จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728 
 
14 กุมภาพันธ์ 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 33

ตอน 33
กล่องประทิมโฉม


                'มหิตา!! คิดจะทำอะไรกันนี่?!!!'


               เคียงฟ้าร้องอุทานออกมาทันทีด้วยความตกใจยิ่งนัก ก็จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไรกันเล่า เมื่อหล่อนจำได้ดีว่ากล่องประทิมโฉมนั้นเป็นของผู้ใด สิ่งของที่องค์ภคินีพินทุมณีเทวีประทานให้มิใช่สิ่งดีงาม แต่มีไว้เพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับศัตรูหัวใจ แล้วเหตุไฉนจึงคิดจะประทานกล่องประทินโฉมอันเคลือบแฝงด้วยประสงค์ร้ายนี้แด่กุสุมาลย์


               'ไม่ได้นะอย่าทำบ้าๆ แบบนั้นนะ!!? นั่นพี่กุสุมาลย์พี่เลี้ยงของเธอเองไม่ใช่เหรอ?!!'


               หล่อนตระหนกตกใจยิ่งนักเมื่อพบว่ามหิตาเทวีไม่เปลี่ยนพระทัย และสำทับให้ศรีดารานำไปวางไว้ในห้องนอนของกุสุมาลย์เงียบๆ ข้างนางคนทะเล้นมิได้รู้ความลับของกล่องประทินโฉมนี้ก็ดีใจนัก หลงคิดไปว่านี่คือการง้องอนในแบบของพระเทวีจึงรับอาสาอย่างเต็มอกเต็มใจ เมื่อศรีดาราไปแล้วเคียงฟ้าหวั่นใจยิ่งนัก เมื่อหันมาพบเห็นรอยยิ้มอันเย็นเยียบจากพระนางผู้ทรงโฉม


               'นี่เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือไงมหิตา!!?'


               แต่เปล่าประโยคเสียงของหล่อนมิได้เข้าสู่โสตประสาทพระนางเลยแม้แต่น้อย ดวงฤทัยที่เคยพิสุทธิ์ใสมาบัดนี้ถูกความหึงหวงเข้าบดบังจนมืดมิด ทรงยอมปล่อยองค์ไปตามโทสะมิได้คำนึงถึงผลที่จะตามมาแม้แต่น้อย


               'ศรีดาราอย่าเพิ่งไป...อย่าเอากล่องนั่นไปให้พี่กุสุมาลย์นะ'


               เมื่อเห็นว่าป่วยการที่ทูลให้มหิตาเทวีเปลี่ยนพระทัย เพราะพระทัยนางปิดกลั้นสำนึกอันดีงามไปเสียแล้ว เสียงของหล่อนหรือจะแทรกเข้าไปได้ หญิงสาวจึงวิ่งตามศรีดาราไปทันที


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


               กุสุมาลย์นึกประหลาดใจที่เห็นสีหน้าของศรีดารานั้นดูมีเลศนัยนัก นางเอาแต่ยิ้มกริ่มแต่ไม่ยอมบอกอันใดออกมา เพียงแต่ไล่ให้นางโฉมงามกลับไปที่เรือนนอนเอาตอนที่ตะวันยังแจ่มฟ้าอยู่เช่นนี้ แม้ไม่เข้าใจนักแต่ยอมกลับเรือนนอนตามคำคะยั้นคะยอของนางคนทะเล้น 


              เมื่อเปิดทวารบานเข้าไปในห้องหับจึงแลเห็นกล่องไม้มีลวดลายลงรักปิดทองวางเด่นอยู่บนโต๊ะหน้ากระจกทองเหลือง กล่องประทิมโฉมใบนั้นอวดลวดลายสีทองเด่นเป็นสง่าอยู่บนพื้นดำเงานั่น ในยุคสมัยของนางนั้นบรรจุภัณฑ์อันล้ำค่านี้ ถูกสั่งทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น เพราะการลงรักปิดทองหาใช่ศิลปะที่นิยมแพร่หลายไปหลายชนชั้น เช่นในกาลสมัยข้างหน้าเยี่ยงยุคอโยธยาศรีรามเทพนครไม่


