้องสอนให้เขายอมรับความจริงว่า ร่างกายต้องเป็นไปตามวาระของเขา ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไปเป็นธรรมดา ใจก็ต้องไม่อยากให้เป็นอย่างอื่น ต้องยอมรับความจริงที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ยอมรับความจริงของร่างกาย เขาเป็นอย่างนี้ อยู่ได้ก็อยู่ไป อยู่ไม่ได้ก็ให้เขาไป เขาไม่ใช่ตัวเรา เป็นเพียงตุ๊กตา เป็นเครื่องมือที่เราใช้ติดต่อกับตุ๊กตาตัวอื่น ร่างกายของพวกเรานี่เป็นตุ๊กตาทั้งนั้น ใจใช้ร่างกายนี้ติดต่อกัน เหมือนกับที่พวกเราใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อกัน ถ้าไม่มีโทรศัพท์มือถือก็จะติดต่อกันไม่ได้ ถ้าไม่มีร่างกายก็จะติดต่อกับร่างกายอื่นไม่ได้ ร่างกายนี้เป็นเหมือนโทรศัพท์มือถือ เป็นเหมือนตุ๊กตา ที่ใจใช้เป็นตัวรับส่งข้อมูลต่างๆ เช่นรูปเสียงกลิ่นรส ถาม ถ้าอย่างนั้นพวกที่ไม่มีร่างกายล่ะคะ ตอบ ติดต่อด้วยกระแสจิต อย่างพวกเทพทั้งหลาย ถาม สัมภเวสีล่ะคะ ตอบ เหมือนกัน พวกกายทิพย์ก็ติดต่อกันด้วยกายทิพย์ คนที่มีร่างกายและมีพลังจิต ก็จะติดต่อกับพวกกายทิพย์ด้วยพลังจิต ไม่ได้ใช้ร่างกายติดต่อ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเทวดาทุกคืน ทรงใช้พลังจิตสอน ไม่ได้ใช้ร่างกายสอน เพราะร่างกายติดต่อกับพวกกายทิพย์ไม่ได้ ต้องใช้กายทิพย์คือพลังจิตติดต่อกับกายทิพย์ ใจนี่แหละคือกายทิพย์ พวกเรามนุษย์มี ๒ กาย กายหยาบก็คือร่างกาย และใจก็คือกายทิพย์ เวลาติดต่อกับพวกกายหยาบ ก็ต้องใช้กายหยาบติดต่อกัน พวกกายทิพย์ก็ใช้กายทิพย์ติดต่อกัน เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงติดต่อกับพระพุทธมารดา ก็ทรงใช้กายทิพย์ติดต่อ เวลาติดต่อกับพระราชบิดา ก็ทรงใช้กายหยาบติดต่อ กายหยาบนี่มันไม่เที่ยง มีขอบเขต มีอายุขัย พอหมดสภาพก็ใช้งานไม่ได้ แต่กายทิพย์ไม่มีวันหมดสภาพ ถ้ากายทิพย์ยังอยากจะติดต่อกับพวกกายหยาบ ก็ต้องไปเกิดใหม่ ไปหากายหยาบอันใหม่ ถ้ายังมีกามตัณหาก็จะไปเกิดใหม่ ไปหาร่างกายอันใหม่ เพราะยังอยากจะเสพสัมผัสรูปเสียงกลิ่นรส ก็ต้องใช้กายหยาบเป็นเครื่องมือ ถ้าไม่มีความอยากแล้ว ก็จะไม่ไปหาร่างกายอันใหม่ กายทิพย์นี้ไม่ตายไปกับร่างกาย กายทิพย์เป็นผู้ไปรับผลบุญผลบาป เวลาทำบุญใจทิพย์ก็เป็นสวรรค์ขึ้นมา เป็นเทพขึ้นมา เวลานั่งสมาธิจิตสงบรวมลงเป็นสมาธิ ใจทิพย์ก็จะเป็นพรหมขึ้นมา พรหมที่เกิดจากการนั่งสมาธินี้ ต่างกับพรหมที่เกิดจากการบรรลุเป็นพระอนาคามี พรหมที่เกิดจากการนั่งสมาธินี้เสื่อมได้ พอสมาธิอ่อนกำลังลง กิเลสก็จะออกมาทำให้กายทิพย์หยาบลงไป จากพรหมก็ลงมาเป็นเทพ จากเทพก็จะมาเป็นมนุษย์ ได้กายหยาบ ได้เสพรูปเสียงกลิ่นรส ที่หยาบกว่ารูปเสียงกลิ่นรสทิพย์ ถ้าเป็นพระอนาคามีจะไม่เสื่อมลงมา เพราะเกิดจากการชำระกิเลส ที่ทำให้กายทิพย์หยาบ พอไม่มีกิเลสทำให้กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ก็จะไม่หยาบขึ้น แต่จะละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าปฏิบัติต่อไป จากพระอนาคามีก็จะเป็นพระอรหันต์ จะละเอียดที่สุด คือบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสที่จะมาทำให้กายทิพย์นี้หยาบอีกต่อไป จะเป็นกายทิพย์ที่บริสุทธิ์ไปตลอดอนันตกาล เป็นปรมังสุญญัง บรมสูญ ปรมังสุขัง บรมสุข การกระทำของพวกเราที่ทำกันทุกวันนี้ เป็นการกระทำของกายทิพย์ มีร่างกายเป็นเครื่องมือ ถ้าทำบาปกายทิพย์ก็จะหยาบจะร้อนมากขึ้น เป็นเหมือนห้องที่มีเครื่องทำความร้อน ถ้าทำบุญกายทิพย์ก็จะละเอียดจะเย็นมากขึ้น เป็นเหมือนห้องที่มีเครื่องทำความเย็น เวลาทำบุญใจจะเย็นจะสงบ เวลาทำบาปใจจะร้อนจะทุกข์ สวรรค์นรกจึงอยู่ในใจเรานี้เอง อยู่ที่กายทิพย์นี้เอง กายทิพย์เป็นเทพเป็นสวรรค์ เป็นนรกเป็นเปรต อยู่ที่การกระทำที่เรียกว่ากรรม กรรมแปลว่าการกระทำ ดังสุภาษิตที่ว่า กรรมเป็นเครื่องจำแนกแยกสัตว์ให้เป็นสัตว์ประเภทต่างๆ กรรมก็มี ๒ ส่วน คือกรรมดีกับกรรมไม่ดี หรือบุญกับบาป ถ้าทำกรรมไม่ดีทำบาป ก็จะเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นนรก ถ้าทำบุญก็จะเป็นเทพเป็นพรหม เป็นพระอริยบุคคล ส่วนมนุษย์นี้เป็นที่กลับมา หลังจากไปรับผลบุญหรือไปรับผลบาปมา เหมือนคนที่ติดคุก พอหมดโทษแล้ว ก็ถูกปล่อยให้กลับบ้าน คือภพของมนุษย์ กลับมาทำบุญทำบาปใหม่จนกว่าจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ ไม่ให้ทำบาป ให้ทำบุญ เพื่อเวลาเราตายไปจะได้ไปรับรางวัล ไม่ต้องไปใช้โทษ พอรับรางวัลแล้วก็กลับมาทำบุญกันต่อ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำบุญไม่ทำบาปมาอย่างต่อเนื่อง จนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นก็ไม่ต้องทำอีกต่อไป เพราะได้ชำระกิเลสที่ทำให้ใจหยาบ ให้ไปเกิดในภพต่างๆ จนหมดสิ้นไปแล้ว เหลือแต่ความสุขอย่างเดียว มีความพออยู่ตลอดเวลา นี่ก็คือเรื่องของใจของพวกเราทุกๆคน เป็นเหมือนกันหมด ต่างกันตรงที่ว่าบรรจุอะไรไว้ บรรจุบาปหรือบรรจุบุญ คนเราจึงมีบุญมีบาปไม่เท่ากัน ถาม ให้เงินเพื่อนยืมไป ทั้งๆที่รู้ว่าจะเอาไปเล่นการพนัน บาปไหมคะ ตอบ ไม่บาป เพราะเราไม่ได้บอกให้เขาไปเล่นการพนัน ถาม แต่รู้ว่าเอาไปเล่นการพนัน ตอบ เขาบอกหรือเปล่า ถาม บอกค่ะ ตอบ เราเพียงสนับสนุนให้เขาไปทำกิจที่เป็นโทษกับเขา