จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
 
ตุลาคม 2552
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
25 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 

บาปปาริชาต ตอนที่ 4

ตอนที่ 4
ดอกปาริชาต



สายลมอ่อนๆ หอบเอากลิ่นหอมของดอกไม้ล่องลอยมาตามกระแส
กลิ่นนั้นหอมอบอวนทั้งละมุนอยู่ในที แต่อีกครู่ต่อมากลิ่นหอมนั้น
ก็แรงขึ้นแทรกลึกเข้าไปถึงโสตประสาท

หญิงสาวบอกตนเองว่ามันหอมเจียนจะฉุนจนหล่อนวิงเวียนกลิ่น
จึงเหลียวมองหาที่มาของกลิ่นดอกไม้แต่หาได้พบทิศทางของ
ต้นกลิ่นไม่ มีเพียงกลีบดอกไม้สีแดงสดแดงฉานราวกับเปลวไฟ
ล่วงหล่นลงมาเป็นสายประหนึ่งสายฝนโปรย หล่อนยื่นไปคว้า
เปลวกลีบหนึ่งไว้ได้

“ดอกอะไรกันนี่? แดงอย่างกับไฟ?”

มิสึสึตั้งปุจฉาขึ้นมาในใจ แต่ยังไม่ทันได้จะได้พิจารณา
มากไปกว่านั้น แค่เพียงกระพริบตากลีบดอกไม้สีแดงสด
ในมือก็หายไป ปรากฏแหวนทองวงน้อยขนาดแค่พอดี
นิ้วก้อยอุบัติขึ้นแทนที่กลางฝ่ามือ

“แหวน ?!!!” หล่อนนิ่งอึ้งไปทันที เมื่อจำได้ว่านั่นแหวน
ที่เคยอยู่บนนิ้วของฟองคำ หญิงผู้สิ้นลมอย่างทุกข์ทรมาน
ในหลุมดิน

“แม่นแล้วอี่นายบัวซอน แหวนวงใหม่ของอีฟองคำ” พลันได้ยินเสียง
เรียกเสียงตอบคำถาม ความคิดจึงหยุดชะงักลงชั่วครู่

“ยังบ่หมดแค่นั้นหนา อี่นาย แหวนคำรูปดอกนั่นยังมีพลอยแดง
งามแถมตวย”

คำบอกเล่าตรงกับแหวนที่อยู่บนมือของหล่อน แต่เมื่อเหลียวไปมอง
คู่สนทนาผู้หญิงข้างตัวแหวนในมือก็มลายหายลับไปเสียแล้วท่ามกลาง
ความตกตะลึงของหล่อน

แต่ก่อนจะได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น นางคนข้างตัวก็ชิงพูดออกมา
ยืดยาว สีหน้าแววตานั้นก็ตื่นเต้นกับเรื่องที่กำลังถ่ายทอดให้
หล่อนฟังเป็นนักนา จนต้องละความสนใจจากฝ่ามืออันว่างเปล่า
ปราศจากแหวน

“ แต๊ๆ หนา อี่นายบัวซอน นางฟองคำมันแอ่วกรีดนิ้วโอ้อวดไปทั่ว”

ชื่อ [บัวซอน] ที่นางเรียกขานตัวหล่อนนั้น ดึงดูดความสนใจมากกว่า
ยิ่งฟังดูคุ้นหูยิ่งนัก หญิงสาวชาวญี่ปุ่นใคร่อยากซักถามว่าบัวซอนนี้เป็นชื่อ
ของหล่อนหรือไร แต่เมื่อเอ่ยปากออกไปถ้อยคำกลับมุ่งความสนใจไปที่
เรื่องแหวนเท่านั้น

“ว่าไงนะอีเป็ง? เล่าแหมกำลอ อู้โวยจะอี้ข้าจะฟังฮู้เรื่องกา? ตะกี้ว่าแหวน
อันใดหนา?” นางเป็งหน้าม่อยไป หลงคิดว่าผู้ฟังจะตื่นเต้นกลับกลายเป็น
ต้องเล่าใหม่ตั้งแต่ต้น