               ดังนั้นแค่มองก็รู้ได้ว่านี่มิได้เป็นของขวัญที่คนสามัญชนธรรมดาอย่างศรีดาราจะมอบให้กุสุมาลย์ไม่ หากแต่เป็นพระเทวีน้อยสั่งให้นางนำมามอบแด่พระพี่เลี้ยงคนงามนั่นเอง เมื่อคิดได้เช่นนี้กุสุมาลย์ก็เผยอยิ้มออกมา นางค่อยๆ เปิดกล่องประทินโฉมที่ประดิษฐ์มาอย่างประณีตนั่นด้วยความเบามือ ภายในมีสีแต้มเปลือกตาหลายสีถูกบดบรรจุไว้ในช่องเล็กๆ ภายใน เว้นแต่แท่งถ่านสีดำที่ยังมิได้บด นอกจากนั้นก็มีแป้งร่ำ น้ำอบ และเครื่องปรุงโฉมต่างๆ ถูกจัดวางไว้ยิ่งมองยิ่งนึกชอบใจยิ่งนัก จึงอดมิได้ที่นำมาใช้แต่งแต้มใบหน้า


                'ไม่ได้นะ อย่าใช้ของในกล่องนี้แต่งหน้าเด็ดขาด!!'


                หญิงสาวเยื้อมือพระพี่เลี้ยงคนงามไว้ แต่ทว่ามือของหล่อนทะลุผ่าน ไม่อาจสัมผัสแตะต้องกันได้ ทำให้หล่อนร้อนใจยิ่งนักจนลืมเลือนไปเสียสนิทว่า กุสุมาลย์คนนี้ครั้งก่อนเคยบีบคอหล่อนเกือบตาย แต่หญิงสาวเข้าใจไปว่านั่นเป็นฝันร้ายเท่านั้น คนอ่อนหวานอย่างนางโฉมงามจะทำร้ายคนอื่นอย่างไร ความห่วงใยที่เคียงฟ้ามีให้กุสุมาลย์ทำให้หล่อนหลงลืมความกลัวไปสนิท


                หญิงงามมิรู้ถึงเภทภัยที่แฝงมาในเครื่องปรุงโฉม นางจึงอารมณ์ดียิ่งนักค่อยๆ นำแท่งถ่านสีดำมาหักลงในครกเล็กแล้วบดให้ละเอียดก่อนจะตักใส่ตลับไว้ ผงถ่านสีดำนั้นต่างกับสีทาเปลือกตาอื่นๆ เหตุที่ไม่บดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะสีจะเพี้ยนได้เมื่อจะใช้จึงค่อยบดแค่เล็กน้อยพอสำหรับเขียนตาเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็เททิ้งมิได้เก็บกลับมาใช้ซ้ำอีก จากนั้นกุสุมาลย์จึงนำน้ำอบมาผสมกับแป้งดินสอพองทาจนทั่วใบหน้าและใช้ผ้าถูเกลี่ยจนโฉมฉายนวลผ่อง แล้วจึงวาดคิ้วเขียนตาอย่างบรรจง เคียงฟ้าได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เมื่ออีกฝ่ายไม่รู้ถึงภัยร้ายที่แฝงมาเลยอีกทั้งยังคงประทิมโฉมด้วยความสบายใจอีกด้วย


                 "อุ๊บ! แสบตาจริง" นางหรี่ตาเมื่อพบว่าทาผงถ่านทับเข้าที่บาดแผลแล้วเกิดปฏิกิริยาแสบร้อน


                 'เป็นไงบ้าง? ก็บอกแล้วอย่าใช้มันเลย'


                 "เฮ้อ..สงสัยแผลยังไม่แห้งดี"
                  หญิงงามบ่นพึมพำแต่มิได้สังหรณ์ใจใดๆ นางยังคงแต่งหน้าต่อไปจนเสร็จเรียบร้อย ก็ส่องดูภาพเงาในกระจกเมื่อพบว่างามสมใจแล้วจึงปิดฝากล่องลง


                  'ไม่คันรึ ?'


