จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
11 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 28

ตอนที่ 28
ลมใดจะแรงเท่าลมปากเป่าเล่า




               เคียงฟ้าตะโกนออกไปสุดเสียงทั้งพยายามยื่นมือไปดึงมหิตาเทวี แต่เหมือนหล่อนเป็นเพียงเงาในดินแดนนี้ มือที่ยื่นออกไปไขว่คว้าจึงทะลุร่างพระชายาแห่งนาคเจ้า เมื่อโหมตัวไปข้างหน้าสุดแรงจึงเสียหลักล้มลง หญิงสาวไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ และไม่เข้าใจไปยิ่งกว่าคือไฉนหล่อนจึงเกรงกลัวการที่มหิตาเทวีจะรับฟังสิ่งที่พระพี่นางกำลังจะเอ่ย ทั้งนี้เพราะหล่อนสังหรณ์ใจประหลาดทั้งหวั่นไหวและหวาดกลัว คล้ายว่านี่เป็นการเปิดม่านเรื่องราวร้ายแรง


               "มหิตา...เจ้าเป็นอะไรไปหน้าซีดเชียว?" พินทุมณีเทวีร้องทักเมื่อเห็นน้องยานิ่งอึ้งไปนาน


               "ปะ...เปล่าเพคะ หม่อมฉันรู้สึกเหมือนเคลิ้มหลับไป เมื่อครู่เสด็จพี่ตรัสว่าอะไรนะเพคะ ? "


               "นี่เจ้าไม่สบายหรือเปล่า?" พระภคินีเอื้อมหัตถ์มาอังนลาฏองค์ขนิษฐา



                "ตัวเย็นเชียว แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร?"



                "คงเพราะหม่อมฉันเพิ่งสรงน้ำมากระมังเพคะ" เมื่อสดับฟังดังนั้นจึงมิได้สนใจปฏิกิริยาอันน่าประหวั่นวิตกขององค์ขนิษฐาอีกจึงตรัสต่อ


               "พี่ได้ยินมาว่า...เรื่องนางงามต่างเมืองนั่นน่ะ จะเดินทางมาถึงในอีกสองวันนี้แล้วนะ นี่ภูวิษะยังไม่ได้บอกเจ้าเลยรึ?"


               ".....ยังเพคะ สองวันมานี่ภูวิษะเจ้าทรงไปราชกิจ กลับมาก็ดึกดื่นแล้วทรงบรรทมหลับไปรวดเร็วมิทันได้พูดคุยกัน แล้วน้องก็มิกล้าซักไซ้ด้วยเห็นว่าทรงเหน็ดเหนื่อยนัก" มหิตาเทวีทรงทูลเล่าไปตามความสัตย์จริง ทำเอาเคียงฟ้าที่อยู่ภายในร่างต้องถอนหายใจออกมา


               'ทำไมซื่ออย่างนี้หา?'


                "ก็แล้วจะให้ตอบอย่างไรเล่า?" พระเทวีตรัสออกมาดังคนเลื่อนลอย


                "เจ้าว่ากระไรนะน้องพี่?" 


                "อ้าว? ก็..." เมื่อทรงพบว่าพระกรรณแว่วไปเองจึงมิได้กล่าวสิ่งใดอีก


                "สวามีเจ้านี่ก็ช่าง....อีกวันสองวันนางหญิงต่างแดนนั่นจะมาถึงอยู่แล้วเจียว ไฉนจึงไม่บอกให้น้องพี่ได้ตระเตรียมใจกันบ้างเลยน่าโมโหนัก!!"


