จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
5 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 46

ตอนที่ 46


                 ในความมืด ความเงียบ ความสิ้นหวัง กุสุมาลย์ไม่รู้ว่าสิ่งใดโถมถาเข้ามาหานางก่อนกัน หรือทุกสิ่งจะโรมรันเข้ามาโจมตีนางพร้อมๆ กัน หญิงงามปิดหน้าตาตัวเองด้วยสองมือ ด้วยไม่อยากรับรู้สิ่งใดอีกแล้ว เหนื่อยเหลือเกิน...


                 เหนื่อยเกินไป ล้าแม้กระทั่งจะลุกขึ้นนั่ง หากความตายคือการหลับไหลชั่วนิรันดร์ก็คงจะดี แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความตายเป็นแค่การสิ้นสุดของร่างกายเท่านั้นหาได้สิ้นสุดจิตวิญญาณไม่ ดวงวิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ ความเจ็บปวดมิได้จางหายไปตามกาลเวลา


                 หญิงงามหยุดการเคลื่อนไหวทุกประการปล่อยกายลงดิ่งลงสู่ท้องน้ำให้กลืนร่างจนมิดหาย แต่ความคิดนั้นมิได้หยุดตามยิ่งพยายามนิ่งจิตใจยิ่งว้าวุ่น ถ้าหลับได้เสียคงดี...


                 ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว สิ่งต่างๆ เล่า ภูวิษะเจ้าเล่า? จะเป็นเช่นใด จะต้องรอคอยนางอันเป็นที่รักอีกกี่ชาติภพ จะต้องเดียวดายในความมืดมิดอีกนานเท่าไร ถึงจะปลดปล่อยตนเองจากบ่วงกรรมได้ เขามิได้ผิดอันใด เขาเป็นเพียงบุรุษที่น่าสงสารเท่านั้น บัดนี้ท่านได้พบกับนางเทวีแล้วจากนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างจะคลี่คลายหรือจะพากันร่วงหล่นลงเหวลึกกันนะ


                “ช่างเขาเถอะ...ยังไงเขาก็หนีกันไม่พ้นหรอก” เสียงทุ้มดังอยู่ข้างหู ทำเอานางจากอดีตกาลสะดุ้งขึ้นมาสุดร่าง เมื่อลืมตาขึ้นก็พบรอยยิ้มอบอุ่นมองอยู่จากริมตลิ่ง


                “ทำกระไรอยู่แม่คุณ จะลอยเท้งเต้งอยู่อย่างนั้นอีกนานไหม?” เสียงปราศัยเรียกให้นางเหลียวมองรอบกาย กุสุมาลย์จึงพบว่านางลอยอยู่บนผิวน้ำ มิใช่ใต้สายนทีอย่างเมื่อครู่


                “นี่ท่าน...”


                “ว่าอย่างไรแม่หญิง” คนบนฝั่งยิ้มตอบบอกว่าตั้งใจฟังอยู่


                “ท่านใช้กลใด...ส่งสองคนนั่นไปไหน แล้วเรียกเรามาที่นี่ทำไม?” นางขยับตนเคลื่อนไหว หากครึ่งร่างยังแช่อยู่ในน้ำต่อว่าคนบนฝั่ง


                “แม่อยากรู้รึ?” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน นึกอยากสาดน้ำใส่คู่สนทนา แต่ยังยั้งใจไว้ได้


                “ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่มีใครบังคับท่าน งั้นลากันเสียตรงนี้เลยแล้วกันวิทยเทพ!”


               “จะรีบไปไหนเล่า ขึ้นมาจำนรรจากันก่อนเถิด ใจคอแม่จะให้ชะโงกอยู่บนฝั่งอยู่อย่างนี้ไปอีกครึ่งวันรึ?...มันเมื่อยนะ...” หญิงงามขัดใจนัก นางได้แต่สะบัดหน้าหนี แต่ครู่เดียวก็หายวับไปจากสายน้ำขึ้นมายืนเคียงข้างวิมุตติ ตลอดร่างแห้งสนิทหาได้เปียกปอนเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ


               “ข้าขึ้นมาแล้ว มีกระไรก็ว่ามา!” น้ำเสียงนางประชดประชันอยู่ในทีแต่อีกฝ่ายไม่ตอบเอาแต่จ้องหน้านางแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่


               “อะไรของท่าน? ”


               “กำลังพิศดู เมื่อครู่แม่เปียกปอนก็น่ามอง แต่ยามเนื้อตัวแห้งโฉมแม่แฉล้มนัก” วิญญาณหญิงงามถอยกรูด นางเม้มริมฝีปากแน่นระงับความไม่พอใจ


               “นี่ท่าน! กลางวันแสกๆ แท้ๆ ยังจะมาเกี้ยวพาราสี หน้าไม่อาย” คนโดนตำหนิเหลียวมองตะวันเหนือศีรษะ


               “ถ้าอย่างนั้นรอให้อาทิตย์อับแสงก่อนก็ได้ เรายินดีรอ”


               “วิมุตติ!! ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว” นวลแก้มขาวเนียนแดงก่ำขึ้นมาทันที นางพูดพลางสะบัดกายหนี


               “เดี๋ยวสิแม่คุณ...อย่าเพิ่งหนีหน้าไปเลย เรามิได้ตั้งใจยั่วเย้าให้ขุ่นเคือง เพียงแต่...เห็นแม่สดใสขึ้นก็อดจะชื่นชมมิได้”


               “สดใส?” กุสุมาลย์ขมวดคิ้ว หญิงอาภัพอย่างนางหรือมีสีหน้าแช่มช้อย?


