จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
5 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 55

ตอนที่ 55



               มหิตาเทวีเสด็จออกจากตำหนักของพระภคินี ตลอดทางทรงดำเนินอย่างเงียบเชียบไม่ตรัสแม้แต่คำเดียว สีพระพักตร์นั้นบ่งบอกว่าดำริบางสิ่งในพระทัยตลอดเวลา จนนางกำนัลที่ตามเสด็จเป็นห่วง ครู่ต่อมาพระนางก็ชะลอบาทลงแล้วขมวดพระขนง ก่อนจะยกหัตถ์ขึ้นกุมนลาฏ


               “พระเทวีเพคะ” ศรีดาราร้องเรียก เมื่อเห็นผู้เป็นนายซวนเซไปมาคล้ายจะล้ม


               “พระเทวี เป็นอย่างไรบ้างเพคะ” ส่วนปทุมมาปรี่เข้าไปประคอง


               “ข้าปวดหัว” เคียงฟ้าในร่างมหิตาเทวีตอบ หล่อนรู้จิตเดิมนั้นร้อนรนเต็มที่หลังจากได้ยินคำบอกเล่าจากพินทุมณีเทวีจึงมีอาการเช่นนี้


               “แข็งใจอีกนิดนะเพคะ เดี๋ยวก็ถึงตำหนักแล้ว นี่เจ้าน่ะรีบวิ่งกลับไปตำหนักก่อน แล้วบอกให้คุณท้าวเตรียมยาหอมไว้” นางคนสนิทสั่งเพื่อนนางกำนัลด้วยกัน ก่อนจะช่วยกันพยุงนางเทวีกลับตำหนัก


                แม้จะดื่มยาหอมเข้าไปแล้ว อาการของเคียงฟ้าไม่ดีขึ้นเลย ในทางกลับกันอาการปวดศีรษะยิ่งทวีมากขึ้นจนคล้ายศรีษะจะแตกเป็นเสี่ยง หล่อนรู้ดีมหิตาเทวีกำลังร่ำร้องอยู่ในพระทัย เป็นทุกข์กับสิ่งที่ได้รับรู้มา ครั้งนี้พระนางอาจจะต้องแบ่งปันพระสวามีให้กับหญิงอื่นเพราะการเมือง


               “จะต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง ข้าไม่ยอมปล่อยให้เป็นอย่างนี้แน่” เสียวนั้นรอดจากไรทนต์ออกมาโดยที่เคียงฟ้าไม่ได้เป็นผู้พูด หญิงสาวรู้ตัวว่าหล่อนกำลังจะควบคุมร่างในอดีตไม่ได้เสียแล้ว ทั้งกายและใจกลับคืนสู่การควบคุมของมหิตาเทวีโดยที่หล่อนเป็นเพียงผู้ดูเท่านั้น


               “ข้าไม่ยอมให้เป็นเยี่ยงนั้น...” เสียงตรัสแผ่วเบาแต่สุรเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำ


               “อย่ากรรแสงเพคะพระเทวี เรื่องยังมิทันได้เกิดขึ้น อย่าเพิ่งเสียพระทัยไป” ปทุมมารีบปลอบประโลมนายของตน


               “อย่าได้สนพระทัยสิ่งพระพี่นางตรัสเลยเพคะ ตั้งกี่ครั้งแล้วที่ตรัสให้เสียพระทัย” ศรีดารารู้ว่าตนบังอาจนักที่กล่าวร้ายถึงพินทุมณีเทวี หากอยู่ในที่รโหฐานไม่มีผู้ใดนอกจากพวกนางได้ยินจึงกล้ากล่าว ด้วยถือว่าตนเป็นพระสหาย


              “แต่ครั้งนี้เสด็จพี่ได้ยินมาจากท่านโหร คงมิใช่เรื่องที่แต่งขึ้นดอก” เคียงฟ้าอยากจะบอกนักว่าพินทุมณีเทวีมิได้แต่งเรื่องขึ้น หากแต่เพิ่มเติมเรื่องคงมิใช่เรื่องยากเกินความสามารถพระนางเป็นแน่แท้


              ‘ถ้าอย่างนั้นก็ต้องพิสูจน์’ เสียงของหญิงสาวผู้เป็นอนาคตของมหิตาเทวีดังก้องอยู่ในพระทัย


              “ใช่ต้องพิสูจน์!!”


              “ตรัสว่าอย่างไรนะเพคะ?”


