จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
14 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 25

ตอนที่ 25
เจ้ากรรมนายเวร




                 ในขณะนั้นเป็นเวลาสามทุ่มกว่าสำหรับตรีภูมิถือว่ายังหัวค่ำอยู่ ชายหนุ่มร่างท้วมกำลังนั่งเอนกกินขนมอยู่หน้าโทรทัศน์ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเขารับขึ้นมาและส่งเสียงทักทายอย่างร่าเริง แต่แล้วก็ต้องรีบลดเสียงลงและปรับสำนวนให้นอบน้อมลงทันที


                "สวัสดีครับคุณแม่ มีอะไรเหรอครับ?" เมื่อปลายสายไม่ใช่รุ่นน้องของเขาแต่เป็นมารดาของหล่อนแทน


                "ตรีใช่ไหมลูก? คือแม่อยากจะถามอะไรหน่อย"


                "ครับๆ เชิญเลยครับ" เขารีบหรี่เสียงโทรทัศน์ลงแล้วสนทนาอย่างตั้งอกตั้งใจ


                "ตรีรู้จักเจ้าภูวิษะหรือเปล่า? ได้ยินว่าเขาเป็นญาติกับเจ้าของไร่ที่ฟ้าไปรับน้องมา"


                "อ๋อ...รู้จักครับ เจอกันตอนไปเชียงใหม่ เขาเป็นญาติของไอ้เจ้าวิมุตติเพื่อนผม" ตรีภูมินึกฉงนอยู่ๆ ชื่อของคนที่เขาลืมไปแล้วก็ผุดขึ้นมาให้ได้ยิน


                "เขาสนิทกับฟ้าหรือเปล่าจ๊ะ?"


                "เอ๋...? ไม่นี่ครับ" ความจริงเขาอยากจะตอบไปว่าแทบจะกัดกันด้วยซ้ำ แต่ดีที่ยั้งปากไว้ทัน


                "แล้ว...เอ่อ....ตอนนี้เขาอยู่กรุงเทพฯ หรือเปล่า?"


                "ไม่ทราบนะครับ ผมเองก็เพิ่งรู้จักเขาตอนไปเชียงใหม่ แต่เดี๋ยวโทรเช็คที่ไอ้เจ้าให้ก็รู้แล้วล่ะครับ"


                "จ้ะ...แม่รบกวนหน่อยแล้วกันนะ ว่าแต่...ผู้ชายคนนั้นเป็นคนยังไงไว้ใจได้หรือเปล่า?"


                "เจ้าภูวิษะเหรอครับ ก็เรียบร้อยๆ สุภาพตามประสาคนเป็นเจ้าล่ะครับ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับ" เขายังนึกไม่ออกว่าทำไมมารดาของรุ่นน้องถามเขาแบบนี้


                "เห็นฟ้าบอกว่าไม่ชอบเขา"


                "อ๋อ...คือตอนไปเชียงใหม่เจ้าภู กับฟ้าเข้าใจผิดกันนิดหน่อย ยัยฟ้าไม่รู้ว่าเจ้าเขาแก้ผ้าว่ายน้ำอยู่ดันโผล่พรวดเข้าไปพอดี เลยเข้าหน้ากันไม่ค่อยจะติดน่ะครับ ก็แค่ขำๆ ไม่มีอะไรมาก แต่เจ้าภู คงอายเลยต่อว่าน้องฟ้าไปเสียเยอะ ยัยน้องฟ้าก็เลยงอนตุ๊บป่องทีนี้ก็เลยเถียงกันหน้าดำหน้าแดง แต่หลังจากนั้นก็เลิกราไม่มีอะไรนี่ครับ" ตรีภูมิย่อชื่อญาติของเพื่อนย่นเสียเรียบร้อยให้เรียกสะดวกปาก


               "มิน่าล่ะ...." ยุพาพักตร์ฟังแล้วก็อยากจะขำด้วยอยู่หรอก หากไม่ติดว่าคืนนี้หล่อนเห็นท่าทางหวาดกลัวเอาแต่ร้องไห้ของลูกสาวแล้วล่ะก็


               "แล้วตั้งแต่กลับมาเขาได้เจอฟ้าอีกหรือเปล่าจ๊ะ?"


               "เอ...ผมก็ไม่ทราบนะครับ แต่ก็ไม่เห็นน้องฟ้าบอกอะไร เสียงคุณแม่เหมือนไม่ค่อยสบายใจเลยมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ ?"


