จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2556
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
5 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 41

ตอนที่ 41



นอกหน้าต่างถูกคลุมไปด้วยห้วงเวลาแห่งรัตติกาล บ้านหลังใหญ่ริมน้ำมีแสงไฟนวลจากโคมระย้าดวงโต ส่องออกมาจากห้องนั่งเล่นที่ชายหนุ่มรูปงามสองคนกำลังสนทนากัน คนแรกนั้นสูงใหญ่กว่าเล็กน้อยมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปาก ต่างกับคู่สนทนาซึ่งดวงหน้าคมคายปราศจากรอยยิ้ม สีหน้าเรียบเฉยจนมองดูเย็นชา มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่มีเปลวไฟสีทองวิบไหวอยู่ภายใน


“ผู้หญิงเป็นเพศที่คิดมากโดยกำเนิด ชายาของท่านคงจะสงสัยทำไมต้องเกรี้ยวกราดใส่นางกำนัลขนาดนั้น”


“พวกนางละเลยหน้าที่!” เสียงที่ตอบมาดุดัน “เราเพียงต้องการให้หลาบจำ หาได้มีสิ่งใดเคลือบแคลงไปกว่านั้น ไม่ว่าหญิงที่จะฆ่าตัวตายจะเป็นกุสุมาลย์หรือผู้ใด ชีวิตคนผู้หนึ่งนั้นสำคัญนัก นี่กระไรมีคนอยู่มากมายทั้งตำหนัก กลับปล่อยปละจนมีคนจะฆ่าตัวตายได้ หากใส่ใจกันสักนิดคงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้...ที่สำคัญ เรากำชับแล้ว”


“แล้วนางเข้าใจสิ่งที่ท่านคิดหรือไม่” คนถูกถามเงียบไปอีกครั้ง วิมุตติคาดเดาคำตอบนั้นได้ไม่ยากเย็น


“เรื่องเลยไปกันใหญ่สินะ...เฮ้อ แล้วกุสุมาลย์รู้ได้อย่างไรว่าเป็นผู้ใดกลั่นแกล้งนาง”


“เราหาทราบไม่...ไม่รู้ทั้งสิ่งที่มหิตาคิด รวมไปถึง...เมื่อเราเห็นกุสุมาลย์อีกครั้งบาดแผลก็เกินเยียวยาเสียแล้ว”


นาคเจ้ามิได้กล่าวเกินความจริง ในช่วงที่ราชกิจยุ่งเหยิงและมหิตาเทวีไม่โปรดให้พระพี่เลี้ยงคนงามได้เข้าเฝ้า ภูวิษะเจ้าจึงไม่ได้พบนางหลายวัน กว่าจะรู้ก็เมื่อสายจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะเยียวยา ด้วยจิตเมตตาแก่สตรีนางหนึ่งโดยเฉพาะสตรีนางนั้นเป็นที่รักของชายาแห่งตน


“คงเป็นเวรกรรมของนาง...ท่านเคยคิดรักษานางด้วยฤทธีหรือไม่”


“วิมุตติ...สำหรับอสรพิษเยี่ยงเรา...”


“กล่าวหนักเกินไป...ท่านเป็นนาค”


“แล้วก็เป็นสัตว์มีพิษ...เข้าใจหรือไม่”


“ทุกชีวิตก็ล้วนเป็นสัตว์...อย่างเราเรียกว่าสัตว์มนุษย์”


“ท่านเป็นวิทยาธร เป็นกึ่งเทพ”


“เคยเป็นมนุษย์...ตอนนี้ก็เป็นมนุษย์ ต่างกันแค่ว่า...สัตว์ที่รู้จักคิด รู้จักวางตนอยู่ในศีลธรรม เรียกว่าประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน...เราไม่ต่างกันอย่าว่ากล่าวตนเองนัก” เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าเรียบเฉยมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น


“ขอบใจ..สหาย” อีกฝ่ายยิ้มตอบ


“เรื่องกุสุมาลย์มิใช่เราไม่เคยคิด แต่...ท่านจงดู”


ภูวิษะเจ้าผายฝ่ามือยื่นออกมาเบื้องหน้า มือว่างเปล่าเมื่อครู่ปรากฏงูสีเขียวตัวหนึ่งผุดขึ้นมา จากนั้นงูเขียวเลื้อยลงมาบนโต๊ะมันตรงเข้าฉกผลไม้ที่วางอยู่ในถาดอย่างดุร้าย เพียงครู่เดียวผลไม้ลูกนั้นเปลี่ยนสีเป็นหมองคล้ำและเหี่ยวเฉาลงทันที


“งูถนัดเรื่องการแพร่พิษ...ทีนี้ถอนพิษ”


งูเขียวได้รับคำสั่งก็ละล้าละลังเลื้อยวนไปรอบถาดผลไม้ คล้ายคิดไม่ตกว่าจะเรียกพิษคืนอย่างไรดี


“งูย่อมทำไม่ได้ แล้วนาคเล่า?”