              “พรุ่งนี้...พรุ่งนี้ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่แต่เช้า จงไปเตรียมมาลัยดอกไม้ไปถวาย” ทรงสั่งอย่างมั่นพระทัย พรุ่งนี้พระนางต้องทราบทุกสิ่งด้วยองค์เอง


               ศรีดาราเหลียวมองปทุมมาไม่แน่ใจว่าควรคัดค้านดีหรือไม่ แต่เมื่อเห็นนางอื่นๆ ก้มหน้าเงียบเป็นเชิงรับคำสั่งจึงต้องตอบรับไปด้วยอีกผู้หนึ่ง ส่วนเคียงฟ้าไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากกลมกลืนไปกับรอบข้างและคอยเฝ้ามองด้วยในใจหวาดหวั่นเท่านั้น


               ราตรีผ่านพ้นนั้นไปได้อย่างยากลำบาก มหิตาเทวีทรงวิตกกังวลว่าจะสูญเสียชายผู้กุมดวงหทัยจนมิอาจข่มเนตรให้บรรทมลงได้ ยังผลให้ศรีดาราที่มานอนเฝ้าหน้าแท่นบรรทมไม่กล้าหลับ เนื่องด้วยนางหวาดกลัวยิ่งนัก กลัวจะซ้ำรอยกุสุมาลย์แค่เพียงผู้เฝ้าหลับตาลงก็เกิดเรื่องอันเศร้าสลดขึ้น


              “โธ่เอ๋ย...พี่ศรีดารา” เคียงฟ้าถอนหายใจสงสารศรีดารานัก “ดูซิ มหิตาเธอทุกข์คนเดียวที่ไหน ถ้ามองคนอื่นนอกจากเจ้าภูบ้าง...เธอจะไม่ทุกข์นัก ว่าแต่เขาไปไหน? ทำไมไม่นอนด้วยกัน”


              “เจ้าพี่แยกห้องบรรทมกับเราหลายเพลาแล้ว...ทรงเบื่อหน่ายเรา” เสียงตอบนั้นมาจากร่างที่นอนอยู่บนแท่น


              “มหิตา?!!” เคียงฟ้าอุทานออกมา ด้วยความตกใจ “นี่เธอเห็นฉันด้วยเหรอ?”


              “มิได้เป็นเช่นนั้นดอกเพคะ หมู่นี้ท่านภูวิษะมีราชกิจมากกว่าจะกลับก็ดึกดื่น หัวรุ่งก็เสด็จออกไปแล้ว คงเกรงจะรบกวนพระเทวี หากเสร็จราชกิจแล้วก็คงมาร่วมบรรทมเหมือนเคย” ที่แท้พระนางตรัสกับศรีดารา


              “แล้วเมื่อใดเล่า..?”


             “หากทรงคิดถึง ก็ไปทูลเชิญมาบรรทมห้องนี้สิเพคะ” นางคนคิ้วเข้มยิ้มให้คำแนะนำตนของตน


             “หากอยากมาคงเสด็จมาเอง แต่นี่...ทรงชังเราตั้งแต่พี่กุสุมาลย์สิ้นแล้ว”


             “โถ...พระเทวี อย่าตรัสเช่นนั้นเลย อันบุรุษบางทีก็มีทิฐินะเพคะ หากอ่อนเข้าหาคงไม่พระทัยดำถึงขั้นปฏิเสธดอกเพคะ”


             “เจ้าคิดอย่างนั้นหรือ?”


             “เพคะ” นางคนสนิทยิ้มรับ


             “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้....ให้ห้องเครื่องเตรียมสำหรับที่เสด็จพี่ทรงโปรดเอาไว้แต่เช้า ข้าจะทูลเชิญมาร่วมเสวย”


             “ดีเพคะ” ศรีดาราถอนหายใจ ยังดีที่พระเทวีฟังคำแนะนำของนาง หาไม่แล้วคงจะทรงจมอยู่ในห้วงทุกข์อีกนาน


             แต่เรื่องราวมิได้เป็นอย่างที่ศรีดาราและเคียงฟ้าภาวนาให้ไป เมื่ออรุณแรกฉายแสงมาภูวิษะเจ้ามิได้เสด็จมาร่วมเสวย เนื่องด้วยถูกทูลให้เสด็จไปเสวยยังตำหนักหลวงร่วมกับพระบาทเจ้าและเจ้าชายพระองค์อื่น ซึ่งแผนการตีเมืองปาลเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทุกทีแล้ว ทิ้งความผิดหวังให้แก่มหิตาเทวียิ่งนัก


             “อย่าคิดมาก...ถ้ายิ่งคิดเธอจะเป็นบ้าเอานะ” หล่อนกลัวเหลือเกิน หากเรื่องราวมันจะจบลงเช่นนั้น


             “เขาแค่มีงานของเขา...สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เจ้าภู แต่เป็น ‘สติ’ ” เคียงฟ้ากระซิบโดยไม่สนใจว่าพระนางจะได้ยินหรือไม่ แต่หล่อนเชื่อว่าในเมื่อเคยเป็นคนผู้เดียวกันมาก่อน ใจอาจจะเชื่อมถึงกันได้



