จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2556
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
19 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 43


ตอนที่ 43
ส่งศพ


                ก่อนสิ้นแสงอัสดงของวันนั้นศพของกุสุมาลย์ถูกทำความสะอาดตกแต่ง จัดใส่แพประดับด้วยดอกไม้งดงามแบกออกมาทางประตูผี อันเป็นประตูเล็กทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกำแพงเวียง ประตูเล็กนี้ถูกเรียกว่าประตูผีเพราะมีไว้สำหรับนำศพผู้ตายซึ่งเสียชีวิตด้วยลักษณะอันผิดแปลกจากธรรมชาติ ตายด้วยอุปัทวเหตุต่างๆ ซึ่งแล้วแต่เป็นการตายไม่ดี จากไปอย่างไม่สงบ ศพในลักษณะนี้จะไม่นำออกไปทางประตูหน้าวังอย่างเด็ดขาด การนำไปก็ต้องไม่เป็นที่เอิกเกริก ขบวนส่งศพนั้นจึงมีแต่คนสนิทในตำหนัก รวมไปถึงมหิตาเทวีและภูวิษะเจ้าด้วย


                 ตะวันรอนอ่อนแสงลงเรื่อยๆ เร่งให้ทุกผู้คนเร่งฝีเท้าเดินไปจนถึงริมฝั่งแม่น้ำ ศพของกุสุมาลย์มิได้ถูกนำไปประกอบพิธีกรรมในอโศกคยา[1] ดังเช่นศพอื่นๆ เนื่องด้วยมิใช่การจากไปอย่างสิ้นอายุขัย จึงไม่อาจทำพิธีส่งศพด้วยการชำระไฟได้[2]  การที่ไม่สามารถทำพิธีทางศาสนาให้แก่กุสุมาลย์ได้เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของมหิตาเทวี ที่ไม่อาจทำอะไรเพื่อพระพี่เลี้ยงของตนไม่ว่าจะอยู่หรือยามที่จากไปก็ตามที สิ่งที่ทำได้มีเพียงให้พราหมณ์นำขบวนศพเพื่อเรียกวิญญาณของนางให้ไปกับร่าง ไม่ติดค้างอยู่ในสถานที่ใด 


                 ครึ่งวันก่อนหน้านั้น หลังจากมหิตาเทวีและภูวิษะเจ้าเสด็จกลับมาจากตำหนักของพระพี่นางพินทุมณีเทวี พระเทวีก็ทรงเก็บองค์อยู่แต่ในห้องบรรทม ไม่ตรัสกับผู้ใดอีกเลยแม้แต่พระสวามี ทรงประสงค์จะอยู่พระองค์เดียวแต่ไม่มีผู้ใดสนองรับสั่งนี้ เนื่องจากเกรงว่าเทวีน้อยจะประชวร จนปทุมมาต้องทูลถามเรื่องการจัดพิธีศพของกุสุมาลย์จะให้ทำเช่นไร จึงทรงกระตือรือร้นขึ้นมาบ้าง ทว่าพระทัยเหม่อลอยไม่อยู่กับวรกายเลยแม้แต่น้อย ที่สุดแล้วจึงต้องปล่อยให้คุณท้าวจันทร์หอมเป็นผู้จัดแจงนำสิ่งของพระราชทานไปให้กับมารดาของกุสุมาลย์นำไปตกแต่งศพยังอโศกคยา


                 ในขณะที่ทำความสะอาดและแต่งศพนั้น ไม่มีพระองค์ใดเสด็จไปทอดพระเนตรเพราะมิใช่กิจ และไม่ใช่สภาพที่น่าดูนัก แม้ไม่อาจทำพิธีในอโศกคยาได้ แต่ก็ได้รับอนุญาตให้ใช้ศาลาหลังหนึ่งในพื้นที่ของอโศกคยาทำการกั้นผ้าแล้วแต่งศพ ยามที่กุสุมาลย์ยังมีชีวิตอยู่หญิงงามเป็นที่รักของคนทั่วไป ทั้งรูปงามวาจาอ่อนหวาน อีกทั้งยังใจบุญสุนทาน ยามว่างนางมักมาทำบุญอนุเคราะห์ผู้ยากบ่อยครั้ง ด้วยการทำขนมมาแจกเป็นทาน ดังนั้นเมื่อนางสิ้นชีวิตลง นอกจากผู้คนในตำหนักแล้วแม้คนภายนอกก็พลอยรู้สึกโศกเศร้าไปด้วย ยิ่งเมื่อรู้ชะตากรรมอันโหดร้าย 