               "อ่อ...ก็....ที่จริงก็ไม่มีอะไรมากมาย ฟ้าเขาว่าเจอเจ้าคนนั้นก่อนกลับบ้าน แล้วก็ร้องไห้กลับมาตอนนี้เหนื่อยจนหลับไปแล้ว"


               "ฮ้า...า !!!? ทะเลาะอะไรกันมาอีกล่ะครับ ไม่ไหวเลยทำน้องฟ้าร้องไห้เดี๋ยวผมโทรไปต่อว่าที่ไอ้เจ้าให้ดีกว่า"


               "ไม่เป็นไรหรอกแม่แค่อยากถามให้แน่ใจ บางทีฟ้าอาจจะฝันไปเองก็ได้"


               "เอ๋? ยังไงนะครับผมชักงง ? "


               "แม่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เมื่อเย็นตำรวจพาฟ้ามาส่งที่บ้าน ฟ้าร้องไห้หนักเล่าไม่ค่อยรู้เรื่องท่าทางแกจะตกใจมาก เอาแต่บอกว่าเห็นเจ้าภูวิษะกระโดดลงสะพานข้ามแม่น้ำไปต่อหน้าต่อตา"


               "หา?!! เอ่อ...แล้วตำรวจว่ายังไงบ้างครับ"


               "ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่บอกว่าไม่เห็นเจ้าภูวิษะ เจอแต่ฟ้าร้องไห้อยู่บนสะพานเลยพามาส่งที่บ้าน แม่ก็เลยไม่ค่อยสบายใจ"


               "ครับๆ เดี๋ยวผมจะรีบโทรเช็คให้ว่าเจ้าเขาลงมากรุงเทพฯ หรือเปล่า แล้วจะรีบโทรไปบอกนะครับ คุณแม่อย่าเพิ่งคิดมากทำใจให้สบายๆ ก่อน อาจจะไม่มีอะไรก็ได้นะครับ"
ตรีภูมิยังรับปากอีกคำอย่างก่อนจะวางสายจากมารดาของเคียงฟ้า แล้วจึงรีบโทรไปหาวิมุตติที่บ้าน เสียงโทรศัพท์ดังอยู่นานกว่าเจ้าตัวจะรับสาย เล่นเอาชายหนุ่มร้อนใจพอมีคนรับจึงรีบกรอกเสียงลงไปทันที


               "เฮ้ย! ไอ้เจ้ากูเอง"


               "อ้าว? ตรีรึ? ว่ายังไง?"


               "เจ้าภูวิษะพระญาติวงศ์ของแกน่ะ ลงมากรุงเทพฯ หรือเปล่า?"


               "ทำไมเหรอ?"


               "ถามก็ตอบมาเถอะน่า"


               "ว่ามาก่อนสิมีเรื่องอะไร ? “วิมุตติไม่ได้ตอบในทันทีแต่เหลียวไปมองเจ้าของชื่อที่ถูกถาม บัดนี้กำลังนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาห่างออกไปไม่เท่าไร


               "บ๊ะ! นี่แกอย่าเล่นองค์นักได้ไหม มีเรื่องน่ะสิเว้ยถึงถาม"

    
               "เปล่า" เขาปดไปแล้วจึงเสริมต่อ "แต่กำลังจะมา"


               "อ้าว? ตายห่าแล้ว....งั้นน้องฟ้าเห็นใครเข้าล่ะนั่น" ตรีภูมิอุทานเสียงดังลั่นโทรศัพท์


               "ฟ้า? เคียงฟ้าน่ะรึ? ทำไมเกิดอะไรขึ้น?" วิมุตติชักหวั่นใจขึ้นมาอีกคน แต่พยายามพูดเสียงเบาลงไม่ให้เจ้านาคราชได้ยิน


               "เมื่อกี้คุณแม่น้องฟ้าโทรมาหาข้าอ่ะดิ บอกว่าเมื่อตอนกลับบ้านไปเจอเจ้าภูฯ บนสะพาน แล้วเกิดทะเลาะอะไรกันไม่รู้ จู่ๆ เจ้าภูฯ โดดลงสะพานจมน้ำหายไปเลย น้องเลยตกใจมากร้องห่มร้องไห้จนตำรวจต้องพามาส่งบ้านอ่ะดิ ท่าทางจะช็อกว่ะ!"


               "อะไรนะ !!? " คราวนี้เสียงที่ตั้งใจว่าจะเบาลงกลับตะโกนขึ้นมาดังลั่น


               "ว่าแล้ว ว่าแกต้องตกใจแหงๆ แต่มันแปลกว่ะตำรวจดันบอกว่าไม่มีใครเห็นเจ้าภูฯ อยู่กับน้องฟ้านะ ก็เลยโทรมาถามแกนี่ไง"


               "แล้ว...เคียงฟ้าเป็นยังไงบ้าง?"


               "จะเป็นไร ก็ตกใจร้องไห้เป็นลมเป็นแล้ง จนตำรวจต้องพามาส่งบ้านน่ะสิ" ตรีภูมิเล่าได้ราวกับอยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่ปาน ทั้งที่ฟังมาจากมารดาของหญิงสาวเพียงเล็กน้อยแท้ๆ


               "เวรกรรม..."


