จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มีนาคม 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
1 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 

ต้นอ่อนใบรัก ตอนที่ 25 [อวสาน]

ตอนที่ 25



ตอนที่เด็กสาวนัดเขามาพบชายหนุ่มยังไม่ได้เตรียมใจเอาไว้ ว่าเจ้าหล่อนจะมีอะไรมาทำให้เขา
แปลกใจได้อีก เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งปรับหัวใจให้เป็นปกติธรรมดาได้ ลดละเลิกความคิด
ฟุ้งซ่านทั้งหลายทั้งปวง และยังให้บทสรุปกับตัวเองว่าอยู่ในช่วงหวั่นไหวง่าย ดังนั้นจึงพยายาม
ไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตามเงื่อนไขของกาลเวลาไป
แต่มาตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจขึ้นมาอีกรอบเมื่อมาเจอเจ้าหล่อน ไอ้ฟองฟุ้งๆ กับกลิ่นหอมหวาน
รอบๆ ตัวสาวน้อยยามคลี่ยิ้มให้เขานี่มันอะไรกันนะ...



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



ข้าวกล้าเบิกตาค้างตอนที่รู้ว่ากระเป๋าใบนั้นขายได้ราคาเท่าไร มันมากกว่าที่เขาคิดไว้นัก
ชายหนุ่มไม่คิดว่าจะได้เงินเกินครึ่งของตอนที่ซื้อมาเสียด้วยซ้ำ นี่กลับได้ถึง 70%
จะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้อย่างไร ตั้งแต่เจอแม่หมวยน้อยนี่ดูเหมือนเรื่องยากๆ
จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ไปเสียหมด

“ฝีมือเจ๊เง็กล่ะ พี่สาวบลูเก่งอยู่แล้ว” กิริฎาผายมือไปทางลูกพี่ลูกน้อง


เมื่อแรกหล่อนไม่อยากให้เง็กตามมาด้วยซ้ำ แต่พี่สาวคนสวยขู่เอาไว้ว่าถ้าไม่ให้มาด้วย
จะไม่จ่ายค่ากระเป๋าให้ แถมจะบอกปะป๊าของหล่อนว่ากิริฎาเอาแมวไปเป็นแม่สื่อ
จะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมบ้านข้าวกล้าบ่อยๆ แน่นอนว่าสาวหมวยปฏิเสธคอเป็นเอ็น
ว่าไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลย แต่กลายเป็นยิ่งปฏิเสธยิ่งรัดตัว ด้วยพวงแก้มของคนเถียง
กลายเป็นสีชมพูด้วยความเขินอายไปเสียแล้ว

“ขอบคุณมากครับ ขอบคุณจริงๆ ผมไม่รู้จะทำยังไงกับกระเป๋าอยู่กับผมก็ไม่ได้ใช้”คำขอบคุณนั่น
เปล่งออกมาอย่างจริงใจจนผู้ฟังรู้สึกได้

นั่นสินะ....ถ้าเขาใช้กระเป๋าใบนั้นเสียเองจะเป็นอย่างไรนะ เง็กฟังแล้วลอบมโนภาพหนุ่มมาดเซอร์
ตรงหน้าสะพายกระเป๋า Chanel เดินกรีดกรายฉุยฉายไปมา แล้วก็ต้องส่ายศีรษะให้กับ
ความคิดอันน่ากลัวของตนเอง

“ก็ของยังใหม่อยู่เลยนี่ค่ะ แล้ว Chanel รุ่น Classic Jumbo silver chain น่ะนิยมมากนะคะ
เพราะมันไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป ไปงานหรูหรือใส่ไปเที่ยวธรรมดาๆ ก็ได้ แถมสีดำด้วยสีนี้เข้ากับ
เสื้อผ้าได้ง่ายกว่าสีอื่น เลยหาคนซื้อไม่ยากน่ะค่ะ อีกอย่างเจ้าของเดิมเขาเก็บดี ทั้งกล่อง
ทั้งถุงผ้า ใบรับประกันอยู่ครบ แบบนี้ขายไม่ยากหรอกค่ะ” หล่อนตอบเรียบๆ

“เห็นไหมบลูบอกแล้ว มีคนอยากได้แน่ๆ” ข้าวกล้ามยิ้มรับ

“ขอผมเลี้ยงข้าวตอบแทนสักมื้อนะครับ”

“แค่เลี้ยงข้าวอย่างเดียวเองหรือคะ?” เมื่อเห็นท่าชายหนุ่มชะงัก เง็กก็คลี่ยิ้มก่อนจะพูดต่อ

“พูดเล่นน่ะค่ะ”

“พูดจริงก็ได้ครับ ลำพังผมคงเอาขายเองไม่ได้ราคาขนาดนี้หรอก”

“โอ้ย ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะพี่กล้า บลูแค่ช่วยเล็กๆ น้อยๆ เอง”

“แต่ก็รบกวนทั้งบลูทั้งคุณเง็ก”

“เง็กไม่ได้ลำบากหรอกค่ะ” หล่อนยังยิ้มอยู่ยามที่พูด ข้าวกล้าไม่อาจคะเนรอยยิ้มนั้นได้
เพราะยิ้มของหล่อนมิได้เปิดเผยบริสุทธิ์สดใสเท่ากิริฎา