แต่การเล่นการพนันนี้ไม่เป็นบาป เป็นเหตุที่จะพาให้ไปทำบาป ถาม ไม่ได้อยู่ในศีล ๕ ตอบ เป็นอบายมุข คืออยู่ที่ปากประตูของอบาย กำลังจะเข้าไปแต่ยังไม่ได้เข้าไป ที่ว่าจะเป็นบาปต่อไป ก็เพราะว่าเมื่อเล่นการพนันแล้วเงินหมด ก็จะไปขโมยเงินคนอื่นมาเล่นต่อ ถาม โดยสรุปคนที่ให้ยืมเงินนี้ไม่บาป ตอบ ไม่บาป เมื่อเช้านี้มีญาติโยมคนหนึ่ง สามีป่วยนอนโคม่าอยู่ในโรงพยาบาลอยากจะให้อาตมาไปรับสังฆทานที่โรงพยาบาล อาตมาบอกว่ามันสายเสียแล้ว ไม่เป็นประโยชน์อะไรกับเขา เพราะถ้าอยู่ในโคม่าเขาก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าไม่อยู่ในโคม่า แล้วอยากจะถวายสังฆทาน ถวายรูปไหนก็ได้ ถ้าไม่ต้องการจะฟังธรรมะ เราก็แนะนำว่า ควรจะปล่อยให้เขาอยู่อย่างสงบจะดีกว่า อย่าไปรบกวนเขา อย่าไปทำให้เขาต้องมายุ่งยากกับเรื่องการทำบุญให้ทาน เพราะการให้ทานนี้เป็นบุญส่วนย่อย ไม่พอกับความต้องการของเขาในขณะนั้น สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คือความสงบ ถ้าได้ธรรมะสอนใจให้ปล่อยวางได้ จะเป็นประโยชน์มากกว่า แต่ถ้าไม่อยู่ในสภาพจะรับรู้และเข้าใจธรรมะได้ แสดงธรรมให้เขาฟังก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เขาก็ถามอีกว่า หมอบอกว่ารักษาไม่หายแล้ว แต่ตอนนี้ใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ ถ้าเอาออกจะบาปหรือเปล่า เราบอกไม่บาปหรอก เราเพียงปล่อยให้เขาอยู่ตามธรรมชาติ ดีกว่าให้เขาอยู่อย่างทรมาน การใช้เครื่องช่วยหายใจนี่ เท่ากับไปยืดความทุกข์ทรมานของร่างกายของเขา หมอก็บอกว่าไม่มีทางที่จะรักษาให้หายได้ ที่ใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆนี่ ก็เพื่อที่จะรักษาให้หาย ถ้ารักษาไม่หาย มีแต่ที่จะยืดความทุกข์ทรมานของร่างกายออกไป ใช้ไปทำไม การถอดเครื่องออกก็ไม่ได้ไปฆ่าเขา เพียงแต่ปล่อยให้เขาอยู่ตามธรรมชาติ เหมือนกับพวกเราอยู่กันตอนนี้ เราก็ไม่ได้ใช้เครื่องอะไร แล้วก็ถามอีกว่า สามีสั่งไว้ก่อนตายว่า เวลาตายไปแล้วอย่าเผา เพราะว่าเขาไม่ชอบ มันร้อน ก็รับปากไว้ แต่มาคิดว่าถ้าฝังแล้วจะเป็นภาระ ที่จะต้องไปหลุมฝังศพทุกปี อาจจะติดธุระไม่ว่างไปไม่ได้ เราก็บอกไปว่า ถ้ารับปากแล้วก็ต้องทำ ไม่เช่นนั้นจะเสียสัจจะ ส่วนเรื่องที่จะไปคารวะหรือไม่นั้น ไม่สำคัญ ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ ถ้าคิดถึงเขา ทำบุญกรวดน้ำไปให้เขาจะดีกว่า จะได้ประโยชน์มากกว่า มากกว่าเอาอาหารไปเซ่น แล้วก็เอามารับประทานกัน คนตายไม่ได้รับประโยชน์อะไร ถาม พอดีมีแม่ของเพื่อนคนหนึ่งเป็นอัมพาต ไม่รู้สึกตัวเลย คิดว่าคนที่เป็นทุกข์คือลูก