สีหน้าของนางเป็งน่าขบขันอยู่มิใช่น้อย ยิ่งมองยิ่งรู้สึกคุ้นเคยละม้ายว่า
เคยเห็นหน้านางคนที่กำลังเจื้อยแจ้วนี่ที่ไหนสักแห่งแต่ก็นึกไม่ออก
หญิงนางนี้หน้าตามิได้สะสวยสะดุดตาแต่ก็ไม่ถึงกับขี้ริ้ว นางแต่งกาย
คล้ายคลึงกับผู้หญิงที่เคยเห็นในความฝัน เกล้าผมเป็นมวยสูง นุ่งผ้าซิ่น
ผืนยาวลวดลายเรียบง่าย กับเสื้อแขนยาวสีพื้นผูกไขว้ไว้ ในกายไร้เครื่อง
ประดับใดนอกจากกำไลทองเหลืองวงหนึ่งเท่านั้น จากการแต่งกายเรียบๆ
นั่นทำให้เดาว่าคงเป็นหญิงรับใช้ เมื่อแรกมิสึสึประหลาดใจเพราะเพิ่งจะ
เคยเห็นบุคคลอื่น นอกเหนือจากกลุ่มคนที่ประกอบการฆาตกรรมในคืน
เดือนแรม หล่อนไม่รู้จะตอบอย่างไรจึงได้แต่นิ่งฟัง ปล่อยให้ใครบางคนที่
หล่อนไปอาศัยร่างอยู่ในโลกแห่งความฝันเป็นฝ่ายโอภาปราศรัยแทนเอง

“ไผหื้อแหวนอีฟองคำ?”

“ปาก* อินถาเจ้า”

********************************************
{*ปาก* เป็นยศข้าราชการท้องถิ่นในยุคเป็นช่วงก่อนสยามเข้ามา
ปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 มีหน้าที่ในการปกครองระดับตำบล เป็นหน่วย
ย่อยของระบบปกครองแบบพันนา ยศเต็มคือปากนา แต่เรียกย่อ ว่าปาก...
ตามด้วยชื่อ เช่น ปากอินถา อย่างในเรื่อง พันนาคือการนับที่ดินเพื่อแบ่ง
เขตดูแล เช่น เชียงรายมี 32 พันนา พะเยามี 36 พันนาเป็นต้น ข้าราชการ
ฝ่ายปกครองสูงสุดของพันนา(ไม่ใช่เจ้าผู้ครองนคร) จะมียศ “หมื่น” และ
ไล่เลียงลมาเรื่อยๆ เช่น หมื่นนา ล่ามนา พันนาหลัง แสนนา หน่วยย่อย
คือ ปากนา และล่างสุดระดับหมู่บ้าน จะเรียกว่าแก่บ้าน}
********************************************


“อ้ายอินถากา? เปิ้นปิ๊กมาจะใดข้าบ่ฮู้บ่หัน?”

“เฮ้อ...ยังบ่ปิ๊กดอกเจ้า แต่ช่างคำเอาแหวนมาส่งหื้อนางฟองคำ บอกว่า
ปากอินถาสั่งทำหื้อมันเจ้า”

“ว่าจะใดก๊อ?”

บัวซอนขยี้เท้าอย่างขัดใจ ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยแป้งผัดหน้าจนผ่องพรรณนั้น
บัดนี้ลดความงามลงเป็นอันมาก ความริษยาปรากฏออกมาบนใบหน้าจน
หน้างามนั่นไม่น่ามองอีกต่อไป

“แต้กา ? อีเป็ง?” ไม่พูดเปล่านางบีบแขนอีกฝ่ายจนนางเป็งนิ่วหน้าด้วย
ความเจ็บ แต่มิกล้าปริปากบอกนาย