“ทำได้...แต่ชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปตลอดกาล นางมิอาจอยู่ในดินแดนมนุษย์ได้ เพราะการรักษาไม่ใช่เรื่องปกติ หากจู่ๆ แผลบนหน้าหายไปผู้คนจะสงสัย หรืออย่างน้อยที่สุดคงจะต้องพานางไป...นาคาลัย ปวารณาตัวเป็นข้ารองบาทแห่งเรา คิดว่ามหิตาจะยินดีหรือไม่?”


“คงจะไม่...แต่ในตอนนั้นท่านมิได้รู้สิ่งที่นางคิด” นาคเจ้าพยักหน้า


“ดังนั้นเราจึงพยายามจะรักษาด้วยวิถีของมนุษย์ให้ดีที่สุดก่อน เรายังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ากุสุมาลย์โดนพิษอันใด”


“พิษที่นางโดนนั้น..เรียกว่าพิษริษยา..พิษแห่งความหึงหวง ยึดติดการเป็นเจ้าของ พิษชนิดนี้ท่านรักษามิได้ดอก”


“เราอับจนปัญญา ความรักมิอาจเยียวยา เรามิได้รู้ว่านางต้องการสิ่งใด...” ภูวิษะเจ้าทอดถอนหทัยโดยแรง งูเขียวบนโต๊ะเมื่อครู่พลันสลายไป


“ความรักนั้นบางครั้งมิได้ต้องการเหตุผล ไม่ได้ต้องการสติปัญญา ใครหลงในบ่วงมันก็โง่งมทั้งสิ้น...มันเกิดขึ้นได้กับทุกผู้คน ทุกวรรณะ เหตุนี้อาจเป็นกรรมลิขิตก็เป็นได้ อย่าได้ตำหนิตนเองไป...เรื่องราวมันผ่านมาแสนนานแล้ว”


“แต่อดีตกำลังจะกลับมา กุสุมาลย์จะแก้แค้น นางจะเอาคืน”


“เราอยู่ตรงนี้...ขอสัญญาว่า จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเป็นอันขาด!” นัยน์ตาคมของวิมุตติส่องแสงวาวขึ้นมาทันที นาคเจ้าอยากตรัสถามว่าจะขวางทางกรรมได้หรือ หากวิทยเทพทำสำเร็จหญิงสองนางเลิกละต่อกัน จะเป็นกุศลกรรมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับกุสุมาลย์ นาคเจ้าปรารถนาให้นางปลดปล่อยตัวเองจากห้วงทุกข์เสียที


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


“หากกุสุมาลย์รอดจากการผูกคอตายคราวนั้น แล้วความตายมาเยือนนางได้อย่างไร ?”


คำถามของวิมุตติ เป็นคำถามเดียวกับที่ค้างคาอยู่ในใจเคียงฟ้า เมื่อแรกหญิงสาวคิดไปต่างๆ นานา แม้กระทั่งว่าหรือมหิตาเทวีจะสั่งฆ่านางกัน แต่ดูรูปการแล้วการที่กุสุมาลย์มีชีวิตอยู่กลับเป็นความทุกข์อันใหญ่หลวงเสียยิ่งกว่า และมหิตาเทวีอ่อนแอเกินกว่าจะทำสิ่งใดไปมากกว่านี้แล้ว นางไม่สามารถแม้กระทั่งจะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ ภาพอดีตที่เห็นเมื่อวันก่อนสร้างความขมขื่นให้ไม่น้อย ดังนั้นวันนี้เคียงฟ้ามีเรียนเพียงแค่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายจึงมาถวายสังฆทานที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พระพี่เลี้ยงคนงาม


“พี่กุสุมาลย์ฟ้ารู้แล้วทำไมพี่ถึงโกรธเกลียดฟ้านัก มหิตาทำกับพี่ถึงขนาดนั้นเป็นใครก็ยากที่จะอภัย บุญที่ฟ้าทำวันนี้มันไม่สามารถชดเชยชีวิตพี่ได้ แต่...ฟ้าอยากให้พี่รู้ว่า..ฟ้าขอโทษ ขอโทษแทนมหิตา..” เสียงพูดของหล่อนขาดห้วงไป มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ขึ้นมาแทนที่ สองตานั้นมีน้ำตาคลอหน่วยอยู่ ไม่ช้าก็ร่วงรินลงมา