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



               มหิตาเทวีทรงคลานเข่าเข้าไปกราบบังคมยังเบื้องบาทกมุทรามหาเทวีผู้เป็นพระมารดา มหาเทวีชายพระเนตรมายังพระธิดาแล้วก็มีสีพระพักตร์ไม่พอพระทัยนัก


              “มหิตาข้าบอกแล้วไม่ใช่รึ? ว่าห้ามเจ้ามาที่นี่จนกว่าจะครบหนึ่งเดือน แล้วนี่มีธุระร้อนอันใดถึงกล้าขัดคำสั่งแม่”


              “เสด็จแม่เพคะ อย่าทรงกริ้วหม่อมฉันนักเลย หม่อมฉันผิดไปแล้วและได้ขอประทานอภัยจากเสด็จพี่พินทุมณีเรียบร้อยแล้วเพคะ แล้วเสด็จพี่ก็ทรงให้อภัยหม่อมฉันมิได้พิโรธอันใดต่อกันแล้ว”


              “แน่รึ?” ดวงเนตรคมทอดพระเนตรลงมา


              “แน่สิเพคะ เมื่อวานนี้หม่อมฉันยังไปเฝ้าเสด็จพี่ที่ตำหนักเลย” ทรงแย้มสรวลประจบอย่างที่ทรงทำเป็นปกติ ทำให้พระทัยมหาเทวีอ่อนยวบลง


              “เฮ้อ..พวกเจ้านี่มัน โตก็โตกันแล้วยังจะมาทะเลาะกันไม่เป็นเรื่องเป็นราว” ทรงส่ายพักตร์เมื่อตรัสตำหนิ ก่อนจะถอนหทัยออกมา


              “เอาเถอะดีกันแล้วก็ดีแล้ว...แต่ทัณฑ์ของเจ้ายังต้องดำเนินไปจนครบเดือนเข้าใจหรือไม่”


              “เพคะ หม่อมฉันน้อมรับรับสั่งเสด็จแม่ จะไม่ทำให้ทรงกริ้วอีก”


              “ก็ดีแล้ว...แม่ไม่โกรธเจ้าดอก แต่ยังไม่ครบเดือนเจ้าก็รี่มาหาเช่นนี้ เดี๋ยวใครเขาจะหาว่าแม่ลำเอียง” เมื่อตรัสดังนี้มหิตาเทวีทรงแน่แก่พระทัยว่าพระมารดาหายกริ้วแล้ว จึงทรงยกองค์ขึ้นประทับเคียงข้างบนพระแท่น


              “หม่อมฉันมาเดี๋ยวเดียวก็จะกลับแล้วเพคะ เพียงแต่อยากเข้าเฝ้าเสด็จแม่ หม่อมฉันคิดถึงเสด็จพ่อเสด็จแม่ยิ่งนัก”


             “จริงรึ?” มหาเทวีฟังรับสั่งแล้วก็แย้มสรวลออกมาอย่างถูกพระทัย “มิใช่ว่าตั้งเษกสมรสไปในใจเจ้ามีแต่ภูวิษะดอกรึ?”


              “เสด็จแม่อย่าน้อยพระทัยนั้นเลยเพคะ ลูกเองก็อยากมาเฝ้าเสด็จแม่อยู่ทุกเมื่อ แต่เมื่อมีสวามีแล้วลูกก็ต้องปรนิบัตเสด็จพี่ภูวิษะจึงได้หายหน้าไปบ้าง” ในสายพระเนตรมหิตาเทวียังเป็นราชธิดาองค์น้อยของพระองค์เสมอ ทรงช่างประจบอย่างไรก็ยังเป็นเช่นนั้นมิเคยเปลี่ยน ถ้อยดำรัสนั้นจึงเรียกรอยแย้มสรวลจากมหาเทวีได้เป็นอย่างดี


              “แล้ววันนี้มีอะไรจึงมาหาแม่ คงไม่ใช่แค่อยากขอโทษแม่ดอกจริงไหม?” เมื่อทรงหยอกเอินจนพอพระทัยแล้วจึงตรัสถาม


              “ลูกมาเฝ้าด้วยใจถวิลหาเพคะ ส่วนเรื่องอื่นนั้นเป็นเรื่องรอง”


              “ปากหวานจริงลูกแม่” ตรัสพลางเชยปรางพระธิดา


             “ไหนบอกมาสิ เรื่องรองของเจ้านั้นคือเรื่องใด” เมื่อเห็นพระมารดาทรงสำราญจึงกล้าที่จะทูลถาม


             “เมื่อวานลูกไปเยี่ยมเยียนเสด็จพี่พินทุมณีที่ตำหนัก เสด็จพี่ทรงเล่าถึงการศึกหนนี้แล้วก็ทรงว่าโหรหลวงมีคำทำนาย...”