“แต๊เจ้า ข้าหันตึงสองตา” อีเป็งยืนยัน

“สั่งแป๋งแหวนหื้ออีนางบ้านนอกนั่น โดยบ่หันแก่หน้าแก่ตาข้าบ้าง” อีเป็ง
กลัวโทสะของนายหญิงยิ่งนัก จึงค่อยเรียบเคียงให้คำบอกเล่าเมื่อครู่ดู
เบาบางลง

“แหวนวงจ้อยเท่าอั้นแหละอี่นาย บ่ได้งามนัก อีนางบ้านนอกอย่างไรก็เป็น
อีบ้านนอกวันยังค่ำ ตึงคำยกดอกตึงพลอยแดงประโคมกันเข้าไปในวงเดียว
ไผหันเข้าก็คงใค่หัวเอา ข้าเจ้าว่าคงเป็นมันไปออดอ้อนปากอินถาว่าใคร่ได้
มิเช่นนั้นปากอินถาคงบ่สั่งทำแหวนอีอวดเกินงามนั่นให้ดอกเจ้า”

แทนที่จะลดโทสะของผู้เป็นนายลง แต่ยิ่งบอกเล่ากลับกลายเป็นยิ่งโหมไฟ
ให้กระพือขึ้นอีก

แหวนวงนั้นโหมประโคมเกินงามอย่างที่นางบ่าวกล่าวไม่ผิด ด้วยค่านิยมแห่ง
กาลสมัยการสั่งทำเครื่องประดับสักชิ้นเจ้าของต้องเลือกระหว่างอวดลวดลาย
สลักเสลา หรืออวดมูลค่าของอัญมณี โดยมากแหวนทองจะแกะลายสลัก
สวยงามเป็นดอกยกช่อใหญ่เต็มข้อนิ้ว แต่จะไม่ประดับประดาเพชรพลอยใดๆ
ทั้งสิ้น

หากจะทำแหวนหัวพลอยหรือรัตนะน้ำงามชนิดใดก็ตาม จะนิยมใช้อัญมณี
เม็ดใหญ่ส่วนตัวเรือนนั้นเกลี้ยงเกลาไร้ลวดลายมิให้แย่งความเด่นจากมณี
หัวแหวนได้ แหวนที่บัวซอนได้ฟังจากอีเป็งนั้นทั้งยกช่อดอกทั้งประดับ
พลอยนับว่าประหลาดผิดธรรมเนียมนิยมยิ่งนัก ประหนึ่งผู้สั่งทำต้องการ
โอ้อวดอย่างมิรู้จักศาสตร์ศิลป์ของยุคสมัย

“เจ้านำไป ข้าจะไปผ่อหื้อหันกับตา ดูซิอีบ้านนอกนั่นจะคำแหงมาอวดโอ่
แหวนใหม่ใส่ตาข้ารึไม่”

“ไปเลยก่ะเจ้า?”

อีเป็งย้อนคำ เมื่อสบสายตาเขม่นของผู้เป็นนายก็รีบหุบปากแล้วลุกขึ้น
เดินนำหน้าไปในทันที ในใจนั้นระริกนักนางอดคิดมิได้ว่าคงเป็นเรื่องให้
บ่าวไพร่นินทากันสนุกปากไปอีกหลายวันเชียว

หญิงสองนางเดินไปลิบแล้ว มิสึสึพลันรู้สึกฉุนจมูกกลิ่นดอกไม้มาต้อง
โสตประสาทอีกครา กลิ่นหอมอบอวลจนฉุนเช่นนี้ทำเอาหล่อนขนลุกเกรียว
ความรู้สึกกลับมาอยู่ที่ตัวตนอีกครั้งมิได้สวมสลับทับซ้อนกับสตรีนามว่า
บัวซอนอีกต่อไป

ทิวทัศน์บ้านเรือนรอบกายนั้นเปลี่ยนไปในฉับพลัน เหลือเพียงดินแดน
อันว่างเปล่าเวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ผืนฟ้าเบื้องบนสีหมองซีดจาง
หล่อนไม่พบเห็นสิ่งใดอีกราวกับสถานที่นี้ไร้กาลเวลา

