Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2565
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
22 ธันวาคม 2565
 
All Blogs
 
บุญคือความสุขใจ 1


           การที่พวกเรามีศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้น  ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศลอย่างยิ่ง เพราะเราจะได้รู้จักเรื่องราวต่างๆที่ดี ที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ก็ดี เรื่องของจิต เรื่องของมรรค ผล นิพพานก็ดี  ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เราจะไม่ได้เรียนรู้จากแหล่งอื่นๆ จากที่อื่นๆ นอกจากที่พระพุทธศาสนานี้เท่านั้น เมื่อเรารู้จักแล้ว เราก็จะได้มีโอกาสสัมผัส ได้มาครอบครองสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในโลกนี้ ไม่มีอะไรในสามโลกธาตุที่จะวิเศษ ที่จะเลิศเท่ากับสิ่งที่พระพุทธศาสนามอบให้กับพวกเรา  แต่ถ้าพวกเราไม่มีศรัทธา ก็จะเป็นการปิดกั้นทางของพวกเรา เพราะศรัทธาก็เปรียบเหมือนกับกุญแจที่จะเปิดตู้เซฟนิรภัย ที่เก็บสมบัติอันล้ำค่าไว้  ถ้าไม่มีกุญแจดอกนี้แล้ว ก็จะไม่มีทางที่จะเข้าไปเป็นเจ้าของสมบัติอันประเสริฐนี้ได้เลย  ดังนั้นถ้าใครมีศรัทธาแล้วก็ควรรักษาไว้ให้ดี  ควรเสริมสร้างศรัทธาให้แก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ  ส่วนใครที่ยังไม่มีศรัทธาก็ควรเสริมสร้างให้เกิดขึ้น การจะมีศรัทธาสำหรับคนที่ยังไม่มีศรัทธามาก่อนนี้  ส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตร  คนที่มีศรัทธาอยู่แล้ว ให้เขาชวนเราเข้าหาศาสนา เข้าหาพระสงฆ์องค์เจ้า ชวนเราเข้าวัดเข้าวา  เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยปลูกฝังศรัทธาให้กับพวกเรา ส่วนคนที่มีศรัทธาอยู่แล้วก็ควรขวนขวายให้มีมากขึ้น อย่าประมาทนิ่งนอนใจ โดยคิดว่ามีศรัทธาแล้วจะไม่เสื่อมคลายไป
 
เพราะศรัทธามีอยู่ ๒ ชนิดด้วยกันคือ   ๑. ศรัทธาที่ยังไม่มั่นคง เพราะยังไม่ได้สัมผัสกับธรรมะในจิตใจอย่างแท้จริง เป็นศรัทธาในลักษณะของสัญญา ได้ยินได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ก็เกิดศรัทธาขึ้นมา แต่ยังไม่ได้เห็นเรื่องราวต่างๆนี้ปรากฏขึ้นมาในจิตในใจ  ถ้าไปได้ยินเรื่องราวที่ตรงกันข้ามกับเรื่องราวที่ได้ยินมา ก็อาจจะลบล้างศรัทธาที่มีอยู่ได้  แต่ถ้ามีศรัทธาชนิดที่ ๒ ที่เกิดจากการสัมผัสธรรมะที่ปรากฏขึ้นในใจแล้ว ศรัทธาแบบนี้จะไม่เสื่อมคลาย  แม้จะตายจากชาตินี้ไปแล้ว  ไปเกิดใหม่อีกกี่ภพกี่ชาติก็จะไม่เสื่อมศรัทธาในพระรัตนตรัย ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าเรายังไม่มีศรัทธาที่มั่นคงเหนียวแน่น ที่ไม่มีวันเสื่อมคลายได้ เราก็ไม่ควรประมาท ควรเข้าหาศาสนาอยู่เรื่อยๆ และพยายามปฏิบัติในสิ่งที่ศาสนาสอนให้เราปฏิบัติ ให้เกิดเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในจิตในใจของเราให้ได้  เพราะศาสนาที่แท้จริงนั้นจะต้องปรากฏขึ้นมาในจิตในใจของเรา  การได้ยินได้ฟังนั้น เป็นพียงการเพาะปลูกเมล็ดแห่งพระศาสนานี้ไว้ในจิตในใจเท่านั้นเอง  แต่ถ้าเราไม่ทำนุบำรุงให้น้ำให้ปุ๋ยด้วยการศึกษา ด้วยการปฏิบัติ ผลคือความหยั่งลึกของรากแห่งศรัทธาในพระศาสนาก็จะไม่เกิดขึ้น  แล้วถ้าเราตายไป หรือไปอยู่ในสังคมที่ไม่มีศาสนา  ความศรัทธาในศาสนาที่มีอยู่ก็จะจืดจางหายไปได้  เพราะจะมีเรื่องอื่นๆมากลบมาลบล้างศรัทธาที่มีอยู่ให้หมดไปได้
 