               "ถ้าเจ้าไม่ได้มากรุงเทพฯ แล้วจะบอกแม่น้องยังไงดีไม่ให้ช็อกตายวะ?" คนในสายบ่นพึมพำออกมา


                ".....วันนี้เห็นเคียงฟ้าดูไม่ค่อยสบายตั้งแต่เช้าแล้ว บางทีอาจจะเป็นไข้แล้วเลยเห็นอะไรเป็นตุเป็นตะไปก็ได้"


                "เออ...อาจจะเป็นไปได้นะ แบบว่าไม่ชอบเจ้าภู ฝังใจเลยเก็บไปฝัน" หนุ่มร่างท้วมชักจะเห็นด้วยกับเหตุผลที่เพื่อนว่ามา


                "โอเค งั้นแค่นี้แหละ เดี๋ยวต้องโทรกลับไปรายงานแม่น้องฟ้าก่อน"


                "ได้....ฝากบอกไปด้วยว่าไม่สบายก็ให้หยุดเรียนไปก่อน ไม่ต้องฝืนมาจะไม่เช็คชื่อขาดเรียนให้แล้วกัน"
                 วิมุตติสนทนากับตรีภูมิไปอีกครู่หนึ่งก็วางสายลง ก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าตัวต้นเหตุแล้วถอนหายใจเสียงดังออกมา


                "ไปทำอะไรมา?"


                "ก็รู้หมดแล้วไม่ใช่รึ ? " คนตอบยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ไม่ใส่ใจร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้านัก


                "มันเกินไป เทวีน้อยตกใจมากถึงกับจับไข้"


                "อย่างนั้นเหรอ?"


                "ใช่สิ!! จะไปอโหสิกรรมหรือจะสร้างเวรสร้างกรรมเพิ่มกันแน่?"
                คำถามนั้นเรียกเอาภูวิษะเจ้าซึ่งแสดงสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนมาตลอดให้หน้าตึงขึ้นมาทันที นัยน์ตาของนาคจำแลงส่องแสงสีทองเป็นประกายวาวขึ้นมา


                "ไม่ต้องมาชักสีหน้าแบบนั้นเลยนะ ท่านน่ะหยอกนางแรงเกินไป อย่าลืมสิว่านางมิได้ระลึกชาติได้ จึงจะจดได้ว่ากระทำสิ่งใดไว้กับท่านบ้าง" เสียงตำหนิของวิมุตติคล้ายกำลังดุนักศึกษาอยู่ก็ไม่ปาน


               "เข้าใจแล้ว...เราผิดเอง แล้วจะแก้ไขเรื่องนี้เอง" พูดจบก็ลุกขึ้นยืนทำท่าจะเดินเลี่ยงไป


               "จะไปไหน? แล้วจะแก้ไขอย่างไร?"


               "เราจำเป็นต้องบอกท่านไปหมดทุกเรื่องรึ?" ดวงหน้างามปานรูปสลักนั้นปรากฏรอยยิ้มมุมปากขึ้นมา วิทยาธรเทพในคราบมนุษย์เห็นเข้าก็นึกขุ่นเคือง


               "ท่านไปไม่ได้ คืนนี้ห้ามไปรบกวนนางอีก จงอยู่แต่ในบ้านเสียแล้วรุ่งขึ้นค่อยไปเยี่ยมนางพร้อมกัน"


               "วิมุตติท่านกล้าสั่งเรารึ ?" เจ้านาคราชหันมาเผชิญหน้า ส่งเสียงดังกังวานขึ้นมา จนคนรับใช้ในบ้านต้องออกมาชำเลืองดู


               "ท่านมอบหมายเรื่องนี้ให้เราจัดการแล้วไม่ใช่รึ ? คำขอแค่นี้ไยจึงทำเมินเฉย"
วิมุตติตอบเสียงเย็นชา_ภูวิษะเจ้าจึงค่อยรู้สึกตน ว่าอีกฝ่ายกำลังไม่พอใจเช่นกัน อีกทั้งไม่อยากให้เป็นที่ผิดสังเกตแก่คนรับใช้ในบ้านด้วย จึงจำต้องเงียบเสียงแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม


               "ขอบคุณที่รับฟัง" เมื่อเห็นว่านาคจำแลงยอมลดท่าทีลง จึงระบายลมหายใจออกมา หาไม่แล้วอาจจะมีเรื่องรุนแรงกว่านี้


               "ใจเย็นๆ เถิดภูวิษะเจ้า ท่านรอมาได้จนเนิ่นนานป่านนี้ อีกไม่ช้าหรอก...ขอให้ทุกสิ่งดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิเช่นนั้นโทสะของท่านอาจจะทำให้สิ่งที่ท่านประสงค์พังภินท์ไป"


              "เราแค่คิดจะปลอบใจนาง มิใช่ไปซ้ำเติม...ท่านเห็นเราเป็นคนใจไม้ไส้ระกำไปได้อย่างไร" วิทยาธรเทพฟังแล้วจึงค่อยแย้มยิ้มออกมาได้ จึงนั่งลงข้างกายสหายผู้มาแต่ภพภูมิอันห่างไกล


              "เรารู้ว่าท่านรักนาง...รักเสมอไม่เคยเป็นอื่น" ชายหนุ่มตบไหล่คนข้างตัวแทนคำปลอบโยน


              "รออีกสักหน่อยเถิดมิช้านานดอกจะเกิดผล ราตรีกาลหาได้ยาวนานไร้ที่สิ้นสุด เมื่อตะวันรุ่งสุริยาจะฉายแสงสว่างไปทั่ว เมื่อนั้นความมืดมนจะผันเปลี่ยนเป็นสว่างแจ้งกระจ่างใจ ฤทัยนางก็เช่นกันเชื่อเราเถิดสหายข้า..."