หญิงสาวชาวญี่ปุ่นเริ่มหวาดหวั่นกับสภาพการณ์รอบข้าง มีบางอย่าง
ผิดปกติไปแม้จะเคยเห็นสีฟ้าหมองแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ตาม
หากแต่ทุกๆ ครั้งจะคล้ายเป็นฉากก่อนจะเปิดม่านการแสดง ฉายวน
ให้หล่อนเห็นการฆาตกรรมสตรีชื่อฟองคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่ครานี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ บางอย่างเปลี่ยนไป ผู้คนแปลกหน้าที่ไม่เคย
พบเห็นในความฝันเริ่มผุดขึ้นมาเป็นตัวละครใหม่ มิสึสึไม่อาจสำรวมสติได้
หล่อนเฝ้าแต่ถามตนเองว่า ที่นี่คือที่แห่งใด และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ไม่มีคำตอบจากเวิ้งฟ้ากว้าง รอบกายมีเพียงแรงลมที่โหมกระพือขึ้นมา
พร้อมทั้งหอบเอากลีบดอกไม้สีเลือดนั้นโพยพุ่งเข้าใส่หล่อน ราวฝูงแมลง
รุมตอมเหยื่อ

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด..ด !!! ” หญิงสาวกรีดร้องออกมาสุดเสียงก่อนจะ
หมดสติไป


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


เสียงร้องด้วยความตระหนกตกใจดังไปทั่วห้องพัก มิสึสึผุดลุกขึ้นมานั่ง
บนเตียงนอน ด้วยสีหน้าซีดเซียวเหงื่อกาฬไหลโทรมไปทั่วร่าง ริมฝีปาก
ยังสั่นระริกอยู่อย่างเห็นได้ชัด ร่างอรชรหอบจนสั่นสะท้านอยู่บนเตียง
อีกเป็นนาน

จนเริ่มตั้งสติได้จึงค่อยพบว่าเมื่อครู่เป็นเพียงความฝันเท่านั้น หล่อนเสยผม
ปรกหน้าผากมนออก ก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงไปคลำหาสวิตช์ไฟ
โชคดีที่นอกหน้าต่างเริ่มมีแสงรำไรลอดผ่านเข้ามาบ้างแล้ว

ห้องของหล่อนจึงไม่มืดมิดเกินไป ไฟนีออนถูกเปิดสว่างกระจ่างตา
ภายในห้องไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นห้องพักในเกสเฮ้าท์ห้องเดิม
แอร์คอนดิชันยังทำงานอยู่เป็นปกติช่างขัดแย้งกับร่างที่เปียกเหงื่อจนชุ่ม
ของหล่อน

มิสึสึถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เริ่มปลอบตนเองว่าหล่อนคงจะคร่ำเครียด
มากเกินไป ถึงได้ฝันอะไรประหลาด หญิงสาวส่ายศีรษะแล้วเดินหายเข้า
ห้องน้ำไปอีกร่วมสิบกว่านาทีจึงกลับออกมา ตอนนี้หล่อนรู้สึกสดชื่นขึ้น
มากแล้วและเริ่มรู้สึกหิว จึงรีบแต่งตัวและเก็บกระเป๋าเดินทาง หล่อนตรวจ
เงินในกระเป๋าสตางค์ยังอยู่ครบถ้วนเช่นเดิม

ว่าแล้วจึงหันมาหยิบนาฬิกาข้อมือที่วางไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอน พลัน
สายตาเหลือบไปเห็นดอกไม้สีแดงกลีบใหญ่โค้งงอนวางเคียงกัน
หล่อนกลั้นใจทันทีที่เห็นราวกับว่ามันเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบ
ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมาพิจารณา

“ใช่...ดอกไม้เหมือนในฝันเลย” มิสึสึบอกตนเอง

ก่อนจะนึกหวาดระแวงว่ามีใครลอบเข้ามาในห้องระหว่างที่หล่อนหลับ
หรือไม่ แต่ก็พบว่าประตูหน้าต่างปิดสนิทดี อีกทั้งหล่อนนอนเปิดแอร์
จึงไม่ได้เปิดหน้าต่าง จะว่าดอกไม้ปลิวเข้ามาจากภายนอกก็ไม่น่าใช่
หรืออย่างน้อยคงไม่วางอย่างบรรจงเช่นนี้

หญิงสาวไม่เสียเวลาคิดอีกต่อไป หล่อนคว้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่
ลากปุเรงๆ ออกมา พร้อมทั้งดอกไม้ออกไปถามยังออฟฟิศของ
เกสเฮ้าท์ทันที

“นี่ดอกอะไรคะ?” พนักงานเกสเฮ้าท์มองหล่อนอย่างงุนงงเล็กน้อย
ที่เห็นแขกชาวญี่ปุ่นยื่นดอกไม้มาตรงหน้า

“เอ...” คนถูกถามไม่อาจตอบได้ในทันที แต่เอื้อมมือไปรับมาพิจารณา

“ไปเอามาจากไหนคะ?” พนักงานถามกลับเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมิสึสึ
ไม่รู้ที่มาเช่นกัน

“อยู่บนโต๊ะในห้องค่ะ” หญิงสาวตอบช้าๆ เพื่อป้องกันการสื่อสาร
ผิดพลาด จากภาษาอังกฤษสำนวนญี่ปุ่นของตนเอง

“เหรอคะ?” เจ้าหล่อนอุทานออกมาเป็นภาษาไทย มิสึสึสังเกตความ
งุนงงบนใบหน้าแล้วก็แน่ใจว่า พนักงานของเกสเฮ้าท์คงไม่ได้นำดอกไม้
นี้ไปวางไว้ในห้องหล่อนแน่นอน

“บนโต๊ะที่ว่านี่โต๊ะไหนหว่า?”

เสียงพึมพำเป็นภาษาถิ่น ไม่ทำให้หล่อนได้ความกระจ่างขึ้นมา พนักงาน
หญิงนั้นจึงตัดบท เข้าใจว่าสาวญี่ปุ่นนี่คงจะไปเด็ดมาจากแจกันร้านอาหาร
ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้

“รู้สึกจะ...ดอกปาริชาตนะคะ”

“คะ?”

“ปาริชาตค่ะ ชื่อของดอกไม้นี่” พูดพลางชี้มือมาที่ดอกไม้แล้วบอกชื่อซ้ำๆ

“ปาริชาต...” มิสึสึทวนคำ

ดอกไม้นี่เป็นหนึ่งในปริศนาแห่งความฝัน และดูเหมือนว่าตนเองจะ
เดินมาถูกทางเสียแล้ว เนื้อหาในความฝันจึงเริ่มแปรเปลี่ยน บางทีหล่อน
อาจจะเข้าใจอะไรมากขึ้นก็เป็นได้ ความตื่นเต้นเล็กๆ ปรากฏอยู่ในใจ
เพียงผู้เดียว มิสึสึนึกอยากบอกเล่าความรู้สึกนี้กับใครสักคน

แต่ใครเล่าจะมาเข้าใจเรื่องของหล่อนได้ แล้วเขาคนนั้นที่หล่อนอยาก
พูดคุยด้วยนักหนาก็ไม่ได้อยู่ที่นี่เสียด้วย ป่านนี้เขาคงลืมหล่อนไป
จากใจแล้ว ช่างตรงกันข้ามกับหล่อนที่ป่านนี้แผลยังตกสะเก็ดทุกครั้ง
ที่ถูกสะกิดเมื่อนึกถึงยูอิจิ

หญิงสาวยังเก็บดอกปาริชาตไว้ในกระเป๋ากล้องยามที่ออกเดินทางจาก
เกสเฮ้าท์ หล่อนต้องเสียเวลานั่งรถหลายทอดเลยทีเดียว ตั้งแต่นั่ง
สองแถวที่นัดไว้ไปลงที่ท่ารถตู้เพื่อเดินทางต่อ มิสึสึเองไม่รู้ระยะทาง
ที่แน่ชัดจึงได้แต่พึ่งพาอาศัยคนขับรถสองแถวที่ฝากหล่อนไว้กับคนขับรถตู้