                "เสด็จพี่ภูวิษะคงทรงมีเหตุผลอื่นจึงยังไม่ได้แจ้งน้องกระมังเพคะ...." มหิตาเทวีตรัสด้วยสุรเสียงแผ่วเบา และทรงก้มพระพักตร์ลงไม่มองผู้ใด


                "เหตุผลอันใดเล่า? นี่มันเรื่องสำคัญมากนะ หรือเห็นว่าไม่สำคัญ อย่างไรเจ้าก็ไม่มีปากมีเสียงอยู่แล้ว แย่จริงเชียวเห็นทีปะหน้ากันต้องต่อว่าแทนน้องพี่เสียแล้ว" ทรงปั้นสีพระพักตร์เคร่งเครียดจนพระขนิษฐาตกพระทัยไปด้วย


                "อย่าเลยเพคะ นี่มิใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอันใดเลย...ก็เป็นเพียง...ราชประเพณีเท่านั้น"


                "เจ้าทำใจได้รึ? เจ้าเป็นถึงราชธิดาแห่งจุมภะปุระ แล้วสวามีเจ้าเล่าเป็นผู้ใดกัน? อันลาภยศสรรเสริญที่ประดับประดาอยู่ทุกวันนี้ มิใช่มาด้วยเกียรติแห่งเจ้าหรอกรึ? แล้วไฉนเจ้าต้องเป็นยอมฝืนทนกันด้วยน้องพี่ ที่นี่เป็นบ้านเมืองของเราเป็นเขาต่างหากที่ต้องเกรงใจเสด็จพ่อเสด็จแม่เรา"


                "ตะ...แต่ หญิงงามต่างเมืองนั้นก็เป็นพระบาทเจ้าสิทธเสณทรงประทานให้นะเพคะ หาใช่ภูวิษะเจ้าทรงร้องขอ..." 


                ปทุมมาที่นั่งพับเพียบอยู่แทบพื้น ทนฟังถ้อยดำรัสอันแฝงด้วยพิษร้ายมานาน ก็อดรนทนมิได้ต้องแย้งขึ้นมาด้วยความประหวั่น พลางนึกไปว่าหากศรีดาราอยู่คงเป็นฝ่ายทูลคัดค้านแทนนาง แต่นี่นางศรีดารานั้นวันนี้ออกไปรับโพยพนัน ที่ลักลอบเสี่ยงทายกันในวงนางกำนัล ว่าพระแม่เจ้ากมุทรามหาเทวีจะทรงภูษาสีอะไรในวันรับต้อนรับขบวนบรรณาการ


               "นางกำนัลตำหนักนี้นี่เป็นอย่างไรกันนะ? ดูจะไร้การอบรมกันไปหมด...ปทุมมาเมื่อก่อนเจ้าเคยมีมรรยาทอันดีงามกว่านี้นัก หรือความเข้มงวดของคุณท้าวประจำตำหนักลดหย่อนลง กิริยาเจ้าเลยละหม้ายคล้ายแม่ศรีดาราเข้าไปทุกคราแล้ว" พินทุมณีเทวีทรงปลายพระเนตรมาตำหนิคนที่บังอาจกล่าวแทรกขึ้นมา ในขณะที่นางบัวลออรีบเสนอหน้าขึ้นกราบทูล


               "ให้หม่อมฉันไปตามคุณท้าวจันทร์หอมมาเข้าเฝ้าไหมเพคะ จะได้ลงพระอาญาไปเลย"


               "มิต้องดอก...นี่มันเป็นตำหนักของมหิตาหาใช่ตำหนักเราไม่ จะไปลงอาญาผู้ใดก็มิสมควรไม่ แต่ปทุมมาอย่าดีใจไปมิใช่ว่าข้าจะเว้นโทษไปเสียทีเดียวดอกนะ แต่เห็นแก่หน้าน้องเราอีกทั้งเจ้าเองมิเคยทำสิ่งใดมิบังควรเช่นวันนี้"


               "อภัยให้หม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันมิกล้าแล้ว"
                ปทุมมารีบหมอบกราบลงไปแทบบาท พินทุมณีเทวีเห็นเข้าก็ทรงพอพระทัยนัก จึงเลิกใส่ใจนางแล้วหันมาตรัสกับพระน้องยา ซึ่งบัดนี้นิ่งอึ้งแข็งค้างเป็นศิลาไปเรียบร้อยแล้ว


