Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2565
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
1 ธันวาคม 2565
 
All Blogs
 
ยารักษาใจ 2


            ความเป็นไปของเขานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอยากของเรา  เขาจะสุขจะทุกข์ จะดีหรือไม่  ไม่ได้อยู่ที่ความอยากของเรา เขาจะแย่ลงไปหรือไม่  ก็ไม่ได้อยู่ที่ความอยากของเรา แต่อยู่ที่การกระทำของเขาส่วนหนึ่ง  แล้วก็อยู่ที่ธรรมชาติอีกส่วนหนึ่ง ธรรมชาติของเราทุกคนนั้นมีแต่จะเสื่อมลงไป  เมื่อพ้นวัยแห่งการเจริญแล้ว คนเราเวลาเกิดมาในเบื้องต้นก็จะมีการเจริญมากกว่าการเสื่อม  แต่เมื่อถึงจุดที่เจริญเต็มที่แล้วก็จะเริ่มเสื่อมลงไป  การเจริญก็จะน้อยลง ความเสื่อมก็จะมีมากขึ้นไปเรื่อยๆ  เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มากับสิ่งต่างๆ เช่นร่างกายของพวกเราก็เป็นอย่างนั้น  ถ้าเราไม่เข้าใจแล้ว เราก็จะทุกข์จะวุ่นวายอยู่เสมอ  เพราะเราจะคิดอยู่อย่างเดียวว่าอยากจะให้เขาอยู่ไปนานๆ อยากจะให้เขาไม่เจ็บไข้ได้ป่วย  ไม่จากเราไป แต่มันเป็นไปไม่ได้ ที่จะเป็นไปตามความอยากของเรา  นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ
 
อีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่พฤติกรรมของเขา ถ้าเขาเป็นคนที่ไม่ระมัดระวัง ใช้ชีวิตแบบทำลายตัวเอง  กินเหล้าเมายา เที่ยวเตร่ ขับรถเร็ว อย่างนี้ โอกาสที่เขาจะสูญเสียชีวิตของเขาไปเร็วกว่าปกติก็ย่อมมีอยู่  เราอยากจะให้เขาแก้พฤติกรรมของเขา  เขาไม่แก้ เราก็มาทุกข์กับเขา มาห่วงเขา กินไม่ได้นอนไม่หลับไปกับเขา  ทั้งๆที่เราไม่จำเป็นจะต้องไปวุ่นวายกับเขาเลย  เพราะวุ่นวายอย่างไรก็ไม่สามารถทำอะไรได้  เพราะมันเป็นเรื่องของเขา เป็นชีวิตของเขา แต่เรากลับต้องมาทุกข์กับเรื่องราวต่างๆโดยไม่จำเป็น  แต่ถ้าเราได้ศึกษาธรรมะแล้ว ได้สัมผัสกับความสุขความทุกข์ในใจของเราแล้ว  ว่ามันเกิดจากการกระทำของเรา เราก็เริ่มรู้จักการปล่อยวาง แต่ส่วนใหญ่เรามักจะไม่เห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในใจของเรา  เวลาที่เราไปยุ่งเกี่ยวกับผู้อื่น เรามักจะมองไปข้างนอก มองไปถึงบุคคลหรือสิ่งของที่เราไปยุ่งเกี่ยวด้วย  มัวไปห่วงเขาจนลืมมองมาที่ใจของเรา  ว่าความห่วงที่เรามีอยู่นี้แหละมันเป็นตัวทุกข์  มันเป็นตัวสร้างความวุ่นวายใจให้กับเรา  ทำให้เราไม่มีความสุขเลย แต่เรากลับมองไม่เห็น มัวแต่ไปมองสิ่งที่เรามีความผูกพันอยู่ด้วยจนลืมมองใจของเรา
 