               “ใช่” หนุ่มรูปทองพยักหน้า


               “ในใจแม่เป็นอย่างไรบ้าง? ความเกลียดความโกรธบรรเทาไปบ้างหรือไม่” คราวนี้คำถามจริงจังไม่ใช่หยอกเอินอย่างที่ผ่านมา ยิ่งเห็นแววตาที่ถ่ายทอดมายังนาง นัยน์ตาคู่นั้นมีแต่ความปรารถนาดีส่งให้ นางจึงได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง


               “ข้า...” เจ้าของดวงหน้าหวานล้ำก้มหน้านิ่ง ความรู้สึกสับสนยังอยู่ในใจร่างสูงที่ยืนมองอยู่ครู่ใหญ่เอื้อมมือมาช้อนดวงหน้านางขึ้นให้สบตาเขา


              “ไม่เป็นไร...ถ้ายังไม่หายโกรธก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ ว่ากันไป”


              “มันอาจจะนาน”


              “กาลเวลาไม่มีความหมาย...สำหรับผู้ไม่มีลมหายใจ จะบัดนี้หรือบัดนั้นค่าของมันเท่ากัน...เพราะมันผ่านมาแล้ว”


              “นั่นสินะมันผ่านมาแล้ว...” เสียงรำพันนั้นแฝงด้วยความเศร้า


              “กุสุมาลย์ สายน้ำไม่ไหลกลับ เวลาก็เช่นกัน...แล้วธาราแห่งความทุกข์เล่าจะกักขังมันไว้ในใจได้นานเท่าใดเทียว...ฝืนธรรมชาติ”


              “ท่านไม่ได้เป็นคนทุกข์นี่ ท่านก็พูดได้”


              “หึ หึ กุสุมาลย์แม่พูดราวกับว่า ถ้าได้แบกทุกข์ไว้นั่นคือสิ่งสูงสุดที่หวัง หากไม่มีมันแล้วไซร้ก็ไม่รู้จะไปทางไหน” วิญญาณหญิงงามเบิกตากว้าง ถอยตัวห่างจากกึ่งเทพทันที


              “ใครว่า ท่านอย่ามารู้ดี ข้ายังมีสิ่งอื่น...” สิ่งที่กังวล...นางตรึกตรองราวกับเพิ่งแยกแยะสิ่งสำคัญนั้นออกจากความทุกข์อันแสนวิปโยคได้


              “สิ่งใดคือปรารถนาอีกประการของแม่กันเล่า?”


              “ทำไมข้าต้องบอกท่านด้วย...” เสียงสะอื้นไห้มาจากร่างอรชร แล้วหยาดน้ำตาก็ค่อยๆ รินหลั่งลงมาเป็นสาย


              “กุสุมาลย์...เราเพียงอยากขจัดปัดเป่าทุกข์ร้อนในใจให้เท่านั้น มิได้ต้องการให้เสียใจ” ร่างสูงเข้าขยับเข้าประชิดนางอีกครั้ง


              “งั้นบอกข้าสิ...ท่านหลอกนางนั่น มาให้ข้าทำไม ท่านรู้อยู่แล้วมิใช่หรือว่าอย่างไรภูวิษะเจ้าก็ต้องมาช่วย ท่านไม่ได้มีเจตนาจะช่วยข้าจริงๆ ” หญิงงามส่ายหน้าด้วยความเสียใจ


              “หรือท่านต้องการให้ข้าดับดิ้นลงอีกครา ด้วยน้ำมือของภูวิษะเจ้าเอง!”


