จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
23 เมษายน 2557
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 65

ตอนที่ 65
ความพิโรธของภูวิษะเจ้า



           เคียงฟ้ากรีดร้องออกมาด้วยความตกใจกับภาพตรงหน้า ภูวิษะเจ้าบุรุษทรงเสน่ห์ ผู้เชื่อมั่นในรักเดียว เป็นบุรุษเพียงหนึ่งเดียวที่กุมหัวใจหล่อนมาแสนนานจนข้ามกาลเวลา รักนั้นไม่เคยคลาย แต่มาบัดนี้แง่มุมอันดุร้ายที่หล่อนไม่เคยเห็นมาก่อน ความเกรี้ยวกราดอันน่าสะพรึงนั้นทำให้หญิงสาวต้องยกมือขึ้นปิดปากไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น


            ร่างเล็กของศรีดาราสะดุ้งขึ้นมาทุกครั้งที่หวายหวดลงมากระทบหลัง นางกรีดร้องออกมาจนแทบจะหมดเสียง แต่เจ้านาคราชมิได้ยั้งมือลงแม้แต่น้อย คล้ายว่าความเจ็บปวดเจียนคลั่งที่ถูกพระชายากระทำนั้น ถูกถ่ายทอดลงไปพร้อมๆ กับโทษทัณฑ์ที่ศรีดาราได้รับ


            “พอแล้ว เดี๋ยวพี่ศรีดาราก็ตายกันพอดี!!” หญิงสาวยกมือขึ้นห้าม พลางคุกเข่าลงไปกอดเท้าเขา


            “มหิตา! เร็วสิมาช่วยขอร้อง...” แต่คำขอนั้นดูจะสูญเปล่าเมื่อมหิตาเทวีหวาดกลัวความพิโรธขององค์สวามีจนสิ้นสติไปมิทันได้ช่วยเหลือศรีดารา สร้างความโกลาหลขึ้นคำรบสอง ภูวิษะเจ้าชะงักไปชั่วครู่


           “พานางเข้าห้องไป! แล้วลั่นดานไว้” ทรงหันไปสั่งคุณท้าว ซึ่งกำลังประคองนางเทวี จากนั้นก็ลงมือหวดศรีดาราต่อ


           “อาจารย์คะ...ช่วยด้วย ช่วยห้ามเขาที ไม่งั้นพี่ศรีดาราตายแน่” หล่อนวิ่งมาหาผู้เป็นอาจารย์ แต่วิมุตติมิได้ตอบอะไรยังคงนิ่งอยู่กับที่ มีเพียงสายตาที่มองศรีดาราอย่างเวทนา


           “อาจารย์?!!” ในขณะที่เคียงฟ้าเอาแต่เขย่าร่างสูงเพื่อขอความช่วยเหลือ เจ้านาคราชที่กำลังหวดหวายลงหลังศรีดาราไปสุดแรงด้วยความพิโรธจัดอยู่นั้น จู่ๆ ปาหวายทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี แล้วสะบัดพระพักตร์เดินไปอีกทาง


           “ศรีดารา!! เป็นอย่างไรบ้าง?” นางกำนัลที่มุงดูเหตุการณ์อยู่จึงพากันกรูมายังร่างน้อยที่ยับเยิบอยู่บนลาน จึงพบว่าศรีดาราสลบไปเสียแล้ว เลยช่วยกันแกะเชือกที่มัดมือนางออก


           “จะทำอย่างไรดี พานางเข้าไปพักในห้องดีหรือไม่?”


           “ยังจะถามอะไรอีก รีบๆ พาไปสิ!!” เคียงฟ้าตวาดใส่พวกนาง แต่เมื่อเห็นคนเหล่านั้นยังละล้าละลังก็โมโหนัก


           “รออะไรอยู่? คนจะตายอยู่แล้ว ไม่เห็นเหรอ พาเข้าห้องไปแล้วตามหมอมา” แต่อนิจจาเสียงของหล่อนไม่มีใครได้ยิน


           “พวกนางไม่กล้าหรอก กลัวว่าถ้าพาไปรักษาจะโดนอาญาไปด้วย” คนข้างตัวเป็นฝ่ายให้คำอธิบายแทน หญิงสาวหันขวับไปมองด้วยความไม่เข้าใจ


           “ต้องรอให้ภูวิษะอนุญาต” ฟังแค่นั้นน้ำตาอุ่นๆ ของหล่อนก็ทะลักออกมา


            “เจ้าภูจะยอมหรือคะ เขาใจดำขนาดนี้ ทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆ ได้ลงคอ”


            “หรือจะให้เขาตัดคอศรีดารา ภูวิษะอาจจะทำไปด้วยความโมโห แต่การชิงโทษคนของตนเองก่อนดีกว่าเรื่องไปถึงตำหนักหลวง เมื่อนั้นศรีดาราไม่รอดแน่” ได้ฟังดังนี้หล่อนจึงได้สติขึ้นมาบ้าง


             “แล้วจะทำยังไงดีคะ? จะช่วยพี่ศรีดารายังไง”


             “ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้มันเป็นไป”


             “แต่ว่า...” เคียงฟ้ากำลังจะเถียง แต่เมื่อเห็นนางกำนัลคนหนึ่งวิ่งกุลีกุจอเข้ามา


             “ท่านภูวิษะมิได้รับสั่งให้เอานางไปขังคุก!” เสียงนั้นยินดีนัก


             “งั้นท่านรับสั่งว่าอย่างไร?”