การทำบุญอุทิศส่วนกุศลในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวันก่อน ไม่มีเสียงเกรี้ยวกราดจากกุสุมาลย์ ท้องฟ้าและสายลมยังคงปกติ หล่อนคิดไปเองว่ากุสุมาลย์คงจะเข้าใจหรือไม่ก็อาจจะยอมรับรู้สิ่งใดที่หล่อนทำให้ แต่นั่นเป็นเพียงความคิดของเคียงฟ้าข้างเดียวเท่านั้น ห่างออกไปร่างสตรีรูปทรงอรชรเป็นเงาอันโปร่งแสงจ้องมองมายังหญิงสาวเงียบๆ ริมฝีปากอิ่มเม้มลงจนเป็นเส้นตรง นัยน์ตาวาววามบ่งบอกความไม่พอใจ แต่วิญญาณสาวงามมิได้ทำสิ่งใดมากไปกว่านั้น


“แค่เสียใจ..มันไม่พอหรอก!!” กุสุมาลย์เค้นเสียงออกมาจากไรฟัน


“ไม่ใจอ่อนบ้างรึ? เห็นไหมนางสำนึกผิดแล้ว” แต่แล้วเสียงนุ่มทุ้มของใครบางคนก็ดังขึ้นข้างกาย วิญญาณสาวงามสะดุ้งด้วยความตกใจ


“นี่ท่าน...!! วิทยเทพท่านจะติดตามเราไปถึงไหน?”


“วิมุตติ เรียกขานเราด้วยชื่อเถิด อย่าได้เรียกยศตำแหน่งเลย ฟังดูห่างไกลยิ่งนัก เรามักคุ้นกันแล้วมิใช่รึ?” คนตอบรีบย้ำนามตนเองราวกับกลัวถูกลืม เมื่อยืนเคียงกันกายทิพย์ของวิมุตติเรืองรองฉาบไล้ด้วยละอองทองต่างกับรัศมีแดงฉานด้วยไฟแค้นของคู่สนทนา


“ท่านจะมีนามว่ากระไรก็ไม่สำคัญ ท่านมาทำไม?”


“สำคัญสิ..แม่จะได้เรียกขานถูก” กุสุมาลย์ฟังแล้วสะบัดหน้าไม่ชอบท่าทีกรุ้มกริ่มนั้น


“คราวก่อนยังไม่หลาบจำสินะ ถูกลูกศิษย์หัวร่อใส่ปานนั้น” วิทยาธรหนุ่มยักไหล่ไม่ใส่ใจสิ่งนางค่อนขอด


“แม่คุณอย่าใจร้ายนัก เอ็นดูเราบ้าง” คำตัดพ้อทำให้วิญญาณหญิงงามหันมาค้อนวงใหญ่ใส่ร่างสูงข้างกายทันที แต่หาได้มีคำต่อว่าใดๆ จากปากนางอีก เมื่อเห็นนางนิ่งไปไม่จำนรรจาวิมุตติจึงตั้งคำถามใหม่


“แล้วแม่จะทำกระไรกับเคียงฟ้าต่อไป?”


“มิใช่ธุระของท่าน!”


“เราใคร่รู้นัก” เสียงหัวเราะอารมณ์ดีตามออกมา “อีกประการเราไม่คัดค้านขัดขวางอันใดแม่ดอก...”จบประโยคนี้วิญญาณหญิงงามถึงกับต้องหันมาจ้องมองด้วยความพิศวง


“ท่านหมายความว่ากระไร...ข้ามิเชื่อว่าท่านจะนิ่งเฉยมองดูนางดับด้วยมือเราดอก”


“เป็นเช่นนั้นคงมิได้ ภูวิษะเจ้าหายอมไม่ คงต่อว่าต่อขานเราน่าดู...” วิทยเทพยิ้มกว้างก่อนจะพูดต่อ “เช่นเดียวกัน..ผู้ใดกระทำร้ายต่อแม่เราคงไม่นิ่งดูดายเป็นแน่”


“แล้วท่านประสงค์สิ่งใด?” คิ้วโก่งเรียวของกุสุมาลย์ขมวดมุ่น อึดอัดขัดข้องกับท่าทีของชายอันเป็นทิพย์ยิ่งนัก


“ประสงค์ให้แม่พ้นทุกข์”


สิ้นคำแม่หญิงกุสุมาลย์ผินดวงหน้างามไปทางที่เคียงฟ้านั่งทอดอาลัยอยู่ พลันชี้มือชี้ไปยังนาง


“เมื่อนางดับดิ้น เราจักพ้นทุกข์” พร้อมทั้งคลี่ยิ้มเย็นชาออกมา นัยน์ตาคู่นั้นเป็นประการวาววามอย่างมาดหมาย


“แต่ภูวิษะเจ้าจะเป็นทุกข์..และอาจเคียดแค้นแม่หญิงได้ หากเป็นเช่นนั้นแล้วแม่จะเป็นสุขได้จริงหรือ?”