“คนญี่ปุ่นเขาจะไปหุบนางครวญ” จากคำบอกเล่านั้นทำให้คนขับรถร่าง
ใหญ่หันมาจ้องมองหล่อนก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้

“โอ้โฮน่ารักเสียด้วย...น่ารักกว่าอีติ๋มในหนังไอ้โน๊สอีก”

มิสึสึไม่รู้เลยว่าอีติ๋มที่เขาพูดถึงนั้นเป็นนางเอกชาวญี่ปุ่น ที่มาแสดง
ภาพยนตร์ไทยเรื่องอีติ๋มตายแน่ แต่เข้าใจว่าเขาเป็นมิตรกับหล่อน
จึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไป

“รถมันผ่านหุบนางครวญนะ แต่ว่าจากตรงนั้นเขาจะหารถเข้าไป
ในหุบยังไงล่ะ?” คนขับรถตู้ปรึกษากับคนขับสองแถว

“ก็ไปจอดที่ท่าในอำเภอก่อนสิ แล้วแกก็ช่วยหารถไปส่งเขาที่หุบ”

“ได้ๆ มาๆ อีติ๋มๆ มาขึ้นรถ”

คำเรียกหานั้นทำเอาบรรดาพ่อค้าแม่ขายในท่ารถ รวมถึงผู้โดยสารรถตู้
พากันหัวกันครืน โดยที่เจ้าตัวไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาหัวเราะอะไร
แต่หล่อนเขินไม่น้อยเพราะสายตาทุกคู่พากันมองที่ตนเอง

“เขาบอกว่า ยูน่ะ...บิ้วตี้ฟูล”

เด็กหนุ่มผมเกรียนผิวคล้ำคนหนึ่งชี้ไปที่คนขับรถซึ่งกำลังยิ้มแฉ่งอยู่
สลับกับหล่อน ทำให้มิสึสึพอจะจับความได้คร่าวๆ จึงยกมือไหว้ขอบคุณ
กิริยาของหล่อนนั้นทำให้คนไทยแถวนั้นนึกเอ็นดูกันเป็นแถบ จึงพากัน
ยิ้มแย้มให้หล่อน สาวญี่ปุ่นเพิ่งจะเข้าใจความหมายของสโลแกน
Smile of Thailand ก็คราวนี้นี่เอง

รถตู้กลางเก่ากลางใหม่วิ่งโค้งผ่านช่องเขาไปเรื่อยๆ อย่างไม่สนใจ
เข็มนาฬิกาที่เดินไปทุกนาที สายลมเย็นพัดเข้าในช่องหน้าต่าง
ที่เปิดทิ้งไว้ เนื่องจากแอร์ของรถเก่าเกินจะระบายอากาศได้
แก้วตาสีน้ำตาลใสมองเหม่อลอยไปตามทิวไม้สีเขียวขจี เป็นเวลา
ชั่วโมงกว่ามาแล้ว แม้อากาศจะดีแต่การนั่งรถนานๆ ก็ทำให้หล่อน
เริ่มเบื่อและคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา

“ติ๋มๆ นั่นไงหุบนางครวญไปทางโน้น”

คนขับรถสะกิดหล่อนที่นั่งเคียงคู่กันมาทางตอนหน้าของรถ ให้ดูถนนที่
ตัดแยกขึ้นไปบนภูเขา ตรงแยกนั้นยังมีแผ่นป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียน
บอกชื่อสถานที่ไว้ด้วย แต่น่าเสียดายที่มันเป็นภาษาไทยนักท่องเที่ยว
อย่างหล่อนหรือจะรู้ว่าป้ายนั้นต้องการสื่ออะไร

“อ๊ะ...อะไรคะ?” หล่อนถามเป็นภาษาอังกฤษด้วยความงง

“หุบนางควรญไง” เขาตอบแต่ไม่ลดความเร็วลงเลย

“หยุดรถสิ!! ฉันจะไปที่นั่น” หล่อนร้อนรนขึ้นมาทันที แต่ยังไม่มีวี่แวว
ว่ารถจะชะลอลงเลย