                  หญิงสาวถามซ้ำอีกครั้ง เมื่อไม่เห็นอาการคันปรากฏก็เบาใจลงไปบ้าง แต่ยังคงติดตามกุสุมาลย์ไม่ให้ห่างสายตา ไม่ว่านางจะไปกิจทำอันใดก็ตาม จนถึงย่ำวันนั้นอาการคันก็ยังไม่ปรากฏแต่อย่างใด อย่าว่าแต่เคียงฟ้าแปลกใจเลย แม้แต่มหิตาเทวีก็ยังอดประหลาดใจมิได้เมื่อเห็นหญิงงามเข้ามาถวายงาน


                 "หม่อมฉันนำแพรจากกันทรานครไปอบหอมมาแล้วเพคะ ลองเปลี่ยนกลิ่นใหม่ดูด้วยไม่ทราบว่าทรงโปรดไหมเพคะ"


                  หญิงงามยังถวายงานเป็นปกติ และเข้าหน้าพระเทวีได้โดยไม่ขัดเขินโดยแสร้งทำเป็นลืมเลือนเรื่องที่ผ่านมา ในขณะที่มหิตาเทวีนั้นกลับปั้นแต่งสีพระพักตร์ไม่ถูก อีกทั้งยังอ้ำอึ้งลังเลอยู่นาน กว่าจะรับแพรพันผืนใหม่มาสูดดมกลิ่นได้ ซึ่งก็เป็นไปอย่างแกนๆ พระนางรับมาแตะที่ปลายนาสิกพอเป็นพิธีก็ส่งคืนให้


                 "ก็ดี..." ตรัสตอบแผ่วเบา ก่อนจะทรงซักถามให้แน่ใจอีกครั้ง


                 "วันนี้แต่งหน้า...ด้วยเครื่องประทิมโฉมที่เราให้ไปรึ ?" คำถามนั้นดูขลาดกลัว แต่กุสุมาลย์มิได้เอะใจอันใด จึงคลี่ยิ้มสวยสดตอบรับด้วยความผ่องแผ้ว


                 "เพคะ...ขอบพระทัยเพคะที่ทรงเมตตาประทานเครื่องประทิมโฉมชั้นดีให้หม่อมฉัน" กล่าวจบก็ก้มกราบลงแทบบาท หากแต่พระนางทรงกระดากอายจึงตรัสตวาดขึ้นมา


                 "พอเถอะ....จะไปไหนก็ไป!!" กุสุมาลย์เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ไม่ผิดกับนางกำนัลอื่นๆ ในที่นั้น


                 "ทรงเป็นอะไรไปเพคะ พระพักตร์ซีดเชียว"
                  ยิ่งหญิงงามพยายามดูแลเอาใจใส่พระองค์เท่าไร มหิตาเทวีก็ยิ่งรู้สึกผิดเป็นทวีคูณ และปัดป้องมือของอีกฝ่ายที่แตะพระนลาฏเพื่อตรวจอุณหภูมิร่างกาย


                 "เย็นเฉียบเลยเพคะ ให้หมอหลวงมาตรวจดูหน่อยดีกว่าเพคะ"


                 "ไม่ต้อง!!" สุรเสียงนั้นดังจนกุสุมาลย์สะดุ้ง


                 "มะ...ไม่เป็นไรจริงๆ ไม่เป็นไร...พี่กุสุมาลย์ เราแค่เวียนหัวนิดหน่อยเท่านั้นแค่งีบสักตื่นคงหาย ปทุมมาพาเราไปห้องบรรทมที" ว่าแล้วก็ทรงเรียกปทุมมาให้ประคองเข้าห้องบรรทมไป ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน


                "ศรีดารา...พระเทวีทรงประชวรหรือไม่ ดูท่าทางแปลกๆ" กุสุมาลย์หันไปถามไถ่เอากับศรีดารา ซึ่งรับหน้าที่ดูพระนางในช่วงนี้


                "ทรงเป็นแบบนี้มาสักระยะแล้ว แต่ไม่ยอมให้หมอหลวงมาตรวจ พระเทวีว่าไม่เป็นอะไรแค่บรรทมไม่ค่อยหลับน่ะ"


                "ถ้างั้นเจ้าต้องจัดหาสมุนไพรให้เสวยก่อนเข้าบรรทมสิ ระยะนี้ทรงมีเรื่องไม่สบายพระทัยมากอาจกระเทือนถึงพระวรกายได้"