             “มิได้รับสั่งใดๆ ข้าก็เลย...ทูลไปว่านางสลบไปแล้ว ขอพานางกลับเรือนไปก่อน”


             “ท่านอนุญาต”


             “ท่านมิได้ตอบ แต่มิได้ปฏิเสธ ข้าก็เลยรีบกราบขอบพระทัย”


             “เจ้าฉลาดนัก!” หลายคนชมนาง แล้วจึงค่อยยิ้มออกมาบ้าง จากนั้นก็ช่วยกันหิ้วปีกประคองร่างอ่อนปวกเปียกของศรีดาราไปยังเรือนพัก


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



             ก่อนแสงสางของตะรุ่งจะเยือนท้องฟ้า จุมภะปุระคล้ายว่ามิได้หลับนอนมาตลอดราตรี พร้อมใจกันรับฟังข่าวคราวจากสงคราม ม้าเร็วรีบเร่งผ่านประตูเมืองเข้ามายังตำหนักหลวงแล้วทูลความเป็นไปให้พระบาทเจ้าทราบ แม้ภูวิษะเจ้าจะมิได้ไปเข้าเฝ้าก็ทรงทราบผลการศึกนั้นได้ด้วยตนเอง


             ดวงพักตร์สง่างามบัดนี้หมองไปด้วยความสังเวชยิ่งเมื่อมีทหารมากราบทูลถึงตำหนัก ว่าทัพจุมภะพ่ายศึกเมืองปาลอย่างที่ไม่น่าจะพ่าย ทั้งหมดนี้เพราะผู้นำการศึกหนีหายจากทัพ ทำให้การประสานงานไม่เป็นไปอย่างที่ควร แผนการที่ภูวิษะเจ้าตั้งพระทัยจะเป็นทัพหน้าเข้าตีตรงๆ แล้วให้ทัพรองค่อยตีขนาบข้างยามเมื่อทัพเมืองปาลออกมาจากนอกธานี เพราะเมืองปาลเป็นเมืองเล็กมีทางเข้าออกทางเดียว เมื่อปล่อยทัพออกมาแล้วก็จะปิดประตูเมือง หากล้อมทัพแล้วตีขนาบสองด้าน ชัยชนะก็จะได้มาโดยง่าย


            แต่แผนล้มเหลวเมื่อทัพหน้ารีรอไม่พิชิตเมือง ทัพรองที่รอตีขนาบก็ไม่ได้สัญญาณนัดหมาย จึงมิได้ลงไปช่วยเมื่อทัพเมืองปาลออกมาป้องกันเมือง เมื่อรูปทัพไม่เป็นขบวนเพราะขาดการผู้สั่งการ แผนที่วางไว้จนจึงล้มครืนส่งผลให้พ่ายแพ้อย่างไม่เป็นท่า ความเสียหายนั้นเกินกว่าผู้ใดจะคาดถึง ปาลปุระก็ได้ชัยโดยไม่คาดหมายจากเมื่อแรกคิดหวังเพียงรักษาเมืองเอาไว้ให้เท่านั้น มิคาดว่าจะปราบศึกได้อย่างราบคาบเช่นนี้


            “ท่านภูวิษะ พระบาทเจ้ารับสั่งให้เข้าเฝ้าบัดเดี๋ยวนี้” ทหารเชิญพระราชสารมาถึงตำหนัก


            เจ้านาคราชมิได้บรรทมตลอดทั้งคืน ดวงเนตรนั้นแดงก่ำด้วยความคร่ำเครียด เมื่อได้รับคำสั่งก็ลุกขึ้นพร้อมเข้าเฝ้าทันที


            “ท่านภูวิษะ...พระบาทเจ้าเรียกหา จะทำอย่างไรดีเพคะ?” คุณท้าวจันทร์หอมอดเป็นห่วงมิได้


            “ก็ต้องไป” ตรัสตอบเรียบๆ ดังปลงตกแล้วทุกสิ่ง


            “แล้วพระเทวี?” สายพระเนตรอันราบเรียบเมื่อครู่มีไฟร้อนลุกโชนขึ้นมาทันที


            “อย่าให้นางออกจากห้องได้เด็ดขาด จนกว่าข้าจะอนุญาต” สุรเสียงเกรี้ยวกราดนัก ตรัสจบก็ลุกขึ้นเตรียมเสด็จไปเข้าเฝ้า


             หญิงสาวจากอนาคตนั้นก็พลอยอดนอนไปด้วย เมื่อเห็นนาคเจ้าต้องไปเข้าเฝ้าหล่อนก็อดห่วงไม่ได้ จึงเหลียวมาหาวิทยาธรหนุ่ม


             “อาจารย์คะ...เจ้าภูจะโดนลงโทษมากไหมคะ?” ผู้เป็นอาจารย์พยักหน้า


             “เรื่องนี้ความรับผิดชอบใหญ่หลวง คงหลีกเลี่ยงไม่ได้” คิ้วเข้มนั้นขมวดด้วยความหนักใจไม่แพ้กัน


             “เราช่วยอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ?” วิมุตติส่ายศีรษะ


             “มันเป็นเรื่องของอดีต” แววตาของเขาบอกหล่อนว่าควรหยุดถามได้แล้ว เคียงฟ้าจึงได้แต่ถอนหายใจไม่กล้าพูดอะไรอีก หล่อนเอาแต่นั่งจับเจ่ากอดเข่าไม่แม้จะดูแลมหิตาเทวีด้วยซ้ำ


             “ถ้าว่างก็ไปดูศรีดาราสิ” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นค่อยหยุดความเห็นห่วงภูวิษะเจ้าไว้ชั่วคราว แล้วรีบลุกไปดูอาการศรีดาราทันที


             เคียงฟ้าเฝ้าดูอาการของศรีดาราที่ถูกพิษไข้เล่นงานจนซม แผ่นหลังบอบบางของนางนั้นเต็มไปด้วยริ้วรอยจากหวายเป็นทาง เห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บแทนน่ากลัวจะเป็นแผลเป็นในภายหลัง เพื่อนนางกำนัลตำสมุนไพรสดๆ มาพอกบาดแผลไว้จนเต็มหลังนาง


            “เจ้าว่าศรีดาราจะโดนตัดหัวไหม?”