“มีอะไรที่ผมตอบแทนได้ให้บอกมาเถอะครับ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง”

“พี่กล้าคะ เราสองคนไม่ได้อยากได้อะไรสักหน่อย เนอะเจ๊เง็ก” สาวสวยพยักหน้าน้อยๆ

“แต่ว่า...”แต่เมื่อเห็นเขายังมีสีหน้าไม่แน่ใจอยู่นั่นเอง หล่อนจึงค่อยเอ่ยออกมา

“งั้น..ขอลิปติกสักแท่งแล้วกันค่ะ เมื่อกี้เดินผ่านเคาท์เตอร์เครื่องสำอางแว๊บๆ เห็นมีเฉดสีใหม่
ออกมา เลยว่าจะแวะดูก่อนกลับอยู่เลย”

“ได้เลยครับ” คนที่รอฟังค่อยยิ้มออกได้

“แต่บลูไม่เอานะ บลูไม่ได้ทำอะไรเลย”

หล่อนรีบออกตัวจนคนเป็นพี่ค้อนใส่ สาวน้อยก็เหลือบมองกลับด้วยความไม่พอใจเช่นกัน
กิริฎาไม่อยากให้พี่สาวหยอกข้าวกล้าเช่นนี้ เพราะหล่อนตั้งใจช่วยอย่างบริสุทธิ์ใจไม่อยากให้
เขาคิดว่าต้องการสิ่งตอบแทนจึงช่วยเหลือ เง็กพอจะมองสายตาของแม่หมวยน้อยออก
แต่หล่อนก็ยังยิ้มร่าทำไม่รู้ไม่ชี้ชวนข้าวกล้าสนทนาเรื่องต่างๆ ไปเรื่อยๆ



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



ดวงหน้ามนของเง็กหันมาสบตากับข้าวกล้า แล้วคลี่ยิ้มงามให้เขา พลางถามความเห็นหลัง
ทดลองทาลิปติกสีกุหลาบนั้นลงบนริมฝีปากตนเอง

“สีนี้เหมาะกับเง็กไหมคะ?”

“สวยครับ” ข้าวกล้ายิ้มแล้วตอบกลับสั้นๆ

“เหมาะมากเลยค่ะ คุณผู้หญิงเป็นคนผิวขาวอยู่แล้วด้วย ทาสีนี้ยิ่งเด่นค่ะ เห็นไหมคะ
คุณผู้ชายยังเห็นด้วยเลย” พนักงานหน้าเคาท์เตอร์รีบออกความเห็นสนับสนุน

“งั้นก็เอาแท่งนี้เลยแล้วกันนะครับ” ผู้ชายคนเดียวในกลุ่มบอก

“อย่าเพิ่งใจร้อนค่ะ เดี๋ยวเง็กขอดูสีอื่นด้วย” พี่สาวของกิริฎาตอบอย่างใจเย็น
พลางหันไปเลือกลิปติกต่อ ในใจก็นึกขำสีหน้าบูดๆ ของน้องสาว ว่าแล้วหล่อน
เลยแกล้งเลือกอย่างร่ำไร

“สีนี้ก็สวยนะคะ แดงบรอนซ์ เพิ่งออกใหม่ค่ะ” พนักงานสาวแนะนำสีที่คิดว่าเหมาะกับเง็กให้

“จริงด้วย...”

“เหมาะทั้งสองสีเลยค่ะ ตอนนี้ลด15% นะคะ รับไปทั้งสองแท่งเลยดีไหมคะ?”


“เอ...” เง็กตั้งใจจะซื้อทั้งสองสีแต่ชักเกรงใจข้าวกล้า จึงคิดว่าไว้ค่อยมาซื้อเองภายหลังดีกว่า
ยิ่งเห็นสายตาของญาติผู้น้องกำลังทำตาพองเป็นการเตือนอยู่ยิกๆ ถ้ามากกว่านี้มีหวัง
โดนแม่ตัวดีงอนแน่ๆ

“ถ้าเลือกไม่ถูกลองถามคุณผู้ชายดีไหมคะ?” พนักงานเข้าใจว่าเขาและหล่อนเป็นแฟนกัน
จึงแนะนำให้ถามความเห็นอีกฝ่าย

“สีไหนก็ได้ ที่คุณเง็กชอบ ถ้าเลือกไม่ถูกเอาทั้งสองแท่งก็ได้ครับ”

“เห็นไหมคะ คุณผู้ชายก็ว่าสวยทั้งสองสีเลย ตกลงรับทั้งสองสีเลยนะคะ” ว่าแล้วก็ทำท่าจะ
รวบลิปติกไปคิดเงิน

“แท่งเดียวพอเจ้ เกรงใจพี่กล้าบ้างสิ ไม่ได้เป็นอะไรกับเขาสักหน่อยอย่าไปล้มทับ”
แต่เป็นกิริฎาที่ทะลุขึ้นมากลางป้อง ทั้งพนักงานและเง็กเลยพลอยชะงักไปทั้งคู่
ยิ่งเห็นสีหน้าบึ้งตึงของสาวน้อยด้วยแล้วล่ะก็