                "จ้ะ" ศรีดารารับคำ


                'จะเป็นอะไรล่ะ ก็แค่โรคร้อนตัวเพราะให้ทุกข์ผู้อื่นน่ะสิ...เฮ้อ' 
                เคียงฟ้าส่ายหน้านึกดีใจที่ผงคันในเครื่องประทิมโฉมไม่ทำงาน หล่อนเดาว่าอาจจะเชื้อเพียงอ่อนๆ เท่านั้นจึงไม่มีผลอะไรสำหรับคนที่ผิวหนังไม่ได้แพ้ง่าย 


                'โชคดีจริงๆ พี่กุสุมาลย์...โชคดี...' หล่อนพึมพัมซ้ำไปมา ก่อนจะมีเสียงอื่นแทรกเข้ามาในโสตประสาท


                "ฟ้า! ฟ้าๆๆๆ ฟ้าเป็นอะไรตื่นสิลูก !!? "


               เสียงเรียกนั้นดังมาพร้อมๆ กับที่โลกของหล่อนสั่นคลอน ภาพตรงหน้าค่อยๆ เลือนรางแล้ววูบหายไปพร้อมๆ กับสติของหญิงสาวที่ถูกดึงกลับเข้าสู่ร่าง เคียงฟ้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาพบหน้ามารดา ซึ่งนั่งหน้าซีดอยู่ข้างกายก็นึกประหลาดใจ


               "แม่...เป็นอะไรไปเหรอคะ?" หญิงสาวลุกขึ้นนั่ง เมื่อแรกที่ลุกนั้นหล่อนวิงเวียนจนเซต้องนั่งนิ่งๆ ปรับสายตาอยู่ครู่ใหญ่จึงเป็นปกติ


               "ก็หนูน่ะ...ทำไมนอนนานขนาดนั้น นอนแล้วก็ละเมอพูดเหมือนคุยกับใครอยู่ตั้งนาน แม่ก็เลยปลุก...ฟ้าทำแม่ใจหายหมดเลย"


                หล่อนไม่ได้ตอบมารดาในทันที แต่เหลือบไปมองนาฬิกาดิจิตอลที่มีวันที่บอกไว้พร้อมสรรพ ก็พบว่าหล่อนหลับนานมากเกือบจะ 24 ชม.ทีเดียว


               "ฟ้าหลับไปเป็นวันเชียวเหรอคะนี่ มิน่าล่ะฝันตั้งยาว" หล่อนเสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้น


               "หนูนอนนานเกินไป...ไม่ไหวแล้วนะ ไปหาหมอกันดีกว่าลูก"


               "ก็หนูเป็นไข้นี่คะ...." เคียงฟ้าเสียงอ่อยเมื่อนึกถึงเข็มฉีดยาของหมอขึ้นมา


               "แต่ตอนนี้ไข้ลดแล้วมั้งคะ ไม่ปวดหัวแล้ว...แถมยังร้อนด้วย...อยากอาบน้ำจังเลย" บ่นไปก็พบว่าใบหน้าและร่างกายนั้นชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ


               "ฟ้าเมื่อกี้ฝันอะไรหรือลูก?"

 
               "หือ? ก็ไม่มีอะไรนี่คะ...ตื่นมาก็จำไม่ได้แล้ว"
หล่อนหลบสายตาคุณยุพาพักตร์ทันที ไม่กล้าเล่าให้ฟังว่าหล่อนฝันเรื่องราวต่อเนื่องติดกันมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ได้พบหน้าเขาคนนั้น....เจ้าภูวิษะ!


               "ฟ้ามีอะไรปิดบังแม่หรือเปล่า? ถ้าไม่สบายใจอะไรก็เล่าให้แม่ฟังเถอะ เผื่อมีอะไรแม่จะได้ช่วยหนูได้ เรามีกันแค่สองคนแม่ลูกเองนะจ๊ะ" 


               "ไม่มีค่ะ...ไม่..." 
                หล่อนตอบได้แค่นั้นก็หยุดชะงักไปไม่กล้าปริปากต่อ เพราะแววตาของมารดาที่มองมายังหล่อนนั้นเต็มไปด้วยความห่วงหาอาทรและมากไปด้วยความกังวล