ที่พยายามต่อสู้เอาแม่กลับมาให้ได้ เกิดความเครียดมาก จะนำเอาธรรมะที่ท่านอาจารย์สอนนี้ไปบอกเขา ตอบ ความจริงตอนที่สอนเขานั้น ต้องการสอนคนถามปัญหามากกว่า เพราะคนที่จะตายนั้น ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ถาม แต่คนที่จะตายนั้น ถึงแม้ร่างกายจะขยับไม่ได้ แต่จิตยังทราบอยู่ใช่ไหมคะ ตอบ ถ้าหูไม่ได้ยินเสียง จะทราบได้อย่างไร ถาม แต่ถ้าหูได้ยิน ตอบ อยู่ที่ว่ามีสติปัญญาพอจะเข้าใจเสียงที่พูดได้หรือเปล่า เพราะเวลาเจ็บปวดมากๆ จะไม่มีสติรับรู้ อยู่ในสภาพที่เรียกว่าหลง เหมือนกับหลับๆตื่นๆ ท่านถึงสอนให้กุสลาตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่าไปกุสลาตอนที่ตายหรือใกล้ตาย เพราะไม่ทันการณ์แล้ว กุสลาคือสร้างธรรมะสร้างกุศลให้เกิดภายในใจ ให้มีปัญญา ให้รู้จักปล่อยวางร่างกาย ถึงเวลาจะต้องปล่อย เราปล่อยได้หรือเปล่า ถ้าปล่อยได้แล้ว ใจจะสงบเย็นสบาย เหมือนกับเวลาที่เขามาทวงหนี้ ถ้าพร้อมที่จะจ่าย เราก็จะสบายใจ เอาไปเลย ร่างกายก็เป็นเหมือนหนี้ ที่เราต้องคืนเจ้าของไป ร่างกายไม่ใช่ของเรา เป็นของธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ เรายืมมาใช้ชั่วคราว พอถึงเวลาเขาก็จะมาขอคืน กายทิพย์ที่เป็นผู้ดูแลร่างกายนี้ พร้อมที่จะคืนเขาไปหรือเปล่า ถ้ามีธรรมะก็จะพร้อม เพราะถ้าไม่ปล่อย จะทุกข์ทรมานใจ ถ้าปล่อยจะเย็นสบาย จิตจะดิ่งเข้าสู่อุเบกขา ไม่แบก ไม่หนักอกหนักใจ แต่ถ้าอยากจะอยู่ต่อไป จะทุกข์ทรมานใจมาก เหมือนเวลามีใครมาพรากของที่รักไป จะรู้สึกอย่างไร ถ้ายอมให้เขาไป ก็จะโล่งอกเลย ถ้าไม่ยอม ก็จะว้าวุ่นขุ่นมัว ทุกข์ทรมานใจ การทำบุญให้ทานนี่ ก็เป็นการฝึกคืนของต่างๆ ที่ไม่ใช่ของเราไป ข้าวของเงินทองต่างๆนี้ ไม่ใช่ของเรานะ ตอนนี้เรามาฝึกปล่อยวางกัน ถ้าทำได้แล้วเวลาพลัดพรากจากกันจะไม่เสียดาย ถ้าทำไม่ได้ ยังหวงอยู่ เวลาพลัดพรากจากกัน จะทุกข์ทรมานใจมาก จะไม่สงบ ถาม เอาเทปธรรมะหรือบทสวดมนต์ไปเปิดให้คนป่วยฟัง จะได้ประโยชน์ไหม ตอบ ตอนที่ไม่ป่วยเขาฟังหรือเปล่า ถ้าไม่ฟังตอนที่ป่วยจะฟังหรือ อยู่ที่ตัวเขา ถ้าฟังก็จะได้ประโยชน์ คนเราถ้าไม่จนตรอกก็จะไม่สู้ จะไม่หาที่พึ่ง พอใกล้จะตาย รู้ว่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งได้นอกจากธรรมะ ก็อาจจะตั้งใจฟังก็ได้ อาจจะบรรลุได้ด้วย เช่นพระราชบิดาของพระพุทธเจ้า ก็บรรลุ ๗ วันก่อนจะเสด็จสวรรคต ตอนนั้นทรงประชวรหนัก พระพุทธเจ้าก็เลยไปโปรด ไปแสดงธรรม ทรงสอนว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา เป็นของดินน้ำลมไฟ ต้องคืนเขาไป พอฟังแล้วเข้าใจ ทำใจได้ ก็จะบรรลุธรรมได้ ถาม