 เราจึงไม่ควรประมาทนอนใจ  อย่าไปคิดว่าเป็นพุทธศาสนิกชนมีศรัทธาทำบุญอยู่เป็นประจำก็พอแล้ว เพราะยังต้องทำอีกมาก นอกจากทำบุญให้ทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้ว ยังต้องปฏิบัติธรรมด้วย  ต้องทำให้ธรรมะที่อยู่ข้างนอก ธรรมะที่อยู่ในใจของครูบาอาจารย์ มาปรากฏขึ้นในใจของเราให้ได้  ถ้าเป็นธรรมะที่ปรากฏอยู่ในใจของเราแล้ว มันจะอยู่กับเราไปตลอด แต่ถ้าเป็นเพียงความจำมันก็จะจางหายไปได้ เช่นสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรภายในจิตในใจของเรา มันก็ยังจะไม่เป็นธรรมะของเรา ยังเป็นธรรมะของผู้อื่นเขา เราจึงควรให้ความสนใจต่อการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ทำบุญให้ทานอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มาวัดก็ทำได้ อยู่ที่บ้านก็ทำได้ อยู่นอกบ้านก็ทำได้ อยู่บนรถเมล์ อยู่สถานที่ใดเราก็สามารถทำได้  เพราะการทำทานก็คือการให้นั่นเอง ให้อะไรก็ได้ มีข้าวของก็แบ่งปันให้ผู้อื่นได้  มีความสุขก็แบ่งปันให้ผู้อื่นได้ มีประโยชน์ก็แบ่งปันให้กับผู้อื่นได้ มีโอกาสก็แบ่งปันให้กับผู้อื่นได้ เช่นสมมุติเรานั่งอยู่บนรถเมล์ เราเห็นคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรายืนอยู่ ไม่มีที่นั่ง อยากจะให้เขานั่ง ก็ลุกให้เขานั่งแทนเรา อย่างนี้ก็เป็นการให้เหมือนกัน ไม่จำเป็นจะต้องตักบาตรกับพระอย่างเดียวถึงจะได้บุญ การทำทานนี้ถ้าพิจารณาแล้ว จะเห็นว่ามีกว้างขวางมาก สามารถทำได้ทุกแห่งทุกหน
 