            “ข้าไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย ” คนหนึ่งถามอีกคนหนึ่งตอบด้วยน้ำเสียงหดหู่ไม่แพ้กัน ทำเอาเคียงฟ้าพลอยสลดไปด้วย


            “แต่นางช่างไม่เจียมเสียเลย ก็รู้อยู่ว่าเรื่องทำเสน่ห์ฯ นั้นผิดอาญาบ้านเมืองกลับไปแนะนำพระเทวีเสียได้”


            “ลำพังพี่ศรีดารารึจะกล้า...” คู่สนทนาตอบแล้วปรายตามองร่างที่นอนซมพิษไข้อยู่ อย่าว่าแต่พวกนางคิดเลยเป็นใครก็คิด เรื่องนี้สลับซับซ้อนกว่าที่คิดนัก ความเป็นความตายของศรีดาราล้วนขึ้นอยู่กับภูวิษะเจ้าทั้งสิ้น ว่าจะรายงานเรื่องนี้ต่อพระบาทเจ้าสิทธิเสณอย่างไร


             หญิงสาวกำลังครุ่นคิด ถึงอย่างไรมหิตาเทวีก็เป็นชายาของเขา แต่ศรีดาราเป็นแค่นางกำนัลเท่านั้นเอง เขาหรือจะปกป้องนาง อีตอนที่โกรธก็ตีสุดแรงไม่มียั้งมือไม่ได้คิดแม้แต่น้อยว่าศรีดาราเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ คิดได้แค่นั้นเคียงฟ้าก็เม้มริมฝีปากลงพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล บางทีหล่อนก็เหมือนจะไม่รู้จักไม่เข้าใจผู้ชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย จริงอยู่ศรีดาราอาจจะผิดจริงโดนโบยขนาดนี้ก็แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ยังจะต้องรับโทษอีกหรือ...


            “เขมินีเทวีเสด็จมา!!” เสียงต้อนรับอย่างพร้อมเพรียงดังมาจากหน้าตำหนัก เคียงฟ้าเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ


            “พี่สาวของมหิตาน่ะเหรอ? มาทำไมกัน” หล่อนจึงลุกขึ้นละร่างที่นอนเจ็บอยู่ไป


             โดยลำดับแล้วเขมมินีเทวีเป็นเชษฐภคินีองค์ที่สามของมหิตาเทวี บัดนี้ประทับยืนอยู่หน้าประตูห้องบรรทมขององค์ขนิษฐา โดยมีเหล่านางกำนัลหมอบกราบอยู่ใกล้ๆ สีพระพักตร์เคร่งเครียดนัก ทรงดำเนินไม่ได้เร็วนักเพราะพระครรภ์แก่ใกล้ได้ฤกษ์ประสูติกาลเต็มทีแล้ว จึงดูอุ้ยอ้ายนักแต่ยังเสด็จมาถึงตำหนักนี้แสดงว่าทรงร้อนพระทัยจริงๆ


             “พวกเจ้า ข้าจะเข้าไปหาน้องข้า มาขวางทำไม?” สุรเสียงบ่งบอกว่าไม่พอพระทัยนัก


             “ท่านภูวิษะสั่งไว้ ห้ามมิให้พระเทวีเสด็จออกจากห้องเพคะ”


             “งั้นก็ไม่ต้องออกมา ข้าจะเข้าไปเอง”


             “มิได้เพคะ ทรงห้ามเอาไว้” สดับแค่นั้นก็ทรงกระทืบบาทด้วยความไม่พอพระทัย


              “อะไรๆๆ ก็ภูวิษะสั่ง นี่มันตำหนักของน้องข้านะ แล้วข้าเป็นผู้ใดเป็นพี่สาวของนางแท้ๆ เขาหรือจะกล้าห้าม”


             ไม่มีนางใดเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร ในขณะเดียวกันก็มิกล้าขัดคำสั่งเจ้านาคราช เขมมินีเทวีทอดพระเนตรเข้าก็ขุ่นพระทัยยิ่งนัก แต่มิกล้าหักหาญเมื่อนึกถึงดวงเนตรกร้าวของเจ้านาคราชแม้จะเป็นพระขนิษฐภรรดา ขององค์เองก็ตาม


              “มหิตา ได้ยินพี่ไหม?” ทรงเรียกผ่านบานทวาร ไม่นานนักก็สดับเสียงตอบรับแผ่วเบาพร้อมด้วยเสียงกรรแสงอย่างสะอึกสะอื้น


            “เจ้าทำอะไรลงไปหือ? อะไรดลใจให้เจ้าทำเยี่ยงนี้?” พระขนิษฐาไม่ตอบแต่กรรแสงดังขึ้น


            “เจ้ารู้ไหมเสด็จพ่อ เสด็จแม่รู้เรื่องหมดแล้ว”


            “ฉะ..ไฉนจึงทรงทราบได้?” คราวนี้มหิตาเทวีตรัสถามออกมาด้วยความหวาดหวั่น เช่นเดียวกับเคียงฟ้า หล่อนคิดไปถึงภูวิษะเจ้าทันทีหรือเขาจะทูลฟ้องกัน


            “ก็เมื่อวานภูวิษะโบยแม่ศรีดาราคนสนิทของเจ้าเสียสลบคามือเลยมิใช่หรือ นางตัวดีนั่นร้องดังมิใช่น้อยรู้กันไปหมดทุกตำหนักนั่นแล” ทรงทอดสุรเสียงเล็กน้อย ด้วยไม่เห็นว่าน่าแปลกพระทัย


            “มันก็คงมีใครสักคนคาบไปฟ้องแน่ๆ”


            “ละ..แล้วเสด็จพ่อว่าอย่างไรเพคะ?”


            “ท่านก็ถามภูวิษะ ยังทรงเมตตาสวามีเจ้าอยู่บ้าง หากมันเป็นเรื่องจริงก็น่าเห็นใจ โทษทัณฑ์ก็อาจจะน้อยลง แต่สวามีเจ้าน่ะไม่รู้จะท่ามากปากหนักไปทำไม ถามกระไรก็ไม่ตอบเอาแต่นั่งเงียบ พอซักไซ้มากๆ เข้า ก็ตีฝีปากบอกให้ทรงลงพระอาญามาเลย จะไม่ขอพระกรุณาใดๆ 
 ดูสิ...ในเวลานี้ยังวางท่ายโสได้อีก สวามีเจ้านี่มิใช่ธรรมดาเลยนะ” 


             ทั้งเคียงฟ้าทั้งมหิตาเทวีต่างพากันนิ่งงันอยู่คนละฟากของบานทวาร ต่างนึกอึ้งกับท่าทีของนาคเจ้าแต่ไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นความชื่นชม


             “แล้วเขา...มิได้ กล่าวโทษพี่ศรีดาราเลยหรือเพคะ?”