             “อืม...ก็เหมือนทุกครั้ง ที่จะยกทัพจับศึกก็ต้องมีการทำนายฤกษ์ยามเคลื่อนทัพทั้งนั้นแล”


             “มิได้เพคะ มิใช่เรื่องฤกษ์ยาม แต่เป็นเรื่องผู้นำทัพของเรา”


             “ภูวิษะ” กมุทรามหาเทวีตรัสต่อให้


             “เพคะ” พระธิดาพยักพักตร์รับ


             “เขาจะกำชัยกลับมา ลูกมิต้องห่วงนี่เป็นแค่ศึกเล็กเท่านั้นมิต้องวิตกไป”


             “เพคะ หม่อมฉันมั่นว่าปาลปุระไม่อาจต้านแสนยากรของทัพจุมภะได้”


             “ศึกนี้เป็นแค่เพียงการสั่งสอน ให้เมืองเล็กๆ รอบจุมภะจดจำเอาไว้ว่าอย่าได้เอาใจออกห่าง”


             “ถ้าเป็นเพียงศึกเล็กดังที่ว่า...ให้ผู้ใดนำทัพก็จักนำชัยกลับมาสู่จุมภะจริงไหมเพคะ” มหิตาเทวีพาลดเลี้ยงเข้าสู่จุดประสงค์ที่พระองค์ต้องการ


             “จะว่าอย่างนั้นก็ย่อมได้ แต่เสด็จพ่อของเจ้ามอบหมายให้ภูวิษะเป็นผู้นำทัพ เจ้าควรจะดีใจสิลูกแม่เมื่อเขานำชัยกลับมาย่อมนำเกียรติยศกลับมาสู่เจ้าเช่นกัน เจ้ากังวลสิ่งใดรึ?” พระนางน้อยมิได้ตรัสตอบในทันที มหาเทวีก็แย้มสรวลทรงเข้าพระทัยได้เอง


             “อ้อ...คำทำนายที่ว่าบุรุษผู้นำทัพจะนำสองเมืองผูกพันกัน...ด้วยวิวาห์อย่างนั้นสินะ” พระธิดาก้มพระพักตร์นิ่งไม่อาจตรัสสิ่งใดได้ต่อไป


             “ลูกแม่...เจ้ากังวลใจเรื่องเจ้าหญิงเมืองปาลอย่างนั้นรึ? หากเราชนะเจ้าเมืองปาลส่งราชธิดามาบรรณาการนางก็มีค่าแค่เพียงเชลยจะมาหาญสู้กระไรกับลูกแม่ได้”


              “เสด็จพี่คงลำบากพระทัย”


              “ภูวิษะน่ะรึ? ทำไมเล่า?”


             “ทรงให้สัญญากับลูกไว้ ว่าจะไม่มีหญิงอื่นใดอีก หากจำต้องรับเจ้าหญิงเมืองปาลมาไว้ในครอบครองล่ะก็...จะทรงเสียคำพูด เสด็จพี่คงไม่กล้าทูลเสด็จพ่อดอกเพคะ” เรื่องที่กล่าวมานั้นเจ้านาคราชมิเคยปรึกษากับพระชายาเลย เป็นเพียงสิ่งที่ตรัสไว้เมื่อแรกอภิเษกกัน แต่มหิตาเทวีก็ทูลพระแม่เจ้าได้อย่างมิขัดข้อง


             “เรื่องนี้นี่เองรึ? มิน่าเล่า...ภูวิษะถึงดูอึดอัดนักยามที่โหรหลวงทำนาย” เมื่อมหิตาเทวีสดับความได้ดังนั้นก็ทรงดีพระทัยนัก


             “เสด็จแม่...ถ้าอย่างนั้นทรงช่วยทูลเสด็จพ่อให้หน่อยได้ไหมเพคะ ขอให้ทรงเปลี่ยนตัวผู้นำทัพเป็นผู้อื่นไปเสียเพียงเท่านี้เอง” สุรเสียงของพระองค์ดีพระทัยอย่างเห็นได้ชัด


             “เหลวไหลน่ามหิตา พระบาทเจ้าตรัสแล้วจะคืนคำได้อย่างไร แล้วการที่ได้รับแต่งตั้งให้นำทัพก็เป็นเกียรติยศแก่เขาและวงศ์วาน นี่เจ้ากลับขอให้ถอดเขาออกจากตำแหน่งเพียงเพราะกลัวคำทำนายอย่างนั้นรึ?”


             “เสด็จแม่เพคะ!”


             “เรื่องนี้อย่าพูดถึงอีก หากพระบาทเจ้าทรงทราบเข้าจะกริ้วเอา”


             “แต่...”


             “ไม่มี ‘แต่’ มหิตาเจ้านี่ไปกันใหญ่แล้ว พูดจาเหลวไหล”


             “เสด็จแม่เพคะ มีผู้ใดบ้างอยากให้สวามีตนมีหญิงอื่น เสด็จแม่โปรดเห็นใจลูกด้วยเถิดเพคะ”


              “สวามีเจ้าขอให้มาพูดหรือไง?”