              “กุสุมาลย์!! เข้าใจผิดแล้ว มันมิได้เป็นเช่นนั้น”


              “ท่านรู้ ภูวิษะเจ้าต้องเสด็จมา อย่าได้โป้ปด”กระแสความร้อนในตัวนางเพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ


              “กุสุมาลย์...เราดูเป็นคนใจดำถึงเพียงนั้นเทียวหรือ? จริงอยู่เราแน่ใจว่าภูวิษะต้องมาเขามีกระแสใจเชื่อมโยงกับเคียงฟ้า แต่...มันไม่ใช่อย่างที่เจ้ากำลังคิด”


              “ข้าไม่เชื่อ...เล่ห์บุรุษ หากไม่มีข้า งานท่านเท่ากับลุล่วงไปเร็วขึ้น”


              “กุสุมาลย์!!! วิทยาธรไม่ได้มีหน้าที่ก่อกรรม!! ” เมื่อตวาดออกไปแล้วจึงค่อยข่มอารมณ์ลงได้ ชายหนุ่มจึงเสียงอ่อนลง


               “เรารู้ว่าแม่กำลังเสียใจ...แต่คำกล่าวของแม่กำลังหยามบุรุษถึงสองคน คนแรกคือเรา...ไม่ว่าในฐานะวิทยาธรหรือเพียงแค่วิมุตติก็ตาม คนที่สองคือภูวิษะ....เขารึ? จะฆ่าแม่ได้ลงคอ ” สองมือแกร่งจับต้นแขนของนางไม่ให้หลีกหนี


               “ถ้าเพื่อปกป้องหญิงนางนั้น....ท่านก็อาจจะ...”


               “ไม่..เรื่องแบบนั้นไม่มีวันเกิดขึ้น ภูวิษะไม่ใช่คนเยี่ยงนั้น และหากแม้นว่าเขาจะทำเราก็มิยอมให้เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด...หากเขาจะปกป้องหญิงของตน ข้าก็เช่นกัน...กุสุมาลย์ แม้แลกด้วยชีวิต” นางผู้ข้ามกาลเวลาเบิกตาค้าง ม่านตากะพริบไหวในดวงใจเต้นระรัว


               “ด้วยหน้าที่วิทยเทพ?” คำถามนั้นหลุดออกจากปากอย่างแผ่วเบาคล้ายรำพันมากกว่าจะถามจริงจัง บุรุษเบื้องหน้าพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยตอบ


               “ด้วยหน้าที่ของบุรุษ...มิใช่หน้าที่ของวิทยาธร ไม่มีบุรุษใดปล่อยให้หญิงนั้นถูกเข่นฆ่าต่อหน้าต่อตาได้หรอก...ยิ่งถ้าหากหญิงนั้นเป็น....”


                “เป็น....?”


                “เป็นเจ้าอย่างไรเล่า กุสุมาลย์” เสียงอ่อนโยนทอดลงมากลางใจนาง หญิงงามได้แต่ยืนนิ่งชั่วเวลาสั้นเพียงกะพริบตาหากเนิ่นนานราวกาลเวลาหยุดนิ่ง


                  ม่านหมอกพรางภพให้เหลื่อมซ้อนยากที่จะปรากฏแก่สายตามนุษย์ใด ปรากฏเพียงเงาเลือนรางของชายหนุ่มและหญิงสาวจ้องมองกันอย่างเงียบๆ ไร้คำพูดใดจะสื่อสารต่อกันอีก คงมีแต่นัยน์ตาทำหน้าที่เจรจาสืบแทน


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


                 แผ่นดินเบื้องหน้าเวิ้งว้าง ฝืนฟ้าสีเทาปกคลุมไปจนสุดสายตา อากาศจึงสลัวมัวแม้ไม่มืดมิดเสียทีเดียว แต่ก็ห่างไกลจากความสว่างไสว สายลมเย็นพัดมาแตะผิว เย็นยะเยือกทั่วร่าง ที่นี่ไร้วี่แววของความมีชีวิต สิ่งเดียวที่ดูเรืองรองโดดเด่นขึ้นมาคือผู้ชายตรงหน้าเท่านั้น


                “ที่นี่ที่ไหน?” ริมฝีปากชดช้อยขยับถามด้วยความวิตกจริต เพราะสิ่งต่างๆ รอบตัวดูอปกติไปเสียหมดทุกอย่าง


                “จุมภะ” ชายผู้เดียวที่ยืนอยู่เคียงข้างตอบ


                “คะ?”


                “จุมภะปุระ เคยเป็นนครอันรุ่งเรืองมาก่อน” หญิงสาวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ จ้องมองชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้าง แล้วเหลียวมองไปข้างหน้าอีกครั้ง ทุกอย่างยังไม่มลายหายไปจากสายตาของหล่อน มันคงเป็นซากอิฐปูนของสิ่งก่อสร้างที่หล่อนสันนิษฐานว่าเป็นโบราณสถานเก่าแก่


                “เป็นไปไม่ได้...” หล่อนส่ายหน้า แล้วขยับถอยออกห่าง


                “ภูวิษะเจ้าในความฝัน...จะมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง แล้ว อ.พี่เจ้า จะผลักฉันตกน้ำทำไม ไม่...ทุกอย่างมันเป็นแค่ความฝัน”


                 ร่างสง่าของเจ้านาคราชขยับเพียงเล็กน้อย แค่ผินหน้ามามองหล่อนด้วยสายตาตำหนิ คิ้วเข้มนั้นขมวด แววตาฉายแววไม่พอใจ แต่มิได้พูดอะไรออกมานอกจากถอนหายใจ จากนั้นก็คลายมือที่เกาะกุมมือหล่อนเอาไว้ แล้วเดินห่างออกไป..จนไกลออกไปทุกที