             “อย่าว่าแต่ชื่อศรีดาราเลย ชื่อผู้ใดก็มิได้หลุดออกมา เอาแต่นั่งหลังตรงทระนงองค์อาจเหมือนอย่างเคยนั่นแล” หญิงสาวฟังแล้วโล่งใจนัก แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น แล้วตัวเขาเล่าตั้งใจจะรับโทษคนเดียวหรือไร


             “แล้วเสด็จพ่อมิทรงกริ้วหรือเพคะ”


             “ยิ่งกว่ากริ้ว ทรงพิโรธนัก หาว่าโอหัง เรื่องแทนที่จะจบดีๆ เลยยิ่งไปกันใหญ่ อีกไม่ช้าคงเรียกเจ้ามาสอบด้วย มหิตา...เจ้าเตรียมคำตอบให้เสด็จพ่อหรือยัง ได้ซักซ้อมกับสวามีของเจ้าบ้างหรือไม่ พี่เป็นห่วงนัก”


              “....” นางเทวีในห้องบรรทมได้แต่นิ่งเงียบ อย่าว่าแต่ซักซ้อมเลยแม้สบพระพักตร์ก็หมางเมิน


              “อะไรจะเกิด น้องก็คงห้ามมิได้” ตรัสตอบแค่นั้นแล้วกรรแสงออกมา


              “อย่าเอาแต่ร้องไห้ มาช่วยกันคิดก่อน พี่ไม่ยอมให้เจ้าโดนประหารดอก”


             “เสด็จพี่....” มหิตาเทวีซาบซึ้งพระทัยนัก เคียงฟ้าก็เช่นกันหล่อนอดไม่ได้ที่จะสะอื้นไห้ ใคร่คิดที่จะโผตัวไปโอบกอดนางเทวีผู้พี่เอาไว้ แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจสัมผัสกันได้


             “พี่เขมมินี อุตส่าห์มาถึงนี่ทั้งที่ท้องแก่...” หล่อนส่ายหน้าทั้งน้ำตา


             “สวามีเจ้าน่ะวางท่าจนไม่น่าสงสาร แล้วยังถูกพินทุมณีทูลยุยงซ้ำเสียอีก ว่าเรื่องนี้มีเลศนัยควรจะจับตัวคนที่ช่วยเจ้าทำเสน่ห์มาลงโทษ เพราะลำพังเจ้าไม่น่าจะรู้เรื่องพวกนี้ แต่ก็น่าแปลกนะร้อยวันพันปีนางไม่เคยสนใจเรื่องบ้านเมือง ไม่เคยเข้าเฝ้าตอนเสด็จพ่อออกว่าราชการเมือง ถ้าเป็นเสด็จพี่กัมลาภาหรือเจ้าก็ว่าไปอย่าง แต่อยู่ๆ วันนี้พินทุมณีก็มาเข้าเฝ้าเสียอย่างนั้น จะว่าเสด็จพ่อรับสั่งให้มาเข้าเฝ้าก็ไม่น่าใช่... ”


              “อะไรนะ?!!” เคียงฟ้าสะดุ้งพรวดขึ้นมา


              “เจ้าเย็นๆ พินทุมณีคงอยากรู้อยากเห็น ก็เลยเสนอหน้าตามประสานางนั่นแหละ แต่มาออกความเห็นไม่ถูกเวลาอันควรนี่สิ ข้ากลัวว่านางพูดมากไปจะทำให้เรื่องบานปลาย...เฮ้อ”


              “เสด็จพี่พินทุมณี…!!” เคียงฟ้าครางออกมาได้เพียงแค่นั้น ก็ยืนแข็งทื่อไปทันที ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวโกรธจนหน้าแดงก่ำ หญิงสาวรู้สึกราวกับโดนน้ำเย็นยะเยือกสาดเข้าที่หน้าอย่างจัง เงื่อนงำบางอย่างที่ไม่เคยเอะใจก็พลันนึกออกมา


              “นี่มัน...ไม่น่าเป็นไปได้ ยังไงพินทุมณีก็เป็นพี่สาวแท้ๆ ของมหิตา คงไม่...” จิ๊กซอว์ในหัวของหล่อนปะติดปะต่อกันขึ้นมาได้


              “เสด็จพี่เขมมินี ช่วยน้องด้วยเพคะ น้องกลัว น้องไม่รู้จะทำอย่างไร น้องกลัวพระบาทเจ้าจะประหารเสด็จพี่ภูวิษะ แล้วน้องจะทำเยี่ยงไร?” มหิตาเทวีกำลังเป็นทุกข์กับเรื่องเฉพาะกาล จึงไม่อาจมองเกมกลที่เคียงฟ้าได้เงื่อนงำมา พระทัยทั้งดวงจดจ่ออยู่กับภูวิษะเจ้า


             “ใจเย็นๆ พี่จะช่วยพูดให้นะ แต่ไม่รู้จะช่วยได้แค่ไหน สวามีเจ้าก็วางท่าไม่ชวนให้น่าสงสารเอาเสียเลย”


             “เสด็จพี่...น้องขอร้อง...ทรงช่วยเสด็จพี่ภูวิษะด้วย เขามิได้ผิดเลยเป็นน้องเองที่เลวทราม” มหิตาเทวี ก้มลงกราบที่บานทวาร ตรัสร้องขอต่อพระภคินี


             สองพระองค์ตรัสผ่านบานทวารด้วยความหนักพระทัยอยู่ไม่นานนัก นางกำนัลก็ทูลเชิญพระพี่นางให้เสด็จกลับ เนื่องด้วยแลเห็นทหารจากวังหลวงกำลังมาที่นี่แล้ว เขมินีเทวีจึงจำต้องเสด็จกลับอย่างรีบเร่ง


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


              “อาจารย์คะ เขาจะเอาตัวมหิตาไปตำหนักหลวงแล้ว” หญิงสาวหน้าซีดเผือดใจหล่อนเต้นเร่าๆ แต่ไม่รู้จะแก้ไขได้อย่างไรดี


             ขบวนเสด็จของเขมมินีเทวีสวนกับกลุ่มทหารที่มาจากวังอย่างฉิวเฉียด พระพี่นางยังเหลียวมาทอดพระเนตรด้วยความกลัดกลุ้มพระทัย แต่มิอาจทำการใดได้มากไปกว่านั้น หน่วยทหารที่มานั้นได้อันเชิญรับสั่งจากพระบาทเจ้าสิทธิเสณให้มารับมหิตาเทวีเข้าเฝ้าอย่างเร่งด่วน วิทยเทพมองเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วหันไปปลอบใจเคียงฟ้า