ทำให้ปล่อยวางได้ ตอบ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา พอมีคนมาบอกว่าไม่ใช่ของเรา ก็เหมือนเวลาไปคลอดลูกที่โรงพยาบาล แล้วเขาสลับเอาลูกคนอื่นมาให้เรา อีก ๑๐ ปีต่อมาเขามาบอกว่า เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณนะ คุณพร้อมจะคืนให้พ่อแม่ของเด็กหรือเปล่า ถ้ายอมรับความจริง ว่าเด็กไม่ใช่ลูกของเรา จะเก็บไว้ทำไม คืนให้พ่อแม่ของเด็กไปไม่ดีกว่าหรือ พระพุทธเจ้าทรงเอาความจริงมาบอกพวกเราว่า ร่างกายไม่ใช่ของเรา เป็นของยืมมาจากดินน้ำลมไฟ เวลาจะตายก็เป็นเวลาที่เขาจะมาเอาคืนไป เราพร้อมที่จะคืนให้เขาไปหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าไม่ใช่ของเรา ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ เหมือนไปยืมรถของเพื่อนมาขับ พอถึงเวลาก็ต้องเอาไปคืน ถ้าไม่อยากคืนก็จะต้องเสียใจ ถาม สามีเพื่อนตอนใกล้จะเสียชีวิต เขาขอฟังเพลงคลาสิก เขาบอกว่าจะทำให้จิตนิ่งสงบ ตอบ เวลาฟังเพลงจะมีอารมณ์ ถาม ตอนนั้นเขาโคม่า ตอบ ถ้าไม่รู้สึกตัว ฟังไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ฟังไม่รู้เรื่อง ถาม ถ้าเขายังพอรับรู้ได้ ตอบ ฟังแล้วไม่แน่ว่าจะสงบหรือไม่ เพราะเสียงเพลงจะปลุกอารมณ์ขึ้นมา ถาม ตอนนั้นทุกขเวทนาน่าจะทำให้ฟังไม่ได้ใช่ไหมคะ ตอบ ทุกขเวทนาไม่ใช่ตัวปัญหา ปัญหาอยู่ที่ทุกข์ในอริยสัจ ๔ ที่อยู่ในจิตในใจ ที่เกิดจากความไม่อยากตาย จะรุนแรงกว่าความทุกข์ของร่างกาย ที่ปฏิบัติธรรมกันนี้ก็เพื่อดับทุกข์ในอริยสัจ ๔ ทุกข์ในจิต ไม่ใช่ทุกข์ในขันธ์ ในร่างกาย ทุกข์ในขันธ์ไม่เป็นปัญหา อย่างพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกนี้ ท่านนิพพานคือตายได้อย่างสบาย เพราะท่านไม่มีทุกข์ในอริยสัจ ๔ ไม่มีทุกข์ในจิต ทุกข์ในกายกับทุกข์ในจิตนี้ เป็นเหมือนน้ำในตุ่มกับน้ำในมหาสมุทร ถ้าจิตมีความสุข ความทุกข์ของร่างกาย ซึ่งเป็นเหมือนน้ำในตุ่ม จะไม่มีกำลังสู้กับความสุข ที่เป็นเหมือนน้ำในมหาสมุทรได้ จิตของผู้ที่บริสุทธิ์หรือจิตที่เข้าฌานสมาบัติได้ จะไม่เดือดร้อนกับความเจ็บปวดของร่างกาย พวกที่เข้าฌานสมาบัติได้ เวลาจะตายก็เข้าฌานกัน พวกที่จิตบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องเข้าฌานก็ได้ เพราะจิตไม่มีทุกข์ในอริยสัจ ๔ จิตรับรู้ความเจ็บปวดของร่างกายได้ อย่างไม่สะทกสะท้าน ต่างฝ่ายต่างอยู่ สิ่งที่เราต้องทำก็คือทำให้ใจนิ่งสงบ ไม่ผลิตทุกข์ในอริยสัจ ๔ ขึ้นมา ต้องละต้นเหตุของทุกข์ในอริยสัจ ๔ คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ในขณะที่ตายก็คือความไม่อยากตายนี่แหละ ถ้าไม่อยากตายก็จะทุกข์ทรมานใจ ถ้ายอมรับความตาย ก็จะไม่ทุกข์ ความเจ็บปวดของร่างกายจะไม่เป็นปัญหา ความทุกข์ใจที่เกี่ยวกับร่างกายมีอยู่ ๒ ประการคือ ความไม่อยากตายและความไม่อยากเจ็บ ถ้าไม่อยากทุกข์ เวลาเจ็บก็ต้องอย่าไม่อยากเจ็บ เวลาจะตายก็อย่าไม่อยากตาย เวลานั่งแล้วเจ็บก็อย่าเพิ่งลุก พยายามทำใจให้นิ่ง อย่าไปอยากให้ความเจ็บหายไป อย่าอยากจะหนีจากความเจ็บไป ถ้าละความอยากนี้ได้แล้ว จิตจะสงบเป็นอุเบกขา ความทุกข์ใจก็จะหายไป ความทุกข์กายก็จะเจ็บเพียงนิดเดียว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความเจ็บปวดของร่างกาย เพราะเป็นธรรมดาของร่างกาย ที่เกิดมาแล้วก็ต้องแก่เจ็บตายไปเป็นธรรมดา เวทนา ก็มีสุขเวทนา มีทุกขเวทนา มีไม่สุขไม่ทุกขเวทนา สลับกันไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ความจริงใจรับได้ทั้ง ๓ เวทนา แต่ใจมีกิเลสก็เลยไปรักสุขเวทนา ชังทุกขเวทนา ก็เลยทำให้เกิดตัณหาขึ้นมา เกิดความอยาก อยากมีสุขอย่างเดียว ไม่อยากมีทุกข์ ก็เลยไปสร้างทุกข์ในอริยสัจ ๔ ขึ้นมา ซึ่งเป็นเหมือนน้ำในมหาสมุทร ส่วนทุกข์ในขันธ์เป็นเหมือนน้ำในตุ่มน้ำ น้ำหนักต่างกันมาก ถ้าสามารถดับทุกข์ ในขนาดน้ำในมหาสมุทรได้ ทุกข์ในตุ่มน้ำจะไม่เป็นปัญหาเลย เหมือนไม้จิ้มฟันกับตะบอง เอาไม้จิ้มฟันเคาะหัวกับเอาไม้ตะบองเคาะหัว อย่างไหนจะเจ็บกว่ากัน ทุกข์ขนาดไม้จิ้มฟันนี้เราบังคับไม่ได้ แต่ทุกข์ขนาดไม้ตะบองนี่เราหยุดมันได้ แต่เราไม่หยุดกัน เพราะไม่เจริญสติ ไม่นั่งสมาธิ ไม่พิจารณาด้วยปัญญา ไม่พิจารณาไตรลักษณ์ ที่เป็นเครื่องมือที่จะหยุดความทุกข์อันใหญ่หลวงได้ ส่วนความทุกข์เล็กๆน้อยๆของร่างกายนี้ เราหยุดไม่ได้ ต้องเป็นไปตามธรรมชาติของเขา ถาม ทุกข์ในมหาสมุทรอยู่ขั้นไหนคะ ตอบ อยู่ในใจของสัตว์โลกทุกขั้น นอกจากใจของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เท่านั้น ถาม ส่วนทุกข์เท่าไม้จิ้มฟันนี่ ตอบ ทุกข์เท่าไม้จิ้มฟันนี่มีอยู่ในร่างกายของทุกคน พอมีทุกข์เท่าไม้จิ้มฟัน ก็ไปสร้างทุกข์ขนาดมหาสมุทรขึ้นมาอีก เพราะกลัวความเจ็บ เช่นเวลาหมอบอกจะฉีดยาปั๊บ กิเลสก็สร้างทุกข์มหาสมุทรขึ้นมาในใจ ทุกข์ใจนี้เราหยุดมันได้ถ้ามีสติสมาธิปัญญา แต่เราไม่มีกัน พอร่างกายเจ็บขึ้นมานิด ใจก็ทุกข์ขึ้นมาใหญ่เลย ความทุกข์ใหญ่อยู่ที่ใจ ต้องใช้ธรรมะดับทุกข์ใจ ต้องเจริญสติอยู่ตลอดเวลา ควบคุมใจไม่ให้คิดปรุงแต่ง อยากให้หายเจ็บ อยากให้ไม่ตาย คิดอย่างนี้ก็จะผลิตทุกข์มหาสมุทรขึ้นมา ต้องทำใจให้นิ่ง ให้ว่างให้สงบตลอดเวลา หรือทำให้ใจยอมรับว่า ตายเป็นตาย เจ็บเป็นเจ็บ