                “เดี๋ยวสิ เจ้าภูวิษะรอฉันก่อน อย่าทิ้งฉันไว้ตรงนี้” เคียงฟ้าร้องออกมาสุดเสียงแล้ววิ่งตามไปทันที


                “ฉันรู้ว่าคุณไม่ชอบฉัน แล้วคุณก็ไม่ได้อยากมาที่นี่พร้อมฉัน แต่ว่า...ขอร้องล่ะ” เจ้าภูวิษะมนุษย์คนเดียวที่หล่อนพบที่นี่หยุดเดินแล้วชักหน้าบึ้งตึงขึ้นมาอีกครั้ง


                “ขอร้อง? ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ฟังคำนี้จากเจ้า” เคียงฟ้าฟังแล้วผงะไปทันที หล่อนหน้าชา เจ็บเสียยิ่งกว่าโดนตบหน้า


                “ทำไมคุณถึงเกลียดฉัน?” เขาไม่ได้ตอบเพียงมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก


                “จนป่านนี้ก็ยังคิดได้แค่นี้”


                “เจ้าภูวิษะ...ฉันไปทำอะไรให้คุณนักหนา คุณถึงต้องประชดประชันตลอดเวลา”


               “ทำอะไร? ต้องให้สาธยายรึ?” น้ำเสียงคนตรงหน้าดูถูกดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด จนหล่อนอึดอัด ถ้าไม่ติดว่าตัดสินใจแล้วจะต้องเคลียร์กับเขาให้ได้หล่อนจะเชิดหน้าใส่แล้วไม่มีวันจะพูดกับเขาอีกเลย


               “เจ้าภูวิษะ...คุณมองฉันให้ดี ฉันคือเคียงฟ้า! ฉันไม่ใช่มหิตา!” หญิงสาวพูดออกไปเหมือนอัดอั้นเต็มที่ เมื่อเห็นเขาเงียบฟังหล่อนจึงมีกำลังใจจะพูดต่อ


              “ไม่ว่าในอดีตชาติฉันจะเคยเป็นมหิตาหรือไม่....แต่ตอนนี้ฉันคือเคียงฟ้า ฉันอยากให้คุณคุยกับฉันในฐานะเคียงฟ้าจะได้ไหมคะ?”


               “มันต่างกันตรงไหน?”


               “ต่างค่ะ...ผู้หญิงคนนั้น...มหิตาไม่ว่าเธอจะทำอะไรไว้ แต่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรผิดไม่ใช่เหรอคะ?” หล่อนหยุดพูดไปนิดหนึ่งเพื่อรอดูท่าทางของเขา


                “เธอมันหัวหมอ!”


                “เจ้าภูวิษะ!! คุณไม่ฟังอะไรเลย แล้วคุณเอาแต่ว่าฉัน ทั้งที่ฉันเพิ่งจะเริ่มรับรู้เท่านั้นว่ามหิตาทำอะไรลงไปบ้าง การที่ฉันไม่รู้ ฉันจำไม่ได้ ฉันผิดด้วยเหรอคะ? แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น...ฉันจะไม่มีโอกาสแก้ตัวใดๆ เลยเหรอ? ถ้ามหิตาไม่รู้สึกผิดอะไรเลย ทำไมฉันถึงฝันถึงเรื่องของเธอเสมอ คุณตอบได้ไหมล่ะเจ้าภูวิษะ!!”


                 “...” สวามีในอดีตชาตินิ่งเงียบไป กิริยาเกรี้ยวกราดไม่ได้ถูกแสดงออกมาอีก เขานิ่งงันไปนานจนหล่อนวิตก


                 “เจ้าภูวิษะได้โปรดเถอะค่ะ .ไม่ว่านี่จะเป็นความฝันหรือความจริงก็ตาม หากฉันได้พบคุณ..ภูวิษะเจ้าที่เคยเป็นสวามีของมหิตา ผู้หญิงที่ฉันเคยเป็นเขาล่ะก็....กรุณาฟังฉันหน่อยเถอะค่ะ อย่างน้อยๆ ก็ให้โอกาสฉันได้รับรู้ในความผิดของตัวเอง มหิตาทำอะไรมากกว่าที่ฉันรู้ใช่ไหมคะ?” สองตาของหล่อนเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ในชีวิตไม่เคยง้องอนผู้ชายคนไหนเท่ากับเขามาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเพราะหล่อนต้องขอความช่วยเหลือให้พ้นบ่วงกรรม หรือเพราะต้องการปัดเป่าความรู้สึกตกค้างที่มีต่อกันก็ตาม


                 “รู้แล้วจะแก้ไขอะไรได้? ในเมื่ออดีตมันผ่านพ้นไปแล้ว..”