             “เขามาอย่างสุภาพเรียบร้อย นี่มิใช่การจับตัว แต่เป็นเพียงเชิญเสด็จเท่านั้น”


             “แล้วมันต่างกันตรงไหนคะ ถ้าไปถึงก็โดนสอบสวนอยู่ดี”


             “ไปหรือไม่ มีค่าเท่ากัน สิ่งใดที่กระทำไปแล้วก็ต้องยอมรับ แต่การไปเผชิญหน้ามหิตายังมีโอกาสชี้แจงได้บ้าง ที่เหลือก็สุดแล้วแต่ความกรุณา ไม่มีพ่อแม่คนใดจะเข่นฆ่าลูกของตนได้ลงคอดอก...แต่ภูวิษะนี่สิ...จะทำอย่างไร?” เมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสาวรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาทันที มหิตาก็น่าเป็นห่วงแต่เจ้าภูของหล่อนต่างหากที่น่าเป็นห่วงเสียยิ่งกว่า


            “เคียงฟ้า ไป! เราตามไปดูกัน” หล่อนรีบพยักหน้ารับ


            “หลับตาเสีย” แม้นึกแปลกใจแต่ก็ทำตาม


            เพียงแค่เปิดเปลือกตาอีกครั้งหล่อนก็พบว่าตนเองยืนอยู่ในท้องพระโรง เบื้องหน้าบัลลังก์ทองมีพระบาทเจ้าสิทธิเสณประทับอยู่ ด้านซ้ายเป็นพระแม่เจ้ากมุทรามหาเทวี ไล่ลงมามีพระแท่นเรียงรายอยู่เป็นสองแถวยาว บนแท่นนั้นมีพระบรมวงศานุวงศ์ต่างๆ ประทับอยู่อย่างพร้อมเพรียง พินทุมณีเทวีเป็นหนึ่งในนั้น 


            ส่วนเจ้านาคราชนั้นเล่าเป็นผู้มีศักดิ์เพียงหนึ่งเดียวที่ประทับอยู่บนพื้น มีเพียงเบาะบางๆ รองนั่ง แต่ท่วงท่านั้นทระนงองอาจพระปฤษฎางค์เหยียดตรงดวงพักตร์เชิดขึ้นสบพระเนตรพระบาทเจ้าอย่างไม่พร่ำพรึง มิได้มีพระพักตร์หวาดหวั่นอย่างผู้ที่กระทำผิดเลย


           “เจ้าภู!” หล่อนอุทานออกมา ไล่กันนั้นเป็นสุรเสียงของมหิตาเทวี


           “เสด็จพี่!” นางเทวีดำเนินมายืนเบื้องหลังพระสวามี แต่ภูวิษะเจ้ามิได้เหลียวไปทอดพระเนตรยังคงประทับนิ่งเหมือนมิได้ยิน เมื่อมองรูปการแล้วมหิตาเทวีก็เก็บสีพระพักตร์หวาดหวั่นลงได้บ้าง แล้วจึงตัดสินพระทัยประทับลงเคียงข้างพระสวามีนั่นเอง


          “ถวายบังคม เพคะ พระบาทเจ้า พระแม่เจ้า”


          “มาแล้วรึ นางตัวดี!! บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ เจ้าทำเสน่ห์มนตรากักตัวผัวเจ้าเอาไว้มิให้ไปสงครามจริงหรือไม่!! ” สดับจากสุรเสียงแล้ว แม้มิใครบอกก็ทราบได้ในทันทีว่าทรงพิโรธเพียงใด มหิตาเทวียามนั้นหนาวเหน็บยิ่งนัก ไม่ว่าจะกราบทูลอย่างไรก็ไม่อาจลดความกริ้วของพระบิดาลงได้เป็นแน่


          “ว่าอย่างไร!!” จนตรัสถามด้วยเสียงดังไม่ต่างกับเสียงตวาดเป็นครั้งที่สอง พระราชธิดาจึงค่อยเงยพระพักตร์ขึ้นสบเนตร


           “เสด็จพ่อ..โปรดประทานอภัยให้ด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเสด็จพี่ภูวิษะ....” ตรัสพลางเหลียวพระพักตร์มายังพระสวามี ซึ่งมิได้สบเนตรตอบเลยเสียด้วยซ้ำ


          “เป็นลูกเองที่...” ตรัสได้แค่นั้นก็กรรแสงออกมา ทำให้ผู้คนในท้องพระโรงอุทานออกมาเซ็งแซ่


           “เป็นเรื่องจริงหรือนี่...” มหาเทวีได้สดับดังนั้นก็ทำท่าวิงเวียงคล้ายพระวาโยประชวร จนนางกำนัลต้องเข้ามาพัดวี ตรงกันข้ามกับพระสวามีที่ยิ่งพิโรธหนัก


            “ทำไม? เจ้าทำอย่างนี้เพื่อกระไร?” พระบาทเจ้าตบพระหัตถ์ลงกับพระแท่น แล้วลุกขึ้นประทับยืนชี้พระดัชนีใส่พระธิดาด้วยหัตถ์อันสั่นเทา พระแม่เจ้าทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็รีบทูลห้าม แล้วหันไปรับสั่งกับมหิตาเทวี

             “พระทัยเย็นไว้ก่อนเพคะ มหิตารีบเล่าทูลเสด็จพ่อสิ อย่าให้ทรงกริ้วไปกว่านี้”


             “เพราะว่าลูก...ลูก....หม่อมฉันผิดไปแล้ว ขอทรงกรุณาด้วยเถิดเพคะ” มหิตาเทวีตรัสค้างไว้แค่นั้นมิได้ทูลอันใดต่อได้แต่กรรแสงออกมา


           “ยังอีก ยังไม่สารภาพมาอีก หรือจะต้องถูกโบยก่อน!” สุรเสียงพระบิดาเจ้าเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิม


            “พระทัยเย็นไว้เพคะ ให้หม่อมฉันเกลี้ยกล่อมลูกเอง” พระแม่เจ้ารีบทูลห้าม แล้วหันมาตรัสถามพระธิดา


            “มหิตาเรื่องมันเป็นมาอย่างไร หากไม่พูดเท่ากับยอมรับ ทีนี้แม่ก็ช่วยเจ้าไม่ได้ดอกนะ”