               "จริงๆ ก็มีค่ะ....แต่มันก็แค่เรื่องไร้สาระ"


               "เฮ้อ..." คุณยุพาพักตร์ฟังแล้วถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะพูดต่อ "สำหรับคนเป็นแม่เรื่องของลูกทุกเรื่อง เป็นเรื่องสำคัญไม่มีเรื่องไหนไร้สาระหรอกจ้ะ เล่าให้แม่ฟังเถอะจะได้สบายใจขึ้น"


               "แม่คะ...." หล่อนซาบซึ้งยิ่งนักจนต้องโผเข้าไปกอดมารดาแล้วสะอื้นไห้ออกมา


              "แม่คะจริงๆ แล้วฟ้ากลัวมากเลย....ฟ้าฝัน..ฝันทุกวันเป็นเดือนมาแล้วตั้งแต่เจอผู้ชายคนนั้น"


              "ผู้ชายคนนั้น?....เจ้าภูวิษะหรือ ?" บุตรสาวพยักหน้าหล่อนเห็นแล้วไม่กล้าบอกว่า คนที่พูดถึงนั้นเพิ่งมาเยี่ยมหล่อนเมื่อกลางวันนี้เอง


               "ฝันร้ายหรือลูก ?" 


               "ก็ไม่เชิงค่ะ"หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ "แต่..ฝันถึงคนกลุ่มเดียวกันเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่อง มีเขาอยู่ในนั้นด้วย...แต่ว่าเหมือนหนูเข้าไปอยู่ในอดีต เป็นเมืองโบราณในฝันหนูเป็นพระเทวีเมืองนั้น....เป็นชายาของเขา" เสียงหล่อนแผ่วลงไปเมื่อพูดถึงท้ายประโยค มีสีหน้าเอียงอายปรากฏขึ้นมาให้เห็นบ้าง


               "ฟ้ากับเจ้าภูวิษะน่ะหรือ?" บุตรสาวพยักหน้าอีกครั้ง


               "หนูมีอะไรฝังใจกับเขามากกว่าที่เล่าให้แม่ฟังหรือเปล่า? ถึงเก็บไปฝัน?"


               "ไม่มีนะคะ หนูเจอหน้าเขาแค่ไม่กี่หนเอง แถมทุกครั้งเราก็ไม่เคยญาติดีกันเลยด้วย"


                "เหรอจ๊ะ...น่าแปลกนะ แล้วหนูฝันว่ายังไงบ้าง?"


               เคียงฟ้าจึงค่อยๆ เรียบเรียงความฝันให้มารดาฟัง อาจมีตกหล่นหรือเล่าย้อนวกวนไปบ้าง แต่พอจับความได้ว่าในฝันนั้นหล่อนเป็นพระธิดาเมืองโบราณในยุคที่มีปราสาทหิน ส่วนเขาเป็นพญานาคที่แปลงร่างมาเป็นราชบุตรเขย เพื่อแต่งงานกับหล่อน


                "พญานาค!!?" ยุพาพักตร์อุทานเสียงดังออกมา ในขณะที่บุตรสาวพยักหน้ารับ


                ความคิดของหญิงวัยกลางคนก็ล่องลอยไปไกลเสียแล้ว วันเวลาในอดีตสมัยที่ยังหวานชื่นกับกฤษฏาอดีตสามีย้อนกลับมาให้หวนรำลึก หล่อนแต่งงานได้ไม่นานนักก็ตั้งครรภ์แรก แต่ด้วยความไม่ประสีประสาจึงไม่ได้ระมัดระวังนัก ท้องแรกจึงแท้งไปอย่างน่าเสียดาย ครั้งนั้นหล่อนร่ำไห้เสียใจอยู่นานสามีก็เฝ้าปลอบประโลม แต่ไม่ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นเลย จนกระทั่งทั้งสองตัดสินใจไปเที่ยวพักผ่อนบนดอยสูงที่จังหวัดเชียงใหม่ ภาพวิวสุดลูกหูลูกตาของเวิ้งฟ้ากว้างไกล ซึ่งเต็มไปด้วยปุยเมฆสีขาวที่ลอยต่ำจนติดยอดเขาจนเหมือนจะเอื้อมมือถึงได้ ทำให้จิตใจผ่อนคลายลืมเลือนความทุกข์ไปบ้าง