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถือว่าเป็นของขอบคุณไง คุณเง็กอุตส่าห์ช่วยผม เอาทั้งสองแท่งเลยครับ”
กล่าวพลางหันไปพยักหน้ากับพนักงาน เจ้าหล่อนจึงยิ้มออกแล้วรีบไปคิดเงินเหมือนกลัว
ลูกค้าเปลี่ยนใจ

“เจ๊เง็กนี่...ได้คืบเอาศอกเชียวนะ”

“เอ๊ะ? เจ้เปล่าสักหน่อยยัยนี่กล่าวหากันเกินไปแล้ว”

กิริฎาไม่ตอบแต่เมินหน้าไปทางอื่น ให้รู้ว่าไม่พอใจ ทำเอาคนเป็นพี่เขม่นแต่ไม่ได้จะบ่นอะไรมากไปกว่านั้น นี่ถ้าไม่ติดว่าข้าวกล้าอยู่ตรงนี้ด้วยเง็กคงเขกหัวหล่อนไปแล้ว

“ไม่เป็นไรหรอกบลู ลิปสีแดงนั่นก็เหมาะกับคุณเง็กจริงๆ ถ้าเป็นคนอื่นทาแล้วคงเป็นงิ้ว”
ข้าวกล้าชมไปตามที่คิด หารู้ไม่ว่าทำเอาคนถูกชมชะงัก ในขณะที่กิริฎาฟังแล้วต้องลอบหัวเราะ

“เง็กโชคดีที่เกิดมาขาวน่ะค่ะ เลยแต่งตัวง่าย” แต่สาวสวยยังพอตามน้ำไปได้อย่างไม่เก้อเขิน

“บลูก็ขาวน้า...เอ..หรือว่าบลูจะลองใช้ลิปสีนี้ดูบ้างดีนะ” เมื่อเห็นเง็กได้รับคำชม สาวน้อย
ไม่พูดเปล่ากลับหยิบลิปสีกุหลาบขึ้นมาทดลองทาบนริมฝีปากของตนเองบ้าง

“เป็นไงคะ?” หล่อนคลี่ยิ้มกว้าง หวังจะได้รับคำชมบ้าง

“เจ้ว่าสีมันแรงไปสำหรับบลูนะ” เง็กมองว่าวัยใสอย่างน้องสาวของหล่อนไม่ควรจะใช้สีจัดแบบนี้
ดูแก่แดดเกินวัยเสียมากกว่า

“อะไรกันน่ะ...” หล่อนทำหน้าบู้บี้แล้วหันไปขอความเห็นข้าวกล้าบ้าง

“ลบออกเหอะแดงยังกะไปกินเลือดใครมา” ประโยคนั้นราวกับสายฟ้าฟาดใส่หล่อน
จนแยกเป็นสองซีกเลยทีเดียวความมั่นใจหายหมด แถมยังถูกพี่สาวที่ยืนข้างๆ
หัวเราะขบขันเอาเสียอีก แล้วข้าวกล้ายังสำทับด้วยประโยคต่อมา

“เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ต้องแต่งหน้ามากหรอก หน้าใสๆ ทาแป้งก็พอแล้ว”

คำว่า ‘เด็ก’ นั้นแทงใจหล่อนมาก ใช่สิ...พี่กล้าเห็นหล่อนเป็นเด็ก ส่วนเง็กนั้น
เขาเป็นเห็นเป็น ‘สาว’ แล้วอย่างนี้เขาจะแลหล่อนหรือ? แม่หมวยน้อยรำพึงกับตนเอง
อย่างกลัดกลุ้ม

พนักงานสาวกลับมาพร้อมกับถุงใส่ลิปติกและเงินทอนส่งให้ผู้ใหญ่ทั้งสอง ส่วนเด็กสาว
กำลังง่วนอยู่กับการใช้ทิชชู่เช็ดริมปากของตนเองด้วยอารมณ์หงุดหงิด

“จะดูอะไรอีกไหมครับ?” ข้าวกล้าถามเง็ก

“กลับกันได้แล้ว!” แต่คนตอบเป็นกิริฎา

“กวนพี่กล้ามาตั้งนานแล้ว กลับกันเถอะ” พูดจบหล่อนก็ลากเง็กออกจากเคาท์เตอร์
เครื่องสำอางทันที

“นี่อะไรของเธอ ทำไมต้องเดินเร็วขนาดนี้ งอนอะไรน่ะ?”

“ใครงอน?”

“ถ้าอยากได้ลิปก็บอกสิ เจ้ว่าพี่กล้าของเธอเขาก็เต็มใจซื้อให้นะ” คนเป็นพี่กระซิบ
กระซาบข้างหู

“บลูไม่ได้ทำอะไรหวังของตอบแทนเหมือนเจ้เง็กสักหน่อย”

“จ้า..แม่คนดี เจ้ก็ไม่ขอสักหน่อยเขาให้เองนี่” สาวน้อยเม้มริมฝีปากแน่น จนคู่สนทนาเห็นแล้ว
ยิ่งอยากแกล้งอยากแหย่เข้าไปอีก

“อะไรกันไปเที่ยวกับเขาแค่สามวันนี่หวงเขาแล้วเหรอ?”