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


                ร่างเล็กบอบบางนอนกระสับกระส่ายด้วยพิษไข้อยู่ภายในห้อง หล่อนพลิกตัวไปมาคล้ายกำลังฝันร้าย ดวงจิตดำดิ่งลงสู่ความทรงจำที่ลึกสุดจะหยั่ง ภาพเหตุการณ์ในอดีตอันแสนไกลพรั่งพรูเข้ามา แต่หนนี้หาใช่ภาพฝันอันสวยงามเหมือนอย่างที่เคยเห็นในครั้งก่อน


                "ออกไป๊!!?" สุรเสียงเกรี้ยวกราดของมหิตาเทวีดังจนเคียงฟ้าสะดุ้ง


                แน่งน้อยโฉมงามที่เคยเห็นเป็นประจำในยามนิทรา กำลังพิโรธด้วยเรื่องอันใดอยู่ หญิงสาวชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ หนนี้หล่อนมิได้อยู่ในร่างมหิตาเทวีเหมือนเช่นเคย แต่กลับกลายเป็นผู้ดูอยู่ห่างๆ และมิอาจเข้าใจได้ว่า นางเป็นอะไรไปจึงเปลี่ยนจากผู้หญิงนิ่มนวลอ่อนโยน กลายกลับมาเป็นนางยักษิณี ที่กำลังถูกโทหะครอบคลุมจิตใจไปได้


                "พระเทวีเพคะ สงบพระทัยเถิด" เสียงร้องห้ามดังมาจากนางกำนัลคนสนิททั้งสอง


                "พระทัยเย็นก่อนเพคะ อย่าเพิ่งกริ้ว"
                ศรีดาราละล่ำละลักเข้าไปห้ามปรามถึงข้างพระวรกาย ในขณะที่กุสุมาลย์ยังร้องห้ามอยู่ห่างๆ แต่พระธิดาแห่งจุมภะปุระหาได้ฟังเสียงไม่


                "อย่ามายุ่งกับข้า!! ไปไป๊!!?" มหิตาเทวีตวาดสุรเสียงดังอีกครั้งพร้อมทั้งสลัดศรีดาราออกไป


                "พระเทวีอย่าทำอย่างนี้เลยเพคะ ไม่งาม...หากภูวิษะเจ้าทอดพระเนตรเห็นเข้าคงไม่ดีแน่"
                กุสุมาลย์พยายามวิงวอนอีกครั้งแต่คล้ายดั่งราดน้ำมันเข้ากองไฟ ยิ่งทำให้มหิตาเทวีทวีความพิโรธมากขึ้น สายพระเนตรที่มองมายังพระพี่เลี้ยงคนสนิทนั้นแดงก่ำ และเต็มไปด้วยเพลิงโทสะยิ่งนัก


                "อย่าเอาเสด็จพี่มาขู่ข้า เจ้ามีสิทธิ์อันใด? "


                "หม่อมฉันมิได้...."


                "ไม่ยอมไปดีๆ ใช่หรือไม่?" ตรัสจบก็ฉวยเอาพานทองบนตั่งข้างวรกายมาปาใส่นางกำนัลคนงามทันที


                "โอ้ยยยย..ย!!" 
                กุสุมาลย์ไม่ทันตั้งตัวอีกทั้งยังตกใจกับกิริยาเกรี้ยวกราด ที่มิเคยปรากฏมาก่อนของมหิตาเทวี จึงไม่อาจหลบพานที่ทรงเขวี้ยงมาโดยแรงได้ พานทองปะทะเข้าที่หน้านาง คมขอบพานรูปเหลี่ยมเจาะเข้าใต้หว่างคิ้วเรียว โลหิตสีแดงฉานทะลักอาบหน้า หญิงงามใช้มือกุมหน้าร้องโอยออกมาอย่างน่าเวทนา


               "พี่กุสุมาลย์!" 
               ศรีดาราเห็นเข้าก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ แล้วรีบละจากพระนางถลาเข้าไปดูกุสุมาลย์ที่นอนกุมหน้าอยู่บนพื้นห้อง ส่วนมหิตาเทวีแต่ประทับนิ่งอึ้งวรองค์แข็งค้างด้วยความตกพระทัยไม่แพ้กัน


               "ว้ายยยยยยย!!"
               เคียงฟ้าคนแปลกปลอมคนเดียวในที่นั้น ก็อดมิได้ที่จะร้องอุทานออกมาอีกคน ก่อนจะรีบเบี่ยงตัวหลบนางกำนัลคนอื่นๆ ที่กำลังกรูกันเข้าไปดูอาการคนเจ็บจนเกือบจะชนหล่อนเข้า หญิงสาวไม่แน่ใจว่าหล่อนอุปทานไปเองหรือเปล่า ว่าบางคนก็ฉิวเฉียดร่างหล่อนไปเหมือนทะลุผ่าน


              "เป็นอย่างไรบ้างพี่กุสุมาลย์ ?!!" เมื่อมาถึงตัวศรีดาราพยายามดึงมือที่ปิดหน้าออกเพื่อดูบาดแผล