                ระหว่างที่ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้นาง แม่เฒ่าผู้ชำระศพถึงกับขับค่าว[3] เห่กล่อมศพปลอบประโลมวิญญาณของกุสุมาลย์ด้วยใจเวทนา ซึ่งชุดที่นำมานั้นเป็นผ้าผืนงามที่มหิตาเทวีประทานมาพร้อมเครื่องประดับ ซึ่งมารดาของกุสุมาลย์เป็นผู้รับไป สีหน้านางแม้เศร้าหมองแต่ยังรักษากิริยาได้ดีมิได้ฟูมฟายดังเช่นผู้อื่น แต่ในใจแล้วนั้นโศกตรมยิ่งกว่าผู้ใด หากคำน้อยไม่มีตัดพ้อออกมาแม้เพียงสักนิด คล้ายต้องการเป็นหลักให้ทุกผู้ปลงใจลง เกิดแก่เจ็บตายล้วนเป็นวัฎจักรไม่มีใครหนีพ้น เพียงแต่กุสุมาลย์จากไปอย่างกะทันหันและยังอยู่ในวัยที่สวยสดงามเท่านั้น


                 เมื่อเสร็จจากการตกแต่งบาดแผลบนศพและผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ใหม่ รวมไปถึงประทินโฉมให้อีกด้วย กุสุมาลย์ยามนี้จึงแลดูละม้ายคล้ายนิทราไปเท่านั้น เพียงแต่เป็นการนิทราอันนิรันดร์ มารดาของกุสุมาลย์เห็นเข้าก็คลี่ยิ้มด้วยความพอใจและยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณแม่เฒ่าที่ปรานีบุตรสาวของนางถึงเพียงนี้ ลูกเอ๋ย..เจ้ามีบุญนัก แม้ความตายจะทำให้ร่างกายนั้นไม่น่ามอง แต่หาได้มีใครรังเกียจไม่ เมื่อแม่เฒ่าช่วยดูแลถึงเพียงนี้ ความเศร้าโศกในใจผู้เป็นมารดาจึงบรรเทาเบาบางลงบ้าง


                 จากนั้นหญิงทั้งสองช่วยกันปลดผ้าที่ขึงบังไว้มิให้เห็นสภาพศพอันน่าอุจาดตา แล้วจึงไปเชิญพราหมณ์ผู้เฒ่ามาที่ศาลา แม้ท่านจะล่วงเข้าสู่วัยชราแต่นัยน์ตายังคมกล้ามองศพหญิงงามแล้วถอนหายใจปลงอนิจจัง ก่อนจะตั้งเทียนลงที่เหนือศีรษะศพ แล้วยกมือขึ้นพนมกล่าวคำสักการะมหาเทพด้วยเสียงกังวาน ตามด้วยบทสักการะท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ แล้วจึงเริ่มบริกรรมคาถา เสียงสวดพึมพำนั้นฟังคล้ายการร่ายมนตราอันเคร่งขรึม แท้จริงแล้วเป็นบทสวดสำหรับเทศนาธรรมบอกกล่าวแก่ผู้ตายให้ละซึ่งความอาฆาตพยาบาทปล่อยวางทุกสิ่งที่ผ่านมา และให้กำลังใจแก่ผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างไม่มีวันกลับไปพร้อมๆ กัน 


                เมื่อแล้วเสร็จจึงถึงเวลาของอาคมศาสตร์อย่างแท้จริง มือเหี่ยวย่นของพราหมณ์ผู้เฒ่าตวัดพู่กันจุ่มหมึกสีชาด[4] ตวัดลงเป็นอักขระมันตราบนฝ่ามือทั้งสองข้างและเนินอกอย่างเชี่ยวชาญ ไม่มีหมึกกระเซ็นหกแม้แต่หยดเดียว มันตรานี้เพื่อเป็นการสะกดวิญญาณของนางมิให้กลายเป็นผีร้ายเที่ยวออกอาละวาด