             “มิได้เพคะ เรื่องนี้เป็นลูกเองที่...”


             “งั้นก็ดีแล้วที่เขารู้จักหน้าที่ มหิตามิใช่ว่าแม่ไม่เข้าใจเจ้า เอาไว้เสร็จศึกค่อยว่ากัน”


             “มิได้เพคะ ขืนเสร็จศึกก็รับนางคนเมืองปาลมากันพอดี แล้วหม่อมฉันจะทำเยี่ยงไร มิต้องจำใจรับนางร่วมตำหนักหรือเพคะ?” ทรงโอดครวญ ดวงเนตรแดงก่ำน้ำอัสสุชลคลออยู่ภายใน


             “แล้วเป็นอย่างไร? นางเชลยนั้นจะมาเทียบเทียมลูกแม่ได้อย่างไร นางสิต้องเจียมเนื้อเจียมตัวว่ามาในฐานะอะไร เป็นได้เพียงแค่เครื่องประดับเกียรติให้ภูวิษะเท่านั้น”


             “ลูกไม่ต้องการ!! เสด็จพี่ก็ไม่ต้องการ เรารักกัน เสด็จพี่สัญญาว่าจะมีลูกเพียงผู้เดียวเท่านั้น” มหิตาเทวีไม่รู้องค์ว่าทรงทำกริยากระด้างกระเดื่องใส่พระแม่เจ้า


            “มหิตาหยุดนะ! อย่าขึ้นเสียงกับแม่”


              “ขออภัยเพคะ” เมื่อนึกขึ้นได้ก็สุรเสียงก็อ่อนลง ทรงก้มพักตร์ปล่อยให้น้ำพระเนตรไหล


              “เฮ้อ...นี่เจ้าอายุเท่าใดแล้ว 19 จวนจะ 20 อยู่รอมร่อแล้ว ไยทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต มีชายใดบ้างมีหญิงเดียวในครอบครอง หากชายนั้นเป็นชายยากแค้นก็ว่ากันไป แต่นี่...ภูวิษะเป็นถึงราชบุตรเขยแห่งจุมภะปุระ” กมุทรามหาเทวีตรัสมิผิด ในยุคสมัยของพระองค์ชายที่มีหญิงเดียวในครอบครอง มีเพียงชายยากจนข้นแค้นมิสามารถเลี้ยงดูสตรีได้เกินกว่าเมียและมารดาของตน จึงไม่มีนางงามมาประดับบารมี


             “ที่สำคัญหญิงนั้นมาด้วยการศึกผู้ใดจะปฏิเสธได้”


            “งั้นเสด็จแม่ต้องช่วยลูกนะเพคะ หากเราชนะศึกแล้วได้นางคนเมืองปาลมาเป็นบรรณาการจริงๆ ต้องประทานให้ผู้อื่นนะเพคะ อย่าประทานให้เสด็จพี่ภูวิษะ”


            “แม่จะทำเยี่ยงนั้นได้อย่างไร มันผิดราชประเพณี หญิงนั้นควรตกเป็นของผู้กำชัย เว้นแต่เสด็จพ่อของเจ้าต้องการนางไว้เสียเอง”


             “ก็ถวายให้เสด็จพ่อไปสิเพคะ”


             “ต้องให้ภูวิษะเป็นผู้ทูลถวาย มิใช่เจ้า! อย่าได้วุ่นวายนักมหิตา ถึงมิใช่นางนี้สักวันก็ต้องมีหญิงอื่นมาประดับเรือน หากหนนี้เลี่ยงได้แล้วหนต่อๆ ไปเล่า ใจคอเจ้าจะให้ภูวิษะเลี่ยงทุกหนแล้วต่อไปจะมองหน้าผู้ใดติด มิกลายเป็นปฏิเสธบรรณาการรึ?”


             “แล้วบรรณาการจำเป็นต้องเป็นหญิงงามหรือเพคะ? เป็นอย่างอื่นก็ได้ถมไป”


             “พูดไม่รู้เรื่องเลยลูกคนนี้ ไป..เจ้ากลับตำหนักเจ้าไปได้แล้ว อย่ามากวนใจแม่อีก”


             “เสด็จแม่เพคะ...อย่าเพิ่งผลักไสลูกเลย ลูกไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครนอกจากเสด็จแม่” ตรัสแล้วก็ทรงกรรแสงออกมาชุดใหญ่ สร้างความเวทนาให้แก่พระแม่เจ้าจนพระทัยอ่อนยวบ


             “มหิตา...เจ้าอย่าร้องไห้สิลูก” ทรงประคองวรองค์บอบบางของพระธิดาขึ้นตระคองกอด


             “เรื่องนี้ยังมิทันได้เกิดขึ้นเลย เป็นเพียงสิ่งที่เจ้าคิดคำนวณไปเท่านั้น”