แทนที่จะแก้และรักษาใจของเราให้สงบ ให้เย็นให้สบาย เรากลับไปสร้างความทุกข์ สร้างความวุ่นวายให้กับใจของเรามากยิ่งขึ้นไปอีก  เพราะเราไม่เคยเข้าหาธรรมะนั่นเอง ถ้าเข้าหาธรรมะแล้ว  ธรรมะจะสอนให้ย้อนกลับเข้ามาดูที่ใจของเรา ให้กำหนดดูใจของเราให้สงบ  ให้รู้ว่าความสุขของใจนั้นเป็นอย่างไร เมื่อได้สัมผัสกับความสุขของใจแล้ว  เวลาใจไปมีความรู้สึกอะไร กับสิ่งต่างๆ  กับบุคคลต่างๆภายนอก ใจจะกระเพื่อมขึ้นมา เราจะเห็นชัดเลยว่า เมื่อสักครู่นี้เรานั่งอยู่สบายๆคนเดียว พอไปเห็นสิ่งนั้น เห็นคนนั้นเห็นคนนี้  ได้ยินสิ่งนั้นสิ่งนี้ ที่คนนั้นคนนี้พูด ใจก็เกิดอารมณ์ขึ้นมา  เกิดความรู้สึกต่างๆขึ้นมา เราก็จะเห็นเลยว่า  ใจของเรากำลังไปเอาเรื่องราวต่างๆเข้ามาทำลายความสุขที่มีอยู่ แต่ถ้าไม่เคยได้สัมผัสกับความสุขทางด้านจิตใจเลย  ไม่เคยได้ทำจิตใจให้สงบเลย จะไม่เห็นสิ่งนี้ เพราะไม่เคยย้อนเข้ามามองในใจ  จะมองอยู่กับสิ่งภายนอก ถ้ามีความสุขก็เป็นความสุขเล็กๆน้อยๆ  เวลาที่สิ่งภายนอกหรือบุคคลภายนอก  เป็นไปตามความปรารถนา ตามความต้องการของเราๆ แต่ก็ไม่นาน เดี๋ยวก็มีความกังวลกับเรื่องนั้นเรื่องนี้อีก  ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆสลับกันไป
 
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีแต่ความกังวลความวุ่นวาย มากกว่าความสุขความสบายใจ ที่เกิดจากการที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่หวังไว้คาดไว้  ถ้าไม่เป็นไปอย่างร้ายแรง ก็อาจจะทำให้เราเสียหลักได้  จนไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติ  กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีความสุข ไม่อยากจะอยู่ต่อไป อยากจะหนีจากโลกนี้ไปเลย  นี่ก็เป็นผลกระทบที่ตามมาจากการไม่ได้ดูแลรักษาใจ  มัวแต่ไปคอยดูแลรักษาสิ่งภายนอกโดยถ่ายเดียว  ชีวิตของเราก็จะล้มละลายไปในที่สุด  เมื่อถึงเวลาที่เราตายไป ก็ตายแบบคนที่ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งเลย ไร้ญาติขาดมิตร  ไร้ที่พึ่งไม่มีความหวัง ไม่มีอะไรอยู่ในจิตในใจ แต่ถ้าได้ศึกษาธรรมะ  ได้ปฏิบัติธรรมะแล้ว  เราจะมีสรณะ มีที่พึ่ง มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ  เรารู้เวลามีอะไรเกิดขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถไปห้ามได้  แต่สิ่งที่เราสามารถป้องกันได้ก็คือ ความวุ่นวายใจ ความเศร้าโศกเสียใจ
 
ความหมดกำลังจิตกำลังใจจะไม่เกิดขึ้นกับจิตใจ ที่ได้รับการดูแลด้วยธรรมะ รักษาจิตใจให้อยู่ในความสงบ  ไม่ให้ไปวุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ  ไม่ให้ไปยึดไปติดไปอยากกับเรื่องราวต่างๆ  กับบุคคลต่างๆ เขาจะเป็นอะไรก็เป็นบุญเป็นกรรมของเขา  เขาได้ดิบได้ดีก็เป็นบุญของเขา เขาตกทุกข์ได้ยากก็เป็นกรรมของเขา  เราพอจะช่วยเหลือได้บ้างก็ช่วยเหลือกันไป แต่ก็ช่วยได้เพียงแต่ประคับประคองกัน  เช่นเวลาเขาล้มลงไปเราก็ช่วยให้เขาลุกขึ้นมายืน   เวลาเขาตกทุกข์ได้ยาก ไม่มีปัจจัยเงินทองไว้ดูแลเรื่องอาหารการกิน  ก็พอจะสงเคราะห์กันได้  พอให้เขาได้ลุกขึ้นมา  เพื่อจะได้ไปดำเนินชีวิตของเขาต่อไปได้ แต่เราไม่สามารถอุ้มเขาไปได้ตลอดชีวิต  เลี้ยงเขาไปตลอด มันเป็นไปไม่ได้  เพราะเราก็ต้องดูแลชีวิตของเรา   ที่ในแต่ละวันก็มีแต่จะร่วงโรยไปทีละเล็กทีละน้อย  ดูแลตัวเราเองก็ยากแสนยากอยู่แล้ว  ถ้าต้องไปดูแลคนอื่นอีก ก็จะเป็นภาระหนักขึ้นไปอีกหลายเท่าด้วยกัน
 