ถาม ต้องกลับมาที่ปฏิบัติใช่ไหมคะ ตอบ ก็พูดมาตั้งเกือบ ๗ ปีแล้ว เพิ่งได้ข้อสรุปวันนี้เอง ก็ยังดี ไม่สายเกินไป ตอนนี้เริ่มปฏิบัติกันแล้วใช่ไหม หรือต้องรอให้หมอบอกว่าเหลืออีก ๖ เดือน คนเราถ้าไม่จนตรอกมักจะไม่หาที่พึ่ง จะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ถาม คนป่วยส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเจ็บอยู่ที่กาย ไม่ใช่ที่ใจ ตอบ เรื่องของความทุกข์ใจนี่จะไม่รู้กัน ถ้าไม่ได้ศึกษาไม่ได้ปฏิบัติ ถ้าคิดว่าความทุกข์อยู่ที่ร่างกาย ก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจแก้ความทุกข์ที่ร่างกายอย่างเดียว ทั้งๆที่ใจทุกข์อยู่ตลอดเวลา กลับมองไม่เห็นกัน ถาม เพราะว่าเราอาศัยร่างกายอยู่ ตอบ เพราะเราหลงไปอาศัยมันเอง เพราะไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ ที่ท่านสอนรูปังอนัตตา ก็ไม่เข้าใจความหมาย ว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเราเป็นอย่างไร เพราะเป็นของเรามาตั้งแต่เกิด พวกเราคิดอย่างนี้กันทั้งนั้น เพราะไม่รู้ว่าผู้ที่ว่าเป็นเราเป็นของเรา ไม่ใช่ร่างกาย คิดกันไปเองว่าร่างกายเป็นผู้คิด แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็คิดว่า จิตใจเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ได้คิดว่าเป็นคนละส่วนกัน มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ที่ทรงรู้ได้ด้วยพระองค์เองว่าเป็นคนละส่วนกัน หลังจากที่ทรงปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ อดพระกระยาหารถึง ๔๙ วัน เพราะคิดว่ากิเลสออกมาจากร่างกาย ถ้าไม่ให้ร่างกายรับประทานอาหาร กิเลสก็จะต้องตาย แต่กิเลสไม่ตาย มีแต่ร่างกายที่จะตาย ก็ทรงรู้ว่ากิเลสไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย แต่อยู่ที่ใจ จึงต้องมาแก้กิเลสด้วยการภาวนา สมถะและวิปัสสนาภาวนา จนได้ตรัสรู้ ทรงเห็นพระอริยสัจ ๔ ที่อยู่ในพระทัยของพระองค์ เห็นทุกข์ที่เกิดจากความอยากของพระองค์เอง เห็นความอยากเป็นกิเลส เป็นต้นเหตุของความทุกข์ เห็นวิธีที่จะดับกิเลส ก็คือสติสมาธิปัญญา พอมีสติสมาธิปัญญา ก็จะชนะกิเลสตัณหา ทุกข์ก็จะดับไป เป็นการต่อสู้ระหว่างความเห็นของ ๒ ฝ่าย ความเห็นที่ถูกกับความเห็นที่ผิด พอความเห็นที่ถูกทำลายความเห็นที่ผิดได้ ใจก็จะไม่ผลิตความทุกข์ขึ้นมา ถ้ามองร่างกายของเรา เหมือนเรามองร่างกายของคนอื่นได้ เราก็จะไม่ทุกข์เลย เพราะร่างกายของเรามันไม่ใช่ของเราจริงๆ เป็นเหมือนของคนอื่น แต่เราไม่มองอย่างนั้น เพราะมีความเห็นผิด เห็นว่าเป็นของเรา วิธีที่จะมองให้เห็นก็ต้องเข้าไปในสมาธิ ทำจิตให้เป็นอุเบกขา