“No car มันไกล...ไม่มีรถผ่าน ต้องไปจ้างที่อำเภอ ยืนรอไปก็ไม่มีรถ
ขึ้นหุบหรอก” อุปสรรคทางภาษาไม่สามารถทำให้หล่อนเข้าใจ
สิ่งที่เขาพูดเลยสักนิด

“ฉันจะไปที่นั่น นางครวญ จอดสิ!!” หล่อนพูดซ้ำๆ ไปมาด้วยสีหน้า
เป็นทุกข์

“โอ้ย!! ทำไงดี...อีติ๋มไม่เข้าใจ มีใครพูดญี่ปุ่นได้บ้างไหม? ภาษาฝรั่งก็ได้”

เขาหันไปถามผู้โดยสารหลังรถ ใครต่อเบ้หน้ากันเป็นแถว แต่ก็ยังใจดี
พอจะช่วยกันอธิบาย กว่าจะพอจับความได้คร่าวๆ มิสึสึก็แทบจะร้องไห้
ไปแล้ว หนำซ้ำยังเข้าใจว่าเขาต้องไปส่งทุกคนก่อนถึงจะกลับมาส่ง
หล่อนที่นี่

เมื่อไปถึงในตัวอำเภอและต้องนั่งรถสองแถวที่เหมาคันให้มาส่ง ก็ทำเอา
หล่อนหัวหมุนและงุนงงไปมากมาย ตลอดทางที่นั่งรถสองแถวมาหล่อน
จึงนั่งหน้ามุ่ยไม่พูดไม่จา ไม่คิดว่าการเดินทางมันจะซับซ้อนลำบากลำบน
ขนาดนี้

กว่ารถสองแถวจะพาหล่อนย้อนกลับมาถึงวนอุทยานนางครวญ ก็กิน
เวลาไปอีกสามสิบนาทีแล้ว หญิงสาวไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องให้
หล่อนนั่งรถย้อนไปย้อนมาเกือบสี่สิบกิโลเมตรด้วย

ถ้าปล่อยหล่อนลงตรงปากทางเสียแต่แรกก็สิ้นเรื่อง ถ้าไม่มีรถขึ้นไป
หล่อนก็อาจจะเดินเท้าไปเอง เท่าที่มองจากทางเข้าถนนหนทางนั้น
ได้รับการราดยางอย่างดีไม่น่าจะลำบากอะไร เพียงแต่ทนเมื่อยนิดหน่อย
เท่านั้น แต่พอรถสองแถวพาหล่อนวิ่งขึ้นภูเขาเท่านั้น

มิสึสึลบความคิดเมื่อแรกทิ้งทันทีเพราะระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ อย่างที่
หล่อนคิด แถวถนนลาดยางนั้นมีแค่ระยะหนึ่งเท่านั้นก็กลายเป็นดินลูกรัง
รถวิ่งทีหนึ่งฝุ่นก็แดงไปทั้งถนน ขืนเดินขึ้นมาเองไหนจะกระเป๋าเดินทาง
แบบมีล้อเข็นใบใหญ่ กระเป๋ากล้องถ่ายรูปและเป้ใบเล็กบนหลังอีกเล่า
มีหวังหล่อนได้เป็นอีติ๋มตายแน่ไปจริงๆ เพราะต้องหอบของพวกนี้ขึ้นภูเขา

“ทะ...ที่นี่เหรอ? ”

มิสึสึยืนนิ่งอึ้งค้างไปอีกครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจออกมาโดยแรงอีกครั้ง
เมื่อรถไต่ขึ้นไปจอดตรงที่ด่านหน้าทางขึ้นหุบเขานางครวญ หญิงสาว
ชาวญี่ปุ่นลงมายืนข้างรถพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่คนขับรถสองแถว
ทยอยขนลงมาให้

ใบหน้านวลเงยหน้าขึ้นมองไปยังผาสูง หนทางสำหรับหล่อนยังอีกไกลนัก
เส้นทางที่บอกเล่าในอินเตอร์เน็ตกับระยะทางที่ต้องเผชิญจริงช่างต่างกัน
ลิบลับ หนำซ้ำยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่หล่อนค้นหาและรอคอยมาจะอยู่บน
ยอดสูงของภูผานั่นจริงหรือไม่...