 การกระทำอันใดที่ทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์สุขจากเรา ก็ถือว่าเป็นการทำบุญแล้ว เพราะคำว่าบุญนี้แปลว่าความสุขใจ ทานเป็นการกระทำ เป็นเหตุ  บุญเป็นผลที่เกิดจากการกระทำความดี  ทานก็เป็นการกระทำความดีอย่างหนึ่ง ทำแล้วก็ได้บุญ ได้ความสุขใจ รักษาศีลไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็เป็นการกระทำความดีอีกอย่างหนึ่ง ผลก็คือบุญที่เกิดตามมาคือความสุขใจ  เราไม่เบียดเบียนผู้อื่นเราก็มีความสบายใจ ไม่วุ่นวาย ไม่กังวล เช่นไม่โกหกคุณพ่อคุณแม่  เราก็จะสบายใจ เพราะรู้ว่ายังไงๆก็ไม่มีใครมาจับผิดเราได้ ว่าเราพูดโกหก เพราะเราไม่ได้โกหก  นี่ก็เป็นความสบายใจที่เกิดจากการไม่ทำบาป ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี นี่ก็เป็นบุญอย่างหนึ่งเหมือนกัน  คำว่าบุญจึงเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเรา  การฟังเทศน์ฟังธรรมก็เป็นบุญเหมือนกัน ฟังแล้วเรามีความสงบ มีความสุข มีความรู้ เราฉลาดขึ้น อย่างนี้ก็เป็นบุญ เป็นความสุขเหมือนกัน  การนั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบระงับจากความฟุ้งซ่านต่างๆ สงบระงับจากความโลภ ความโกรธ ความหลง แม้จะเป็นชั่วขณะเดียว หรือไม่นานมากก็ตาม มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ท่ามกลางในโลกที่มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความทุกข์ เราฝึกทำสมาธิก็เหมือนกับเข้าไปนั่งอยู่ในห้องปรับอากาศ เวลาข้างนอกมันร้อนมาก เราก็เข้าไปนั่งในห้องปรับอากาศสักระยะหนึ่ง  ก็ผ่อนคลายความร้อนได้
 
เวลามีเรื่องราวต่างๆที่สร้างความทุกข์ ความวุ่นวายให้กับจิตใจ การนั่งทำสมาธิก็จะช่วยระงับดับมันได้ ขอให้ทำไป มันช่วยได้ ถ้าสงบมากก็เย็นมาก ถ้าสงบน้อยก็เย็นน้อย ถ้าสงบนานก็เย็นนาน ถ้าสงบไม่นานก็เย็นไม่นาน แต่ก็ยังดีกว่าที่จะทนอยู่กับความรุ่มร้อน ทนอยู่กับเรื่องราวต่างๆ ที่จิตคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่านไปหมด เวลาเรามีความทุกข์ทางด้านจิตใจ ขอให้นึกถึงคำว่าบุญทันที บุญที่ใกล้ตัวเราที่สุด ก็คือการทำจิตใจให้สงบ ถ้าทำสมาธิไม่ได้ ก็ไหว้พระสวดมนต์ไปก่อน สวดอรหังสัมมาฯ สวากขาโตฯ  อิติปิโสฯ สวดบทที่เราจำได้ พยายามให้มีสติอยู่กับการสวดนั้นๆ อย่าให้จิตไปคิดถึงเรื่องที่สร้างความวุ่นวายใจให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เราสามารถป้องกันไม่ให้เข้ามาสู่ในจิตในใจของเราได้  ถ้าเราสวดมนต์เป็น ถ้าเราฝึกทำสมาธิเป็น เพราะจิตจะทำงานได้ทีละอย่าง  ถ้าจะคิดเรื่องนี้ก็จะคิดเรื่องอื่นไม่ได้ ถ้าเราวุ่นวายอยู่กับเรื่องนั้น แล้วหันมาสวดมนต์แทน พยายามดึงจิตให้อยู่กับการสวดมนต์ ไม่ให้กลับไปหาเรื่องที่สร้างความวุ่นวาย เดี๋ยวเรื่องวุ่นวายนั้นก็จะหายไป จิตของเราก็จะสงบ ใจของเราก็จะสบายขึ้นมา จิตของเราก็เหมือนกับโทรทัศน์ที่เราสามารถกดรีโหมดเปลี่ยนช่องได้ เวลาดูหนังที่หวาดเสียวมาก ขนลุกหวาดกลัว เราก็กดเปลี่ยนช่องได้ ถ้าเราไม่อยากจะดู จิตของเราก็เป็นเช่นนั้น ถ้าจิตมีเรื่องวุ่นวาย แล้วเราไม่อยากจะวุ่นวายกับเรื่องนั้น เราก็สวดมนต์ไป ถ้าเรามีสติมีสมาธิที่แก่กล้า เพียงแต่กำหนดจิตไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องนั้น เรื่องนั้นก็ไม่สามารถเข้ามาในจิตในใจได้
 