            “เสด็จแม่...เป็นหม่อมฉันเอง ไม่เกี่ยวกับเสด็จพี่ เสด็จพี่ภูวิษะไม่รู้เรื่องเพคะ ”


            “แล้วเจ้าทำเยี่ยงนี้ไปเพื่ออะไร? มหิตาเจ้าก็รู้มิใช่หรือว่านี่เป็นความผิดใหญ่หลวง ผู้ใดยุ่งเกี่ยวกับศาสตร์ดำผู้นั้นไม่เคารพพระวิษณุเจ้า” ที่พระแม่เจ้ากมุทรามหาเทวีทรงหนักพระทัยคือเรื่องนี้รู้กันไปทั่วพระราชวัง หากทรงรู้ในทางลับการแก้ไขหรือปิดบังมิให้ ความกระจายออกไปคงจะง่ายดายกว่านี้ เรื่องนี้ผิดทั้งกฎมณเทียรบาล ทั้งในทางศาสนา ซ้ำร้ายยังถูกเรียกมาซักฟอกกลางท้องพระโรงเสียอีก


            “หม่อมฉัน...หม่อมฉันมิได้คิดถึงเพียงนั้น หม่อมฉันเพียงแค่...เป็นหญิงที่รักผัวของตัวเท่านั้นเพคะ” ทุกผู้ที่อยู่ในท้องพระโรงนั้นพากันถอนหายใจ แล้วส่ายหน้ากับสิ่งที่ได้ยิน


            “แม่ไม่เข้าใจ ภูวิษะเองก็รักใคร่เจ้าดีอยู่มิใช่หรือแล้วเจ้าจะไปทำมนต์เสน่ห์ใส่เขาเพื่อการใด?” สุรเสียงของพระแม่เจ้ากมุทรามหาเทวีสั่นเทานัก เนื่องด้วยผิดหวังในพระธิดา ทันใดนั้นเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นมาเรียกความสนใจให้ทุกสายตามองไปยังนาง


            “เสด็จแม่...ลูกขอกราบทูล!”


            “พินทุมณี เจ้ามีอะไรจะกล่าว? ” พระแม่เจ้าตรัสถาม หากพระบาทเจ้ามิได้ให้ความสนพระทัย เพราะยังจดจ่ออยู่กับการชำระความกับพระธิดาองค์เล็ก


             “อย่ามาแก้ตัวให้น้องเจ้า นี่ใช่เวลาที่สตรีควรเปิดปาก” ด้วยเหตุนี้จึงทรงตัดบทไปเสียก่อน แต่พินทุมณีเทวีหาได้ละความพยายามไม่


             “มิได้เพคะ หม่อมฉันมิได้แก้ตัวให้นาง แต่หม่อมฉันพอคาดเดาเหตุที่มหิตากระทำเช่นนี้ได้” ทั้งพระบิดาและพระมารดาพากันฉงน แล้วจึงประทานอนุญาตให้ว่าต่อไปได้


             “เสด็จพ่อ เสด็จแม่ จำคำทำนายที่พระครูโหรทำนายไว้ได้หรือไม่เพคะ” ทั้งสองพระองค์พยักหน้า


            “ผู้นำศึกครั้งนี้จะมีผู้หนึ่งมีฤกษ์วิวาห์ แล้วคิดว่าเป็นผู้ใดเล่าเพคะ? นอกเสียจาก....” ตรัสจบก็ปรายพระเนตรไปยังบุรุษที่นั่งประจัญพระพักตร์


            “เป็นเขา...สวามีของมหิตา ด้วยเหตุนี้นางจึง....”


            “ด้วยเรื่องเท่านั้น !!!! เจ้าถึงกับกระทำผิดร้ายแรงเพียงนี้ !!” โดยไม่รอให้พินทุมณีเทวีตรัสจนจบ โทสะของพระบาทเจ้าก็แล่นเข้าสู่หทัย ทรงตวาดดังกึกก้อง


            “เสด็จพ่ออย่าทรงกริ้วเพคะ น้องมิได้มีเจตนาทำร้ายบ้านเมืองเรา เพียงแต่นางรักภูวิษะมากเกินไป เลยกระทำไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง” 


             ท้ายประโยคคล้ายจะขอความเมตตาให้พระขนิษฐา แต่บัดนั้นดวงพักตร์หวานของมหิตาเทวีก็ซีดเผือดไปเสียแล้ว ดวงเนตรงามระริกไหวพราวด้วยน้ำพระเนตร ได้แต่นิ่งอึ้งมิอาจกล่าวสิ่งใดได้


            “อะไรกัน..พูดแบบนี้มหิตาก็ยิ่งแย่สิ...” เคียงฟ้าพึมพำออกมา สองมือกำแน่นร่างอ้อนแอ้นของหล่อนสั่นไปทั้งตัว ทั้งกลัวอาญาแทนมหิตา ทั้งแสนสงสารเจ้าภูวิษะซึ่งบัดนี้ยังมิมีคำแก้ตัวใดๆ ออกจากปากเลยแต่น้อย


             “ใครก็ได้...ช่วยพูดแก้ตัวให้มหิตาบ้างสิ” หล่อนมองไปรอบๆ พยายามขอความช่วยเหลือจากบรรดาพระพี่นางที่อยู่ในท้องพระโรง แต่ทุกพระองค์พากันนิ่งเงียบ กัมลาภาเทวีซึ่งประทับอยู่หัวแถวเคียงข้างพระสวามีแห่งนาง เป็นผู้แรกที่ถอนหทัยออกมาโดยแรง แล้วตรัสพึมพำออกมา


             “มหิตา...เจ้าทำตัวเองแท้ๆ” ตรัสเพียงเท่านั้น ก็ทรงเงียบลงมิได้ออกความเห็นอันใดอีก นอกจากรอดูว่าพระบิดาจะว่าอย่างไร ซึ่งในเวลานั้นพระหัตถ์ของพระบาทเจ้าสั่นด้วยแรงพิโรธ ทรงกริ้วจัดจนพระพักตร์แดงก่ำ


             “มหิตา! นางลูกโง่เง่า!! ”


             “ทำไม...ทำไมจึงทำเช่นนี้ มหิตา เจ้ามิใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา สิ่งใดดลใจให้เจ้ากระทำเช่นนี้บอกแม่มาสิ!!” สุรเสียงของพระแม่เจ้าทรงเจ็บช้ำและผิดหวังมากมายเพียงใด ทุกคนที่เห็นพลันรู้สึกเวทนาสงสงสารพระแม่เจ้าอย่างที่สุด


             “เสด็จแม่...ลูกมิได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ ลูกเพียงแต่คิดจะดึงเสด็จพี่เอาไว้เท่านั้น มีหญิงใดเล่าทนได้หากผัวอันเป็นที่รักไปมีหญิงอื่น!”