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนอื่นมาคอยดูแลเราตลอดไป  ยกเว้นถ้าเราเป็นคนที่มีบุญวาสนามาก ทำบุญมามาก แล้วมีคนที่ยินดีที่จะดูแลเรา เช่นครูบาอาจารย์ของเราอย่างนี้ มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ  พร้อมที่จะเลี้ยงดูท่าน จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตของท่านก็ว่าได้  แต่ท่านก็ไม่ได้หวังอะไรจากการเลี้ยงดูของคนอื่น  เพราะท่านสามารถดูแลตัวของท่านเองได้  คือดูแลส่วนสำคัญของท่าน ก็คือจิตใจ  ถ้าร่างกายอยู่ไม่ได้ ท่านก็ไม่ดันทุรัง ไม่ยื้อไม่ดึงไว้ ปล่อยไปดีกว่า ไปแบกมันทำไม ที่อยู่ทุกวันก็ไม่ได้อยู่เพื่อตัวท่านเอง  อยู่ก็อยู่เพื่อคนอื่น  อยู่เพื่ออบรมสั่งสอนให้คนอื่นได้รู้จักเป็นที่พึ่งของตนเอง ด้วยการศึกษา ด้วยการปฏิบัติธรรม ท่านอยู่เพื่อผู้อื่น แต่ตัวของท่านเองนั้น  ไม่มีความต้องการอะไรจากสิ่งต่างๆในโลกนี้แล้ว  เพราะท่านเห็นแล้วด้วยปัญญาว่า มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น  สิ่งต่างๆในโลกนี้มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งสิ้น ท่านจึงไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งต่างๆที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะถ้ายึดก็เท่ากับไปกว้านเอากองทุกข์เข้ามาใส่ใจนั่นเอง  จะมีอะไรมากน้อยเพียงไร  จะรู้จักใครมากน้อยเพียงไร ก็เพียงแต่สักแต่ว่ารู้  เขาจะมาเขาจะไปอย่างไรนั้น  มันก็เป็นกรรมของเขาพาไป มองไปในลักษณะนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆตน  มีกรรมเป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัย ทำกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
 
นี่เป็นเรื่องของจิตใจที่ได้รับการปฏิบัติ ได้รับการอบรม ได้รับการพัฒนา  จนเห็นสภาพตามความเป็นจริงของสิ่งต่างๆในโลกนี้  เห็นสภาพความเป็นจริงของจิตใจ ว่าควรจะเป็นอยู่ในลักษณะใด  และก็สามารถทำให้คงอยู่ในลักษณะนั้นได้  ก็คือไม่วุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ อีกต่อไป ไม่มีปัญหากับอะไรทั้งสิ้น  นี่ก็เป็นผลที่ได้รับจากการที่เรายึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาช่วยเรา  ให้สร้างที่พึ่งทางด้านจิตใจให้กับเรา  ถ้ามีที่พึ่งแล้ว  ใจของเราก็หมดปัญหาไป  ทุกวันนี้ที่วุ่นวายกัน  ก็เพราะยังขาดที่พึ่ง ไม่ได้ที่พึ่งที่แท้จริง  ยังหลง ยังยึดติดอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่เป็นที่พึ่งที่แท้จริง  ยังหลงยึดติดอยู่กับเรื่องราวต่างๆภายนอก  ยังหวังความสุขจากสิ่งต่างๆภายนอกอยู่  ถ้าไม่หวังป่านนี้ก็คงจะออกบวชกันหมดแล้ว  คงจะตัดกันได้หมดแล้ว แต่ที่ยังไม่บวชกัน  ก็เพราะยังยึด ยังติดอยู่กับสิ่งต่างๆ ยังยึดติดอยู่กับวิถีชีวิตที่อยู่กันทุกวันนี้อยู่  มีบ้านก็ยึดติดกับบ้าน มีอาหารการกินอย่างไร  ก็ยังยึดติดอยู่กับอาหารการกินอย่างนั้นอยู่
 
