จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มกราคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 มกราคม 2557
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 61

ตอนที่ 61



           ก่อนแสงอุษาจะมาเยือนในย่ำรุ่ง บานบัญชรของตำหนักมหิตาเทวีมีแสงไฟนวลกระจ่างลอดออกมา ผู้คนในตำหนักนั้นล้วนตื่นขึ้นถ้วนหน้า ไม่มีผู้ใดมือว่างทุกผู้คนยุ่งเหยิงกันระวิง เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันที่ภูวิษะเจ้าจะนำทัพออกศึก นางกำนัลทุกนางจึงตระเตรียมส่งเสด็จ





           เคียงฟ้าลุกขึ้นมาตั้งแต่ตี 3 เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ใจนึกอยากช่วยหยิบจับบ้างแต่ติดว่ามิอาจแตะต้องสิ่งใดได้ เมื่อหล่อนเป็นเพียงวิญญาณไร้รูปมีแต่เงาวูบไหวไปมายากที่ผู้ใดจะมองเห็นได้ด้วยซ้ำ หญิงสาวจึงได้แต่ช่วยสำรวจตรวจตราเผื่อขาดตกบกพร่องสิ่งใดจะได้กระซิบบอกผู้อื่น แต่ก็พบว่าตนเองไม่รู้ว่าการไปทัพนั้นต้องเตรียมสิ่งใดบ้าง สุดท้ายก็เป็นหน้าที่ของคุณท้าวจันทร์หอมที่คอยกำกับดูแลทุกสิ่ง เคียงฟ้าจึงว่างแสนว่างซ้ำยังรู้สึกว่ายังไร้ประโยชน์เสียด้วย





            เมื่อเหลือบไปเห็นหน้าห้องบรรทมเปิดบานทวารไว้บอกให้รู้ว่าเจ้าของห้องตื่นบรรทมแล้ว นางกำนัลกลุ่มหนึ่งนั่งสีสะล้อบรรเลงเพลง ในขณะที่อีกนางร้องเพลงขับกล่อมอยู่ไม่ไกลบานทวารนั้น เมื่อแรกก็ประหลาดใจจะมาบรรเลงเพลงอะไรกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จึงพบว่านางกำนัลเหล่านั้นกำลังขับลำนำ ถวายความสำราญระหว่างที่ภูวิษะเจ้ากำลังเกล้าพระเกศานั่นเอง





            ภายห้องบรรทมตะเกียงดวงน้อยวางไว้บนตั่งข้างกระจกทองเหลืองแสงนวลส่องไปทั่วห้อง เจ้านาคราชนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะอันอ่อนนุ่มปล่อยให้พระชายาสางพระเกศาให้ ซึ่งจะประดับองค์ทรงเครื่องงามเป็นพิเศษทั้งนี้เพื่อเข้าร่วมพิธีบวงสรวงพระเสื้อเมือง รวมทั้งพิธีให้สัตยาเบื้องหน้าพระบาทเจ้าสิทธิเสณ มหิตาเทวีหยุดมือครู่หนึ่งแล้วทอดพระเนตรไปยังนางคนสนิท





            “พี่ศรีดาราส่งน้ำมันหอมมาให้เรา”





           สีพระพักตร์นั้นดูผิดแปลกไป แต่ภูวิษะเจ้ามิได้ทอดพระเนตรเห็น ด้านซ้ายมือมีนางศรีดาราถือถาดไม้บรรจุผอบเล็กๆ สองสามใบรอท่าอยู่ นางรีบวางถาดลงแล้วหยิบผอบยื่นให้ทันที ชายาแห่งนาคเจ้าเม้มโอษฐ์เล็กน้อยก่อนจะรับมา แล้วจัดแจงเทน้ำมันหอมลงบนหัตถ์แล้วถูวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนำมาชโลมผมให้พระสวามี





           “กลิ่นหอมแปลกจริง มิใช่กระแจะจันทร์[1]รึ ?” มหิตาเทวีสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อพระสวามีทรงจำกลิ่นน้ำมันว่านกระแจะจันทร์[1]ที่ใช้ประจำได้





            “เอ้อ...น้องผสมกลิ่นไม้หอมอื่นร่วมลงไปด้วย ทรงโปรดไหมเพคะ?”