            “เจ้านี่มัน สิ้นคิด!” ตรัสจบก็ส่ายพระพักตร์ด้วยไม่คาดหมายว่าพระธิดาจะเป็นเช่นนี้


            “ถ้า...ถ้าเพียงแต่ขุนทัพอื่นนำศึก จักมิได้ชัยชนะหรือเพคะ จึงต้องเป็นสวามีของหม่อมฉันเพียงผู้เดียว”


            “เจ้าๆๆ ยังมีหน้ามาเถียงอีกนะ”


            “หม่อมฉันมิได้เถียง แต่ทรงคำนึงเถิด มีผู้คนตั้งมากมายในกองทัพ และนี่มิใช่ศึกแรกของจุมภะ แต่พ่ายศึกนี้เพียงเพราะคนผู้เดียวไม่อยู่ในกองทัพหรือเพคะ เช่นนี้ยุติธรรมแล้วหรือที่จะเป็นความผิดของเขาผู้เดียว”


            สิ้นคำถามอันยอกย้อนของพระธิดา พระบาทเจ้าสิทธิเสณผุดลุกขึ้นประทับยืนด้วยความเหลืออด ดวงพักตร์แดงก่ำ ดวงเนตรร้อนผ่าวด้วยเพลิงพิโรธ ทอดพระเนตรมายังมหิตาเทวีอย่างหมดเมตตา พระดัชชีนั้นชี้ลงมา วรกายสั่นเทิ้มไปด้วยโทสะอันมากมาย ริมโอษฐ์เม้มจนแน่นสนิท พระวาโยผุดเข้าออกอย่างแรง ผู้ใดมองเห็นเข้าก็พากันหวาดกลัว พระบาทเจ้ามิเคยมีโทสะขนาดนี้มาก่อน


           “นางลูกไม่รักดี ข้าจะตีเจ้าให้ตายด้วยมือข้าเอง!”


            ตรัสจบผลุนผันเสด็จลงจากพระแท่นปรี่เข้ามาเช่นนี้ โดยที่พระแม่เจ้ามิทันได้ทัดทาน ผู้อื่นก็ได้แต่เบิ่งตาค้างมิทันได้ทูลห้าม จะมีเพียงบุรุษที่นั่งนิ่งสงบอยู่เคียงข้างมหิตาเทวีเท่านั้น ที่ผุดลุกขึ้นมาขวางทางเสด็จ ทรงใช้วรกายบดบังพระชายาเอาไว้


           “ภูวิษะเจ้าถอยไปเดี๋ยวนี้!” ทรงสั่งราชบุตรเขย แล้วหันไประบายโทสะใส่ต้นเหตุ


           “ไม่พะยะค่ะ!” ดวงเนตรนั้นเป็นประกายเจิดจ้า บ่งบอกความหมายตามที่ตรัส


            เมื่อราชบุตรเขยไม่ทำตามรับสั่งก็ทรงใช้หัตถ์ผลักไปให้พ้นทาง แต่วรกายองค์อาจนั้นยังยืนนิ่งราวกับกำแพงสูงยากที่จะข้ามผ่าน


            “อย่าบังอาจกับข้า!” หนนี้ภูวิษะเจ้ามิได้ตรัสตอบ แต่ดวงพักตร์ถทึง สบพระเนตรพระบาทเจ้าด้วยแววตาของจอมคน


             “ถอยไป!” ตรัสตวาดไปอีกครั้ง แต่มิได้รับการทูลสนอง จึงทรงกริ้วหนักขึ้นไปอีก


             “ภูวิษะเจ้าคิดว่าตนเองเป็นผู้ใดถึงได้บังอาจนัก!”


             “แล้วท่านเล่า พระบาทเจ้าท่านเป็นผู้ใด ถึงได้กล้ามาตบตีนางต่อหน้าข้า!”


             สดับฟังคำที่ย้อนกลับมาแล้ว พระพักตร์พระเจ้าสิทธิเสณก็แดงก่ำ วรองค์สั่นระริกไปด้วยความพิโรธ กมุทรามหาเทวีถึงกับลุกขึ้นประทับยืนด้วยความตื่นตะลึง เช่นเดียวกับทุกคนในท้องพระโรงนั้น

              “ท่านเป็นใคร? แล้วข้าเป็นใคร? ท่านต่างหากที่ต้องถามตนเอง!!” เจ้านาคราชตวาดตอบด้วยสุรเสียงกังวานไม่แพ้กัน ทรงถูกอารมณ์ครอบงำ พระพักตร์งามล้ำเกินบุรุษใดเชิดขึ้นอย่าถือดี มหิตาเทวีทอดพระเนตรเห็นเข้าคลายจากอาการตะลึงพรึงเพริดได้ก่อนผู้ใด จึงรีบคว้าพระกรแล้วตรัสห้าม


              “เสด็จพี่...อย่า นั่นพระบาทเจ้า...เสด็จพ่อของหม่อมฉันนะเพคะ” เวลานี้พระนางลืมสิ้นแล้วว่ากำลังเกิดเรื่องอันใดขึ้น รู้แต่เพียงว่าภูวิษะเจ้ากริ้วจัดไม่แพ้พระบิดา


              “เจ้า...เจ้าบังอาจนัก ข้าเป็นเจ้าแผ่นดิน เจ้าสิเป็นใคร เป็นแค่คนสามัญที่ข้าชุบขึ้นมาเป็นราชบุตรเขยเท่านั้น !” ดัชนีอันสั่นเทาชี้ไปยังพระพักตร์นาคเจ้า


              “เสด็จพี่รีบทูลขออภัยสิเพคะ!!” เสียงพระนางน้อยรีบทูลกระท่อนกระแท่น


             “ใช่...ท่านเป็นเจ้าแผ่นดิน แล้วอย่างไรเล่า? ท่านเป็นเพียงบิดาของนางเท่านั้น แต่ข้าสิเป็นผัวนาง! อันหญิงใดยกให้ผัวแล้วย่อมเป็นสิทธิ์ของผัวจนชั่วชีวิต บัดนี้นางเป็นสิทธิ์ของข้า ท่านไม่มีสิทธิ์มาตบตีนาง!!!!”