อ่านต่อตอนหน้าค่ะ ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



ช่วงเม้าท์


สวัสดีค่ะเพื่อนๆ มีข่าวดีค่ะ "บาปปาริชาต"
ออกรวมเล่มแล้วนะคะ หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปค่ะ



บาปปาริชาต
โดย แก้วกังไส
สนพ.ไฟน์บุ๊ค
ราคา 225 บาท
จำนวน 360 หน้า









 

Create Date : 25 ตุลาคม 2552
8 comments
Last Update : 31 มีนาคม 2553 1:34:52 น.
Counter : 3026 Pageviews.

 

มาแวะเจิมจ้าาาา

 

โดย: หริชา IP: 124.120.104.149 26 ตุลาคม 2552 16:42:59 น.  

 

นางเอกเรื่องนี้กล้าจังค่ะ โชคดีที่ถึงบทนี้แล้วยังไม่เจออะไรรุนแรง

 

โดย: กุลธิดา IP: 68.216.104.3 27 ตุลาคม 2552 4:47:35 น.  

 

ต๋อนนี้ ม่วนแต๊ม่วนว่าเน่อ ^-^ ตี้แต้คุณแก้วกังฯ ก่อเป๋นคนเมืองเจ้นกั๋นเน่อะ

ป๋อล๋อ....ป้อจ๋ายตี้จะได้ผ่อกั๋นมื้อหน้า เปิ้นเป็นคนไจ้ก่ะ -*-

 

โดย: fly-girl IP: 124.121.223.206 27 ตุลาคม 2552 21:00:49 น.  

 

หริชา : สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่แวะมาเม้นท์ให้ทุกครั้งนะคะ

กุลธิดา : ตอนนี้ยังค่ะ ยังไม่มีเรื่องน่ากลัวอะไร เป็นช่วงลัลล้ากับพระเอกไปก่อนค่ะ

fly-girl : เจ้าแก้วไม่ใช่คนเหนือค่ะ เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด นี่ก็ได้
ได้คุณปิยะรักษ์มาช่วยอู้คำเมืองให้น่ะค่ะ ส่วนผู้ชายในเรื่องก็ต้องคนสิคะ
แหม...พระเอกทั้งที ไม่เอาผีน่ากอดไม่อุ่น

 

โดย: แก้วกังไส 2 พฤศจิกายน 2552 6:27:10 น.  

 

ไปถอยมาเมื่องานหนังสือปีที่แล้ว

 

โดย: siamview 4 มกราคม 2554 0:15:55 น.  

 

แอบมาอ่าน อยากไปซื้อหนังสือมาอ่านแค่มันคงเป็นไปไม่ได้ กลับเมืองไทยเมื่อไร จะไปซื้อเอากลับมาอ่านที่นี่ด้วย

 

โดย: BKK-EDI (Tiwaiew ) 4 เมษายน 2554 18:55:05 น.  

 

ซื้ออ่านใน meb แล้วอ่า สงสารบัวซอนที่สุด อินถามาเกิดเป็นเลดี้ โหะ สมน้ำหน้าแนะ จะได้รู้เวลาสตรีมีประจำเดือนมันทรมาณ เกี่ยวมั้ย -..-

 

โดย: หมวยแว๊น 4 กุมภาพันธ์ 2560 0:41:24 น.  

 

ได้แต่รอเจ้าภูด้วยใจโหยหาต่อไป ฮือออ เขียนจบเมื่อไหร่จะรีบไปสอยมาเก็บไว้กอดนอน

 

โดย: หมวยแว๊น 4 กุมภาพันธ์ 2560 0:44:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.