              "แย่แล้วใครก็ได้ตามหมอมาที"
นางตะโกนเสียงดังลั่น ส่วนพระเทวีผู้เป็นต้นเหตุนั้นทรงมีสีพระพักตร์ซีดขาวคล้ายจะเป็นลม ก่อนทรุดวรกายประทับลงบนตั่งทองอย่างหมดเรี่ยวแรง


              "เราไม่ได้ตั้งใจ!!"
              มหิตาเทวีตรัสซ้ำไปมาด้วยความตกพระทัย และทำท่าจะเป็นลมล้มพับไปอีกผู้หนึ่ง นางกำนัลสองคนวิ่งเข้าดูอาการของกุสุมาลย์ ส่วนอีกคนนั้นวิ่งประคองพระนางที่กำลังตกพระทัยอย่างรุนแรง


              "ปทุมมาเราไม่ได้ตั้งใจนะ...เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ "


              "เพคะๆๆ ทราบแล้วเพคะ เดี๋ยวให้หมอมาดูอาการกุสุมาลย์เสียหน่อยคงไม่เป็นอะไรมาก" ปทุมมากล่าวปลอบใจพระเทวี แต่เมื่อเหลียวมามองกุสุมาลย์ที่มีโลหิตไหลอาบหน้า แล้วก็ต้องหน้าซีดเผือดไปอีกผู้หนึ่ง


               "ไปตามหมอมาเร็วๆ สิ อย่ามัวแต่มุงกัน" ศรีดารารีบออกคำสั่งเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ชักจะโกลาหล


               "ประคองพี่กุสุมาลย์กลับไปที่ห้องก่อน แล้วให้หมอไปดูที่นั่น อ้อ! ตามหมอหลวงมาให้ดูมหิตาเทวีอีกองค์ด้วย" ความวุ่นวายดำเนินไปอีกพักใหญ่ กุสุมาลย์ถูกพาออกจากห้องไป ในขณะที่พระเทวีต้องมานอนพักในห้องบรรทม


               "เกิดอะไรขึ้นน่ะ?"


               เคียงฟ้าถามขึ้นมาแต่ไม่มีผู้ใดให้คำตอบ เพราะไม่มีใครมองเห็นหล่อน แต่เมื่อเห็นว่าทางมหิตาเทวีไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วงแล้ว จึงได้เดินออกไปดูคนเจ็บบ้าง หญิงสาวเหลียวซ้ายแลขวามองสำรวจไปรอบตำหนัก หล่อนรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่อย่างน่าประหลาด จึงลองเสี่ยงทายดูว่าห้องของกุสุมาลย์อยู่ที่ใด ไม่ช้านานก็หาพบดังคาดหมาย ที่นั่นนางกำนัลหลายคนยืนออกันอยู่หน้าห้อง รอฟังว่าแพทย์ผู้รักษาจะว่าอย่างไร เมื่อประตูเปิดออกคนทั้งหลายก็พากันส่งเสียงถามกันเซ็งแซ่


                "นี่จะไปไหนก็ไปมามุงอะไรกันอยู่ได้" หญิงร่างท้วมวัยกลางคนเป็นผู้ออกมาไล่


                "พี่กุสุมาลย์เป็นอย่างไรบ้าง? หมอว่ากระไรบ้างจ๊ะคุณท้าว" 


                "ไม่เป็นไรมากเลือดหยุดไหลแล้วแผลไม่ลึก นอนพักสักสองสามวันก็คงดีขึ้น...ดีนะไม่โดนลูกตาไม่งั้นคงแย่...เฮ้อ" คำตอบนั้นยังความโล่งอก จนต้องส่งเสียงถอนหายใจกันทั่วหน้า


               "เอ้า!! ในเมื่อสบายใจกันแล้วก็ไปเสีย คนเจ็บจะได้นอนพัก" ผู้คนที่รายล้อมอยู่จึงค่อยขยับขยายวง และแยกย้ายกันไปในที่สุด


               เมื่อคุณท้าวจันทร์หอมผู้ดูแลตำหนัก จะกลับเข้าไปในห้องเคียงฟ้าก็ถือโอกาสติดตามไปด้วย หล่อนนั่งพับเพียงลงข้างๆ ศรีดารา มองดูใบหน้าอันซีดขาวปราศจากสีเลือด ที่มีผ้าพันแผลพันอยู่รอบศีรษะของกุสุมาลย์แล้วก็เห็นใจยิ่งนัก 


               "เฮ้อ...เวรกรรมอะไรกันนี่ต้องมานอนเจ็บแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นอยู่ๆ พระเทวีถึงได้ทรงอาละวาดเสียใหญ่โตขนาดนั้นรึศรีดารา?" นางเฒ่าถามนางกำนัลรุ่นหลาน


               "ก็...." แต่ศรีดาราทำหน้าเบ้คล้ายไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น


               "ว่าไง?"


               "ก็...ทรงได้ยินมาว่าเมืองที่พ่ายศึกครั้งก่อนนั้น จะส่งบรรณาการเป็นหญิงงามมาถวาย..."


               "ก็ดีแล้วนี่ แล้วทำไม?"