            “ก็ดี” ตรัสตอบเพียงแค่นั้นแล้วเงียบไปอีก ทำให้ศรีดารารอบถอนหายใจนึกดีใจที่ภูวิษะเจ้ามิได้เฉลียวพระทัย

เมื่อน้ำมันหอมจับเกศาให้เกาะกลุ่มเรียบร้อยแล้ว มหิตาเทวีก็ทรงจัดแจงเกล้ามวยให้พระสวามีโดยมีปทุมมาที่ประจำอยู่ด้านทางขวาถือถาดหุ้มแพรอัญเชิญพระเกี้ยวยอด[2]ทรงโปร่งบางขึ้นโครงคล้ายกรงนกเรียกว่าทรงลูกฟัก และพระจุฑาจากกล่องบรรจุมาคอยท่าอยู่





           “พี่ศรีดาราส่งสิ่งนั้นมา” นางคนทะเล้นนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วส่งสายตาคล้ายจะทูลถามว่าเอาจริงหรือเพคะ แต่มิได้พูดออกไป กิริยาเก้ๆ กังนั่นขัดหูขัดตาปทุมมานัก จนนางต้องชะโงกหน้าจากอีกด้านมาตำหนิ





           “ศรีดารา พระเทวีสั่งให้หยิบของให้อย่าได้ชักช้า”





           “พะ..เพคะ” เมื่อได้สตินางก็รีบยกถาดทั้งใบยื่นให้พระชายา





           “ศรีดารา! เจ้าหยิบเฉพาะผอบที่ทรงต้องการสิ”





           “ไม่เป็นไร ยื่นถาดมาเถิดเดี๋ยวข้าเลือกเอง” นางจึงค่อยทำตามรับสั่งแต่ก้มหน้านิ่งมิยอมสบตาอีก จนภูวิษะเจ้าปรายพระเนตรมาเห็นเข้าจึงตรัสถาม





           “เจ้าเป็นกระไร ดูลุกลี้ลุกลนนัก”





          “มิได้เพคะ หม่อมฉันไม่ดีเอง” นางยิ่งก้มหน้าลงต่ำยามเมื่อทูลตอบ ทำเอาเจ้านาคราชขมวดขนงเข้มนั้นเข้าหากันด้วยนึกขำท่าทีของนาง ในขณะที่มหิตาเทวีนั้นนิ่วหน้าหทัยเต้นไม่เป็นส่ำกลัวว่าศรีดาราจะหลุดสิ่งใดออกมา





           “เจ้าอยากบอกสิ่งใดกับเรารึ?” ภูวิษะเจ้าตรัสถามยังไม่ทันจบประโยคดี มหิตาเทวีก็สุรเสียงดังขึ้นมา





           “พี่ศรีดารา ยังตื่นไม่เต็มตาหรือไร?” สุรเสียงนั้นข่มกำชับอยู่ในทีจนศรีดารามิกล้าตอบอันใดออกมา





           “ยังง่วงรึ? เจ้านี่ไม่ไหวเลย” แต่ภูวิษะเจ้ากลับเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย ทรงส่งเสียงสรวลออกมาเบาๆ ท่ามกลางความโล่งพระทัยของพระชายา





            “ยังไม่ส่งของมาอีก เร็วสิ! เดี๋ยวก็เลยฤกษ์ดอก” มหิตาเทวีเร่งเร้า ศรีดาราจึงยกถาดไม้บรรจุผอบให้





           หัตถ์เรียวงามหยิบเอาไม้ซีกชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมาจากผอบ มองไม่ออกว่ามีไว้เพื่อการณ์ใด ที่แลเห็นเป็นเพียงไม้ชิ้นเล็กๆ ที่ฝานมาจากต้นของมันแล้วตากจนแห้งสนิทก่อนจะนำไปแช่น้ำมันไว้ในผอบนั้น จนดูซับเอากลิ่นและความวาวมันมาได้ที่ตัวไม้จนหมดสิ้น มหิตาเทวีค่อยๆ สอดไม้ชิ้นนั้นซ่อนไว้ในพระเกษมวยของพระสวามี โดยใช้บั้นพระเอวบังปทุมมามิให้มองเห็นว่าเมื่อครู่หยิบสิ่งใดออกมา





           “พี่ปทุมมา...ขอปิ่น” จากนั้นจึงเรียกหาเอาปิ่นก้านมาเสียบเข้ากับเกี้ยวยอดที่สวมทับพระเกศมวยไปเพียงเท่านี้ก็มิมีผู้ใดสังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอมที่สอดแทรกอยู่ในพระเกศาของพระสวามีแล้ว แม้กระทั่งเจ้านาคราชเองก็มิได้ระแวงสงสัย