                 “เจ้าภูวิษะ..” หล่อนสะอื้นในลำคอ “คุณคือเขาใช่ไหมคะ? ภูวิษะเจ้าคนนั้น...” ดวงหน้างามปานเทวาสลักจ้องมองหล่อนนิ่ง มีเพียงนัยน์ตาเท่านั้นที่สะท้อนความนัยออกมา ครู่หนึ่งก็แสนคะนึงหา อีกครู่ก็วิบหาย กลายเป็นทะเลอันนิ่งสงบ


                  “คุณจำได้ตั้งแต่เมื่อไรว่าคุณคือเขา?”


                  “มิใช่จำได้ แต่มิเคยลืมต่างหากเล่ามหิตาเอ๋ย!” เสียงนั้นกังวานกึกก้อง ชายหนุ่มตรงหน้ามีรัศมีบางอย่างพวยพุ่งออกมา แม้แสงนั้นทอประกายเช่นเดียวกับวาวเกล็ดพญานาค แต่น่าสะพรึงกลัวสำหรับหล่อน นัยน์ตาสีทองวาวโลดเรืองแสงอย่างที่มนุษย์ไม่มีทางทำได้


                  “...ปะ...เป็นไปไม่ได้ คุณไม่ใช่มนุษย์” หล่อนผงะแล้วยืนแข็งทื่อไปทันที


                   ในขณะที่เจ้าภูวิษะเหยียดยิ้มออกมา หล่อนกำลังตกใจจะว่ากลัวก็ได้ ใช่หล่อนสมควรจะกลัว มนุษย์กับนาคคนละภพภูมิกันอยู่แล้ว หากไม่ใช่มนตราของวิมุตติที่จงใจส่งเคียงฟ้ามายังมิตินี้ หล่อนคงไม่ได้มายืนต่อปากต่อคำกับเขา


                  ‘เอาสิ...หวาดกลัวแล้วถอยหนีไปเสีย กลัวจนเกลียดเลยได้ยิ่งดี’ เสียงนั้นกู่ร้องบอกตนเองอยู่ในใจ มันสายไปแล้วที่จะมารื้อฟื้นกันในตอนนี้ เป็นการเฝ้ารอที่เสียเวลาเปล่าจริงๆ คนอย่างนาง...นางก็คงมีเหตุผลที่แจ้งชัดเหมือนคราก่อน แต่เหตุผลนั้นทำลายหัวใจ ทำลายบ้านเมืองลงยับเยิน ทางที่ดีแล้วควรจะปล่อยนางไปตามวิถีกรรม เส้นทางระหว่างนางกับเขานั้นจบสิ้นไปแล้ว เจอครั้งนี้ก็สะบั้นเสียให้จากกันไปเลย


                  “กลัวสินะ...นางมนุษย์ ไม่ควรเลยที่จะมาที่นี่ กลับไปเสีย ไปขอให้วิมุตติลบความทรงจำจากอดีตชาติทั้งมวล แล้วเจ้าจะมีชีวิตอย่างปกติสุข ไปเสีย! นี่เป็นความกรุณาเดียวที่เราให้ได้” แต่แม่สาวจากเมืองมนุษย์กลับยืนนิ่งงัน ใบหน้าซีดเซียวเหมือนไม่ได้ฟังที่เขาพูด


                  “ไม่ได้ยินหรือไง? ไสหัวไปได้แล้ว!!!” สิ้นเสียงคำรามอสนีบาตส่องประกายแวบวาบขึ้นมาบนท้องฟ้าเหนือศีรษะ พายุร้ายกำลังจะมา แผ่นดินกำลังกู่ร้อง เสียงลมกรีดหวีดหวิวฟังดูน่ากลัว คลื่นลมแปรปรวนไม่ต่างกับใจเจ้านาคราช ไม่มีมนุษย์ตนใดทนอยู่ในบรรยากาศอันวิปริตนี้ได้แน่ แต่เคียงฟ้ากลับยืนนิ่งจ้องมองมาที่เขาตาไม่กะพริบ


                  “เคียงฟ้า!!” เจ้านาคราชตวาดใส่ด้วยเสียงอันดัง จนหล่อนสะดุ้งคล้ายเพิ่งออกจากภวังค์


                  “เจ้าภูวิษะ...คุณเป็นอะไร?” นาคหนุ่มยังไม่ทันได้ตอบ หญิงสาวก็ชิงถามมาอีกประโยค


                  “คุณร้องไห้ทำไม?” เคียงฟ้าถามสีหน้าหล่อนเต็มด้วยความวิตกกังวล หล่อนไม่ได้สนใจความมืดครึ้มหรือเสียงคำรามของท้องฟ้า ใจหล่อนจดจ่ออยู่กับผู้ชายตรงหน้าเท่านั้น สีหน้าของเขาช่างตรงกันข้ามกับคำพูดน่าชังนั่น ดูอย่างไรเขาก็กำลังเจ็บปวดทรมานอย่างเหลือแสน