“บ้า!! ไม่ใช่สักหน่อย เจ้พูดอะไรน่ะ” เด็กสาวโวยวายเสียงดังขึ้นมาก่อนจะรีบงับริมฝีปากตนเองลง
ด้วยกลัวว่าข้าวกล้าจะได้ยิน

“อ้าว? พี่กล้าไปไหนแล้วล่ะ?”

“นั่นสิ” เง็กเองก็ไม่ทันสังเกตว่าชายหนุ่มไม่ได้เดินตามมา

“งั้นเดี๋ยวบลูโทรตามพี่กล้านะ” พี่สาวพยักหน้ารับ

“งั้นก็โทรไปตามนะ เจ้ขอเข้าห้องน้ำไปประเดิมลิปใหม่หน่อยนะจ๊ะ” สาวสวยพูดแล้ว
เดินพลิ้วไปทางห้องน้ำ ปล่อยให้น้องสาวยืนเบ้ปากอยู่ตรงนั้น

“ขี้เห่อ!” กิริฎาทำเสียงชิชะอยู่ในปากก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือสีชมพูแปร๋นขึ้นมาโทรหาข้าวกล้า
แต่ยังไม่ทันได้โทรก็เห็นเขาเดินมาลิบๆ จึงรีบโบกไม้โบกมือเรียก

“พี่กล้าทางนี้ค่ะ” ไม่นานนักชายหนุ่มก็เดินมาถึงตัวหล่อน

“หายไปไหนมาคะ บลูก็ไม่ทันดูด้วย”

“อ๋อ...ก็ซื้ออะไรนิดหน่อยน่ะ แล้วคุณเง็กล่ะ”

“เข้าห้องน้ำค่ะ เห่อลิปติกใหม่อยู่ค่ะเลยไปทา”

“เหรอ ฮะ ฮะ ชอบก็ดี ถ้าให้พี่เลือกเองก็ไม่รู้จะถูกใจเขาไหม?”

“ของมารยาทไม่ต้องถามเจ้าตัวก็ได้ค่ะ”

“ต้องถามสิ ไม่รู้จักกันมาก่อน อยู่ๆ ไปถือวิสาสะซื้อให้เขาจะไม่ชอบใจ” พี่กล้าของหล่อนนี่
ช่างใส่ใจคนอื่นเหลือเกิน ฟังแค่นี้สาวหมวยก็ทอดถอนหายใจนึกเสียดายผู้ชายคนนี้
แทนวิมลิน

“แต่ของบลูคงไม่ว่าใช่ไหม? ที่พี่เลือกให้เอง” เอ่ยจบเขาก็ส่งถุงใส่ของให้หล่อน

เด็กสาวทำตาโตด้วยความประหลาด ถุงนั้นน่าจะเรียกว่าซองเสียมากกว่า บรรจุของ
เป็นแท่งยาวคล้ายปากกาไว้ภายใน

“ไม่ได้ห่อของขวัญให้คงไม่ว่ากันนะ”

“เอ้อ..อ้า” สาวน้อยตอบอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนอึ้งด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบแกะของออกจากซอง
กระดาษที่มีโลโก้ของห้างประทับอยู่

“ลิปกลอส!” หล่อนอุทานออกมา เมื่อมองเห็นว่าเป็นลิปกลอสสีชมพูใสมีประกายมุกเคลือบอยู่

“ชอบไหม?”

“ชอบค่ะ บลูชอบ Etudi อยู่แล้ว แพจเกจมันน่ารักดี แล้วบลูก็ชอบสีชมพูนี่ด้วยค่ะ” ดวงตาของกิริฎา
เป็นประกายดาวระยิบระยับบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวปลาบปลื้มแค่ไหน แม้จะเป็นไม่ใช่ลิปติก
แบรนด์ราคาแพงเท่าของเง็กก็ตาม

“ดีแล้ว พี่ว่าสีนี้เหมาะกว่าลิปสีแดงแท่งที่เราลองเมื่อกี้เป็นกอง อีกอย่างแบบนี้ทาไปเรียนได้
ชิล ชิล เลย น่าจะดีกว่านะ”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะพี่กล้า”

สาวน้อยคลี่ยิ้มหวาน เขาไม่ลืมหล่อน แถมยังเป็นฝ่ายเลือกให้เองอีกด้วย แล้วพี่กล้า
ก็ยังบอกว่าเหมาะกับหล่อนอีก กิริฎาอยากจะร้องกรี๊ดด้วยความดีใจออกมาดังๆ
แต่ต้องแอบซ่อนไว้กลัวพี่เขาจะตกใจ ข้าวกล้าคงไม่รู้หรอกว่าหัวใจดวงเล็กๆ
ของสาวหมวยกระโดดไปกระโดดมาไม่หยุดแล้ว

“งั้นบลูทาเลยนะคะ” ว่าแล้วหล่อนก็วิ่งตื๋อเข้าห้องน้ำไป สวนทางกับเง็กที่เพิ่งเดินออกมา

“อ้าว? สงสัยจะปวดหนักวิ่งเร็วเชียว” คำอุทานนั่นทำเอาข้าวกล้าหัวเราะออกมา
แต่ไม่คิดจะคลี่คลายความสงสัยให้เง็กเลยแม้แต่น้อย