                เมื่อการลงมนต์เสร็จสมบูรณ์จึงได้ทำการขนศพไปริมแม่น้ำ โดยพราหมณ์ผู้เฒ่าคอยเคาะระฆังใบน้อยในมือไปตลอดทาง เพื่อเป็นสัญญาณบอกกล่าวดวงวิญญาณไม่ให้หลงหายไปไหน พอแพศพผ่านประตูเขตอโศกคยาออกไปผู้คนที่รออยู่จึงได้ติดตามไปส่งศพ คนทั้งปวงเดินตามหลังขบวนศพอย่างเศร้าสร้อย เมื่อถึงสถานที่อันเหมาะสมพราหมณ์เฒ่าผู้เป็นเจ้าพิธีการ ก็หยุดเคาะระฆังแล้วรับธงแดงจากพราหมณ์ผู้น้อยมาโบกทั้งขบวนจึงหยุดลง แล้วจึงเรียกนายโขลน(วัด)[5] ผู้ช่วยมาตั้งไม้ขอนสำหรับวางแพศพเป็นที่เรียบร้อย


                พราหมณ์เฒ่าค่อยพยักหน้าเรียกให้นางกำนัลที่ขนเครื่องคาวหวานที่จะใช้ทำพิธีเบิกทาง ส่งศพของกุสุมาลย์การนี้มาวางลงเบื้องหน้า เครื่องเซ่นไหว้ชั้นดีอาหารถูกปรุงแต่งอย่างเลิศรส ขนมหวานก็สรรค์ปั้นอย่างประณีตบรรจงจนแลดูงดงามไปหมดทุกสิ่ง เกินฐานะของผู้ตายซึ่งเป็นเพียงแค่นางกำนัลคนหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งจำนวนของเครื่องไหว้มีจนเกินกว่าจะเป็นของกุสุมาลย์ผู้เดียว เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดว่าภัตตาหารจะมากมายเพียงนี้ ทั้งนี้เพราะเครื่องบวงสรวงในพิธีส่วนหนึ่งนั้นมาจากตำหนักของพินทุมณีเทวีซึ่งรับสั่งให้นำมาร่วมสมทบพิธีศพ แม้องค์เองจะไม่เสด็จมาก็ตามที แต่เมื่อทรงแสดงน้ำพระทัยมาเช่นนี้มหิตาเทวีแม้มิอยากรับแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ อย่างน้อยๆ ก็ทรงร่วมกันก่อกรรมกับหญิงงามผู้อาภัพ แต่ก็ทรงดำริค่อนขอดอยู่ในพระทัย ว่าพระพี่นางไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับศพของกุสุมาลย์ 


                 นางกำนัลที่มาร่วมงานศพต่างพากันร้องไห้ ไม่ว่าจะเป็นศรีดารา ปทุมมา หรือคนอื่นๆ แม้จะพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้ แต่เมื่อมาจากหลายผู้คนก็ดังขึ้นคล้ายคลื่นแห่งความเศร้าสะท้อนไปมา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จพิธีการบวงสรวงเบิกทาง มารดาของกุสุมาลย์เป็นผู้แรกที่เข้าไปอำลาบุตรสาว นางลูบดวงหน้างามนั้นอย่างรักใคร่ และนั่นเป็นเพียงครั้งเดียวที่นางร่ำไห้ออกมา เป็นภาพที่ชวนหดหู่เวทนาจนผู้อื่นพากันหลั่งน้ำตา มหิตาเทวีทอดพระเนตรเห็นความเศร้าความผิดทั้งมวลกัดกร่อนดวงหทัยจนแทบไม่อาจทรงวรกายไว้ได้ จนต้องยึดเกาะภูวิษะเจ้าเอาไว้ซึ่งพระสวามีก็โอบกอดตอบรับประคับประคองพระนางด้วยความห่วงใย 


                 เมื่อพิธีบวงสรวงเบิกทางสิ้นสุดลง พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าพิธีก็หันมาบอกกล่าวกับทุกคนในที่นั้น


                 “อย่าได้เศร้าเสียใจไป นางกำลังจะเดินทางไปเป็นรับใช้มหิทธราบดียังเมืองบาดาล แต่นี้ต่อไปแม่หญิงกุสุมาลย์จะสิ้นทุกข์ร้อนทั้งปวง อย่าให้น้ำตาเป็นสิ่งดึงรั้งให้นางอาลัยโลกนี้เลย” เมื่อพราหมณ์ผู้เฒ่ากล่าวเช่นนั้นทุกผู้คนจึงพยายามสะกดกลั้นความทุกข์โศกเอาไว้