             “แต่โหรหลวง...มิเคยทำนายผิดพลาด หม่อมฉันกลัวเพคะ” มหิตาเทวีทรงซบวงพักตร์เข้าอิงพระอุระมหาเทวีแล้วสะอื้นไห้


              มหิตาเทวีทรงซบวงพักตร์เข้าอิงพระอุระมหาเทวีแล้วสะอื้นไห้ออกมา  ยังผลให้ดวงหทัยของพระมารดาสะเทือนพระทัยไปด้วย  คล้ายดังว่าดำรัสของพระธิดาสะกิดเอาเรื่องราวในอดีตที่ทรงแสร้งทำเป็นลืมเลือน  


              ทรงซุกซ่อนตะกอนแห่งความทุกข์นั้นเอาไว้ก้นบึ้งของหทัยมานานหลายปีนัก  แต่มาเวลานี้ตะกอนเหล่านั้นถูกตีด้วยความหวั่นไหวของมหิตาเทวี  จนลอยวนกลับขึ้นมาในห้วงดำริของกมุทรามหาเทวี  ยิ่งคำนึงดวงเนตรก็ยิ่งแดงก่ำสุดท้ายอัสสุชลก็เอ่อขึ้นมาคลอพระเนตร


             “คนทำนายหรือจะสู้ฟ้าลิขิต...อย่ากลัวไปลูกเอ๋ย  เมื่อก่อนนั้นโหรหลวงก็เคยทำนายว่า ‘มนิษิกา’ พี่เจ้าจะได้คู่ครองเป็นใหญ่กว่าคนทั้งปวง  จะเป็นที่โปรดปรานของมหิทธราบดี  แล้วเป็นอย่างไรเล่า...นางก็..” 


              พระนามของราชธิดาซึ่งเสด็จทิวงคตไปอย่างกะทันหัน  เป็นพระนามต้องห้ามที่มิเคยตรัสขึ้นมาอีกและห้ามมิให้ผู้ใดตรัสถึงเสียด้วยซ้ำ  แต่บัดนี้มิทราบว่าสิ่งใดดลพระทัยกัน  ฤาอาจเป็นชะตาแห่งบ้านเมืองก็เป็นได้  ยามที่ตรัสถึงพระธิดาน้อยสุรเสียงก็สั่นเครือลงทุกขณะ


             “หากว่าทรงโปรดปรานนางจนให้ไปรับใช้ถึงแดนบาดาลเยี่ยงนั้นแล้วละก็  สู้อย่าทรงโปรดเลยจะดีเสียกว่า  นางยังเล็กนักตอนที่จากไปยังมิทันถึงวัยมีคู่เสียด้วยซ้ำ  เจ้าถึงต้องมาทำหน้าที่แทนนางคอยถวายบำบวงมหิทธราบดี  นี่อย่างไรเล่าคำทำนายมิได้ถูกต้องไปเสียหมด...” 


             ทรงส่ายพระพักตร์เมื่อดำริถึงพระธิดาที่จากไปเมื่อใดความเศร้าสร้อยมาเยือนเมื่อนั้น  แม้เวลาเนิ่นผ่านไปหลายปีแต่ความเศร้าโศกเสียใจมิได้จางไปด้วย


            “เจ้าก็อย่าได้กังวลไป” พระแม่เจ้าทรงปลอบพระทัยเทวีน้อย  โดยหารู้ไม่ว่าดวงหทัยของมหิตาเทวีกำลังเต้นรัวกับเรื่องราวที่ได้ยิน 


            “เมื่อกี้เสด็จแม่ว่า..เสด็จพี่มนิษิกาถูกทำนายว่าจะได้สวามีเป็นใหญ่แก่คนทั้งปวง...แล้วมหิทธราบดี” ทรงตรัสช้าๆ ถึงพระนามนาคราชเจ้าผู้เป็นใหญ่เหนือจุมภะปุระ


            “ใช่...โหรหลวงทำนายว่ามหิทธราบดีจะประทานคู่ให้มนิษิกา” สิ้นคำตรัสดวงพักตร์มหิตาเทวีก็ซีดขาวลงทันที


            “ทรงหมายความว่า...”


            “เมื่อสิ้นมนิษกาแล้ว ทั้งแม่ทั้งพระบาทเจ้าหวั่นเกรงยิ่งนักว่าจะเกิดอาเพศแก่บ้านเมือง  เราจึงต้องทำการบวงสรวงย้ายดวงของเจ้ามาแทน  ขอให้ทรงรับเจ้าไว้ในการดูแล  ให้ทรงเลือกคู่ให้แทน  แล้วก็ยังดีที่มหิทธราบดีทรงโปรดปรานลูก  สิ่งใดที่จะประทานให้แก่มนิษกาก็ทรงประทานให้เจ้าแทน  