“น้องสาวคุณเง็กนี่น่ารักนะ...” พี่สาวของกิริฎาฟังแล้วต้องเลิกคิ้วขึ้น แล้วมองคนพูดอีกครั้ง
แต่เขาไม่ได้สบตาหล่อน นัยน์ตาสีสนิมเหล็กคู่นั้นยังมองตามหลังสาวน้อยไป

“น่ารักค่ะ แต่คงอีกนานกว่าจะโต” ฟังคู่สนทนาโต้ตอบแล้ว ข้าวกล้าไม่แน่ใจว่า
เขาร้อนตัวไปเอง หรือว่าหล่อนกำลังเตือนเขาอยู่กันนะ

“อย่าคิดว่าแกเป็นเด็กสิครับ ถ้าคิดแบบนั้นเราก็เทคแคร์เธอแบบเด็กๆ ไปตลอด”
เง็กไม่ได้ตอบแต่จ้องมองเขาอย่างครุ่นคิด จนชายหนุ่มต้องเป็นฝ่ายชวนสนทนาต่อเสียเอง

“บลูเป็นสาวแล้ว...ถ้าอยากให้เขาเลิกโก๊ะดูแลตัวเองได้มากกว่านี้ พวกเราคงต้องยอมรับเสียก่อน
ว่าบลูเป็นสาวแล้ว แล้วก็ดูแลเขาให้สมวัย เอ่อ...ขอโทษนะผมก็ออกความคิดไปเรื่อยน่ะ
อย่าหาว่าก้าวก่ายเลยนะครับ”

“ไม่หรอกค่ะ คุณกล้ามองเห็นอะไรอย่างนั้นเหรอคะ?”

“ก็แค่คิดว่า...เขาโตแล้วเท่านั้นเอง” เขาตอบแค่นั้นแล้วอมยิ้มน้อยๆ แต่กลับทิ้ง
ความรู้สึกแปลกๆ ให้คนฟัง

“กำลังจะบอกว่า วัยนี้ถ้ามีแฟนก็ไม่แปลกหรือเปล่าคะ?” ข้าวกล้าหันควับไปทางเง็กทันที

“ผมไม่ได้หมายความว่าอะไรทั้งนั้นแหละ..เอ้อ..คุณเง็ก...คือ..”

“เง็กก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ แค่ถามเฉยๆ” สาวสวยยิ้มตอบ นัยน์ตาพราวขึ้นมาทันที

‘เฮ้อ...ท่าทางน้องสาวของหล่อนจะเป็นสาวแล้วจริงๆ เสียด้วยสิ มีผู้ชายมายืนยันแบบนี้
อาแปะรู้เข้าจะว่ายังไงนะ?’


หล่อนเริ่มสงสัยแล้วสิ แม่ตัวดีจะรู้ไหมว่าเขาคิดยังไง ท่าทางจะไม่ปรบมือข้างเดียวแล้วสินะ
ข้าวกล้าเองแม้จะยังไม่ได้แสดงความรู้สึกแน่ชัด แต่ก็ไม่ได้รังเกียจน้องสาวของหล่อน

“มาแล้วค่า เป็นไงคะพี่กล้า” คนที่กำลังถูกนินทากลับออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แจ่มใส ผิดกับตอนที่งอนใส่เง็กมากนัก หล่อนกำลังคลี่ยิ้มที่มีลิปกลอสสีอ่อนหวาน
เคลือบบนริมฝีปากให้เขาชม ก่อนจะเหลือบมาเห็นพี่สาว

“อ้าว? เจ๊เง็กออกจากห้องน้ำแล้วเหรอ?”

“จะให้อยู่นานสักแค่ไหนล่ะ” คนเป็นน้องไม่ตอบ แต่หันไปรอฟังคำตอบจากข้าวกล้า
อย่างใจจดใจจ่อแทน

“สวยดี” เพียงแค่คำชมเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินจากปากคนที่อยากให้ชม ปริมาณความดีใจ
เลยล้นหลาม

“หือ?” ท่าทางดีอกดีใจนั่น ทำให้สาวสวยพอจะเดาได้ว่า กิริฎาได้ของขวัญจากข้าวกล้าเช่นกัน

“ไหน..ว่าจะรีบกลับบ้านกันไง งั้นขอตัวก่อนนะคะคุณกล้า” ว่าแล้วก็ล่ำลาข้าวกล้าทันที
จนชายหนุ่มชักจะวิตกว่าเง็กจะมองเขาไปทางไหน แต่ก็พยักหน้ารับอย่างมีมารยาท

“ครับ กลับดีๆ นะ บายจ้ะบลู”

เมื่อสองสาวลับตาไปแล้ว หนุ่มมาดเซอร์ต้องมาย้อนถามตนเองว่า ก็ถ้าในเมื่อเขาไม่ได้คิดอะไร
กับแม่หมวยน้อย จะไปกลัวสายตาพี่สาวหล่อนทำไม? จะมานั่งวิตกจริตไปใย มือใหญ่
ถูกยกขึ้นมาตบแก้มตัวเองสองสามครั้ง พลางตำหนิโรคคิดมากซึ่งหมู่นี้เป็นบ่อยๆ เมื่อไรหนอ
อารมณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติได้จริงๆ เสียที ข้าวกล้าย้ำกับตนเองว่าเขาไม่ได้เกิดความรู้สึก
เชิงชู้สาวกับกิริฎา ไม่เหมือนตอนที่เขาสบตาวิมลินครั้งแรกในผับเลยแม้แต่น้อย หากสิ่งที่
ตกค้างอยู่ในใจก็แค่...รอยยิ้มกว้างอวดฟันขาวจนตาหยี กับแก้มใสๆ นวลเนียนเป็นสีชมพู
ยามเมื่อยามเอียงอาย ปากเล็กๆ ช่างเจรจา มีอารมณ์ขันอยู่ในที กับการมองโลกในแง่บวก
และนัยน์ตาวิบวับที่มองเขาอย่างออดอ้อนเหมือนลูกแมว ก็เท่านั้นเองไม่เห็นมีอะไร
มากไปกว่านั้นนี่