                 “เอาแพลงน้ำได้” แล้วจึงหันไปส่งคณะโขลน


                 โขลนหนุ่มเรือนกายกำยำนุ่งเตี่ยวก้อม[6]สีดำสนิท ยกแพขึ้นจากขอนพิธีแล้วเดินลงลำน้ำไปจนถึงช่วงล้ำลึก จึงค่อยปล่อยแพให้ลอยไปตามกระแสธารอันเชี่ยวกราก ลำน้ำด้านนี้มิใช่ด้านที่ชาวบ้านร้านตลาดใช้สัญจรไปมาเป็นประจำ แต่เป็นด้านที่ปราศจากผู้คนและกระแสน้ำพัดเชี่ยว เนื่องจากการลอยศพนั้นต้องไม่ให้ศพลอยไปติดในชุมชนหาไม่จะเกิดความโกลาหลหวาดกลัวกันยกใหญ่ ปลายสายนทีสิ้นสุดลงที่วังน้ำวนซึ่งเชื่อกันว่าบริเวณนั้นเป็นปากทางเข้าไปสู่แดนบาดาลอันเป็นที่ตั้งนครนาคราช 


                 โขลนทั้งสี่คนนำเรือรูปทรงผอมยาวเรียกว่าเรือชะล่า[7] ลงน้ำพร้อมด้วยไม้ค้ำถ่อท่อนยาวเหยียดกว่าไม้ถ่อทั่วไป ล่องน้ำติดตามแพของกุสุมาลย์ไปติดๆ ด้วยสาเหตุที่ว่า หากแพศพลอยออกนอกเส้นทางโขลนจะต้องใช้ไม้ดึงเกี่ยวเอาแพศพให้กลับเข้าทางเดิมให้จงได้ ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่โขลนส่งศพจึงต้องเป็นชายที่มีความชำนาญในการบังคับเรือให้ตามแพศพได้อย่างรวดเร็ว และมีพละกำลังแข็งแรงในการขับเคี่ยวกับกระแสน้ำ ชายฉกรรจ์เหล่านี้ถูกส่งมาจากกองทัพให้มาเป็นโขลนประจำอโศกคยาซึ่งเปรียบได้ดังวัดหลวงนั่นเอง ส่วนอโศกคยาที่ห่างไกลออกไปนั้นพราหมณ์ประจำสำนักและชาวบ้านจะเป็นผู้ช่วยกันทำพิธีศพเอง ไม่มีโขลนจากทัพหลวงมาประจำแต่อย่างใด


                  เมื่อแพของกุสุมาลย์เริ่มลอยไปไกล เสียงร้องไห้ก็ดังกว่าเดิมนักหลายคนไม่อาจระงับความโศกเศร้าเอาไว้ได้ มหิตาเทวีก็เช่นกัน พระนางมิเคยดำริว่าในชีวิตนี้จะต้องมาส่งแพศพลงน้ำถึงสองครั้ง ศพแรกเมื่อครั้งยังเยาว์วัยมีพระชนมายุเพียงแค่เจ็ดชันษา พระพี่นางพระนามว่า “มนิษิกาเทวี” เป็นพระภคินีองค์ถัดจากพินทุมณีเทวี มีพระชนมายุห่างกับมหิตาเทวีขนิษฐาคนสุดท้องเพียงแค่ชันษาเดียวเท่านั้น เทวีน้อยทั้งสองจึงสนิทสนมถูกเลี้ยงดูใกล้ชิดกันยิ่งกว่าองค์ใด


                 ในวันเกิดเหตุพระพี่นางทรงชวนมหิตาเทวีไปสรงน้ำในสระใกล้ตำหนัก แต่เทวีน้อยประชวรกุสุมาลย์จึงห้ามมิให้เสด็จไป มนิษิกาเทวีจึงเป็นผู้เดียวที่จมน้ำสิ้นพระชนม์ นับแต่นั้นมามหิตาเทวีซึ่งเป็นราชธิดาองค์ที่เจ็ด จึงถูกเลื่อนมาเป็นพระธิดาองค์ที่หกแทนมนิษิกาเทวีผู้จากไป พระนามของมนิษิกาเทวีถูกสั่งมิให้ผู้ใดเอ่ยถึงอีกราวกับต้องการจะลืมเลือนว่าเคยมีพระเทวีองค์นี้อยู่ในโลก


