จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
 
มกราคม 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
15 มกราคม 2559
 
All Blogs
 

เบื้องหลังเบื้องลึกอันน่าประหลาดใจของ "กาษานาคา"

  สวัสดีปีใหม่ค่ะ  Smiley


              คาดว่าทุกคนคงจะเพิ่งฉลองปีใหม่กันมา ขอให้มีความสุขกันทั่วหน้านะคะ  ปีนี้ให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคน  เจ้าแก้วหายหน้าไปเป็นปีตอนนี้ก็ยังพยายามล่มเมืองอยู่ อมยิ้ม16  แต่เวลาของงานประจำกับการเขียนนี่ช่างไม่สัมพันกันเสียเลย  ยิ่งตอนนี้เปิดคาเฟ่แมวต้องดูแลร้าน ต้องดูแลแมว ทำหลายๆ อย่างเอง เหนื่อยมากกก...ก เม่าเป็นลม ลูกค้าน่ะชิลๆ แต่เจ้าของน่ะเหนื่อย   ถ้าใครผ่านมาแถวสุขุมวิท 101/1  BTS สถานีปุณณวิถี ละก็แวะมาคุยกันได้นะคะ ร้านอยู่ในซอยอีกทีค่ะ  สุขุมวิท 101/1 ซ.46 ในอาคารโลตัสเอ๊กซ์เพรส ร้านอยู่ติดกับธนาคารกสิกรไทย หรือเข้าไปดูที่เพจร้านได้เลยค่ะ มาไม่ถูกสอบถามเส้นทางมาได้เลยค่ะ


               ร้านชื่อ Cat's a เมี๊ยว cafe 
               ฝากกดไลค์เพจร้านด้วยนะคะ  


                เอาล่ะ! ทีนี้มาถึงของฝากประจำตอนบ้าง  ขาดไม่ได้สำหรับเรื่องเมาท์เก็บตก เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย  ปีใหม่นี้เจ้าแก้วได้ขออนุญาต อ.กนกวลี พจนปกรณ์ ผู้เขียน "กาษานาคา" นำเบื้องหลังนิยายเรื่องนี้มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านฟังอีกที ซึ่งได้รับความกรุณาจากคุณอาตั้มเล่าให้ฟังค่ะ


               พูดถึงกาษานาคา  น้อยคนนักที่ไม่รู้จักละครเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องดังคับประเทศสร้างความประทับใจให้คนดูได้ถึงแก่นธรรมะ รวมไปถึงเกิดศึกกีฬาสีฟ้า-แดงขึ้น(จากสีชุดของตัวละคร)  กาษานาคาเป็นเรื่องราวของพญานาค พญาครุฑ และตำนานในพุทธศาสนา





              เจ้าแก้วอ่านนิยายพญานาคมามาก เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่พบว่าคุณนาคไม่ได้เป็นนาคเจ้า เป็นเพียงพญานาคไม่ได้กล่าวถึงยศศักดิ์และมีตัวละครหลักๆ ในเรื่องน้อยมาก ตัวหลักแค่ 3 คนเท่านั้น  นาคผัว นาคเมีย และครุฑสาว เท่านั้น แต่แค่นั้นก็ทำให้เรื่องทั้งเรื่องทรงพลังยิ่ง  


               เรามาดูชื่อเรื่องกันก่อนนะคะ ตอนแรกที่ผู้เขียน "กนกวลี พจนปกรณ์" คิดชื่อเรื่องแน่นอนว่ามันมาหลังจากเนื้อเรื่อง คำแรกที่อยู่ในหัวท่านคือ "นาคา" เพราะนี่เป็นเรื่องของพญานาค แล้วคำต่อมาที่ติดตามมาภายหลัง นั่นคือ "กาษา"  ท่านคิดถึงผ้าผืนนี้ขึ้นมาหลังจากอ่านตำนานเรื่องพญานาคจำแลงกายมาบวช  แต่ที่สุดแล้วก็ต้องสึกเพราะยามหลับก็คืนร่างเดิม จึงถูกขอให้สึกพญานาคตนนั้นเสียใจมากจึงขอให้เรียกผู้ที่ตั้งใจจะบวชว่า "นาค" แทนตน  ซึ่งผู้ที่จะบวชเป็นนาคนั้นจะนุ่งขาวห่มขาว...นั่นคือ "ผ้ากาษา" จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่องค่ะ  