               "มหิตาน้องพี่...เจ้าเป็นอะไรไป? เสียใจรึ?...เฮ้อ เอาเถิดพี่เข้าใจเจ้าดี ก็เคยเตือนแล้วมิใช่หรือว่าให้ยกแม่กุสุมาลย์ขึ้นเป็นนางห้าม จะได้ช่วยเจ้าจัดการนางหญิงต่างเมืองนั่น" มหิตาเทวีมิได้ตรัสตอบแต่ทรงหลั่งอัสสุชลอย่างเงียบๆ มาครู่หนึ่งแล้ว


               "มหิตา!!! นี่เจ้าร้องไห้รึ?" เมื่อทอดพระเนตรเห็นดังนั้น พระพี่นางจึงรีบโอบกอดปลอบประโลมเป็นการใหญ่


               "ไม่เอาน่าน้องพี่เข้มแข็งเข้าไว้ ภูวิษะสวามีเจ้านี่แย่จริงทำให้เจ้าต้องมานั่งร้องไห้แบบนี้ ไหนเล่าคำสัตย์สาบานที่เคยให้ไว้" ยิ่งทรงพยายามปลอบเท่าใดมหิตาเทวีก็ยิ่งกรรแสงมากขึ้นเท่านั้น ร้อนถึงเคียงฟ้าที่อยู่ภายในร่ำร้องอยากออกไปมาผลักไสพินทุมณีเทวีนัก


               "เสด็จพี่น้องจะทำอย่างไรดี....จะขัดพระบัญชาเสด็จพ่อก็มิได้ หาไม่แล้วเสด็จพ่อจะทรงลงทัณฑ์สวามีหม่อมฉันเป็นแน่"


               'ปัดโธ่...มหิตาจะปรึกษาใครก็ไม่ปรึกษา ดันไปปรึกษายัยพินทุมณีเข้าไปได้!!' หญิงสาวส่ายหน้าด้วยความหนักใจ หากเป็นหล่อนคงไม่ปล่อยให้พระพี่นางมีโอกาสพูดจาแสลงหูถึงเพียงนี้


              "เรื่องขัดบัญชาเสด็จพ่อคงมิได้หรอก....แต่ก็มิใช่ว่าพี่จะไม่ให้หาช่วยเหลือน้อง" พินทุมณีเทวีค่อยคลายวงพาราที่สวมกอดน้องยาอยู่ ก่อนจะทรงแย้มสรวลแล้วกระซิบข้างพระกรรณองค์ขนิษฐา


              "ขัดบัญชามิได้...แต่ก็พอมีทางห้ามมิให้สวามีเจ้าไปหลงนางเชลยต่างเมืองนั่น"


              "จะทำอย่างไรเพคะเสด็จพี่!!" มหิตาเทวีผุดลุกขึ้นตรัสถามในทันที


              "เจ้าอย่าเอ็ดอึงไปสิ!" เมื่อทรงตำหนิน้องยาแล้วก็แลเหลียวมองนางกำนัลรอบตัวก่อนจะรับสั่ง


              "พวกเจ้าออกไปให้หมด เว้นแต่บัวลออ"


              "แต่ว่า...." ปทุมมาค้านขึ้นมาอีกครา ด้วยว่านางมิเคยปล่อยให้พระเทวีของนางอยู่ตามลำพัง


               "เจ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรน้องตนเองหรือไรกัน?"


              "หามิได้เพคะ!!" นางรีบก้มหน้าลง ส่วนนายของนั้นเมื่อสบดวงเนตรของพระพี่นางแล้ว จึงโอนอ่อนตามที่ทรงดำริ


              "เจ้าออกไปก่อนเถอะปทุมมา คนอื่นๆ ก็ด้วย หากข้าไม่เรียกหายังมิต้องเข้ามาเข้าใจหรือไม่"


              เมื่อมหิตาเทวีทรงรับสั่งเช่นนี้ก็หามีผู้ใดกล้าขัดพระทัยไม่ พวกนางจึงทยอยออกจากห้องทรงพระสำราญไป จนเหลือเพียงพระเทวีสองศรีพี่น้องและนางบัวลออเท่านั้น