                แล้วคืนนั้นหล่อนก็ฝันไปว่าได้ไปเที่ยวชมปราสาทหินโบราณที่ตั้งอยู่กลางลำน้ำ มีสายหมอกโรยตัวห่อหุ้มอยู่รอบอาณาบริเวณ ราวกับจะอำพรางปราสาทไม่ให้คนภายนอกได้พาลพบ ปราสาทหินอันโอฬารตระการตาเมื่ออยู่ในสภาพสมบูรณ์ผิดกับซากปรักหักพัง เหมือนที่เคยเห็นในอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วไป มันช่างยิ่งใหญ่อลังการนัก ระหว่างที่หล่อนกำลังตื่นตาตื่นใจอยู่นั่นเอง


               ปราสาทกลางน้ำเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนมองเห็นแสงไฟกะพริบไหววิบอยู่ภายใน ทำให้หล่อนนึกสงสัยว่าใครกันหนอที่อยู่ในปราสาทนั้น เมื่อปราสาทเคลื่อนมาเทียบติดกับผืนดินที่ยืนอยู่ ราวมีมนต์ขลังกำลังเชื้อเชิญให้ยุพาพักตร์เข้าไปข้างใน หล่อนก้าวเข้าไปโดยไม่ลังเลดังถูกสะกดจิต


              มารดาของเคียงฟ้าก้าวเดินไปเรื่อยๆ จนถึงใจกลางปราสาทที่นั่นมีสระน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ ใจกลางนั่นมีรูปปั้นขนาดใหญ่ เป็นรูปสลักของพญานาคตนหนึ่ง ตามเกล็ดประดับด้วยอัญมณีหลากสีไล่เรียงกันสวยงามจนหล่อนต้องอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้นพญานาคตนนั้นโอบเลื้อยพันเอาร่างของหญิงสาวในชุดเจ้าหญิงโบราณไว้ เจ้าหญิงพระองค์นั้นหลับดวงเนตรพริ้มเอนวรกายอยู่ในขนดนาค ดวงพักตร์งดงามราวกับนางในวรรณคดีต่างกับหญิงสาวในยุคสมัยของหล่อนโดยสิ้นเชิง เป็นความงามแห่งยุคอดีตกาลโดยแท้


              ยุพาพักตร์จ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตื่นตะลึงอยู่นาน นางงามในขนดนาคก็ลืมตาตื่นพลิกฟื้นขึ้นมา รูปปั้นพญานาคประดับอัญมณีค่อยขยับกายคลายร่างที่โอบรัดอยู่


              ‘รูปปั้นมีชีวิต!!’


               หล่อนบอกตนเองด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันได้เลี่ยงหนี เจ้าหญิงโบราณนางนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนกายาเหินร่างบอบบางลงมาบนผิวน้ำราวกับไร้น้ำหนักตรงมาที่หล่อน ผืนน้ำไม่ต่างกับพรมนุ่มที่รองรับร่างอรชรนั้น ยุพาพักตร์ไม่เข้าใจว่าตนเองนึกอย่างไร จึงยื่นมือไปรับเจ้าหญิงโบราณนางนั้นขึ้นมาจากสระน้ำ 


               พญานาคยังคงสงบนิ่งอยู่ที่เดิมมิได้ว่ายน้ำตามมา เพียงแต่ส่งสายตาประกายสีทองเรืองโรจน์มองตรงมาที่หญิงทั้งสองเท่านั้น เจ้าหญิงที่หล่อนกุมหัตถ์อยู่มิได้สนใจแววตาอันร้อนรุ่มนั่น พระนางมิได้เหลียวมองกลับไปที่พญานาคด้วยซ้ำ แววเนตรว่างเปล่าจนน่าหวั่นใจ เมื่อถูกกระตุกมืออีกครั้งยุพาพักตร์จำต้องเดินตามเจ้าหญิงออกไปนอกปราสาท แสงสางของฟากฟ้าส่องลงมาเบื้องล่าง เจ้าหญิงที่ยืนเคียงกันเมื่อครู่มลายหายไปเหลือเพียงประกายแสงแวววาว และก่อนที่หล่อนจะทันได้หายประหลาดใจ ประกายแสงเหล่านั้นถูกสายลมพัดจนหมุนวนอยู่รอบตัว ลมหมุนพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นพายุ ยุพาพักตร์ไม่อาจต้านทานแรงลมได้ หล่อนลืมตาไม่ขึ้นด้วยซ้ำเมื่อร่างโดนพัดจนล่องลอยไปไกล


               จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่านอนอยู่บนเตียงของรีสอร์ทที่พักโดยมีสามีหลับอยู่ข้างๆ และหลังจากไปเที่ยวครั้งนั้นไม่นานนัก มารดาของเคียงฟ้าก็พบว่าหล่อนตั้งครรภ์อีกครั้ง และคืนที่หล่อนถือกำเนิดนั้นดวงจันทร์สีนวลส่องกระจ่างไปทั่วฟ้า ยุพาพักตร์จึงตั้งชื่อลูกสาวแรกเกิดว่า “จันทร์เคียงฟ้า” แต่ชื่อนี้ยาวเกินไปและยังฟังดูเชยๆ เสียด้วย กฤษฎาพ่อของเด็กหญิงจึงตัดให้สั้นลงเหลือแค่ "เคียงฟ้า" อันเป็นชื่อที่บุตรสาวของหล่อนใช้มาจนบัดนี้


               "แม่คะ ? " เมื่อเห็นมารดาเหม่อลอยไปนาน หญิงสาวก็ร้องทักขึ้นมา


               "เป็นอะไรไปคะแม่ ? "


               "ไม่มีอะไรจ้ะ แม่กำลังตั้งใจฟังที่ฟ้าเล่าไง เอาอย่างนี้ไหมฟ้าไปอาบน้ำก่อน วันนี้ยังเหลือเวลาเราแวะไปทำบุญที่วัดกันดีไหม อาการดีขึ้นขนาดนี้แล้วพรุ่งก็ไปเรียนได้แล้วล่ะมั้ง"


                "ค่ะ...เอ่อ...แล้วคุณแม่คิดยังไงกับความฝันของฟ้าคะ ฟ้าไม่ได้ติดละครย้อนยุคจนเก็บไปฝันนะคะ แล้วอีกอย่างฟ้าไม่พิศวาสอีตาเจ้าภูวิษะนั่นจนเก็บไปฝันหวานจ๋อยแบบนี้หรอกนะคะ"


                "ฝันหวานจ๋อย? อ้าวไหนว่าฝันว่าเขาจะมีเมียน้อยไงลูก?" ทันทีที่ถามจบยุพาพักตร์ได้ยินเสียงบุตรสาวสำลักทันที



                "คือฟ้าหมายถึง...." หล่อนหน้าแดงก่ำในขณะที่อธิบาย


                "ช่วงแต่งงานใหม่ๆ ก็หวานเป็นธรรมดาแหละค่ะ แต่หลังๆ นี่พฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ"


                "แล้วตกลงเขานอกใจหรือเปล่า?"


                ".....พฤติกรรมชวนให้คิดอยู่ค่ะ แต่ยังจับไม่ได้คาหนังคาเขามหิตาก็เลยคิดมากน่ะค่ะ" หล่อนก้มหน้าตอบไม่เต็มเสียงนัก


                "เฮ้อ...แล้วฟ้าก็เลยอินกับความฝัน พอเจอหน้าเจ้าภูวิษะก็เลยไม่ชอบเขา"


               "เปล่านะคะ !! ตานั่นไม่ชอบหนูก่อนต่างหาก ถ้าแม่ได้เจอเขาจะรู้ทันทีว่าอีตานี่น่ะหยิ่งยโสขนาดไหน ถือว่าตัวเองเป็นเจ้าเชิดเสียไม่มี" ยุพาพักตร์ยิ้มเรียบๆ ไม่ตอบบุตรสาวว่าหล่อนเจอเขาแล้ว ชายหนุ่มที่ประทับอยู่ในความทรงจำของเคียงฟ้าคนนั้น