              นับเป็นโชควาสนาแก่บ้านเมืองเราโดยแท้  เราจึงอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา  ดังนั้นเจ้าอย่าได้กังวลกับคำทำนายนัก  ทุกอย่างมิได้ตายตัวเสมอไป  และหากต้องเป็นไปตามนั้นมันก็เป็นเพียงราชประเพณี  แม่ไม่ปล่อยให้นางหญิงเมืองปาลอยู่เหนือลูกของแม่ได้เป็นอันขาด”


             ถ้อยดำรัสนั้นอ่อนโยนเท่าที่มารดาจะพึงมีให้บุตรีได้  แต่กมุทรามหาเทวีทรงมิทราบว่าคำปลอบโยนนั้นไม่ต่างกับราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟ  มหิตาเทวีมิได้ทรงทราบเรื่องที่ทรงเป็นตัวตายตัวแทนของมษิกาเทวีผู้ล่วงลับ รวมไปถึงการได้อภิเษกสมรสกับราชบุตรองค์เดียวแห่งมหิทธราบดี  ทั้งสิ้นนั้นเป็นเพียงแค่แทนที่พระพี่นางเท่านั้น !



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



             มหิตาเทวีเสด็จออกจากตำหนักหลวงด้วยพระทัยอันว้าวุ่น  วรองค์บอบบางก้าวพระบาทลงบันไดที่ทอดยาวจากตัวตำหนักซึ่งสร้างไว้บนเนินสูงลงไปยังเบื้องล่างตามคติความเชื่อดั้งเดิม   และด้วยพระทัยเหม่อลอยคล้ายวิญญาณจะหลุดออกจากวรกาย  ที่แท้พระนางมิใช่เนื้อคู่ของภูวิษะเจ้า  


             แต่เป็นเพียงตัวแทนพระพี่นางเท่านั้น สิ่งที่ได้รับมาทั้งหมดล้วนมิใช่ขององค์เองเลย  หากมนิษิกาเทวียังทรงพระชนม์อยู่ผู้ที่ได้เคียงคู่เจ้านาคราชคงมิใช่พระนาง  แล้วยังนางหญิงจากเมืองปาลนั่นเล่ากลับได้รับคำทำนายว่าจะได้อภิเษกสมรส หรือเป็นนางที่เป็นเนื้อคู่  หากเป็นเช่นนั้นแล้วพระนางจะมีหนทางใดขัดขวางได้เล่า 


              ภูวิษะเจ้าอาจจะเคยตรัสไว้ว่าจะรักมหิตาเทวีเพียงผู้เดียวไม่เหลียวแลหญิงอื่นใด  แต่หากหญิงนั้นเป็นเนื้อคู่ที่มหิทธราบดีทรงเลือกไว้ให้ราชบุตร  แล้วกามเทพฤาจะไม่แผลงศร  หากดวงหทัยของภูวิษะเจ้าหลุดลอยไปอยู่กับหญิงอื่นแล้วพระองค์จะทรงพระชมน์ชีพต่อไปได้อย่างไร  ดำริได้เพียงแค่นี้หยาดอัสสุชลก็หลั่งรินลงมาเป็นสาย  กลบบังดวงเนตรจนทอดพระเนตรเห็นทุกสิ่งพร่าเลือน  แล้วพระบาทก็ก้าวพลาดไป!


              “กรี๊ดดด!!!” 


               โดยมิทันตั้งตัว ทั้งวรกายพลัดก็ร่วงหล่นจากบันไดหินไถลลงไปเบื้องล่าง  ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในที่นั้น   มหิตาเทวีมิอาจหยุดการเคลื่อนไหวลงได้ในทันที  เนื่องด้วยความชันของบันไดทำให้วรองค์นั้นกระแทกกับบันไดไปหลายขั้นนักกว่าจะทุกอย่างจะยุติลงตรงชานพักของบันไดนั่นเอง 


               “พระเทวี!!!” ปทุมมาและศรีดาราประสานเสียงกันกรีดร้องออกมา 


                ทั้งนางกำนัลที่ตามเสด็จตามหลังมาจากตำหนักหลวง และทหารที่เฝ้าเสลี่ยงด้านล่างต่างพากันวิ่งตรงไปหามหิตาเทวีทันที  จึงพบว่าพระนางลื่นล้มโดยเอาพระปฤษฏางค์และบั้นพระเอวกระแทกลงมา บัดนี้จึงได้แต่นอนครวญครางเจ็บปวด


              “พระเทวีเป็นอย่างไรบ้างเพคะ”


              “เ..จ็บ..” สุรเสียงเจ็บปวดเล็ดรอออกมาจากโอษฐ์อย่างยากเย็น 


              “แข็งใจไว้นะเพคะ  ทรงขยับได้ไหม?” พระนางมิได้ตรัสตอบแต่ทรงนิ่วพระพักตร์ด้วยความเจ็บ 


               เมื่อศรีดาราอ้อมมาทางด้านหลังและพยายามพยุงวรกายนางเทวีขึ้น จึงได้เห็นพระโลหิตไหลซึมออกมาจากภูษาทรงเป็นจำนวนมาก  ซิ่นไหมคำสีตองอ่อนบัดนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน  นางคนสนิทสบตาปทุมมาและนางกำนัลอื่นคล้ายจะถามให้แน่ใจว่าเห็นสิ่งเดียวกับตนหรือไม่


               “พระเทวี!!!!” แล้วจึงร้องเรียกมหิตาเทวีอย่างขวัญหาย


               “ใครก็ได้ช่วยด้วย  พระเทวีแย่แล้ว!!!”