                  ในราชพิธีส่งพระศพครั้งนั้นกมุทรามหาเทวีผู้เป็นพระมารดาตัดพระเกษาราชธิดาเก็บเอาไว้ก่อนจะส่งแพพระศพลงน้ำ ด้วยความเชื่อที่ว่าเก็บพระเกษาไว้นำทางให้พระนางน้อยกลับมาประสูติในราชสกุลเดิมอีกครั้ง พระศพภคินีนั้นซีดเซียวราวปราศจากโลหิตบรรทมนิ่งอยู่บนแพ ยามนั้นวรกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้วไม่สดใสเหมือนยามยังทรงพระชนม์ มหิตาเทวีทอดพระเนตรแล้วหวาดกลัว จึงได้แต่กอดพระนมไว้แน่นแล้วกรรแสงออกมา พอตกดึกคืนนั้นก็ทรงจับไข้จนแพทย์หลวงต้องรีบถวายการรักษา


                   เมื่ออาการทุเลาลงจึงมีพิธีเรียกขวัญ และพิธีกรรมอีกมากมายเพื่อย้ายดวงย้ายตำแหน่งของพระเทวีน้อยเลื่อนทับดวงของมนิษิกาเทวีเป็นการแก้เคล็ดแก่เทวีน้อย และแก้ไขอัปมงคลซึ่งเกิดแก่วงศ์กษัตริย์ ซึ่งยามนั้นมหิตาเทวีมิอาจเข้าใจ ว่าความตายของคนๆ หนึ่งส่งไยจึงผลกระทบกับคนที่เหลือมากมายนัก มหิตาเทวีทราบแต่เพียงว่าทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว เมื่อต้องมาส่งศพลงแพอีกครั้งความรู้สึกสูญเสียจึงหวนกลับมาหาพระนาง


                   ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวไปด้วยหยาดอัสสุชล ยิ่งแพศพลอยไปไกลเท่าใดความเสียพระทัยยิ่งทวีขึ้นเท่านั้น มิตรหนึ่งเดียวในชีวิตได้จากไปด้วยความขลาดเขลาของพระองค์เองแท้ๆ มหิตาเทวีกรีดร้องเรียกชื่อกุสุมาลย์ออกมาสุดเสียง แล้ววิ่งตามแพศพไปอีกไกลจนหมดเรี่ยวแรงและล้มลงที่ริมฝั่งนั่นเอง


                   “มหิตา!!!” ภูวิษะเจ้าทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็รีบเสด็จไปประคองพระชายา


                   “มหิตา...พี่รู้ว่าเจ้าเสียใจ ปลงใจบ้างเถิด กุสุมาลย์ไปดีแล้ว”


                  “เพราะน้องเอง...เพราะน้องเองแท้ๆ น้องฆ่าพี่กุสุมาลย์..น้องฆ่าพี่กุสุมาลย์เอง!!!” เทวีน้อยคร่ำครวญอย่างเลื่อนลอยในอ้อมพระกรพระสวามี วงพักตร์งามซีดขาวจวนเจียนจะสิ้นสติเต็มที


                   นาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นดังนั้นรีบช้อนพระวรกายมหิตาเทวีขึ้นอุ้ม ประสงค์จะพากลับพระตำหนัก แต่วรกายบอบบางในอ้อมแขนยังหลั่งอัสสุชลทั้งที่ดวงเนตรปิดสนิท ริมโอษฐ์อิ่มได้รูปยังตรัสพึมพำถึงนางพี่เลี้ยงคนงาม เมื่อแรกภูวิษะเจ้ามิได้สนใจถ้อยดำรัสที่ทรงครวญออกมานักทรงเป็นห่วงนางอันเป็นที่รักมากกว่า ทว่าประโยคต่อมาที่มหิตาเทวีตรัสก่อนจะสิ้นสมประดีไปทำให้ภูวิษะเจ้านิ่งงันไปด้วยความตกตะลึง