 แต่ถ้าเราอยากจะกำจัดมันอย่างถาวรก็มีอีกวิธีหนึ่ง คือวิธีของปัญญา พิจารณาให้เห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้นแหละ เรื่องที่มันสร้างความทุกข์ความวุ่นวายใจให้กับเรา แต่เนื่องจากเราไม่มีปัญญา เราหลง เรากลับไปเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ากับเรา เพราะเราไม่เห็นไตรลักษณ์ ไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราไปเกี่ยวข้องด้วย เรื่องราววุ่นวายต่างๆที่เราไปยึดไปติดนั้น จะวิเศษวิโสขนาดไหนขนาดไหนก็ตาม  สักวันหนึ่งก็ต้องหายไป หมดไป มันไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด เราไม่ได้เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง สมมุติเราวุ่นวายใจเพราะเรากลัวจะสูญเสียสิ่งที่เรารักไป  ถ้าเราใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง  ให้เห็นว่าไม่ใช่เป็นสมบัติของเรา เราก็จะไม่วุ่นวายใจ เพราะเวลาเรามา เราก็มาตัวเปล่าๆ เวลาเราไป เราก็ไปตัวเปล่าๆ แล้วของที่เราไปยึดไปติดไปหวงนั้น มันจะเป็นของเราต่อไปได้อย่างไร สักวันหนึ่งมันกับเราก็ต้องแยกทางกันอยู่ดี ถ้าจะแยกกันขณะนี้ก็ให้มันแยกไป ยอมรับความจริง เพียงเท่านี้แล้วใจของเราก็จะระงับดับจากความวุ่นวายได้  นี่ก็เป็นรีโหมดที่กดปิดเครื่องไปเลย  ปิดโทรทัศน์ไปเลย  หมดปัญหา นี่คือนิโรธความดับทุกข์ ก็เหมือนกับเราปิดโทรทัศน์ ดูโทรทัศน์แล้ววุ่นวายใจดูไปทำไม ปิดเครื่องเสียก็หมดเรื่อง คนบางคนก็ไม่ยอมปิด พยายามเปลี่ยนช่องนั้นเปลี่ยนช่องนี้ ดูอย่างไรมันก็ยังเบื่อ ดูอย่างไรมันก็เซ็งอยู่นั่นแหละ จะวิเศษขนาดไหน ดูบ่อยๆเข้า ซ้ำๆซากๆ ก็เบื่ออยู่ดี
 
นี่คือคำว่าบุญ เป็นอย่างนี้  การทำบุญมีหลายระดับ มีหลายขั้นด้วยกัน ขอให้เราทำอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่สถานที่ใด อย่าไปคิดว่าการทำบุญจะต้องมาที่วัดโดยถ่ายเดียว การมาวัดนี้เป้าหมายที่แท้จริงก็คือมารับธรรมะ เพราะวัดเป็นเหมือนกับโรงเรียน เรามาศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ มาฟังธรรม มารับความรู้ที่เราอาจจะเคยรู้มาบ้างแล้ว แต่ยังไม่กระจ่างพอ พอได้ฟังซ้ำอีก ได้ฟังการบรรยายขยายความ ก็จะเกิดความเข้าใจดีขึ้น ช่วยเสริมกำลังศรัทธา ให้มีความมุ่งมั่นที่จะประพฤติปฏิบัติ ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าให้มากยิ่งๆขึ้นไป ช่วยสกัดกั้นความท้อแท้ อิดหนาระอาใจได้ เวลาที่ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมหลายๆครั้ง  ถ้าธรรมที่ฟังนั้นเป็นธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติ  ธรรมที่เกิดจากการรู้จริงเห็นจริง จะเป็นเหมือนกับยาบำรุง ที่จะช่วยกระตุ้นศรัทธา กระตุ้นวิริยะความขยันหมั่นเพียร ให้เรามีกำลังจิตกำลังใจ ที่จะปฏิบัติธรรมให้มากยิ่งๆขึ้นไป  การปลูกฝังศรัทธา การรักษาศรัทธา จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพวกเรา  ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการทำบุญในลักษณะต่างๆ ทำที่บ้าน ทำที่ทำงาน ที่ไหนก็ทำได้ ถ้ามีโอกาส มีเหตุการณ์ที่จะให้เราต้องทำ เราก็ทำไป
 