              กาษานาคา...ผ้าเตรียมบวชของพญานาคนั่นเอง  ซึ่งชื่อเรื่องนั้นก็ซ่อนความนัยของเนื้อเรื่องเอาไว้ทั้งหมดแล้ว  แต่การสื่อสารสิจะออกมายังไงให้เรื่องขมวดปมได้อย่างเข้มข้น ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมือผู้เขียนมือทองนี่เรื่องคงไม่ตราตรึงใจขนาดนี้ เรื่องของเรื่องไม่ได้ขยายวงออกไปกว้างมาก และความแฟนตาซีของเรื่องกลับไม่ได้ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องจักรวงศ์ๆ  ซึ่งที่ผ่านมานักเขียนหลายท่านหลีกเลี่ยงจะเขียนเรื่องแนววรรณคดีไทย หรือการดึงตำนานไทยออกมาเขียน เพราะถ้ามันไม่ออกมาเป็นเรื่องผีเรื่องลึกลับ(อยุธยามาที่ 1) หรือถ้ามีปาฏิหาริย์มากมันก็จะไปสู่ดินแดนจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งหลายคนไม่ได้ประสงค์ให้เป็นไปทางนั้น  แต่เพราะยังไม่แนวทางไม่มีตัวอย่างที่ลากเส้นไว้ให้ดู ก็มาเรื่องนี้แหละค่ะ ที่เปิดศักราชละครอิงตำนานไทย 



              นอกจากจะฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว จะส่งอนิสงส่งต่อจินตนาการของนักเขียนรุ่นหลังๆ ไปได้อีกมาก ทั้งในแง่ศึกษาแง่มุมของตำนานอย่างถ้วนถี่ และเคารพในเรื่องที่กำลังเล่า เจ้าแก้วคิดว่าเรื่องนี้มีครู  ในทางศิลปะนั้นเชื่อกันว่างานเขียนทุกเรื่อง ภาพทุกภาพมีครูอำนวยพร  แต่เรื่องไหนพรของครูจะส่งผลชัดเจนคนอ่านนั้นจะสัมผัสได้เองค่ะ  ส่วนคนเขียน...ทุกๆ คนได้สัมผัสกันตั้งแต่ก่อนและในขณะเขียน ครูที่เรียกว่า "แรงบันดาลใจ" นั่นเองค่ะ


              มาเรื่องย่อๆ สักหน่อย เผื่อคนไม่เคยอ่านไม่เคยดู "กาษานาคา" จะได้มีอินเนอร์ตอนเล่าเบื้องหลังให้ฟังด้วย


             เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ก่อนให้กำเนิดลูกชายคนนี้  ผู้เป็นแม่ฝันว่ามีพญานาคมาของอาศัยครรภ์ของเธอเป็นที่กำเนิด เมื่อเกิดมาไม่นานก็ป่วย จนถูกทักว่าพ่อแม่ในภพก่อนจะเอาลูกคืน แม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ในใจบอกให้ทำคุณหมอปรากรมจึงทำเครื่องบวงสรวงไปลอยน้ำ "พงศ์พญา" ลูกชายจึงกลับมาเป็นปกติ ทำให้ความเชื่อเรื่องพญานาคฝังใจครอบครัวนี้มาก  


              ในขณะที่อีกครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวศิลปินมีลูกสาวชื่อ "วาดจันทร์" ลูกสาวคนนี้เกิดมาพร้อมด้วยนิมิตของแม่ว่ามีนางนาคีของมาอาศัยเกิด และเธอนำผ้ากาษามาด้วยบอกว่าสักวันหนึ่งต้องมอบให้ชายอันเป็นที่รัก  วาดจันทร์นั้นมีลักษณะพิเศษพอโกรธตาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว ทำให้คนที่เห็นเหมือนโดนไฟช็อตชะงักค้างไปชั่วขณะ  และที่สำคัญเธอเกลียดวัด เกลียดพระ ชนิดเข้าใกล้ไม่ได้ต้องร้องกรี๊ดๆ ด้วยความเจ็บปวดกันเลยทีเดียว 


               แล้วพอสองคนนี้มาป๊ะกัน ในคืนวันที่มีบั้งไฟพญานาค  แค่สบตากันพวกเขาหลงรักกันเหมือนต้องมนต์ดำ(อาการหนัก) จนคนรอบข้างพากันเป็นห่วง  และ "วินตา" หญิงสาวที่หลงรักพงศ์พญาข้างเดียวมาตลอดเลยหึงหวง...แต่โชคชะตาทำให้วาดจันทร์ส่งภาพนกยักษ์(ครุฑ)ที่แสนเกลียดมาให้เป็นของขวัญ  ภาพๆ นั้นปลุกเอาสัญชาติญาณข้ามภพข้ามชาติของวินตาฟื้นขึ้นมา...เธอสามารถถอดจิตเป็นครุฑได้  แล้วศัตรูเก่าของนาคก็เริ่มไล่ล่ากัน  กว่าวินตาจะพยายามหักใจให้พ้นจากสัญญาติญาณครุฑได้  เธอต้องผ่านวิบากกรรมที่สืบต่อกันมาในสายตระกูลมากมาย