“เรื่องนี้หาได้เกี่ยวข้องกับเขาไม่ เขาจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ก็หาได้เกี่ยวอันใดกับเราไม่!!” นางตวาดเสียงแหลม


“แล้วเขาผิดอันใดเล่าแม่คุณ? อันชายดีงามอย่างภูวิษะเจ้าต้องมาประสบทุกข์ซ้ำซ้อนเช่นนี้...แม่ไม่เวทนาเขาบ้างหรือไร?”


“แล้วเขาเวทนาเราหรือ? เขาห่วงใยแต่ชายาใจทรามนั่น!!!” นัยน์ตางดงามเครือแสงลงก่อนมีน้ำเอ่อคลอ


“เพราะเขาเวทนาแม่หญิงกุสุมาลย์น่ะสิ...จึงร้องขอต่อเรา”


“หมายความว่ายังไง?”


“ในใบคำร้อง...มีข้อหนึ่งกล่าวว่า ภูวิษะเจ้าประสงค์จะให้แม่หญิงพ้นทุกข์ออกไปจากบ่วงกรรมนี้เสีย ส่วนที่เหลือขอให้ตัวเขากับ...มหิตา ชดใช้สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่ได้ก่อกรรมเอาไว้ ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด...กุสุมาลย์นางเป็นเพียงผู้ประสบเคราะห์เท่านั้น ” เมื่อเห็นนางยังนิ่งอึ้งด้วยสีหน้าตะลึงพรึงเพริด วิทยาธรเทพจึงกล่าวต่อ


“ดังนั้น...ไม่ว่าแม่จะทำสิ่งใดเราย่อมต้องติดตาม คำนึงถึงความสุขของแม่มาเป็นสิ่งแรก หากว่ากระทำสิ่งใดลงไปแล้วทำให้แม่ดิ่งลงต่ำเราหายอมไม่ กุสุมาลย์...รับฟังเราบ้างเถิด” นัยน์ตาของผู้พูดอ่อนแสงลง จิตเวทนาปรากฏอยู่แววตาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นนางนิ่งเงียบพร้อมที่จะรับฟังแล้ว กึ่งเทพรูปทองจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งนัก


“แม่กระทำได้ทุกอย่างตามแต่ใจต้องการ เรามิได้ขัดข้องอันใด แต่ขอว่าอย่าได้พาตนเองไปสู่บ่วงกรรม ไปสู่ความทุกขเวทนาซ้ำอีกครั้งเท่านั้น เราขอเถอะ มิใช่เพื่อใครแต่เพื่อตัวแม่เอง...จะต้องทนทุกข์อีกสักเท่าใด จะต้องทนต่อไปเพื่ออะไร เพื่อมหิตา...หญิงที่ทำร้ายแม่อย่างนั้นหรือ? มหิตามีค่าถึงเพียงนั้นเทียวหรือ?”


ท้ายประโยคฟังดูอ้อยอิ่งคล้ายรำพันตัดพ้อ ทว่าเสียดแทงใจกุสุมาลย์ยิ่งนัก ร่างอรชรสั่นสะท้านจนแทบทรงกายไว้ไม่อยู่ วิมุตติจึงมิได้รุกไล่นางต่อเพราะเพียงแค่นี้นางก็โทมนัสยิ่งนัก เรือนกายบอบบางคล้ายจะล้มพับลงวิทยเทพเห็นเข้าก็โผเข้าประคอง รับร่างนางไว้ก่อนจะล้มฟาดไป


“ไม่จริง...” นางครวญออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน


“เป็นความสัตย์จริงทุกประการ ภูวิษะเจ้าประสงค์จะชดใช้ให้แม่หญิง” นัยน์ตาสีน้ำตาลใสสบลงมาอย่างอ่อนโยน มือข้างหนึ่งละจากบั้นเอวมาช้อนดวงหน้านางขึ้น หญิงงามมิได้ขัดขืนอันใด วิญญาณของนางตกอยู่ในความเศร้าโศกน้ำตารินลงมาเป็นสาย