เช่นเวลาเราเดินไปเจอของที่คนอื่นเขาทำตกไว้ นี่ก็เป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญแล้ว ถ้าไม่เคยศึกษาเรื่องบุญก็อาจจะคิดว่าหวานหมูแล้ว มีลาภลอยมาแล้ว ก็จะเก็บสิ่งของนั้นไว้เป็นของตน แต่ถ้าเป็นคนที่รู้ว่าการเอาของของผู้อื่นมาโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำที่ไม่ควร ไม่เหมาะ ก็จะคิดว่าของนี้มีเจ้าของ  ควรเอาไปฝากหรือไปถามคนที่อยู่ใกล้ๆแถวนั้นดูว่าเป็นของใคร แล้วก็ฝากเขาไว้  ไม่เอามาเป็นสมบัติของตน นี่ก็เป็นโอกาสที่ได้ทำบุญแล้ว  คือมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่โลภอยากจะได้ของผู้อื่น ถ้าเราต้องการอะไรก็หามาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เวลาเราอยากจะได้อะไร ถ้ามีเงินเราก็เอาเงินไปซื้อมา ถ้าไม่มีเงินเราก็ทำงานทำการ เก็บเงินเก็บทองไว้ก่อน พอได้เงินแล้วก็ค่อยไปซื้อของที่เราต้องการ เราก็จะได้ทำในสิ่งที่ดี  คือทำบุญนั่นเอง การกระทำอะไรที่เป็นการกระทำที่ถูกต้องก็เป็นบุญเหมือนกัน การมีความเห็นที่ถูกต้องก็เป็นบุญ ให้ความสุขกับเรา รู้ว่าของไม่ใช่ของเรา เราไม่ควรเอามาครอบครอง อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง เรียกว่าสัมมาทิฐิ เพราะเมื่อมีความเห็นที่ถูกต้องแล้ว การกระทำที่ถูกต้องก็จะตามมา  ก็คือเราจะไม่เอาของชิ้นนั้นมาเป็นของเรา เราก็จะเอาไปมอบไว้ให้กับผู้หนึ่งผู้ใด เพื่อเขาจะได้สืบหาเจ้าของต่อไป