              ทุกเรื่องเหมือนจะแฮปปี้ เมื่อวาดจันทร์และพงศ์พญาได้แต่งงานกัน อย่างที่เคยเป็นคู่กันมาก่อนในชาติภพที่เป็นนาค  แต่บาปกรรมที่เธอเคยทำร้ายพระสงฆ์และปักใจว่าศาสนาพุทธแย่งสามีไป ทำให้พงศ์พญาหนีไปเกิด  ส่งผลให้สุขภาพเธอย่ำแย่อย่างไร้สาเหตุ พงศ์พญาก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อบรรเทากรรมที่คนรักก่อเอาไว้...จบยังไงไปหาอ่านเองนะคะ เรื่องนี้ย่อสุดๆ


              "คุณอาตั้ม-กนกวลี พจนปกรณ์"  ใช้เวลาเตรียมข้อมูลเรื่องนี้ถึง 4 ปี และใช้เวลาเขียนจริงๆ 1 ปี  สาเหตุที่ใช้เตรียมตัวนานเวลานานเพราะบางเรื่องต้องรอบ่มเพาะข้อมูลในการเขียน  แม้จะมีแรงบันดาลใจแล้วก็ตามบางทีก็ต้องตามหาส่วนที่เหลือให้ครบ  ที่มาของเรื่องนี้คุณอาได้เล่าให้ฟังตามนี้ค่ะ


              คุณอาเป็นผู้ที่อยู่ในวงการนักเขียนมานาน รวมทั้งชอบปฏิบัติธรรม  ชอบงานศิลปะด้วย ด้วยความที่คุณอาเป็นคนที่มีเพื่อนอยู่มากมาย วันหนึ่งได้รับคำชวนให้ไปรับประทานอาหารที่บ้านของคุณหมอท่านหนึ่ง คุณหมอผู้ชายท่านนี้มีลูกชายเล็กๆ อยู่คนหนึ่ง  ท่านมองคุณอาแล้วชี้ไปที่ลูกชายท่านพร้อมทั้งกล่าวว่ามีเรื่องจะเล่าให้ฟัง...


               ทั้งคู่แต่งงานกันมาหลายปีภรรยาท่านอยากได้ลูกชาย  วันหนึ่งได้มีโอกาศไปวัดทางภาคอีสานก็เลยอธิษฐานขอลูก  แล้วคืนนั้นก็ฝันว่าได้เข้าไปที่เมืองๆ หนึ่ง  เป็นเมืองที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนไม่เคยเห็นในชีวิตจริงแต่เมืองนั้นใหญ่โตงดงามตระการตา มองไปทางไหนก็เจอสิ่งสวยงาม  ระหว่างที่กำลังเพลินอยู่นั้นก็มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งรูปร่างหน้าตางามหมดจด  มาบอกกับภรรยาของท่านว่า..เขาขออาศัยไปอยู่ด้วยที่เมืองมนุษย์เถิด ภรรยาท่านรู้สึกถูกชะตากับชายหนุ่มคนนั้นอย่างประหลาดจึงยื่นมือไปให้จับ  แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็พบว่าตนเองตั้งครรภ์แล้ว


               เมื่อลูกชายถือกำเนิดขึ้นมาก็เลี้ยงยาก งอแงเจ็บป่วยบ่อยครั้ง แต่ด้วยความที่เป็นหมอก็รักษาตามทางวิทยาศาสตร์แต่ก็ป่วยแล้วป่วยอีก  ตัวคุณหมอเองก็ปฏิบัติธรรมจึงลองปรึกษาเรื่องนี้กับคนอื่นดู แม้เรื่องนี้อาจจะดูเหลือเชื่อสำหรับคนที่มาทางสายวิทยาศาสตร์แบบนี้ก็ตาม  เมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้มีญาณว่า  


              "พ่อแม่ในชาติภพก่อนของเขา อยากได้ลูกคืน พวกเขาเป็นพญานาค...ให้แต่งบายศรีไปลอยลงน้ำ  บอกกล่าวกับเขาว่าขอเลี้ยงดูลูกคนนี้ จะเลี้ยงให้เป็นอย่างดี"