“นอกจากภูวิษะเจ้าแล้ว...ยังมีชายอีกผู้หนึ่งไม่อยากให้แม่จมอยู่ในบ่วงกรรม เขาอยู่เบื้องหน้าแม่หญิง...มิทราบว่าแม่แลเห็นหรือไม่?” หญิงในอ้อมแขนแข็งแกร่งนั้น ค่อยคลายความทุกข์และรับรู้สิ่งวิทยาธรหนุ่มกระซิบอยู่ริมหู ทั้งความเศร้า ความทุกข์ และความวาบหวามเกิดขึ้นรวดเร็วจนนางตั้งตัวมิทัน กุสุมาลย์ก้มหน้าหลุบสายตาลงต่ำด้วยความเอียงอาย ใจนางหวั่นไหวสะท้านในอก ความรู้สึกเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานแล้ว


“มดเท็จ...” เสียงหวานเล็ดลอดออกมาอย่างแผ่วเบา


“ด้วยศักดิ์แห่งเรา..มิอาจโป้ปดได้ แม่ก็รู้...เว้นแต่จะปิดบังใจมิให้เชื่อคำเรา”


“ท่านประสงค์จะช่วยนาง...”


“เราประสงค์จะช่วยแม่หญิง...มาเป็นอันดับแรก”


“แล้วนางเล่า?...ท่านมิต้องช่วยเหลือแล้วหรือไร?” ใบหน้างามที่เคยมีแต่ความเคียดแค้นอยู่ในสีหน้า บัดนี้กระจ่างใสในดวงตามีแสงดาวพริบไหวอยู่ คล้ายลืมเลือนความทุกข์ไม่ชั่วขณะ


“นั่นเป็นเรื่องของภูวิษะเจ้ากับชายา...ให้ภูวิษะเจ้าให้เจรจาก่อน หากไม่สำเร็จค่อยว่ากัน” วิมุตติหัวเราะเบาๆ ในลำคอ


“ส่วนเรามาจำนรรจาเรื่องของเรากันต่อเถิด”


กึ่งเทพรูปงามจับมือนุ่มนิ่มของนางมากุมไว้ พร้อมกับส่งยิ้มพราว กุสุมาลย์คล้ายเพิ่งรู้สึกตนหลังจากถูกอารมณ์อันหลากหลายพัดพาดวงใจให้หวั่นไหว หญิงผู้มาจากอดีตค่อยดึงมือของตนออกจากการเกาะกุม ใบหน้านางปราศจากรอยยิ้มแต่มิได้บึ้งตึงเหมือนเช่นทุกครั้ง หากแต่แฝงไว้ด้วยความแง่งอน


“ชายอย่างท่าน...ปากว่ามือถึง” หลังดึงมือกลับมาได้ นางรีบถอยห่างทันที


“ท่านฉวยโอกาสตอนเราพลั้งเผลอ” ใบหน้าที่เคยขาวดซีดปราศจากเลือด มาบัดนี้สองแก้มแดงก่ำขึ้นมา


“พูดจาหลอกล่อข้า...อย่าคิดว่าข้าจะหลงคารมท่านเลย...‘วิมุตติ’ เจ้าเล่ห์นัก!! ” ชายที่ถูกกล่าวหาว่าเจ้าเล่ห์ยิ้มเยื้อนออกมา


“ข้ามิอยากเจรจากับท่านแล้ว” พูดจบก็ถอยห่างไปอีกก้าวหนึ่ง


“แม่อย่าได้หาความเรานักสิ!” ร่างสูงก้าวตามไปติดๆ กุสุมาลย์ส่งค้อนควักให้ก่อนจะหายตัวไปทันที ปล่อยให้วิมุตติยืนยิ้มอยู่ผู้เดียว


“แม่หญิงคนกล้าจะรีบไปไหนเล่า?”


ในขณะนั้นเคียงฟ้ามิได้มองเห็นอีกมิติหนึ่งว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง หญิงสาวนั่งอธิษฐานอยู่ในใจครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากวัดไป


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 05 พฤษภาคม 2556
Last Update : 5 พฤษภาคม 2556 12:22:14 น. 2 comments
Counter : 1296 Pageviews.

 
รอนานแล้วเมื่อไหร่จะมาอะ


โดย: Maru FC IP: 110.168.216.142 วันที่: 16 พฤษภาคม 2556 เวลา:20:43:11 น.  

 
คนเขียนหนีไปเที่ยวเขมรมาค่ะ เพิ่งกลับมา กำลังจะอัพนิยายเลยค่ะ โดนทวงซะแล้ว


โดย: แก้วกังไส วันที่: 16 พฤษภาคม 2556 เวลา:23:06:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.