               "ก็....พระบาทเจ้าทรงตรัสว่าจะยกให้ราชบุตรเขยน่ะสิป้า"


               "ราชบุตรเขย? สามีของมหิตาน่ะเหรอ?" เคียงฟ้าถามขึ้นมาแต่ไม่มีทีท่าว่าศรีดาราจะได้ยินเลย


               "ราชบุตรเขย? องค์ไหนล่ะ? หรือว่า...." นางเฒ่าพูดแล้วก็เหลือบไปยังตำหนัก


               "ก็นั่นแหละ....จะยกให้ท่านภูวิษะ พระบาทเจ้าท่านเห็นว่าทำคุณงามความชอบมาหลายครั้ง และเป็นผู้นำชัยชนะมาก็สมควรจะได้รับบำเหน็จนี้ แต่ว่า...."


               "มิน่าเล่า....แต่ก็ไม่น่าจะทรงพิโรธถึงขั้นลุกขึ้นมาอาละวาดแบบนี้นะ"


               "ถ้าค่อยๆ เกลี้ยกล่อมก็คงไม่มีปัญหา....แต่นี่ดันมารู้จากปากคนอื่นเสียก่อน เลยเป็นเรื่องใหญ่" ศรีดาราถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ คล้ายดังคนมีปมปัญหาหนักอกที่ยังแก้ไม่ตก


              "รู้มาจากใคร? เจ้ารึ? ปากพล่อยอีกแล้วหรือนางนี่ ก็รู้อยู่ว่าทรงรักพระสวามีอย่างกับอะไรดี จะพูดจะจาทำไมไม่คิด น่าจะปล่อยให้ผัวเมียเขาพูดกันเอง"


              "โธ่...คุณท้าวจันทร์หอม...ข้ารู้หรอกน่าว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด แต่นี่พระองค์ทรงทราบเรื่องจาก....นั่นแหละ" นางจันทร์หอมทำตาโตเบิ่งค้างก่อนจะถามออกมา


               "หรือว่าจาก......"


               "พินทุมณีเทวี!!"
               เป็นเคียงฟ้าที่ตอบแทรกขึ้นมา ทันทีที่รู้เรื่องหล่อนนึกโมโหเจ้าของชื่อขึ้นมาครามครัน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถ้อยดำรัสของพระพี่นางก่อให้เกิดเรื่องร้ายขึ้น ครั้งนี้ก็คงไม่พ้นฝีมือนาง


              "ใช่! พินทุมณีเทวี"
              คุณท้าวจันทร์หอมยังไม่ได้ตอบ ทั้งสองกลับได้ยินเสียงตอบคำถามของหญิงสาวผู้มาจากอีกมิติเวลาแทน แต่ในยามที่กำลังสนทนาติดพัน เลยมิมีผู้ใดติดใจสงสัยว่าเป็นเสียงผู้ใด


              “พระเนตรพระกรรณไวเหลือเกิน ได้ข่าวปุ๊บก็รีบเสด็จมาหามหิตาเทวี หนำซ้ำยังตรัสอีกว่า

               “ข้าบอกแล้วให้ยกกุสุมาลย์ขึ้นมาก็ไม่ยอมเป็นอย่างไรเล่า! ไม่มีบุรุษใดมีหญิงได้เพียงนางเดียวหรอก_สวามีเจ้าก็เช่นกัน สู้ยกคนในอาณัติขึ้นมายังควบคุมง่ายกว่านางหญิงต่างเมืองนั่น ถ้าหากภูวิษะหลงนางเมียใหม่จนโงหัวไม่ขึ้นเจ้าจะทำอะไรได้เล่า?” พูดไปพูดมาก็วกกลับมาจะยุให้มีนางห้ามอีกตามเคย พระเทวีเลยทรงกริ้วพี่กุสุมาลย์เป็นพิเศษ โชคร้ายจริงๆ ”
เล่าไปศรีดาราก็สวมท่าทางสมมุติตนเป็นพินทุมณีเทวี แล้วจีบปากจีบคอเล่าปั้นแต่งท่าทางจนดัดจริตเกินองค์จริงไปมากนัก


                “ตายแล้ว!! มิน่าเล่าถึงได้ทรงฉุนเฉียวถึงเพียงนี้...เฮ้อ สงสารแต่แม่กุสุมาลย์ไม่ได้รู้เรื่องด้วยแท้ๆ เพราะพระพี่นางนี่ไม่ไหวเลย” คุณท้าวจันทร์หอมส่ายศีรษะทันทีหลังที่ได้ฟังความจนจบ และนึกเห็นใจคนที่นอนเจ็บอยู่ ส่วนหญิงสาวผู้มาจากคนละห้วงเวลาก็ร่วมวงโมโหโทโสตามไปด้วย


               "เป็นพี่สาวภาษาอะไร ดีแต่ยุให้น้องตัวเองแตกคอกับสามี ยัยพินทุมณีนี่เป็นบ้าอะไร !! เห็นความทุกข์ของน้องเป็นเรื่องสนุกไปได้ !!? " เคียงฟ้าไม่คิดจะระงับอารมณ์ และยังบริภาษอีกมากมายโดยไม่สนใจว่าใครจะได้ยินหรือไม่