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


สองสาวเดินออกจากตัวห้างมาถึงบริเวณที่จอดรถ เง็กคันปากยิบๆ ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว
แต่หล่อนไม่ได้แซวน้องสาวต่อหน้าข้าวกล้า เมื่อปลีกตัวห่างออกมาไกลโข จึงค่อยกระซิบ
ข้างหูแม่ตัวดี

“แหม..หมกเม็ดนะยะ ไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวเอง”

“เปล่านะ...คือว่า...เค้าไม่รู้นี่ว่าพี่กล้าจะซื้อลิปกลอสให้สักหน่อย เจ๊แค่พลาดฉากสำคัญ
ไปเท่านั้นเอง”

“อ่านะ...ดีใจล่ะสิที่เจ้ไม่อยู่ตอนนั้น ชิ!”

“แหม...เจ๊ล่ะก็” เด็กสาวแก้มเป็นสีชมพูด้วยความเบิกบาน หล่อนขยับไปใกล้เง็ก
แล้วถามด้วยเสียงแผ่วเบา

“เจ้ว่า...บลูพอมีหวังไหม? หรือว่าพี่กล้าเขาแค่มารยาทดีไปอย่างนั้นเอง?” คำถามนี้
ชวนหมั่นไส้นักในสายตาเง็ก ดูดู๊...รู้นะว่าอยากให้ตอบอย่างไร สาวสวยเลยแกล้งตอบ
ไปในทิศทางตรงกันข้ามเสียเลย

“ไม่รู้”

“อ๋า?”

“ก็เจ้ไม่ใช่พี่กล้าของเธอนี่จะไปรู้ได้ไง”

“แต่ว่า...แต่ว่า...” สีหน้าผิดหวังกับคำตอบนี่ช่างน่าขำเหลือเกินในความรู้สึกของเง็ก
แต่หล่อนก็ไม่ได้ใจร้ายจนเกินไปจึงปลอบเสียหน่อย

“เพิ่งเจอกันครั้งเดียว เจ้ไม่ได้สนิทกับเขาถึงขนาดอ่านความรู้สึกเขาออกนะ” พลันแม่ดอกไม้ตูม
ก็คอตกเหี่ยวเฉาไปทันที

“ใจเย็นน่า...ก็ค่อยๆ ดูกันไป ไว้พามาให้ช่วยเจ้หรือเพื่อนๆ ช่วยดูบ่อยๆ สิ หลายๆ คนช่วยกันดู
น่าจะเดาทางเขาออกนะ”

“เจ้คิดอย่างนั้นเหรอ?”

“อืม...” แน่ล่ะ...ถ้าตาคนนั้นจะจีบน้องหล่อนจริงๆ ก็ควรอยู่ในสายตาของคนรอบตัวด้วย


“งั้นบลูจะ ‘รุก’ ต่อไปเรื่อยๆ แล้วพามาให้เจ้ดูนะว่าเขาใจอ่อนหรือยัง” นัยน์ตาเล็กๆ ของเด็กสาว
มีไฟแห่งความรักลุกโชนแสงอยู่

“ต๊าย...น้องฉัน พูดออกมาเต็มปากเต็มคำเลยนะ”

“แหะ แหะ ก็...” กิริฎาได้แต่หัวเราะเก้อเขิน

“ก็ไม่รู้จะแห้วไหมนะ? พี่กล้าเขาเพิ่งเลิกกับแฟน แต่บลูจะพยายาม”

“ชอบขนาดนั้นเชียว?”

“ไม่รู้สิ...”

“อ้าว?”

“บลูไม่รู้ว่าบลูเห่อพี่กล้าหรือเปล่า? แต่บลูอยู่กับเขาแล้วบลูมีความสุขนี่ เขาใจดี
บลูยังคิดเลยว่าตัวเองโชคดีมาเจอคนที่ไม่คิดว่าจะเจอน่ะ แต่คนอื่นๆ ก็อาจจะคิดอย่างนี้
เหมือนกัน เลยต้องพยายามหน่อย” ดวงหน้ามนแดงใส ยามเมื่อแสดงความรู้สึก
แท้จริงออกมา

“โอย..นี่ถ้าเจ้เป็นพี่กล้าของบลู เจ้ลอยไปโลกพระจันทร์แล้ว”

นิ้วเรียวลูบศีรษะน้องสาวอย่างรักใคร่ เง็กไม่รู้สึกว่ากิริฎาแก่แดดหรือโอเวอร์มากไป
กับคนที่ใช่ ในทางกลับกันสาวสวยดีใจที่สาวน้อยตรงไปตรงมากับความรู้สึกของตนเอง
และไม่ปิดบังหล่อนด้วย