              ซึ่งฉากนี้มีในนิยายด้วยละค่ะ  คุณหมอก็ตามนั้นเลย ระหว่างที่อธิษฐานแล้วยกพานขึ้นจดอยู่ๆ ก็ถูกขอบพานบาดข้อมือเลือดออก  พราหมณ์ผู้ทำพิธีบอกว่า...เขาขอรับรองคำสัญญาด้วยเลือดนั่นเอง นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก  จนคุณหมอเองก็สับสนว่านี่เป็นความเชื่อของตัวเองหรือเปล่า อาจจะบังเอิญก็ได้แต่ในใจนั้นเอนเอียงไปด้านความเชื่อเรียบร้อยแล้ว


              ในตอนที่ฟังอยู่นั้น  อาตั้มก็ฟังอย่างอัศจรรย์ใจกับเรื่องที่ได้ยินแต่ไม่ได้ปลงใจเชื่อ  เพียงแต่คิดว่าทุกอย่างคงจะเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น เพียงแต่คุณหมอกับภรรยาเชื่อก็มองไปทางนั้น  แล้วจู่ๆ คุณหมอก็โพล่งขึ้นมาว่า....


               "คุณเอาเรื่องนี้ไปเขียนสิ อนุญาต"


              คุณอาตั้ม..ก็กึ่งรับกึ่งสู้เพราะว่าไม่มีความรู้เรื่องพญานาคเลย  แต่ก็รับคำไปในใจก็คิดไม่ออกว่าจะวางพล็อตยังไง  เพราะตัวน้องนาค(ลูกชายคุณหมออายุยังไม่ถึง 10 ขวบเลยด้วยซ้ำ) เมื่อลองไปสัมผัสกับน้องนาคก็พบว่าเป็นเด็กน่ารัก สวดมนต์คล่อง  และเคยบวชมาแล้วถึงสองครั้ง โดยคุณหมอว่าให้เขาบวชอย่างที่เขาตั้งใจ


              หลังจากนั้นคุณอาตั้มก็ต้องทำการบ้านหนัก เริ่มจากการไปกว้านซื้อหนังสือเกี่ยวกับพญานาค ซึ่งหายากมากในยุคนั้น ไม่ใช่เปิดเน็ตเสิร์ชจากกูเกิลได้เหมือนเดี๋ยวนี้ การหาข้อมูลต้องอ่านเอา ไม่ว่าจากในวรรณคดีหรือจากตำนานต่างๆ รวมไปถึงจากประวัติเกจิอาจารย์ท่านต่างๆ  


              ซึ่งคุณอาตั้มวางกฏข้อปฏิบัติส่วนตัวในการเขียนเรื่องนี้เอาไว้ว่า "ระหว่างที่เตรียมข้อมูลจะไม่อ่านนิยายที่เกี่ยวกับพญานาคเด็ดขาด  เพราะไม่อยากให้อิทธิพลใดๆ มาปะปน" ต้องการจะสร้างสรรค์ผลงานในแบบฉบับของตนเอง  จึงเลือกอ่านหนังสืออ้างอิงเรื่องพญานาค โดยเริ่มต้นที่ตำนานพุทธศาสนาและเรื่องราวของเกจิอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางภาคอีสานเป็นหลัก 


              ในประวัติพระเกจิอาจารย์ที่ท่านไปธุดงค์ตามที่ต่างๆ แล้วได้พบเจอพญานาค ได้สนทนาธรรม ส่วนมากจะเป็นพระทางภาคอีสานค่ะ อาทิ หลวงปู่ชา หลวงปู่แหวน หลวงปู่หลุยส์ ฯลฯ เป็นต้น


               เมื่อประติดประต่อได้แล้วตัวละครอย่าง "พงศ์พญา" พระเอกของเรื่องก็ค่อยๆ มีตัวตนขึ้นมาในใจของคุณอา เป็นพระเอกผู้อยู่ในร่มเงาพุทธศาสนา แต่...ตัวละครอื่นๆ นั้นยังไม่มีตัวตนขึ้นมาในมโนเลย แม้จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดก็ยังไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้  ในใจรู้แต่เพียงว่า...ต้องมีตัวละครผู้หญิงอีกคนเป็นคู่ของพงศ์พญา แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่มีแรงบันดาลใจ เลยพยายามจะลองเขียนแบบที่ไม่ต้องอาศัยแรงจูงใจเด่นชัด  เขียนแบบที่เคยเขียนนิยายทั่วๆ ไปเรื่องอื่นๆ  แต่ไม่สามารถเขียนได้...เหมือนกับว่ามันไม่ใช่! แถมยังรู้สึกเบลอไปหมดระหว่างที่เขียน ทุกอย่างเลือนลางมาก  