                   “ข้าไม่น่า...ไม่น่าหึงพี่ ไม่น่าให้กล่องประทินโฉมนั่นไป...ถ้าไม่ใช่เพราะมันพี่ก็ไม่ต้องเสียโฉม...ไม่ต้อง..ตา...ย” เสียงตรัสขาดห้วงไปมหิตาเทวีหมดพระสติไปแล้ว ในขณะที่พระสวามีประทับนิ่งด้วยความรู้สึกชาวาบไปทั้งวรกาย แต่เมื่อเหล่านางกำนัลที่ต่างกรูกันเข้ามาด้วยความตกใจ ภูวิษะเจ้าได้สติและรีบเร่งพาพระชายากลับเข้ากำแพงวังไป โดยมิได้ตรัสถามเรื่องนี้กับผู้ใดอีกเลย แม้แต่ชายาขององค์เองก็ตาม


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


                   ราตรีนั้นดาวสกาวเต็มฟ้า ดวงเดือนล้วนแจ่มจ้าผิดกับพระทัยสองกษัตริย์นัก ภูวิษะเจ้าและมหิตาเทวีต่างแสร้งว่าบรรทมสนิททั้งที่ในพระทัยร้อนรุ่ม ดวงเนตรเบิกในความมืด ที่สุดแล้วเจ้านาคราชมิอาจทนแสร้งบรรทมต่อไปได้ จึงประทับขึ้นนั่งอย่างเงียบงัน ก่อนจะดำเนินไปรื้อหาสิ่งของในความมืด ดวงเนตรคู่นั้นมิต้องใช้แสงไฟดังเช่นมนุษย์ทั่วไป และยิ่งในคืนนี้จันทร์กระจ่างฟ้าแสงนวลตาส่องผ่านบานบัญชรเข้ามา ยิ่งทอดพระเนตรทุกสิ่งชัดเจนเหมือนยามทิวา พระหัตถ์ล้วงเข้าไปในลิ้นชักของตู้ข้างแท่นบรรทม หยิบเอาสิ่งหนึ่งออกมาจ้องมองแล้วทอดถอนหายใจหนักหน่วง สีพระพักตร์หมองตรมยิ่งนัก มหิตาเทวีลอบสังเกตพฤติกรรมพระสวามีมาครู่หนึ่งแล้ว จึงเพ่งพระเนตรมองสิ่งในอุ้งหัตถ์นาคเจ้า แล้วจึงพบว่าเป็น ‘ปิ่นของกุสุมาลย์’


                  พระนางน้อยทรงจำได้ดีปิ่นนี้พระสวามีซื้อมาแต่สำเภาจีนประทานปิ่นทองให้พระชายาและปิ่นเงินให้กับกุสุมาลย์ และปิ่นเล่มเดียวกันนี้เองที่พระพี่เลี้ยงโฉมงามใช้ทำอัตวินิบาตกรรมตนเอง ไฉนพระองค์จึงเอาเก็บปิ่นเล่มนี้ไว้ และไยจึงเอาแต่ทอดพระเนตรแล้วทอดถอนหทัย


                  ‘ฤา..คนึงหานางงามทีจากไป’


                  เมื่อดำริได้เพียงแค่นั้นหยาดอัสสุชลก็หลั่งรินออกมา ริมโอษฐ์ถูกเม้มสนิทกลั้นมิให้เสียงสะอื้นเล็ดรอดออกมา ยิ่งได้ยินถ้อยดำรัสที่ภูวิษะเจ้าตรัสด้วยแล้ว


                 “กุสุมาลย์...ข้าไม่น่าให้ปิ่นนี้กับเจ้าเลย ไม่ควรเลยจริงๆ” สุรเสียงบ่งบอกความเสียพระทัยได้ชัดเจน


                 ‘พระองค์ทรงเสน่หาพี่กุสุมาลย์จริงๆ...’ ยิ่งดำริยิ่งน้อยพระทัย มิได้เข้าพระทัยผิดไปเองจริงๆ


                 รัตติกาลนั้นทอดตัวเนิ่นยาวยิ่งกว่าราตรีใด ความหนาวเหน็บกัดกร่อนพระทัยมหิตาเทวี อาทิตย์ดวงเดียวในพระชนม์ชีพ มิได้ส่องแสงมายังพระองค์เลย สุริย์ศรีอันร้อนแรงนั้นกลับผินพักตร์ไปมองดาราอันห่างไกลบนฟากฟ้า แม้ดาราดวงนั้นจะอยู่ในอนธการอันมืดมนก็ตาม