“งั้นก็ค่อยๆ ดูไปนะ อย่าเพิ่งลงทุ่มทุนโอเวอร์ล่ะ ถ้าแห้วขึ้นมาเดี๋ยวต้องมาร้องไห้ขี้มูกโป่ง”

“อืม...ถ้าดวงความรักไม่งอกจริงๆ อย่างน้อยบลูก็ได้พี่ชายมาคนหนึ่งล่ะ ลงทุนไปก็
ไม่เสียเที่ยวหรอกเจ้เง็ก”

“ฮะ ฮะ เธอนี่สมเป็นลูกอาแปะจริงๆ ดีดลูกคิดรางแก้วไว้ในหัวเลยนะ ชักสงสาร
ตาคนนั้นแล้วสิ”

“สงสารทำไม ถ้าไม่ได้บลูเป็นแฟน เขาก็จะได้น้องสาวแสนดีน่ารักสุดๆ อยู่ดีๆ แหละ
ไม่ขาดทุนหรอก”

“จ้า คิดได้อย่างนั้นก็ดี”


เง็กยิ้มพราย ในใจเกิดความรู้สึกสองแบบขึ้นมาพร้อมๆ กัน ใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งอกกับการ
อยู่ในกรอบเกณฑ์ที่เหมาะของกิริฎา อีกใจหนึ่งก็นึกสนุกอยากรู้หากความรู้สึกของ
ทั้งคู่พัฒนาขึ้นมาได้จริงๆ จะเป็นอย่างไรหนอ ไม่จะได้ยัยหมวยน้อยเป็นแฟน
หรือ เป็นน้องสาว เง็กเชื่อว่าข้าวกล้าต้องปวดหัวแน่ๆ

เอาเถอะ...ถ้านายคนนั้นมาติดบ่วงน้องสาวหล่อนเข้าจริงๆ จะรอสมน้ำหน้าก็แล้วกัน!
ปวดหัวแน่ๆ เป็นแฟนยัยบลูน่ะ หึ หึ!



อวสาน





+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



ขอเม้าท์หน่อย


ในที่สุด "ต้นอ่อนใบรัก" ก็ถึงตอนอวสานแล้ว หวังว่าเพื่อนๆ จะมีความสุข
ที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้กันนะคะ สิ่งใดขาดตกบกพร่องไปก็ช่วยบอกช่วยเตือนกันหน่อยนะคะ
บางทีคนเขียนก็เบลอๆ เหมือนกัน

ขอเท้าความถึงตอนที่เขียนเรื่องนี้หน่อย ทีแรกคิดว่าจะสั้นๆ ง่ายๆ
เขียนสบายๆ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นประสบการณ์ไปเที่ยวเชียงใหม่
ของเจ้าแก้วเองค่ะ แต่แล้วก็พบว่า..นอกจากไปเที่ยวแล้วมันควรจะมี
เนื้อหาอย่างอื่นด้วยสิฟะ นั่นล่ะค่ะเริ่มยากแล้ว

ฉากที่รู้สึกว่ายากที่สุด คือ ฉากที่ข้าวกล้ากับวิมลิน ทะเลาะกันในร้านอาหาร
เจ้าแก้วความคิดข้าวกล้า แต่ไม่ค่อยเข้าใจวิมลินนัก สาวๆ รอบตัวก็
ออกไปทางถึงทือสมชายกันทั้งนั้น ไม่ค่อยมีแบบปากไม่ตรงกันใจนัก
ดังนั้นส่วนใหญ่จึงโสดสนิท (อย่างนี้นี่เอง)
ช่วงนั้นก็จะเข้าไปสิงสู่ แอบอ่านกระทู้ในห้องสวนลุมพินีบ่อยๆ
พอโพสแล้วหลายๆ คนบอกว่าทะเลาะกันสมจริง อ่านแล้วอินดีจัง
เจ้าแก้วดีใจมากเลยค่ะ และคงต้องยกเครดิตทั้งหมดให้ 2 คนนี้ค่ะ


เกจิห้องสวนลุมที่ไปปรึกษามา พี่ "แดงเร็กเก้บาร์" ค่ะ คุณพี่ช่างมีประสบการณ์
โชกโชนจริงๆ และมักจะเป็นที่ปรึกษาปัญหาความรักให้เพื่อนๆ ในเน็ตเสมอๆ
ซึ่งพี่แดงมีคำอธิบายให้เจ้าแก้วเข้าใจง่ายๆ ไม่งง เห็นภาพได้ชัดเจนมากๆ
ตอนนั้นพี่แดงบอกว่า


"จำไว้เวลาผู้หญิงโกรธน่ะ ผู้ชายมันผิดได้เป็นล้านข้อหา ยังไงมันก็ผิด
ขุดโน่นขุดนี่ขึ้นมาได้บานเบอะ แต่พอมันกอดเราแล้วบอกว่า ที่รัก..ผมขอโทษ
ผมรักคุณนะ ความผิดจะลดจากล้านเหลือแค่ 4 ข้อ "



เด็ดจริงๆ ค่ะ พี่แดงขา เห็นภาพมากๆ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ถ้าไม่มีพี่แดงฉากนี้คงไม่รุ่งแน่