นี่คือเรื่องของบุญต่างๆ มีหลากหลายวิธีด้วยกัน  และสามารถทำได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดเวลาใด ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่จะปรากฏขึ้นมา จึงขอให้เรามีสติ ให้รู้ทันถึงเหตุการณ์ในแต่ละเวลา ว่าควรจะทำบุญในลักษณะใดบ้าง อย่าไปคิดว่าจะต้องรอวันนั้นวันนี้ เช่นวันเกิดของเรา เราถึงจะทำบุญกัน ถ้าทำเพียงแค่นั้น จิตใจก็จะผอมแห้งแรงน้อยไม่มีกำลังวังชา  เพราะเหมือนกับกินข้าวปีละหน วันเกิดทีก็กินข้าวที เวลาไม่ใช่วันเกิดก็จะไม่กิน ร่างกายก็จะต้องผอมแห้งแรงน้อยตายไปก่อน  แต่นี่เรากินวันละตั้ง ๓ - ๔ เวลา  บางคนกินมากกว่านั้น นอกจากอาหารแล้วเรายังหายใจอีก อากาศก็เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ถ้าไม่มีอากาศร่างกายก็อยู่ไม่ได้  อากาศก็เป็นอาหารที่เราเอาเข้าไปในร่างกายแทบทุกวินาทีเลย นาทีหนึ่งก็หายใจเข้าไปหลายๆครั้งด้วยกัน  ถ้าเราทำบุญแบบหายใจเข้าออกแล้ว รับรองได้ว่าเราจะเป็นเศรษฐีบุญ เช่นพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ท่านทำบุญทุกลมหายใจเข้าออก ดังที่ทรงสอนพระอานนท์ไว้ให้เจริญมรณานุสสติอยู่เสมอๆ ทุกลมหายใจเข้าออก พิจารณาว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ต้องแก่ ต้องเจ็บเป็นธรรมดา ถ้ามันอยู่ในจิตในใจของเราตลอดเวลา เราจะไม่ประมาท จะไม่โลภ เพราะไม่รู้ว่าจะโลภไปทำไม เมื่อตายไปแล้วก็เอาไปไม่ได้ เงินตั้งกี่หมื่นล้านก็เอาไปไม่ได้ ทิ้งให้คนอื่นหมด พวกบ้าหอบฟาง คือหอบของที่ไม่มีคุณค่าไป ของที่มีคุณค่าคือมรรค ผล นิพพาน คือบุญ ความสงบ ความสุขของจิตใจนี้กลับไม่แบกกัน ซึ่งเป็นของที่ไม่หนักเลย  บุญกุศลยิ่งมีมากเท่าไรยิ่งกลับทำให้จิตใจเราเบายิ่งขึ้น

 

จบบุญคือความสุขใจตอนที่ 1
 

......................................................


ขอขอบคุณที่มาจาก : 
 เว็บ พระธรรมเทศนา
 
ภาพประกอบจาก : หลวงพ่อบุษราคัม



Create Date : 22 ธันวาคม 2565
Last Update : 22 ธันวาคม 2565 15:05:16 น. 22 comments
Counter : 668 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณทนายอ้วน, คุณRain_sk, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณปัญญา Dh, คุณเนินน้ำ, คุณปรศุราม, คุณสองแผ่นดิน, คุณhaiku, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณSleepless Sea, คุณnewyorknurse, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณแมวเซาผู้น่าสงสาร, คุณtoor36, คุณกะว่าก๋า, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณกิ่งฟ้า, คุณหอมกร, คุณSweet_pills, คุณtanjira, คุณnonnoiGiwGiw, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณRIGO RIGHI, คุณเริงฤดีนะ, คุณJohnV, คุณร่มไม้เย็น, คุณอุ้มสี


 
อนุโมทนาบุญครับผม...สาธุ


โดย: =[]=!!! (Rain_sk ) วันที่: 22 ธันวาคม 2565 เวลา:12:58:14 น.  

 
สวัสดีครับ

สาธุครับ ขอบคุณนะครับ
ไว้แวะมาอีกครั้งครับ



โดย: Sleepless Sea วันที่: 22 ธันวาคม 2565 เวลา:16:50:03 น.  

 
มาทักทายและส่งกำลังใจค่ะ


โดย: เนินน้ำ วันที่: 22 ธันวาคม 2565 เวลา:18:05:38 น.  

 
ขออภัยค่ะ!! คุณทำการโหวตครบ 10 Blog แล้วนะคะ
คุณสามารถโหวตใหม่ได้อีกครั้งในวันถัดไปค่ะ


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 22 ธันวาคม 2565 เวลา:20:31:39 น.  