               สิ่งที่รู้สึกมีเพียงรู้ว่าตัวละครหญิงนางเอกของเรื่องเป็นใคร...ใช่ค่ะ เธอเป็นนาค  



               เมื่อคิดไม่ออกเขียนไม่ได้...ยังตามหาแรงบันดาลใจที่จะสร้าง "วาดจันทร์" ขึ้นมาไม่ได้  อาตั้มก็เลยอธิษฐานว่าถ้าจะให้เขียนจริงๆ ละก็   ขอให้พงศ์พญาช่วยตามหานางเอกของเขาภรรยาเมื่อชาติที่แล้วด้วย  และเวลาที่ไปไหนก็นึกถึงพงศ์พญาขอให้ติดตามไปด้วยเผื่อจะเจอ  แต่...เหมือนเป็นความพยายามฝ่ายเดียว  ไม่มีเสียงตอบรับจากนาคที่ท่านเรียก...แป่ว


               ก็มานั่งคิด...อาจเป็นเพราะพงศ์พญาเขามาเกิดแล้ว เรื่องแบบนี้จึงเป็นเรื่องของคนเขียนไม่ใช่กิจธุระของเขา...เฮ้อ  



               เวลาผ่านไปอีก 4 ปี เมื่อไม่สามารถเขียนเรื่องนี้ได้ จึงได้พักเอาไว้ก่อนแล้วหันไปเขียนเรื่องอื่นแทน จนกระทั่งวันหนึ่งเดินทางไปจังหวัดน่านซึ่งเป็นบ้านเกิด และได้เยี่ยมชมหอศิลป์ริมน่าน ของ อ.วินัย ปราบริปู ในช่วงนั้นมีภาพผลงานของ อ.ถวัลย์ ดัชนีย์ เป็นภาพนกอยู่ตรงทางเข้า  





               แล้ววินตาก็บังเกิดขึ้นในมโน!


              เมื่อเดินต่อมาภายในอาคารก็พบภาพเขียนสีน้ำมันขนาดใหญ่มาก  เป็นรูปดวงจันทร์สะท้อนเงาในน้ำ  ภาพนั้นสวยงามและดูลึกลับทรงพลังมาก  คุณอาตั้มยืนจ้องมองภาพนั้นอยู่นานราวกับมีแรงดึงดูดให้เข้าไปหา  แล้ววินาทีนั้นเอง...




             รูปประกอบการเล่าที่หาจากเน็ตค่ะ  ไม่ใช่รูปจริงที่อาตั้มเจอในหอศิลป์นะคะ  รูปนั้นขอโทษด้วยที่หามาให้ชมไม่ได้



 "วาดจันทร์" ชื่อนี้แหละ คุณอาบอกกับตัวเองว่านี่คือชื่อของนางเอกในเรื่อง มันผุดขึ้นมาเหมือนมีใครกระซิบบอก  จากนั้นโปรไฟล์ของวาดจันทร์ก็ถูกร่างขึ้นมาในขณะนั้นเลย...พูดไปก็เหมือนเสกเมื่อแรงบันดาลใจต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาเหมือนสายน้ำ  อาตั้มคิดทันทีว่า วาดจันทร์เป็นลูกสาวจิตกรเจ้าของแกลลอรีริมน้ำให้เธอเป็นลูกสาว อ.วินัย  แต่ในความเป็นจริงแล้ว อ.วินัย เจ้าขอหอศิลป์ไม่มีลูกค่ะ


              เมื่อวาดจันทร์มาแล้ว วินตาก็มา...แรงบันดาลในการสร้างหญิงสาวสองคน ต่างก็มาจากภาพเขียน โครงเรื่องทั้งหลายก็ปะติดปะต่อกัน  แต่ยังติดขัดเรื่องฉากในเรื่องบ้าง จึงต้องเดินทางไปหนองคายจังหวัดที่มีตำนานพญานาคเด่นชัดที่สุด


              คุณอาก็วานให้ลูกชายช่วยขับรถพาไปที่วัดแห่งหนึ่งที่หนองคาย  ที่หน้าพระประธานมีตู้กระจกใส่กระดูกชิ้นหนึ่ง เมื่อถามพระท่านก็ว่าเป็นหงอนพญานาค  ก็คิดอยู่ว่าจริงไหมเมื่อลูกชายคุณอาถามคุณอาก็ตอบว่าไม่รู้สิ  ลูกชายคุณอาจึงว่าจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกแต่...ไม่ทราบด้วยอาถรรพ์หรือเหตุขัดข้องทางเทคนิค  ทำยังไงก็กดชัตเตอร์ไม่ลงไม่สามารถถ่ายรูปได้  จึงได้แต่มองหน้ากันเงียบๆ  คุณอาตัดสินใจยกมือไหว้  กล่าวขอโทษและขออนุญาตถ่ายรูป