                  “อย่าร้องไห้นะคะ มีอะไรเราค่อยๆ พูดๆ ค่อยๆ จากันก็ได้ ฉันขอโทษนะคะที่ใส่อารมณ์กับคุณ” หล่อนเดินมาประชิดตัวเขาแล้วจ้องมองด้วยสีหน้าเวทนาอย่างที่เจ้านาคราชไม่ปรารถนาจะเห็นจากผู้ใดโดยเฉพาะจากนางตรงหน้า เคียงฟ้าล้วงมือลงในกระเป๋ากระโปรงแล้วล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมา หล่อนนึกดีใจที่มันไม่ตกหายไปไหมแม้จะยังชื้นอยู่บ้างก็ตาม แล้วยกมันขึ้นซับน้ำตาผู้ชายตรงหน้าอย่างปลอบโยน


                  “อย่า!!” เขาปัดมือหล่อน “พูดบ้าอะไร เราไม่ได้ร้องไห้” เจ้าภูวิษะขยับตัวถอยห่างจากหล่อนทันที แล้วปฏิเสธอย่างหนักแน่นทั้งที่หล่อนยังเห็นน้ำตาเขาไหลออกมาเป็นสาย


                  “ถ้า...ไม่อยากให้ฉันเช็ดน้ำตาให้ คุณ งั้นคุณเช็ดเองก็แล้วกัน” หล่อนยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขา แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่นาคเจ้าปฏิเสธอย่างไม่ไยดีพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆ ท่าทางเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังร้องไห้อยู่ หล่อนเป็นห่วงเขาจริงๆ แต่ดูเขาสิ เจ้าภูวิษะคนเย่อหยิ่งอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น นอกจากไม่รับผ้าเช็ดหน้าจากหล่อนแล้วยังขึ้นเสียงใส่อีกด้วย


                  “คุณ OK ไหม?”


                   คนท่าทางมากไม่ตอบหล่อน แต่หันหลังให้แล้วนั่งลงบนกองหินใกล้ตัว เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะปาดน้ำตาออกจากใบหน้าให้หมดเสียที แต่ดูเหมือนน้ำตากลับยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม หญิงสาวคิดว่าตัวเองควรจะหลบไปที่ไหนสักแห่งจนกว่าเขาจะสงบอารมณ์ลงได้ แต่ที่นี่มีแต่ความเวิ้งว้างจนหล่อนไม่กล้าเดินไปไหน จึงได้แต่นั่งลงใกล้ตัวเขา


                “ถึงคุณจะไม่ชอบฉัน แต่ใช้นี่เถอะค่ะ อย่าใช้มือขยี้ตา เดี๋ยวตาแดงหมด” เคียงฟ้าขยับเข้าไปใกล้อีกนิด เมื่อเห็นเขายังนิ่งเงียบไม่ตอบรับ หล่อนก็จัดแจงยัดผ้าเช็ดหน้าสีชมพูของตนเองใส่มือเขา เจ้าภูวิษะไม่มีคำขอบคุณให้แต่ไม่ได้ปฏิเสธหล่อน เพียงแค่นั้นหญิงสาวก็ยิ้มออก


                “เอาไว้ให้คุณอารมณ์ดีแล้ว เดี๋ยวเราค่อยคุยกันนะคะ” หล่อนบอกเสียงอ่อนโยน จากนั้นก็ไม่มีคำพูดใดๆ ต่อกันอีก นักศึกษาสาวได้แต่นั่งเป็นเพื่อนเจ้านาคราชอยู่เงียบๆ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


                 หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ม่านเมฆฝนสีเทาเข้มมลายหายไปแล้ว ฝนที่ทำท่าจะตกเมื่อครู่ก็เช่นกัน เพียงแค่โปรยเม็ดลงมาบางเบาแล้วจางหายไปเท่านั้น เคียงฟ้าเหลือบดูคนข้างกายก็พบว่าไม่มีน้ำตาอยู่บนหน้าหล่อเหลานั่นแล้ว คล้ายกับว่าในมิตินี้บรรยากาศผันเปลี่ยนไปตามอารมณ์เจ้าของสถานที่


                “เอาคืนไป” เขาโยนผ้าเช็ดหน้าใส่ตักหล่อนโดยไม่มองหน้าเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวขมวดคิ้วเจ้าแง่แสนงอนเจ้ายศเจ้าอย่างอารมณ์แปรปรวนเหมือนเดิมไม่มีผิด แต่ก็เอาเถอะเขาไม่ร้องไห้ก็ดีแล้ว