            จะมีก็แต่หญิงพลัดยุคจากอนาคตมาสู่ห้วงอดีตเท่านั้น ที่ผุดขึ้นยืนด้วยใบหน้าซีดเผือดเหงื่อกาฬแตกเต็มหน้า หล่อนเห็นทุกอย่างเต็มตา แต่จะบอกภูวิษะเจ้าอย่างไรในเมื่อเขาไม่เห็นหล่อน จึงได้แต่หันรีหันขวางหาคนช่วยด้วยความร้อนใจ





           “พี่ศรีดารา...ห้ามเข้าสิ” เคียงฟ้าพุ่งไปหาศรีดาราซึ่งเป็นคนเดียวที่เคยได้ยินเสียงหล่อน





            “เอ้อ..ประเดี๋ยวเพคะ!” ศรีดาราคล้ายรับรู้จึงยกมือขึ้นห้ามร้องเรียกภูวิษะเจ้าก่อนจะเสด็จออกไป





            “มีกระไรรึศรีดารา? ”





            “คือว่า....” นางคนคิ้วเข้มกลืนก็มิเข้าคายก็มิออก พออ้าปากจะทูลก็หันไปเห็นสายพระเนตรของมหิตาเทวีถลึงมายังตน สุดท้ายก็มิกล้าทูลได้แต่ก้มลงกราบพระบาทเจ้านาคราช





           “ขอให้ทรงแคล้วคลาดทุกประการนะเพคะ”





            “ขอบใจเจ้ามาก” ภูวิษะเจ้าแย้มสรวลตอบนุ่มนวลนัก





            เมื่อศรีดาราเงยหน้าขึ้นจึงเห็นบุรุษเลอลักษณ์เลิศหล้าทรงพระสิริโฉมยิ่งกว่าวันใด นางสิ้นคำพูดทุกประการ รัศมีจอมคนเปล่งออกมาจากวรกาย ลูกสาวขุนพลมหัทธนะจึงค่อยคลายความกังวลลง เมื่อคิดว่าลางทีมนต์ดำใดๆ มิอาจทำอันตรายบุรุษผู้มีบุญตรงหน้าก็เป็นได้ ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิดนางยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว แลดูไม่ต่างกับข้าทาสที่ภักดี





            “พี่ศรีดารา ทำไมไม่พูดไป ทำไมนิ่งอยู่ นี่อย่ามัวแต่ตะลึงความหล่อสิ เขายิ้มให้หน่อยเดียวตาค้างไปเลยเหรอ บ้าจริงๆ!!!” เคียงฟ้าโวยวายแต่น่าเสียดายศรีดาราไม่รับรู้กับเสียงหล่อนอีก หญิงสาวไม่อาจบอกเรื่องนี้กับผู้ใดได้เลย





            “เฮ้อ...อ” จนเสียงทอดถอนหทัยดังมาจากมหิตาเทวีนั่นแหละ ศรีดาราจึงได้สติ





            “อย่าทำให้ข้าตกใจได้ไหมพี่ศรีดารา” เมื่อโดนตำหนินางคนคิ้วเข้มก็ตีหน้าเหยเก





            “ทรงอภัยเถิดเพคะ แม่ศรีดาราเพียงแค่อยากถวายพระพรเท่านั้น” เป็นปทุมมาที่แก้ตัวแทนนาง





            “ช่างเถิด แต่อย่าได้ทำเช่นนี้อีก” มหิตาเทวีถลึงพระเนตรใส่ ศรีดาราจึงรีบก้มศรีษะลงกราบ เมื่อทรงพอพระทัยแล้วจึงค่อยระลึกได้ว่ามีสายตาของปทุมมามองมาอย่างไม่เข้าใจ จึงตรัสต่อ





            “โดยเฉพาะต่อหน้าพระแม่เจ้า อยู่ๆ ไปร้องเรียกอย่างมิรู้กาลเทศะ ตอนจะเสด็จเช่นนี้จะทรงกริ้วได้ และยิ่งถ้ามีพระเสด็จพี่องค์ใดทอดพระเนตรเข้าแล้วทรงตำหนิซ้ำเรื่องจะไปกันใหญ่”





           “โถ...จะมีพระเทวีองค์ไหนเล่าเพคะ จะคอยซ้ำเช่นนี้นอกจาก....” ศรีดาราละไว้ในฐานที่เข้าใจ