               "ไม่ได้บ้าหรอก แค่ขี้อิจฉา ก็อย่างนี้แหละ...ลูกกษัตริย์ไม่ได้เลี้ยงมาด้วยกัน ต่างคนต่างโตในตำหนักของตัวเอง จะว่าไปแล้วข้าว่าพระธิดาทุกพระองค์น่ะ จะสนิทกับนางกำนัลยิ่งกว่าพระภคินีพระขนิษฐาของตนเองเสียอีก สุดท้ายก็ชิงดีชิงเด่นกันเสียเอง แล้วยิ่งมีนางบัวลออขี้อิจฉานั่น คอยยุยงส่งเสริมเลยยิ่งไปกันใหญ่ ดูซินางบัวลออนี่เสียแรงเป็นถึงบุตรีอำมาตย์ แต่กลับจิตใจต่ำทรามเหมือนคนบ้านป่าเมืองเถื่อน เฮ้อ...อ ดีนะข้าเกิดเป็นสามัญชนไม่อย่างนั้นขืนมีพี่สาวอย่างพินทุมณีเทวี มีหวังได้ตีกันตายไปนานแล้ว" ศรีดาราตอบอธิบายเสียยืดยาวทำเอาคุณท้าวจันทร์หอมอ้าปากค้างด้วยความงุนงง


                "พูดอะไรของเจ้าน่ะศรีดารา?"


                "อ้าว ? ก็ตอบที่ป้าถามอย่างไรเล่า"


                "ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเสียหน่อย" นางเฒ่าขมวดคิ้ว


               "เอ๋?....แล้วเมื่อกี้ใครถาม?"
                ศรีดารารีบหันซ้ายแลขวาไปรอบกายก็พบว่ารอบกายมิมีผู้ใดอีก นอกจากคุณท้าวจันทร์หอมและกุสุมาลย์ซึ่งหลับอยู่ จึงเกิดอาการหวาดกลัวจนต้องกระโจนมานั่งเบียดกับนางเฒ่า


               "นี่เจ้าเป็นบ้าอะไรน่ะ? อยู่ๆ ก็มาเบียดทำไม?"


               "ข้าได้ยินจริงๆ นะคุณท้าว !!?" 


               นางกำนัลคนสนิทของมหิตาเทวีมีสีหน้าหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเคียงฟ้าก็รีบยกมือขึ้นปิดปาก ไม่คิดว่าศรีดาราจะได้ยินเสียงหล่อนเข้า ทั้งที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดแท้ๆ แต่หญิงสาวก็อดนึกขำไม่ได้ ทั้งนี้หล่อนมิได้คาดเลยว่าอีกไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้านี้จะประสบพบเรื่องน่ากลัวที่สุดในชีวิต !



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


                เหตุการณ์ในความฝันยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ทุกอย่างช่างเกิดขึ้นรวดเร็วและผ่านพ้นไปไว เหมือนเพียงแค่พลิกหน้ากระดาษในนวนิยายที่กำลังอ่านอยู่เท่านั้น หลายวันผ่านไปกุสุมาลย์อาการดีขึ้นมาก นางกำลังนั่งอยู่หน้ากระจกให้หมอแกะผ้าที่พันรอบศีรษะออก รอยแผลเหนือดวงตาข้างขวานั้นมีขนาดแค่ข้อนิ้ว มิได้ใหญ่โตอย่างที่ใครๆ คาดเดาไว้แต่แรก เพียงแต่ยังมีร่องรอยของการบวมช้ำห้อเลือดอยู่ เคียงฟ้าเห็นแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่นางกำนัลซึ่งงามที่สุดในตำหนักมิได้เสียโฉม แต่เจ้าของดวงหน้างามพริ้มเพรานั้นยังดูมีกังวลอยู่มากนัก


                "พ่อหมอหากหายแล้วจะเป็นแผลเป็นหรือไม่? " นางเป็นสตรี…อย่างไรก็รักสวยรักงามเสมอ แล้วยิ่งเป็นสตรีโฉมงามอีกด้วย


                "อาจจะมีร่องรอยให้เห็นบ้างเล็กน้อย ทาแป้งแต้มกลบเอาก็แล้วกันแม่หญิงกุสุมาลย์" คนรับฟังหน้าเสียไปบ้างแต่ก็พยักหน้ารับ


                "ขอบคุณมากนะพ่อหมอ" หญิงงามยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพนมมือขึ้นไหว้


                "ไม่เป็นไร ถ้าปวดหัวหรือมีอาการอื่นก็เรียกข้ามาดูแล้วกัน" แพทย์ในชุดพราหมณ์สีขาวพยักหน้าให้ ก่อนขอตัวออกไป


                "เดี๋ยวก็หายน่าเชื่อข้าสิ พ่อหมอเก่งออกมียาดีตั้งมากมาย" ศรีดารากล่าวปลอบใจขึ้นมา


                "อืม...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี ว่าแต่พระเทวีเป็นอย่างไรบ้าง? หลายวันนี้ข้าไม่อยู่รับใช้ผู้อื่นจะปรนนิบัติได้ถูกพระทัยหรือไม่"