Smiley อ่านต่อตอนหน้าค่ะ Smiley
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

[1] อโศกคยา แปลว่า ที่ๆ ปราศจากความทุกข์  ในที่นี้หมายถึงศาสนะสถานตามยุคสมัยในเรื่องค่ะ เปรียบกับปัจจุบันก็คือวัดนั่นเอง 


[2] การชำระไฟ – เผาศพ ไม่ใช่แค่เป็นการกำจัดซากศพเท่านั้น แต่เป็นการนำผู้ตายชำระกิเลสตัณหากรรมทั้งมวลที่เคยมีมา ด้วยไฟซึ่งถือเป็นตัวแทนเทพเจ้า ให้ผู้ตายบริสุทธิ์เหมือนเมื่อครั้งที่เกิดมา ดวงวิญญาณจะได้สู่ที่ดีงาม  หมดสิ้นสิ่งทั้งปวงในชาตินี้จะได้ไปต่ออย่างไร้ความกังวล ส่วนในทางวิทยาศาตร์ การเผาศพถือเป็นการฆ่าเชื้อโรคอันเกิดจากการเน่าของศพ เป็นวิทยาศาสตร์พื้นบ้านอย่างแรกๆ เลยทีเดียว


 [3] ค่าว  - คำประพันธ์ชนิดหนึ่งของล้านนา คล้ายกับเพลงยาว มีหลายชนิด เช่น ค่าวธรรม(สำหรับธรรมะ),ค่าวใช้(จดหมายรัก) ถ้าอ่านเป็นทำนองเสนาะเรียกว่าเล่าค่าว  


[4]  สีชาด – สีแดง

[5] โขลนวัด – เจ้าพนักงานวัด  มีหน้าที่คล้ายทหารประจำวัด ซึ่งจะมีเฉพาะวัดหลวงเท่านั้น  จะเป็นผู้ชายล้วนๆ  


[6] เตี่ยวก้อม – คือ การนุ่งผ้าชิ้นล่างแล้วดึงขึ้นมารัดให้แน่นและสั้น  สำหรับทำงานที่ต้องการความทะมัดทะแมง  ถ้าเป็นทางภาคกลางก็คือนุ่งหยักรั้งน่ะค่ะ 


[7] เรือชะล่า - เป็นเรือที่มีมาแต่โบราณ นิยมใช้กันในภาคเหนือ  เป็นเรือขุดชนิดหนึ่งที่ขุดจากไม้ซุงทั้งต้น ทำให้เป็นรูปเรือโดยไม่ต้องเบิกปากเรือให้กว้าง ท้องเรือแบน ความกว้างของเรือเท่ากันเกือบตลอดลำ ลักษณะของหัวและหางเรือแบนโตและนิยมตัดตรง โดยปกติเรือชะล่าจะขุดจากซุงไม้สัก  ด้วยรูปร่างรียาวทำให้ปราดเปรียวเบนทิศทางหลบหลีกสิ่งกีดขวางในน้ำได้ง่าย





Create Date : 19 พฤษภาคม 2556
Last Update : 19 พฤษภาคม 2556 18:01:50 น. 4 comments
Counter : 1064 Pageviews.

 
^_______^


โดย: Maru FC IP: 223.27.209.35 วันที่: 19 พฤษภาคม 2556 เวลา:19:00:58 น.  

 
ขอบคุณมากนะคะ
นานๆมาที
ไม่ค่อยได้เมนท์เลย



โดย: lovereason วันที่: 20 พฤษภาคม 2556 เวลา:0:17:52 น.  

 
ชอบมากเลยค่ะ

ตามอ่านจนถึงบทนี้เลย


โดย: ~My Birthday is on April 14~ วันที่: 21 พฤษภาคม 2556 เวลา:0:44:54 น.  

 
Maru FC : ตอนนี้มาเร็วทันใจแล้วนะคะ

lovereason :จำชื่อล็อคอินได้ค่ะ เห็นแวะมาบ่อยๆ ขอบคุณเช่นกันค่ะที่ทำให้รู้ว่ามีคนคอยตามอ่านอยู่

~My Birthday is on April 14~ : ยาวหน่อยนะคะ อ่านแล้วอาจจะตาแฉะ ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ


โดย: แก้วกังไส วันที่: 22 พฤษภาคม 2556 เวลา:2:12:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.