            “แม่นี่! ทรงเตือนแล้วจะเถียง” ปทุมมาตีแขนสหายทันที “เจ้าอย่าก่อเรื่องให้พระเทวีทรงถูกตำหนิได้เชียวนะ”





            เมื่อเคียงฟ้าเห็นว่าไม่มีใครสนใจหล่อน ไม่มีใครร้อนใจเช่นเดียวกับที่หล่อนร้อนรนอยู่ หญิงสาวนึกเป็นห่วงภูวิษะเจ้ายิ่งนัก แม้ในใจพยายามบอกตนเองว่าเขาเป็นพญานาคมนต์ดำไม่น่าทำอะไรเขาได้ก็ตาม แต่ใจหล่อนก็มิอาจสงบลงได้ยิ่งทวีความห่วงใยมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจนั่งอยู่กับที่ได้ หล่อนตัดสินใจวิ่งตามขบวนเจ้านาคราชไป แต่ดูเหมือนจะช้าเกินไป ภูวิษะเจ้าขึ้นทรงม้าแล้วเตรียมจะควบมันออกไปพร้อมด้วยทหารของตน





            เคียงฟ้าไม่ใช่คนที่เก่งกีฬานักแต่หล่อนออกวิ่งอย่างเต็มที่เพื่อตามขบวนเสด็จให้ทัน แต่คนหรือจะสู้ฝีเท้าม้าได้ยิ่งเป็นฝีเท้าสตรีเช่นหล่อน ม้าวิ่งห้อไปไกลแล้วหล่อนเหนื่อยแสนเหนื่อยแต่ยังไม่หยุดวิ่งตาม จนกระทั่งพ้นเขตตำหนักออกไป เคียงฟ้าที่วิ่งตามมาติดๆ กลับถูกพลังงานที่มองไม่เห็นผลักไสหล่อนด้วยแรงมหาศาล จนหญิงสาวกระเด็นลงไปกองกับพื้น หล่อนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจึงพยายามตามขบวนม้าไปอีกหน หากไม่ต่างจากครั้งก่อนเสมือนมีกำแพงแก้วที่มองไม่เห็นกางกั้นอยู่ หล่อนมิอาจข้ามเขตตำหนักออกไปได้จึงได้แต่นั่งจุกแอ่กอยู่กับพื้น





           “ทำไม? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมฉันไปไม่ได้? เจ้าภู! เดี๋ยวค่ะ! อย่าเพิ่งไปรอฟ้าก่อนนนน...น!!?” หล่อนยังตะโกนไล่ตามขบวนม้าไปด้วยสุดเสียงที่มีอยู่





+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++





           หญิงสาวไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไรแต่หล่อนยังคงนั่งร้องไห้จนเสียงแหบเสียงแห้งอยู่ที่เดิม จนใครบางคนต้องลอบถอนหายใจ





           “แม่หญิงเห็นทีเราจักต้องไปพบนางเสียหน่อย จักไปด้วยหรือไม่?”





            “เชิญท่านเถิด” สาวงามนามกุสุมาลย์กล่าว นางยังมิอยากร่วมสังฆกรรมใดๆ กับคนที่เคยอาฆาต “ข้าจะคอยอยู่ที่นี่” บุรุษรูปทองพยักหน้าให้นางเล็กน้อยก่อนหายวับไปจากตรงนั้น





            “จะทำยังไงดี?” เคียงฟ้าได้แต่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาทั้งน้ำตาอาบแก้ม เนื้อตัวก็ช้ำไปหมดเพราะพยายามวิ่งฝ่ากำแพงแก้วออกไป แต่ทุกครั้งก็ส่งผลดังเดิมคือหล่อนกระดอนกลับมากองที่พื้นด้วยอาการจุก





            “ก็มิต้องทำสิ่งใด ยามนี้เจ้าเป็นเพียงผู้เฝ้ามองเท่านั้น”





             เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง หญิงสาวหันขวับกลับไปทันที ก็แลเห็นอาจารย์ของหล่อนยืนอยู่ เขาอยู่ในชุดแปลกตานักไม่ใช่เสื้อเชิ้ตกางเกงสแลคที่เคยใส่จนเจนตาเวลามาสอนที่มหาวิทยาลัย แผ่นอกล่ำสันเปลือยเปล่าอวดกล้ามเนื้อสวยไม่มีอาภรณ์ปกปิดมีเพียงสังวาลสีทองพาดผ่านจากไหล่ไปถึงบั้นเอว ต้นแขนมีพาหุรัด ท่อนล่างนั้นนุ่งผ้ายาวกรอมเท้า สีขาวนวลทอลายกระจังดอกจ้อยด้วยไหมทองพริบพราว ชายผ้าด้านหน้าปักตราดอกแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของกรมกองที่หล่อนไม่รู้จัก รั้งทับด้วยเข็มขัดหัวใหญ่ประดับอัญมณีลวดลายเดียวกันกับสังวาลและพาหุรัด เรือนผมที่เคยยาวเพียงประบ่าบัดนี้ยาวระบั้นเอว ในเวลาอันแสนสั้นผมมนุษย์ไม่อาจยาวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้





           “อาจารย์!?” หล่อนร้องเรียกแต่แล้วก็ชะงักค้างไป ดวงหน้าคมสันนั้นใช่คนที่เคยเห็นจนเจนตาแต่ความรู้สึกกลับบอกให้รู้ว่านี่ไม่ใช่อาจารย์ของหล่อน





           “อาจารย์...อาจารย์ใช่ไหมคะ?” เคียงฟ้าถามตะกุกตะกัก รัศมีเรื่อเรืองเช่นนี้ทำให้หล่อนไม่แน่ใจ





            “เคียงฟ้า” เขาเรียกชื่อหล่อนแล้วยิ้มน้อยๆ ให้ เท่านั้นเองหล่อนก็ร้องไห้โฮออกมา ยังเป็นเขาอาจารย์วิมุตติ หรือพี่เจ้าที่หล่อนรู้จัก หากแต่ในมิตินี้รูปลักษณ์เขาแปลกตาไปเท่านั้นเอง





           “ฟ้าจะทำยังไงดี? จะช่วยเจ้าภูยังไงดี เขาถูกมหิตาทำเสน่ห์ใส่ไว้ในผม แล้วเขาออกไปแล้วฟ้าตามเขาไปไม่ได้ บอกเขาก็ไม่ได้ยินอีก” หล่อนยังนั่งอยู่กับพื้นตอนที่เล่าให้วิมุตติฟัง เหมือนบ่าวที่กำลังร้องแก่เจ้าผู้สูงศักดิ์





             “ตั้งสติให้ดี ทั้งหมดที่เห็นนี้เป็นเพียงมายาเท่านั้น”





              “หมายความว่าอย่างไรคะ?”





             “อดีตล่วงผ่านไปแล้ว ไม่หวนกลับเข้าใจหรือไม่?” หล่อนอยากค้านนักแต่ไม่อาจทำได้ มีเพียงน้ำตาที่ไหลออกมา





            “แล้วฟ้าจะทำยังไงดีคะ จะช่วยอะไรเขาได้บ้างไหม? จะแก้ไขความผิดพลาดที่มหิตาก่อขึ้นมาได้ยังไง?”





            “เฝ้ามอง...เรียนรู้ แล้วแก้ไข แต่มิใช่แก้ไขเหตุที่ผ่านพ้นไปแล้ว”





           “ถ้าอย่างนั้นแล้วฟ้าจะมาที่นี่ทำไม จะให้ฟ้ารู้อดีตไปทำไมถ้าทำอะไรไม่ได้” หล่อนร้องเสียงดังออกมาด้วยความเสียใจ





           “สาวน้อย...เราส่งเจ้ามาที่นี่รึ?” อาจารย์ของหล่อนยังยิ้มเยือกเย็นเหมือนเช่นเคย ทำให้หล่อนค่อยนึกขึ้นมาได้





           “ฟะ..ฟ้าเองค่ะ ฟ้าอธิษฐานกับน้ำตาของเจ้าภูขอให้รู้เรื่องที่เกิดขึ้น”





           “อยากรู้ไปเพื่ออะไรเล่า?”