                "โธ่เอ๋ย....ห่วงตัวเองก่อนเถิด นางกำนัลมีออกมากมาย แล้วยังมีข้าอยู่อีกทั้งคน"


                นางคนทะเล้นชี้นิ้วไปที่ตนเอง เคียงฟ้าเห็นแล้วก็อดยิ้มให้กุสุมาลย์มิได้ ดูซิเจ็บออกปานนี้ยังอุตส่าห์เป็นห่วงนาย ทั้งที่มหิตาเทวีเป็นคนทำร้ายนางแท้ๆ แต่ระหว่างที่นั้นเองจู่ๆ คนที่กำลังชื่นชมอยู่กลับตวัดหางตามายังหล่อน นัยน์ตาคู่งามนั้นพลันมีไฟร้อนอันอัดแน่ไปด้วยความเกลียดชังปรากฏขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวเห็นเข้าก็นิ่งอึ้งไปด้วยความตกใจ เฝ้าถามตัวเองว่ากุสุมาลย์เห็นหล่อนหรือไร แล้วไยจึงมองหล่อนด้วยสายตาแบบนั้น


                "ทำไมน่ะรึ?" กุสุมาลย์คลี่ยิ้มเย็นยะเยียบออกมา ก่อนจะหันมาจ้องมองหล่อนเต็มๆ ครั้งนี้เคียงฟ้าแน่ใจแล้วว่าแม่หญิงคนงามมองเห็นตน


                "มะ...มองเห็นฟ้าด้วยเหรอคะ? ละ...แล้วทำไม?" หล่อนถามออกไปด้วยความตระหนก


                "มิเพียงมองเห็น แต่ข้าจะฆ่าเจ้าด้วย!!" 


                สิ้นเสียงของกุสุมาลย์ทุกอย่างรอบกายมืดมิดสนิทลง แสงสว่างจากฟ้ายามทิวาวารหายลับไปกะทันหัน ดุจดังถูกพระราหูเคลื่อนเข้าประชิดกลืนกินมิดหายไป สิ่งที่มองเห็นตรงหน้ามีเพียงดวงตาอันดุร้ายของนางกำนัลคนงาม และร่างที่โถมถลาเข้าใส่หล่อนจนล้มกลิ้งไป กุสุมาลย์คร่อมร่างหล่อนและจิกเล็บแหลมลงมาที่ลำคอแล้วบีบโดยแรง หญิงสาวดิ้นรนด้วยความตกใจแต่ยิ่งพยายามแกะมือนั้นออก แรงที่บีบลงมากลับยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ


                "นางตัวดี! ข้าแค้นเจ้านัก ข้าดีกับเจ้าเท่าไรกลับไม่เคยเห็นคุณค่า แล้วยังทำร้ายข้าได้ถึงเพียงนี้!!" 


                "ฉะ...ฉัน..ฉันไปทำอะไรคุณ"
                แรงที่โถมกดลงมานั้นมากมายผิดมนุษย์ จนเคียงฟ้าเริ่มจะหายใจไม่ออก ได้แต่พยายามเอ่ยปากถาม แต่เสียงก็หายเข้าไปในลำคอได้แต่อ้าปากพะงาบๆ ไร้ซุ่มเสียงใดหลุดออกมา


                 "เจ้ารึไม่ได้ทำร้ายเรา? มหิตาเทวี!!!"


                 "ฉะ....ฉันไม่ใช่...ไม่ใช่!" หล่อนพยายามโต้ตอบทางจิต แต่คนที่คร่อมอยู่เหนือร่างไม่สนใจ


                  "อย่ามาเถียง!!" เสียงแหลมกรีดดังก้องโสตประสาท หญิงสาวหวาดกลัวจนน้ำตาไหลพรากม่านตาพร่ามัวไปหมด


                  "ใครก็ได้ช่วยด้วย...ฉันยังไม่อยากตาย!"


                  "แล้วข้าอยากตายหรือ? หากไม่ใช่เพราะเจ้า?"


                  ดวงหน้าที่เคยงดงามนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตจนดูดุร้าย แล้วจู่ๆ รอยไหม้สีดำก็ค่อยๆ ลุกลามใบหน้าข้างขวาของกุสุมาลย์จนดูน่าเกลียดน่ากลัว นัยน์ตาก็แดงฉานราวย้อมด้วยสีเลือด เคียงฟ้ากลัวจนจับใจได้แต่กรีดร้องหาคนช่วยเหลือ และคนที่หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือก่อนสติจะหลุดไปคือ...


                  "ช่วยฉันด้วยเจ้าภูวิษะ!!"



              ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++







Create Date : 14 ธันวาคม 2555
Last Update : 14 ธันวาคม 2555 6:20:34 น. 2 comments
Counter : 2104 Pageviews.

 
นางเอกจะจำอดีต(ชาติก่อน)ของตัวเองได้ไหมคะ ..


โดย: หวาน IP: 118.174.94.249 วันที่: 17 ธันวาคม 2555 เวลา:20:31:10 น.  

 
มารออ่านต่อค่า


โดย: Inverness IP: 58.11.69.234 วันที่: 10 มกราคม 2556 เวลา:13:03:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.