                “ฉันให้” หล่อนตอบแล้วคว้ามันไปยัดใส่มือเขาอีกครั้ง


                 “ไม่เอา!” ทางนั้นสะบัดเสียงใส่หล่อน


                “มันเปียกหมดแล้ว อย่างน้อยก็ควรซักก่อนเอามาคืนสิ” หล่อนจ้องเป๋ง เจ้าภูวิษะอับจนคำพูดยอมรับผ้าเช็ดหน้าไปกำไว้ในมือไม่โต้ตอบอะไรหล่อนอีก ความจริงเขาก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แค่เจ้าอารมณ์ไปหน่อยเท่านั้นเอง


                “เจ้าภูวิษะ...ฉันควรจะเรียกคุณว่าอะไรดีคะ? ภูวิษะเจ้า...หรือว่าเสด็จพี่ ไม่เอาดีกว่าดูลิเกจะตาย” หล่อนลอบยิ้มกับตนเองเมื่อตอนเห็นเขาขมวดคิ้วชักสีหน้าใส่หล่อน คนอะไรเดี๋ยวก็งอนๆ


                “จะเรียกอะไรก็เรียกไป...”


                “งั้นฉันเรียกคุณว่า ‘เจ้าภู’ แล้วกันนะคะ” คนถูกเรียกหันมาทำตาวาวใส่หล่อน “เห็นพี่ตรีเรียกคุณว่าอย่างนั้น” เจ้าภูวิษะไม่ตอบแต่ถอนหายใจออกมา


                “ตรีภูมิถือวิสาสะเอง”หล่อนยิ้มให้กับคำตอบ


                “พี่ตรีชอบคุณ”


                “เขาชอบทุกคน”


                “คงจะเป็นอย่างนั้น พี่ตรีเป็นคนใจดีเป็นเพื่อนที่ดีกับทุกคนเลย ถึงเขารู้ว่าคุณไม่ใช่คนแต่อย่างพี่ตรีก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เผลอๆ อาจจะดีใจคุยโม้ไปสามบ้านแปดบ้านก็ได้นะคะที่ได้เป็นเพื่อนกับ...พญานาค” หล่อนพยายามชวนเขาคุย


                “นาค...หาใช่พญา เราโดนปลดยศนานแล้ว” เสียงตอบกลับมาไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ทำให้เคียงฟ้าชะงักไปแล้วมองเขาด้วยสายตาไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น


                “อย่าบอกนะคะว่า...เพราะมหิตา” นาคเจ้าพยักหน้ารับไร้ซึ่งสีหน้าอารมณ์ใดๆ ตรงกันข้ามกับหล่อนที่มือสั่นใจสั่นในที่สุดก็เผลอสะอื้นไห้ออกมา


                “โธ่...เอ๋ย!!” หัวใจหล่อนตกวูบ มหิตาเทวีรักสวามีออกปานนั้นนางเทวีไม่น่าทำให้เขาถูกถอดยศ


                “เกิดอะไรขึ้นคะ? เล่าให้ฉันฟังได้ไหม?”


                 ดวงหน้าสง่างามของเจ้านาคราชเงยขึ้นสบตาหล่อน แก้วตาสีทองเรื่อเรืองสะท้อนอารมณ์อันหลากหลายจากภายในมาถึงหล่อน แต่แล้วกลับผินหน้าหนีมีเพียงเสียงทอดถอนหายใจเบาๆ ออกมาเท่านั้น


                “มันผ่านไปแล้ว...ช่างเถอะ” ภูวิษะเจ้าลุกขึ้นยืนไม่ปรากฏวี่แววของความโกรธ ความชังอีกต่อไปแล้ว


                “เราจะพาเจ้ากลับขึ้นไปบนฝั่ง”


                “ดะ...เดี๋ยวสิคะ!!?”


                “จะอ้อยอิ่งอยู่ไย? หรืออยากติดอยู่ที่นี่ชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่เห็นหรือไงมันมีแต่ความเวิ้งว้าง ที่นี่ไม่ใช่เมืองเดิมแล้วเป็นแค่ซากนครที่ตายไปแล้ว” เสียงเจ้านาคราชขุ่นขึ้นมาทันที คล้ายว่าคำพูดที่กล่าวออกไปกระทบใจตนเอง


                “แล้วคุณอยู่ที่นี่คนเดียวมาตลอดหรือคะ?” เจ้าภูวิษะแค่นยิ้มออกมาแทนคำตอบ


                “นานเท่าไรแล้ว?”


                “นานเกินกว่าเจ้าจะคาดถึงเทียวล่ะ” ห้วงเวลานั้นผ่านไปแสนนานเกินว่าชีวิตมนุษย์มากนัก


                “ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนเลยเหรอคะ?”เขาต้องเดียวดายในความเงียบเหงาอย่างนี้มานานเท่าไรแล้วนะ แค่คิดหล่อนก็ใจหาย แม้จะไม่ชอบที่เขาแสดงกิริยาไม่ดีกับหล่อน แต่เคียงฟ้าว่ามันเป็นการลงโทษที่นานเกินไป


                “นี่เจ้า!!”


                “ทำไมไม่ไปจากที่นี่ จะเฝ้าซากพวกนี้เอาไว้ทำไม?”