               ปรากฏว่า...ถ่ายติด! Smiley


               และที่น่าประหลาดกว่าคือตั้งแต่วันนั้นมากล้องไม่เคยมีอาการติดขัดแบบนี้อีกเลยค่ะ


              หลังจากนั้นก็ลงมือเขียน โดยอาศัยตำนานทางพุทธศาสนาและแรงจินตนาการต่างๆ แต่ไม่ได้มีนาคมีครุฑมาเข้าฝัน ไม่ได้มีสิ่งเหลือเชื่อเกิดขึ้น รวมทั้งไม่ได้มีงูเข้าบ้านด้วยค่ะ ทุกอย่างปกติดีการเขียนเป็นไปอย่างราบรื่น  จนกระทั่งถูกซื้อไปทำละครโทรทัศน์โดยค่ายเป่าจินจง และเรื่องนี้ก็ดังเปรี้ยงไปทั่วประเทศ แจ้งเกิดพระเอกใหม่อย่าง "นิว วงศกร" เลยทีเดียว  ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าไปถึงการทำละครนะคะ




ว่าแต่รูปนี้ชวนน้ำลายย้อยจัง...Smiley


              ทีนี้มาเล่าในส่วนของละครกันบ้าง  มีใครทราบบ้างไหมคะว่าพระเอกเรื่องนี้เดิมทีไม่ใช่ นิว-วงศกร แต่เป็น "วีรภาพ สุภาพไพบูลย์" วีเป็นพระเอกที่ขึ้นชื่อว่าหน้าไทย ใส่ชุดไทยย้อนยุคได้สวยดูดีเลยทีเดียว  แต่มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกเมื่อวันฟิตติ้ง  วีกับใส่ชุดของคุณนาคไม่ขึ้นเอาเสียเลย ดูไม่ดี ไม่สง่า ไม่ๆๆ แบบว่านี่ไม่ใช่อ่ะ  เป็นปัญหาที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยซ้ำ  เมื่อต้องมีการเปลี่ยนตัวพระเอกหลังจากฟิตติ้ง  






               ปกติแล้วพระเอกก็จะถูกทางช่องส่งมาให้ บางทีก็อาจระบุไปแต่จะได้คิวหรือไม่ได้คิวก็อีกเรื่องหนึ่ง  แต่ในกรณีนี้เมื่อวีไม่เหมาะกับชุดของคุณนาค  ผู้กำกับและผู้สร้างที่ประณีตบรรจงอย่าง "อาตู่ นพพล โกมารชุน" ต้องหยุดทุกอย่างไว้ก่อนและต้องหาพระเอกใหม่ที่เหมาะกับบทนี้ ซึ่งหมายความว่าต้องแจ้งไปทางช่องอีกครั้ง แล้วดูคิวพระเอกที่ว่างนั่นเองค่ะ (แก 'ติส จะหลับหูหลับตาถ่ายทำไปก็คงได้แหละ แต่แกไม่ยอม)


               แต่เรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น(เรื่องนี้เล่าจากซ้อนุช ปรียานุช ปานประดับ ภรรยาอาตู่ เมื่อครั้งไปออกรายการวันวานยังหวานอยู่) หลังจากคิดไม่ตกว่าใครควรจะเป็นพระเอกดี ต้องไม่ใช่ลูกครึ่งด้วย อยู่ดีๆ อาตู่ซึ่งไม่ชอบอ่านนิตยสารก็ไปหยิบเอานิตยสารเล่มหนึ่งที่บังเอิญวางอยู่แถวๆ นั้นมาเปิดดู  พลิกไปพลิกมาแล้วก็เปิดหน้าหนึ่งยื่นมาให้ซ้อนุช  


               "จะเอาคนนี้ ไปเรียกมาแคสติ้งหน่อย"  




               ใช่ค่ะ...นายแบบในภาพนั้นคือ "นิว-วงศกร ปรมัตถากร" เป็นนายแบบโนเนมไม่มีใครรู้จักมาก่อน เรียกว่าหน้าใหม่ซิงๆ เลยทีเดียว  เพิ่งจะมีผลงานถ่ายมิวสิควีดีโอมาสองเพลง และถ่ายแบบอีกนิดหน่อยเท่านั้น  


                อาตู่ไม่ได้รู้จักนิวมาก่อนเลย ไม่มีใครแนะนำด้วย  เมื่อดูภาพในหนังสือแล้วก็เลือกเอาดื้อๆ ซึ่งภาพนั้นก็คือภาพนี้ค่ะ  เป็นภาพชายหนุ่มผิวขาวตัวผอมๆ หน้าตี๋ ดูแล้วออร่าไม่บังเกิดเลย  ทำเอาทุกคนงง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "นุ่น-วรนุช วงศ์สวรรค์" ซึ่งเป็นนางเอกของเรื่อง  เห็นเข้าเธอก็ร้องยี๊! แล้วคัดค้านทันที  