พอเป็นอุเบกขาแล้วทุกอย่างจะไม่เป็นของเรา จิตจะแยกออกจากร่างกายชั่วคราว เป็นอุเบกขาชั่วคราว พอได้อุเบกขาแล้ว ก็จะรู้ว่าหลักของจิตก็คือจุดอุเบกขานี่เอง พอออกจากสมาธิก็ต้องใช้ปัญญาประคับประคองไว้ ด้วยการไม่ยึดไม่ติด ถ้ายึดติดจะออกจากอุเบกขาทันที จะวิตกกังวล จะห่วง จะอยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ขึ้นมาทันที ถ้ามองว่าไม่ใช่เป็นของเรา ก็จะไม่ต้องวิตกกังวล ไม่ห่วง ต้องใช้ปัญญาสอนใจ ว่าร่างกายนี้เป็นเหมือนร่างกายของคนอื่น ถ้าไม่ห่วงร่างกายของคนอื่นก็ไม่ต้องห่วงร่างกายนี้
......................................................
ขอขอบคุณที่มาจาก : เว็บ พระธรรมเทศนา
| Create Date : 30 พฤษภาคม 2567 |
| Last Update : 30 พฤษภาคม 2567 8:41:39 น. |
|
15 comments
|
| Counter : 619 Pageviews. |
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณhaiku, คุณmultiple, คุณเนินน้ำ, คุณThe Kop Civil, คุณปัญญา Dh, คุณกะว่าก๋า, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณปรศุราม, คุณtoor36, คุณสองแผ่นดิน, คุณดอยสะเก็ด, คุณหอมกร, คุณeternalyrs, คุณกาปอมซ่า, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณtanjira, คุณโฮมสเตย์ริมน้ำ, คุณSweet_pills, คุณnewyorknurse, คุณkae+aoe, คุณร่มไม้เย็น, คุณฟ้าใสทะเลคราม |
โดย: multiple วันที่: 30 พฤษภาคม 2567 เวลา:9:33:59 น. |
|
|
|
โดย: ปัญญา Dh วันที่: 30 พฤษภาคม 2567 เวลา:11:24:07 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 พฤษภาคม 2567 เวลา:13:39:21 น. |
|
|
|
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 30 พฤษภาคม 2567 เวลา:17:04:15 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 30 พฤษภาคม 2567 เวลา:22:38:27 น. |
|
|
|
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 30 พฤษภาคม 2567 เวลา:23:22:44 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 พฤษภาคม 2567 เวลา:5:34:26 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 31 พฤษภาคม 2567 เวลา:6:59:20 น. |
|
|
|
โดย: กาปอมซ่า วันที่: 31 พฤษภาคม 2567 เวลา:19:54:30 น. |
|
|
|
โดย: tanjira วันที่: 1 มิถุนายน 2567 เวลา:6:11:50 น. |
|
|
|
โดย: Sweet_pills วันที่: 3 มิถุนายน 2567 เวลา:0:20:53 น. |
|
|
|
|
|
|
สวัสดีครับ
ขอส่งความสุขให้กับทุกคน
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
ชีวิตนี้เลยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ยืมเงินใครแล้วก็ไม่ให้ใครยืมอีกแล้วครับฮ่าๆๆ