                “...ไปไม่ได้” ร่างสูงมองไปรอบบริเวณด้วยนัยน์ตาเหม่อลอย


                “ไปไม่ได้?...ทำไมคะ? ”


                “มันเป็นทัณฑ์...เป็นโทษที่เราได้รับ สาปให้อยู่ที่นี่เพียงผู้เดียวจนกว่าจะพ้นกำหนดโทษ”


               “ใคร? ใครสาป” หล่อนไม่รู้ตัวว่าตนเองเสียงดังแค่ไหนเมื่อถามคำถามนี้ โทษของเขามันเป็นความเจ็บปวดของหล่อน


                “วิมุตติ!”


                “อาจารย์ ?!!! อาจารย์เป็นเพื่อนคุณไม่ใช่เหรอคะ?”


                “เป็นสหาย แต่เขาก็ต้องทำตามหน้าที่ของเขา”


               “ใจร้าย!! ใจร้ายที่สุด ทำอย่างนี้กับเพื่อนได้ยังไง” แล้วทำนบน้ำตาก็ทลายออกมา มิน่าเล่าหล่อนถึงไม่ชอบผู้ชายคนนั้นแต่แรก ที่แท้เพราะเขาใจดำอย่างนี้นี่เอง


               “เขากรุณาต่อเราที่สุดแล้ว หากเจ้ารู้สิ่งที่เรากับมหิตาร่วมกันก่อขึ้นมา เจ้าคงจะ...กล่าวโทษว่าสิ่งที่เราได้รับมันน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ”


               “คุณกับมหิตา? แล้วทำไมมหิตาถึงไม่ติดอยู่ที่นี่พร้อมกับคุณล่ะคะ?”


               “กรรมที่เราก่อ...อาจจะมากกว่านางกระมัง” เสียงนั้นคล้ายรำพึงกับตนเอง


               “ไม่เลยมหิตาทำให้พี่กุสุมาลย์ต้องตาย เธอก็ทำเรื่องเลวร้ายไม่น้อย แต่เธอยังได้มาเกิดเป็นฉัน..ทั้งๆ ที่...” หญิงสาวก้มหน้าสะอื้นไห้ หล่อนกลั้นความเสียใจเอาไว้ไม่อยู่แล้วเจ้าภูวิษะเหลียวมองหล่อนแล้วส่งผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมที่เคยได้รับจากหล่อนให้


               “เอาไปเถิด ท่าทางเจ้าต้องใช้มันแล้ว” หล่อนรับมาเช็ดน้ำตาแต่โดยดี ไม่นานนักก็เงยหน้าขึ้นแล้วพูดกับเขา


                “เจ้าภูเล่าให้ฉันฟังทีเถอะค่ะ ได้โปรด อย่างน้อยๆ ฉันก็เคยเป็นมหิตา..บางทีฉันอาจจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง” นัยน์ตาคู่นั้นพราวไปด้วยน้ำตา ไม่มีแววตัดพ้อต่อว่าเขาอย่างที่มหิตาเทวีเคยมีให้ หล่อนมองเขาตรงๆ ด้วยความสงสารเวทนา น่าแปลกคนอย่างเจ้านาคราชไม่ปรารถนาจะได้รับสายเช่นนี้จากผู้ใด แต่เมื่อมองหล่อนแล้วคล้ายว่าความทุกข์ในใจบรรเทาเบาบางลงด้วยนางตรงหน้า


               “ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด เฮอะ!! แล้วขันอาสาจะมาช่วยน่าหัวเราะนัก” เจ้าภูวิษะไม่พูดเปล่าแต่ส่งเสียงหัวเราะออกมาจริงๆ ทำเอาหล่อนต้องเม้มริมฝีปากแน่นน้ำตาหยุดไหลโดยพลัน มีโอกาสเป็นไม่ได้ผู้ชายคนนี้ทำตัวไม่น่าสงสารเลยสักนิด


               “แต่สองหัว..ยังไงก็ดีกว่าหัวเดียวนะคะ” หล่อนกระตุกชายเสื้อเขาด้วยสีหน้าแง่งอน


               “เรามีวิมุตติเป็นที่ปรึกษาแล้ว”


               “ตาคนนั้นไว้ใจได้ที่ไหน อย่าลืมสิเขาสาปคุณไว้ที่นี่นะ!!”


               “ก็บอกแล้ว...ว่าเขาทำตามหน้าที่ แต่อย่างไรสหายก็คือสหาย”


               “หมายความว่ายังไงคะ? แล้วอาจารย์วิมุตติเป็นใครกันแน่?” ความเงียบงันคือคำตอบ เจ้านาคราชมีเพียงรอยยิ้มอันลึกลับปรากฏขึ้นบนดวงหน้าเท่านั้น


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++






Create Date : 05 มิถุนายน 2556
Last Update : 5 มิถุนายน 2556 4:23:01 น. 0 comments
Counter : 1323 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.