               “ไปตามหมอหลวงมาเร็ว”  


                 หลายเรียกตะโกนกันต่อๆ อย่างชุลวุนมุ่นวายส่วนมหิตาเทวีมิอาจตรัสตอบได้  พระสติจวนเจียนจะดับหาย ดวงพักตร์ขาวซีดไร้สีสัน หยาดเสโทผุดพรายขึ้นมา


                “เสด็จพี่ภูวิษะ...” นามของพระสวามีถูกตรัสออกมาเป็นคำสุดท้ายก่อนที่จะทรงหมดสติไป


               อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นรวดเร็วเกินกว่าที่เคียงฟ้าจะทันได้นึกคิดสิ่งใด  แต่เพียงแค่นี้หญิงสาวทราบได้ว่ามหิตาเทวีทรงตั้งพระครรภ์อ่อนๆ  โดยที่องค์เองก็มิทราบเสียด้วยซ้ำ  และบัดนี้ก็ตกพระโลหิตไปเสียแล้ว  นางผู้มาจากอนาคตได้แต่ยืนตัวสั่นเทา ไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ เป็นเพียงผู้เฝ้าดูและเคลื่อนไปตามคลื่นแห่งชะตากรรม  


               ความเสียพระทัยความเจ็บปวดผิดหวังใดๆ ทุกประการของมหิตาเทวีถูกส่งถ่ายมายังเคียงฟ้า  จนหล่อนไม่อาจฝืนกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป จึงยกมือขึ้นปิดปากพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้ แต่มิอาจทำได้น้ำตาไหลพรูออกมาจากสองตาดังทำนบทลาย


               “เจ้าภู...มหิตาแท้งลูก...ลูกของคุณ!!”



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++





Create Date : 05 สิงหาคม 2556
Last Update : 6 สิงหาคม 2556 0:13:10 น. 5 comments
Counter : 1744 Pageviews.

 
ขอบคุณที่มาอัพต่อให้ค่ะ.. รอมานานด้วยความพะวกพะวนในใจ.. อ่านตอนนี้แล้ว ก็สองจิตสองใจ.. ใจนึงก็เริ่มเห็นว่ามหิตาเทวี "เยอะ" เกินไป.. แต่ใจนึงก็ยังเห็นใจและสงสารอยู่.. ถ้าจะผิด.. คงเป็นที่เธอ "รัก" จนมากเกินไปจริงๆ..


โดย: เจ้คนไกล IP: 122.154.26.3 วันที่: 6 สิงหาคม 2556 เวลา:13:43:03 น.  

 
มหิตาคิดมาก วกวน ไม่รู้จบ ไม่เชื่อมั่นในองค์ภูวิษะอีกต่างหาก เลยกลายเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิด ไม่อยากคิดเลย ว่าเจ้าภูรู้ จะปลอบยังไง และมหิตาจะพาลใส่รึเปล่า


โดย: goldensun IP: 61.91.4.2 วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:18:08:39 น.  

 
ติดแล้วค่ะอ่านถึงเที่ยงคืนทุกวันเขียนได้ดีจริงๆ รู้เลยว่าคนเขียนตั้งใจมากชอบและสงสารมหิตา เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะคะ


โดย: Kati ka IP: 115.67.35.164 วันที่: 31 สิงหาคม 2556 เวลา:8:30:08 น.  

 
รอตอนที่56-ฯลฯ ไม่คิดว่าตัวเองจะอ่านไวขนาดนี้ คงเป็นเพราะเนื้อเรื่องน่าติดตามสนุกและชอบบาทละครแนวนี้เป็นทุนเดิม. อยากให้ทำเป็นละครจังเลยค่ะ


โดย: Kati ka IP: 115.67.35.164 วันที่: 31 สิงหาคม 2556 เวลา:8:32:23 น.  

 
เจ้คนไกล : เธอ "เยอะ" ไปจริงๆ นั่นแหละค่ะ

goldensun : โชคร้ายที่สมัยนั้นไม่มีจิตแพทย์ แต่ว่า..ก็อาจจะไม่ไปหาอยู่ดี

Kati ka : ขอบคุณค่ะ ที่อวยพรมาขอให้สมพรปากค่ะ


โดย: แก้วกังไส วันที่: 5 กันยายน 2556 เวลา:13:28:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.