ส่วนอีกคนคือ piccy ค่ะ ตอนที่เขียนเสร็จแล้ว ก็ลองให้เจ้าหล่อนอ่านดู
จากนั้นเราสองคนก็เป็นบ้าเป็นบอ เจ้าแก้วสมมุติตัวเองว่าเป็นข้าวกล้า
ส่วน piccy เป็นวิมลินค่ะ เถียงกันหน้าดำหน้าแดง
โอย...เหนื่อย แต่ก็คุ้มค่ะ ที่ทุกคนชอบบทนั้น ขอบคุณมากนะจ๊ะ

นอกจากนั้นแล้ว ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ทั้งนักอ่านเงา
และคนที่เม้นท์ให้เสมอๆ ขอบคุณทุกกิฟ ทุกโหวตค่ะ
ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะได้รับการตอบรับมากแบบนี้ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ


ถ้าได้ออกเป็นเล่มเมื่อไร จะแจ้งให้ทราบในบล็อกนะคะ








 

Create Date : 01 มีนาคม 2554
7 comments
Last Update : 1 มีนาคม 2554 1:24:23 น.
Counter : 2711 Pageviews.

 

เชื่อว่า ต้นอ่อนใบรัก ต้องเติบโตขึ้นแน่ๆๆ

ขอบคุรสำหรับนิยายสนุกๆๆนะค่ะ

จะติมตามผลงานต่อไปค่ะ

 

โดย: คน-เหงา IP: 202.28.180.202 1 มีนาคม 2554 7:50:49 น.  

 

ทำไมจบแบบเปิดประเด็นแบบนี้ล่ะคะ....แงเหมือนโดนแกล้งเลย....ของอกมาอีกซักตอนสองตอน หรือเป็น ตอนพิเศษ ก็ได้...แบบสรุปให้เห็นไปเลยว่าสุดท้าย ท้ายสุด ข้าวกล้ารับรักน้องบลูแบบไหน โรแมนซ์แค่ไหน...พอเดาได้ค่าว่าต้นรักต้องเจริญเติบโตแน่นอน...แต่แบบไม่อยากจินตนาการเองง่า....อยากได้แบบจบในตอนนะค่ะ...Please

 

โดย: phoophanam IP: unknown, 202.32.8.238 1 มีนาคม 2554 11:27:45 น.  

 

สวัสดีค่ะคุณจขบ. วันนี้ออยเอาลิงก์มาฝากค่ะ
รบกวนชวนกรอกแบบสอบถามให้หน่อยนะค่ะ แบบสอบถามนี้เป็นงานวิจัยเรื่อง คนไทยกับwebblog ของออยเองค่ะ รบกวนด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะhttps://spreadsheets.google.com/viewform?formkey=dGtsbnRod1ZUbEVDU3U4UzhGM09mOHc6MQ


 

โดย: โอ้ทะเล 1 มีนาคม 2554 17:07:22 น.  

 

เพิ่งสอบเสร็จ เลยได้ฤกษ์มาตามอ่านค่ะ
ชอบมากเลย เรื่องน่ารักจัง อ่านตอนที่บลูอมเงินห้าร้อยแล้วขำ นึกถึงตัวเอง เพราะเฟก็ชอบเป็นคนไปแลกคูปองแล้วอมเงินพ่อเวลาไปกินข้าวฟาสต์ฟู้ด
ชอบตอนจบที่จบได้น่ารัก ไม่เหมือนใคร
ชอบเนื้อหาที่ทำให้เราหันมามองตัวเองแล้วคิดได้ว่า ไม่เห็นต้องรีบร้อน
ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆ นะคะ แล้วจะคอยติดตามค่ะ

 

โดย: ตัวตลกสีเทา 10 มีนาคม 2554 22:32:06 น.  

 

เห็นด้วยกับคนที่ 2 นะค่ะ เรื่องราวน่ารัก ปลื้มได้ใจ แต่ติดตอนจบนิสเดียวค่ะ ..งัยก็ขอบคุณนะค่ะ

 

โดย: นู๋ฝน IP: 118.173.179.222 22 พฤศจิกายน 2554 8:56:49 น.  

 

เพิ่งมาตามอ่านทีหลังเล่นเอาเหนื่อยเลยค่ะ เมื่อยสายตามาก ๆ เลย

 

โดย: หวานเย็นผสมโซดา IP: 183.89.250.217 30 มีนาคม 2555 7:16:13 น.  

 

อ่าน เวียงนาคินทร์ ที่พันทิพ แต่คอมเม้นไม่ได้เพราะไม่มีแอคเค้า(account) เลย comment ที่นี่แทน
ชอบ สนุกดี แต่แปลกใจที่สรวงเข้าใจเร็วไปนิดนึงว่า วิมุติมาจากสวรรค์ ตอนแรกนึกว่าจะตกใจมากกว่านี้ this from chapter 1
ภาษาดี อ่านแล้วลื่นไหลดี
ปล ที่เขียนห้วนๆสั้นๆเพราะพิมพ์ภาษาไทยไม่ถนัดเลยเอาcommentแต่เนื้อๆแล้วกันเนอะ

 

โดย: green IP: 71.184.207.187 28 กรกฎาคม 2555 7:30:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.