               "ไม่เห็นหล่อเลย หุ่นไม่ดีอ่ะ" นุ่นว่าอย่างนั้นค่ะ  


               อย่าว่าแต่นุ่นเลยค่ะ ใครๆ ก็แปลกใจเพราะว่านิวในรูปนั้นไม่มีออร่าพระเอกเลย  หน้าตาก็ไม่ได้โดดเด่น คิดไม่ออกว่าคนๆ นี้จะเหมาะมาเป็นพงศ์พญาได้ยังไง  แต่ก็นั่นแหละค่ะดวงมันจะเกิด พระเอกใหม่จะมาประดับวงการอีกคนใครจะขวางได้  นี่นับเป็นเรื่องน่าประหลาดเรื่องหนึ่ง เพราะมาแบบไม่มีเส้นไม่ได้ตะกายมา เหมือนมีใครสักคนดลใจอาตู่ให้เลือกนิวเป็นพระเอก....ใครคนนั้น อาจจะเลือกพระเอกของเขาเองก็เป็นได้ค่ะ


               แล้วก็เป็นอย่างที่คาดสายตาอาตู่ไม่เคยผิดพลาด  ผู้ชายหน้าตี๋ตัวผอมๆ ธรรมดา แถมตาสองชั้นไม่เท่ากันอีก(อีกข้างเป็นชั้นเดียวแต่ปัจจุบันไปยิงเลเซอร์จนตาสองชั้นทั้งสองข้างแล้วค่ะ) เมื่อแต่งตัวฟิตติ้งขึ้นมา...เขากลายเป็นอีกคน  สิ่งที่ทุกคนแม้แต่นุ่น-วรนุช ก็ยังยอมรับ   นั่นคือพงศพญาที่เดินออกมาจากนิยายค่ะ   ที่สำคัญเขาเหมาะกับชุดนาคสีน้ำเงินที่เตรียมไว้ เหมือนตัดไว้เพื่อรอเขาโดยเฉพาะเลย  


               ภาพหลังแต่งตัวเสร็จ เมื่อถ่ายคู่กับนุ่น ก็ออกมาเป็นแบบนี้...หล่อแบบไม่น่าเชื่อ 









              อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะคะ  ละครเรื่องต้นๆ ของนิวนั้น หล่ออยู่เรื่องเดียวคือกาษานาคานี่แหละค่ะ เรื่องต่อมาอย่างดั่งดวง หฤทัย หรืออื่นๆ ไม่หล่อเลยค่ะ(จริงใจ)  จะมาหล่ออีกทีก็เพื่อดีกรีความเป็นพระเอกถูกสะสมมาพอสมควรก็เริ่มหล่อล่ำ เข้ม และมีเสน่ห์ขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุงาน





              เหมือนมีใครบางคนมาประทับซ้อนเพิ่มเสน่ห์ให้ยังไงอย่างนั้นเลย ภาพที่ออกมาจึงดูลงตัว สวยสะอาด คู่ควรกับบทนี้คำปรามาสที่มีมาก่อนหน้าที่ปราศนาการไปในทันที  พงศพญาเลือกคนมารับบทของเองแล้ว เจ้าแก้วเชื่ออย่างนั้นค่ะ  และเชื่อว่าหลายคนในกองถ่ายอาจจะไม่ได้พูดแบบนี้แต่คงคิดแหละ  


               และแล้วเมื่อละครเรื่องนี้ออกอากาศเรตติ้งถล่มทลาย ดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ดูแล้วติดเป็นตุ๊กแกเกาะหน้าจอทีวีเลยค่ะ  พลังอินเนอร์แต่ละท่านนั้นพลุ่งพ่านหลาย มีการซ่อนนัยยะของสีบอกเล่าเหตุการณ์ อาจจะเสริมเติมแต่งจากนิยายไปบ้าง แต่ก็ทำให้เรื่องมีพลังมากขึ้น เรื่องนี้ดังทั้งละครทั้งเพลงเลยค่ะ  เป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าประทับใจของทีมสร้างเป่าจินจงเลยทีเดียว