          “เพื่อที่ว่า...จะได้รู้ว่าเคยทำอะไรลงไป ผิดจริงอย่างที่ใครๆ กล่าวหาหรือไม่”





           “แล้วตกลงรู้แล้วหรือไม่?” หล่อนเม้มริมฝีปากลงจนแน่นไม่อาจโต้แย้งหรือปฏิเสธใดๆ ได้ น้ำตาก็ไหลไม่ยอมหยุด





            “ดี...ถ้ารู้แล้วก็จงพิจารณา การรับรู้ไม่ได้มีไว้เพื่อเสียใจหรือคร่ำครวญซ้ำสอง มีไม่กี่คนดอกที่ได้รับรู้เช่นนี้”





             “ฟ้ารู้ค่ะ...ว่าฟ้าโชคดี”





             “เฮ้อ...จะเรียกว่าโชคดีจริงๆ หรือ? บางคนอาจว่าเป็นโชคร้ายก็เป็นได้ แม้ไม่ต้องรับรู้เรื่องในอดีตทุกคนก็มีสิทธิ์เริ่มต้นใหม่ อย่างไรก็ได้ใช้กรรมไปตามที่ก่ออย่างแน่นอน หลายคนร่ำร้องว่าอยากรู้จักได้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่จริงดอก...รับรู้หรือไม่รับรู้บางทีก็ไม่ต่างกัน เพราะหากเป็นเรื่องไม่ดีก็เป็นทุกข์ได้เท่าๆ กัน มิใช่ว่ารับรู้แล้วจะเข็ด จะกลัว จะแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเสียใหม่ได้ เจ้าก็เช่นกัน...จะเลือกทางไหน?”





          “ฟ้าเลือกได้หรือคะ?” หล่อนหยุดร้องไห้ แล้วเงยหน้าขึ้นถามด้วยแววตายินดีนัก สัตบุรุษตรงหน้ายิ้มรับก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ





           “ช่วยเจ้าภูได้ไหมคะ?” หล่อนคลานเข้าไปเกาะขาเขา แล้วดึงชายผ้านุ่งเขย่าจนน่ากลัวจะหลุดติดมือมา





           “เคียงฟ้าปล่อย เดี๋ยวผ้าหลุด”





            “ขอโทษค่ะอาจารย์ ฟ้าลืมตัว” หญิงสาวเผยอยิ้มออกมาขำกับการกระทำของตนเอง





           “จะช่วยภูวิษะรึ? ได้!”





          “จริงๆ นะคะ?” นัยน์ตาของหล่อนพราวระยับ





           “แต่ไม่ใช่ตอนนี้” แต่แล้วสีหน้าเบิกบานเมื่อครู่ม่อยลงทันทีจนเหมือนดอกไม้ที่ขาดน้ำ





            “เฝ้าดูไปให้ถึงที่สุด จงดูอย่างมีสติอย่าให้ซ้ำรอยมหิตา น้ำตา ความเสียใจ มิได้ช่วยแก้ไขสิ่งใดได้เลยแม้สักนิด” เคียงฟ้านิ่งงันไปก่อนจะรับปากผู้เป็นอาจารย์





           “มาเถิดเคียงฟ้า ลุกขึ้น จงเฝ้าดูชะตากรรมที่เกิดขึ้นจนถึงที่สุดไปพร้อมๆ กับเรา” มือแกร่งนั้นยื่นมายังหล่อน หญิงสาวผู้เป็นชาติปัจจุบันของมหิตาเทวีมองดูมือนั้นด้วยความลังเลอยู่ครู่ ก่อนจะส่งมือให้เขาจับแล้วพยุงขึ้นลุกขึ้นยืน





           “อาจารย์คะ...อาจารย์เป็นใครกันแน่?”







++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

[1] ว่านกระแจะจันทร์เป็นหัวว่านชนิดหนึ่งนิยมนำมากลั่นเอาน้ำมาทำเครื่องหอมน้ำปรุงบางครั้งก็ผสมกับน้ำมันชนิดอื่น เช่นน้ำมันจันทร์เป็นต้น มีสรรพคุณเสน่ห์มหานิยมนิยมใช้ในราชสำนักหงสาวดี มีถิ่นกำเนิดจากพุกาม ต่อมาความนิยมแพร่เข้าประเทศไทยจากทางล้านนา ปัจจุบันครูบาบางส่วนนิยมน้ำหัวว่านไปทำเครื่องรางของขลังอีกด้วย


[1] เกี้ยวยอดคือ คือมงกุฏขนาดเล็กที่สวมครอบมวยผม มีลักษณะเป็นทรงสูงถ้ามีเฉพาะฐานกลมจะเรียกว่าเกี้ยวกลม





Create Date : 24 มกราคม 2557
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2557 8:20:57 น. 1 comments
Counter : 1006 Pageviews.

 
คุณแก้วเขียนนิยายเก่งมากเลยค่ะ อ่านแล้วลุ้นตามจริงๆเลย


โดย: หวานใจนายแพท วันที่: 25 มกราคม 2557 เวลา:9:24:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.