             “จะ...เจ้า !!!?” แม้มิต้องเห็นสีพระพักตร์ของพระบาทเจ้า แต่ทุกผู้คนคาดใดได้ว่าทรงพิโรธเพียงใด


             “เรื่องนี้อยู่ในกฎหมายบ้านเมือง ข้ากล่าวสิ่งใดผิด?”


              สุรเสียงห้าวหาญกังวานไปทั่วท้องพระโรง ดังมนตราสาปสั่งให้ทุกผู้คนในนั้นนิ่งอึ้ง อย่าว่าแต่พระบาทเจ้าสิทธิเสณเลย ผู้ใดก็ไร้วจีจะโต้ตอบกลับ สรรพเสียงใดๆ ในที่นั้นก็คล้ายจะหยุดนิ่งไปหมด เพราะต่างก็จดจ่อกับเหตุที่เกิดขึ้นจนไม่อาจคาดสายตาได้


             “บัดซบ!!!” หลังชะงักงันไปชั่วครู่ พระบาทเจ้าก็ตรัสสบถออกมาด้วยสุรเสียงอันดัง ในแววเนตรสะท้อนความพิโรธใส่ทั้งกับราชธิดาขององค์เองและราชบุตรเขยผู้อาจองค์


             “เจ้ามันอวดดี! ทั้งผัวทั้งเมีย ไป! พาเมียเจ้าไปให้พ้นหน้าข้า!” ทรงออกโอษฐ์แล้วสะบัดพระพักตร์หนี เสด็จกลับไปยังพระแท่น


             “เสด็จพ่อ....” มหิตาเทวีตรัสพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา


             “ไป!!! ”พระหทัยเต้นรัวยามที่ตรัส ส่งผลให้พระวรกายซวนเซไปเล็กน้อย


             เจ้านาคราชเห็นดังนั้นก็หยุดโอษฐ์ มิได้โต้เถียงใดๆ อีก เพียงแต่คุกพระชงฆ์ [1-เข่า]ลงแล้วก้มพระพักตร์ลงต่ำ กราบทูลลาพระสัสสุระ [2-พ่อตา]จนนลาฏ [3-หน้าผาก]จรดพื้นท้องพระโรง


            “หม่อมฉันทูลลา” ด้วยสุรเสียงนิ่งสงบหาได้เจือด้วยพายุอารมณ์เช่นเดียวกับเมื่อครู่ จากนั้นจึงคลานถอยไปยังพระเทวีซึ่งบัดนี้ยังตะลึงค้างอยู่ในท่าเดิม แต่เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระสวามีก้มลงกราบก็ก็รีบก้มพระพักตร์ลงกราบตาม


            “กลับ!” ภูวิษะเจ้าตรัสออกมาคำเดียว แล้วปรายพระเนตรไปยังมหิตาเทวีให้รีบตามเสด็จไป


           เมื่อสองพระองค์เสด็จไปแล้วความเงียบครอบครองท้องพระโรงไปอีกครู่ใหญ่ จวบจนโทสะที่สิงสู่หทัยพระบาทเจ้าทำงานอีกครั้ง คราวนี้เสียงต่างๆ อื้ออึงไปทั่ว ทุกผู้คนต่างแย่งกันวิจารณ์ถึงสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ จนฟังไม่ได้ศัพท์



อ่านต่อตอนหน้าค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++




SmileySmileySmiley หายไปนานยังมีใครรออ่านอยู่บ้างไหมคะ ขอเสียงหน่อย SmileySmileySmiley


           คนเขียนหายหน้าไปพักหนึ่ง ต้องขอโทษด้วยที่ปล่อยให้รอกันนานนะคะ ติดภาระหลายอย่าง ช่วงต้นปีติดอบรมและสอบ  ถัดมาตาเหลือกช่วงงานหนังสือ คือนอกจากเป็นนักเขียนแล้วยังเป็นบรรณาธิการฟรีแลนซ์ด้วยน่ะค่ะ เลยต้องดูแลหนังสือของนักเขียนท่านอื่นให้ออกทันงานหนังสือ  


            ถัดมา...ป่วย Smiley  คงจะพักผ่อนน้อยติดต่อกัน เลยง่อย...อาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังไม่หายสนิทนัก อย่างไรก็จะขยันเขียนต่อให้จบจนได้นะคะ  ขออภัยที่ทิ้งช่วงให้รอนาน



ขอบคุณที่จะรออ่านนะคะ  Smiley

Smiley คิดถึงผู้อ่านทุกคนค่ะ Smiley




Create Date : 23 เมษายน 2557
Last Update : 23 เมษายน 2557 23:41:49 น. 6 comments
Counter : 837 Pageviews.

 
ยังจำได้และรออยู่ค่ะ


โดย: manee IP: 192.99.14.36 วันที่: 24 เมษายน 2557 เวลา:1:40:26 น.  

 
หายป่วยไวๆ นะค่ะ
รออ่านรอลุ้นต่อนะค่ะ สนุกมากค่ะ


โดย: jaja IP: 183.89.137.115 วันที่: 24 เมษายน 2557 เวลา:12:29:24 น.  

 
เย้ กลับมาแล้วดีใจจัง


โดย: diene IP: 1.47.226.91 วันที่: 27 เมษายน 2557 เวลา:7:48:07 น.  

 
เย้ กลับมาแล้วดีใจจัง


โดย: diene IP: 1.46.32.158 วันที่: 3 พฤษภาคม 2557 เวลา:15:54:41 น.  

 
diene :

jaja :ขอบคุณค่ะ

manee : จะพยายามอัพให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งค่ะ



โดย: แก้วกังไส วันที่: 6 พฤษภาคม 2557 เวลา:12:56:31 น.  

 
ดีใจที่กลับมาให้ได้อ่าน ขอบคุณมากค่ะ


โดย: Rose IP: 192.99.5.126 วันที่: 8 พฤษภาคม 2557 เวลา:4:26:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.