               "เอาเถอะจ้ะ แม่ก็ตอบเรื่องที่ฟ้าฝันไม่ได้ หากสมมุติว่าเป็นชาติก่อนจริงๆ มันก็เป็นอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ชาตินี้หนูไม่ใช่มหิตาเทวีคนนั้น แล้วก็ไม่ใช่ชายาของเจ้าภูวิษะ หนูมีอิสระที่จะเลือกชีวิตใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีก"


               แต่ทันทีที่หญิงวัยกลางคนพูดจบประโยค จู่ๆ ไฟฟ้าในบ้านก็ดับลงจนมืดสนิท ทำเอาสองแม่ลูกผวาเข้ากอดกัน แต่โชคดีที่ยังเป็นเวลากลางวันอยู่เมื่อตั้งสติได้ หล่อนก็ลุกไปเปิดม่านห้องนอนบุตรสาวให้แสงส่องเข้ามา


               "ทำไมอยู่ๆ ไฟดับล่ะ?" เคียงฟ้าอุทานขึ้นมา


               ในใจของยุพาพักตร์นั้นคิดไปทางที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ไปเสียแล้ว แต่ไม่กล้าบอกสาวน้อยตรงหน้าด้วยกลัวว่าเคียงฟ้าจะเสียขวัญ


               "เฮ้อ..ยังดีนะที่ดับกลางวัน ไม่งั้นแย่เลยนะคะแม่" คนฟังพยักหน้ารับแล้วออกปากไล่หล่อนไปอาบน้ำ


               "เดี๋ยวแม่จะไปดูบ้านอื่นหน่อยว่าดับหรือเปล่า ฟ้าไปอาบน้ำเถอะ"


                "ทำไมต้องไปดูด้วยล่ะคะ? ถ้าดับมันก็ดับทั้งซอยนั่นแหละค่ะ"
ยุพาพักตร์ไม่ตอบแต่โบกมือไล่คนที่กำลังพูดแจ้วๆ แล้วลุกขึ้นยืนก่อนเดินออกจากห้องไปยังหันมาสำทับว่า


                "อย่าโอ้เอ้สิ...แม่หยุดงานดูแลหนูมาหลายวันแล้วนะ คงหยุดไม่ได้อีกแล้ว เดี๋ยวถ้ามืดจะไม่มีเวลาไปวัดกัน"


                 หญิงวัยกลางคนเดินกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง ก็ตรงขึ้นไปที่ห้องพระควานหาธูปและเทียนมาจุดทันที หล่อนไม่กล้าบอกบุตรสาวว่าบ้านข้างๆ ไม่ได้ไฟดับไปด้วย ถนนทั้งซอยไฟฟ้ายังคงใช้ได้ตามปกติมีแต่บ้านหล่อนเท่านั้น และที่สำคัญเครื่องตัดไฟก็ไม่ทำงาน แต่เหมือนมีใครสักคนมาตัดสายไฟที่ส่งเข้ามาในบ้านไปดื้อๆ เพราะไม่พอใจคำพูดหล่อนอย่างนั้นแหละ


                 "คุณพระคุณเจ้า...ช่วยคุ้มครองลูกสาวของลูกด้วยเถอะค่ะ ไม่ว่าแกจะเคยทำอะไรเอาไว้ หรือเคยเป็นใครเมื่อชาติก่อน แต่เวลานี้ยัยฟ้าเป็นลูกสาวของลูก และเป็นลูกคนเดียวเสียด้วย...ลูกไม่อยากเสียแกไป หากสิ่งใดที่ยัยฟ้าเคยทำไม่ดีเอาไว้ ขอพระท่านทรงเมตตาช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ช่วยคุ้มครองฟ้าจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย แล้วลูกจะทำบุญครั้งใหญ่ไปให้" ยุพาพักตร์ยังคงสวดมนต์อธิษฐานอยู่ในห้องพระอีกนานร่วมชั่วโมง จนเคียงฟ้าต้องมาตามเลยทีเดียว



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++







Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2556 4:07:44 น. 2 comments
Counter : 1111 Pageviews.

 



โดย: d__d (มัชชาร ) วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:16:39:26 น.  

 
็Happy Valentine's Day นะคะ
คุณแก้วกังไส

รออ่านต่อค่า ^^






โดย: lovereason วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:22:10:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.