               สิ่งที่น่าประทับใจอีกเรื่องสำหรับ "นิว-วงศกร" นั้นคือตามท้องเรื่องตอนจบพงศ์พญาจะบวชไม่สึกตลอดชีวิต  ซึ่งนิวไม่จำเป็นต้องโกนผมจริงแต่ใส่วิกหัวล้านเอาก็ได้  แต่เมื่อทราบเรื่องเขาจึงขอบวชจริงๆ อุทิศส่วนกุศลให้แก่บทที่ได้รับ ฉากโกนผมนาคในละครจึงเป็นเรื่องจริงค่ะ  หลังจากนั้นนิวก็บวชไป 7 วัน  ความอินกับการบวชจึงปรากฏขึ้นมาในละคร  ก่อนจะสึกมาถ่ายละครต่อ ซึ่งทำให้มีซีนกระโดดบ้าง เพราะมีการถ่ายซ่อมฉากที่ก่อนหน้านี้  ตรงนี้คงเป็นความบกพร่องเดียวของละครเรื่องนี้ค่ะ  




              เจ้าแก้วเชื่อว่า "กาษานาคา" เป็นละครในดวงใจของใครหลายคนเลยทีเดียว  คงจะยากที่จะกลับมาสร้างแล้วทรงพลังได้เท่านี้  พลังที่มองไม่เห็นนั้นจะช่วยส่งเสริมพลังแห่งความตั้งใจในการที่จะถ่ายทอดออกมา...พลังของ "ครู"


"ครู" ในที่นี้คือแรงดลบันดาลใจ ที่เราวางใจไว้เป็นที่ตั้ง เป็นที่มาของสิ่งที่เราสร้าง ไม่ว่าจะเป็นครูที่เป็นมนุษย์ซึ่งอุทิศข้อมูลให้  ครูที่เป็นหนังสือ ครูที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ประสบพบเจอ ข้อมูลแรงบันดาลทุกๆ อย่างถูกส่งต่อกันมาหลายทิศทาง ไม่มีใครคนหนึ่งประสบความสำเร็จด้วยตัวเองหรอกค่ะ แม้บางครั้งครูไม่ได้สอนเราตรงๆ แต่ก็อาศัยความรู้ของท่านเหล่านั้นมาช่วย ...หรือแม้แต่บางครั้ง ความรู้ ความสร้างสรรค์บางอย่างจะมาสู่เราในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึงก็ตามที


               และแน่นอน "กาษานาคา" มีทั้งครู..ทั้งเจ้าของเรื่องค่ะ  จึงเป็นนิยายที่ต้องใช้ความประณีต ความละเอียดลออในการเขียน เพื่อถ่ายทอดออกมาสู่สายตาคนอ่านและคนดูละครให้สมบูรณ์ที่สุด ไม่ขาดตกบกพร่องในสารที่ต้องการจะสื่อ...เรื่องของคุณนาคในกาษานาคาไม่ใช่แค่เรื่องศาสนา ความรัก ตำนาน เท่านั้น สุดแต่ผู้รับสารว่าจะได้รับเรื่องราวสอนใจหรือเห็นแค่เป็นความบันเทิงเท่านั้นค่ะ


               ขอบพระคุณคุณอาตั้มกนกวลี พจนปกรณ์ สำหรับนิยายอันทรงคุณค่า  ขอบคุณเป่าจินจงที่เสกสรรค์ตัวหนังสือมาเป็นภาพ  ขอบคุณสำหรับเบื้องหลังที่ถ่ายทอดให้ฟังนะคะ ขอบคุณมากค่ะ 


มาฟังประกอบละครกันดีกว่าค่ะ





 

Create Date : 15 มกราคม 2559
2 comments
Last Update : 16 มกราคม 2559 3:38:02 น.
Counter : 4452 Pageviews.

 

เรื่องนี้เป็นละครในดวงใจเลยครับ ตอนแรกดูเพราะความบังเอิญ สุดท้ายติดงอมแงม คือเนื้อเรื่อแหวกแนว เป็นแฟนตาซีที่เป็นปัจจุบัน ให้ข้อคิดด้วย อีกอย่างเพลงเพราะมากๆ พอละครอวสาน ทีนี้ก็เลยไปหาหนังสือมาอ่านด้วย มันอิ่มเอมใจมากครับ

 

โดย: ruennara 16 มกราคม 2559 22:44:32 น.  

 

ยังจำละครเรื่องนี้ได้ไม่เคยลืมค่ะ ซาบซึ้งกินใจ และอิ่มเอมใจ เพลงก็เพราะมากๆ ยังอยากให้ค่ายละครนำเรื่องนี้มารีเมคใหม่อีกครั้ง หรือนำกลับมาออกอากาศใหม่อีกครั้งก็ได้ค่ะ

 

โดย: นู๋เจี๊ยบ IP: 223.24.41.130 14 พฤศจิกายน 2559 20:57:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.