เพราะเวลาเราออกบวชนี้  เราจะไม่สามารถเลือกอาหารที่เราเคยกิน  เลือกบ้านที่เราเคยอยู่ได้  ต้องอยู่แบบตามมีตามเกิด ไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งเหล่านั้น  เพียงแต่อาศัยเป็นเครื่องสนับสนุน  ในการประพฤติปฏิบัติ สร้างสรณะภายในให้เกิดขึ้นมาเท่านั้น  อาศัยปัจจัย ๔ คือที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม อาหารมาเลี้ยงดูอัตภาพร่างกาย  เพื่อให้เราได้ปฏิบัติธรรม  ฟังเทศน์ฟังธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อตัดความหลง ตัดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆที่เป็นทุกข์ เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา ไม่ให้ไปยึดไปติดกับมัน มันมีอยู่ก็รู้ว่ามีอยู่  แต่ไม่ได้ไปหวังอะไรจากมัน  หวังอย่างเดียวก็คือความไม่วุ่นวายใจ ความสงบของจิตใจ ถ้าจิตใจอยู่ในความสงบแล้ว  แม้ร่างกายนี้จะเป็นอะไรไป  ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน ถ้าร่างกายจะตายไปในขณะที่จิตสงบ  จิตก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าจิตไม่อยู่ในความสงบ  มัวเกาะติดอยู่กับร่างกาย  คิดว่าร่างกายเป็นตัวเป็นตน  เวลาร่างกายเป็นอะไรไป จิตใจจะมีความระส่ำระสาย  มีความว้าวุ่นขุ่นมัว มีความทุกข์เป็นอันมาก


จบเทศนายารักษาใจตอนที่ 2

          

......................................................


ขอขอบคุณที่มาจาก : 
 เว็บ พระธรรมเทศนา
 



Create Date : 01 ธันวาคม 2565
Last Update : 1 ธันวาคม 2565 9:33:01 น. 15 comments
Counter : 654 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณThe Kop Civil, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณปรศุราม, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณทนายอ้วน, คุณSleepless Sea, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณปัญญา Dh, คุณตะลีกีปัส, คุณtoor36, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณสองแผ่นดิน, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณSweet_pills, คุณหอมกร, คุณกะว่าก๋า, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณhaiku, คุณnewyorknurse, คุณtanjira, คุณเริงฤดีนะ, คุณกิ่งฟ้า, คุณแมวเซาผู้น่าสงสาร, คุณJohnV, คุณInsignia_Museum, คุณEmmy Journey พากิน พาเที่ยว


 


โดย: The Kop Civil วันที่: 1 ธันวาคม 2565 เวลา:10:28:46 น.  

 
วันพระ


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 1 ธันวาคม 2565 เวลา:11:32:41 น.  

 
สาธุครับ



โดย: Sleepless Sea วันที่: 1 ธันวาคม 2565 เวลา:12:29:27 น.  

 
สวัสดีมีสุขค่ะ

ข้อคิดดีๆค่ะ


โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 1 ธันวาคม 2565 เวลา:16:26:46 น.  

 
ต้องยอมรับจริงๆ ว่าทุกวันนี้ยังยึดติดสิ่งต่างๆ มากมาย แล้วแต่วัดด้วยมั้งครับ ถ้าในตัวเมือง เลือกกินได้นะ ชาวบ้านใส่บาตรเยอะ อาหารเหลือยิ่งกว่าเหลือเลย


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 1 ธันวาคม 2565 เวลา:17:40:35 น.  

 
สาธุ


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 1 ธันวาคม 2565 เวลา:22:43:18 น.  

 


สาธุค่ะ


โดย: Sweet_pills วันที่: 1 ธันวาคม 2565 เวลา:23:41:41 น.  

 
อนุโมทนาบุญวันพระจ้า



โดย: หอมกร วันที่: 2 ธันวาคม 2565 เวลา:9:07:01 น.  

 
สาธุธรรมครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 ธันวาคม 2565 เวลา:17:28:44 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 ธันวาคม 2565 เวลา:6:23:26 น.  

 
ขอบคุณคุณพีสำหรับกำลังใจนะคะ


โดย: Sweet_pills วันที่: 5 ธันวาคม 2565 เวลา:0:17:42 น.  

 
สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่ไปให้กำลังใจบล็อกไข่ตุ๋นนะคะ

ตามมาฟังธรรมมะก่อนนอนค่ะ

หลับฝันดีค่ะ



โดย: กิ่งฟ้า วันที่: 5 ธันวาคม 2565 เวลา:0:48:01 น.  

 
สวัสดียามค่ำคืนครับผม


โดย: อุรังอุตัง วันที่: 5 ธันวาคม 2565 เวลา:20:24:03 น.  

 
ขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมชมบล็อคค่ะ


โดย: Emmy Journey พากิน พาเที่ยว วันที่: 6 ธันวาคม 2565 เวลา:14:05:51 น.  

 
ขอบคุณสำหรับกำลังใจเช่นกันนะครับคุณ**mp5*


โดย: มาช้ายังดีกว่าไม่มา วันที่: 6 ธันวาคม 2565 เวลา:21:53:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

**mp5**
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 88 คน [?]




สวัสดีครับ

ขอส่งความสุขให้กับทุกคน




New Comments
Friends' blogs
[Add **mp5**'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.