 
สาธุ


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 22 ธันวาคม 2565 เวลา:22:28:01 น.  

 

มาอ่านธรรมะค่ะ


โดย: newyorknurse วันที่: 23 ธันวาคม 2565 เวลา:0:34:51 น.  

 


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 23 ธันวาคม 2565 เวลา:3:27:22 น.  

 
อนุโมทนาบุญวันพระจ้า
แวะมาลงชื่อไว้ก่อนนะ



โดย: หอมกร วันที่: 23 ธันวาคม 2565 เวลา:10:59:47 น.  

 
สวีสเี จ้ะ น้องเอ็ม

้ิ ขอบใจสำหรับกำลังใจที่บล็อกครู จ้ะ และขอบใจสำหรับ ข้อคิด ธรรมะ ดี ๆ ที่นำมาให้อ่าน
เรื่องศรัทธา เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้า ศรัทธา
แล้วต้องศึกษาให้ถ่องแท้ด้วย จึงจะเข้าใจและนำ
ไปปฏิบัติตามได้จ้ะ

โหวดหมวด ข้อคิดและธรรมะ


โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 23 ธันวาคม 2565 เวลา:14:22:45 น.  

 
พวกของตก คืนได้ก็พยายามหาทางคืนเถอะ คนที่ทำหายมันเดือดร้อน ลองจินตนาการดูว่าถ้าเรา ทำหายบางเราจะรู้สึกอย่างไร เราได้คืนเราจะรู้สึกอย่างไร มันก็เหมือนกันน่ะแหละ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 23 ธันวาคม 2565 เวลา:15:56:55 น.  

 
เห็นด้วยเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 ธันวาคม 2565 เวลา:16:26:03 น.  

 
สวัสดีครับคุณ**mp5**

อนุโมทนาสาธุนะครับ

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมบล็อก
ส่งกำลังใจให้ด้วยครับ


โดย: มาช้ายังดีกว่าไม่มา วันที่: 23 ธันวาคม 2565 เวลา:22:20:12 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 ธันวาคม 2565 เวลา:5:56:50 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณพี ขอบคุณกำลังใจนะคะ มาอ่านข้อคิดธรรมมะ ขออนุโมทนาสาธุด้วยค่ะที่เผยแผ่ธรรมมะค่ะ

Dharma Blog



โดย: กิ่งฟ้า วันที่: 24 ธันวาคม 2565 เวลา:7:36:34 น.  

 
สาธุค่ะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 24 ธันวาคม 2565 เวลา:23:00:15 น.  

 
สวัสดีค่ะ

สาธุธรรมค่ะ


โดย: tanjira วันที่: 25 ธันวาคม 2565 เวลา:7:28:27 น.  

 
🎊🎄🎄 Merry X’mas 🎄🎄🎊 🎅🏻 🎁


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 26 ธันวาคม 2565 เวลา:0:00:39 น.  

 
ขอบคุณกำลังใจค่ะคุณพี
Merry Christmas นะคะ


โดย: Sweet_pills วันที่: 26 ธันวาคม 2565 เวลา:0:25:19 น.  

 
สาธุ ๆ ๆ ครับ


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 26 ธันวาคม 2565 เวลา:16:16:21 น.  

 
ทำบุญเหมือนกินข้าวปีละครั้ง VS ทำบุญทุกลมหายใจเข้าออก..

สาธุค่ะ


โดย: un momento วันที่: 27 ธันวาคม 2565 เวลา:17:09:16 น.  

 


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 27 ธันวาคม 2565 เวลา:22:30:56 น.  

 
สาธุ อนุโมทามิ


โดย: อุ้มสี วันที่: 30 ธันวาคม 2565 เวลา:0:22:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

**mp5**
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 89 คน [?]




สวัสดีครับ

ขอส่งความสุขให้กับทุกคน




New Comments
Friends' blogs
[Add **mp5**'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.