              "มันเป็นความลับขนาดห้ามผู้ใดล่วงรู้เทียวหรือเพคะ ? "


              "เรื่องแบบนี้สมควรบอกเล่าในที่รโหฐานเท่านั้น มิควรแพร่งพรายออกไป...เจ้าเป็นน้องสาวคนสุดท้องของพี่ พี่ย่อมห่วงหาอาทรเจ้ายิ่งกว่าผู้ใดรู้หรือไม่ ด้วยว่าเจ้าอ่อนด้อยเดียงสากับบุรุษเพศยิ่งนัก แม้ว่าเจ้าจะโฉมงามสักเพียงใดก็อย่าได้ลำพองตน จงเชื่อพี่เถิดอันชาติบุรุษมิเคยเพียงพอกับสตรีนางเดียว แล้วยิ่งพี่ได้ยินมาว่านางเชลยต่างเมืองที่มาเป็นบรรณาการนั้นงดงามหมดจดยิ่งนัก การนี้มิสำคัญเพียงแต่เจ้าเท่านั้นแต่สำคัญถึงบ้านเมืองเราด้วย"


              "หมายความว่าอย่างไรเพคะเสด็จพี่ หม่อมฉันไม่เข้าใจ" พระขนงโก่งงามที่วาดไว้ขมวดมุ่น รับสั่งของพระเชษฐคินีดูลี้ลับยิ่งนัก แม้แต่เคียงฟ้ายังต้องหยุดนิ่งคอยรับฟัง


              "นางคนนี้มิใช่จะมาเป็นเสี้ยนหนามของเจ้าเท่านั้น แต่หากสวามีเจ้าลุ่มหลงเสน่ห์นางเข้าล่ะก็จะมีผลเสียหายต่อบ้านเมือง น้องพี่เจ้าอย่าลืมสิว่านางมาจากที่แห่งใด กันทรานครของนางนั้นเป็นอริราชศัตรูที่พ่ายศึกแก่จุมภะปุระ นี่คงคิดใช้แผนหญิงงามล่มเมืองจึงจงใจส่งนางคนนี้มา แต่เสด็จพ่อเราหรือก็ชราแล้วหาได้ต้องการนางสนมเพิ่มไม่ จึงได้ประทานแก่สวามีเจ้า...."


              "เสด็จพี่ทรงคิดมากเกินไปหรือเปล่าเพคะ? การถวายนางเป็นบรรณาการนั้นเป็นเพียงราชประเพณี อีกทั้งนางมาอย่างเดียวดายผู้คนติดตามก็มิได้มากมาย เพราะนางหาได้เป็นธิดากษัตริย์ แต่เป็นเพียงเชื้อพระวงศ์ชั้นปลายแถวเท่านั้น จะคิดการใหญ่ดังที่กล่าวมานั้นเห็นทีจะเป็นการหาเจียมตัวไม่"


               หญิงอีกนางในร่างมหิตาเทวีฟังคำวินิจฉัยของพระนางแล้ว ถึงกับต้องเอ่ยปากชมเชยออกมา สมแล้วที่เป็นธิดาคนโปรดของพระบาทเจ้าและพระแม่เจ้า หากมิใช่เรื่องของดวงฤทัยแล้วทรงจะปราดเปรื่องปรีชายิ่งนัก


               "เจ้าสิคิดน้อยเกินไป!!" พินทุมณีเทวีสดับฟังพระน้องยาทูลคัดค้านแล้วก็ทรงกริ้ว ถึงกับปัดพระกรองค์ขนิษฐาทิ้ง


               "เจ้าลืมแล้วหรือว่าสวามีเจ้าเป็นผู้ใด จอมทัพแห่งจุมภะปุระใช่หรือไม่? แล้วกำลังไพร่พลมิใช่ขึ้นอยู่ที่เขาหรือ หากเขาหลงจริตมารยานางนั่นเข้า กองทัพของเรามิสั่นคลอนหรือ?"


               "แต่....ภูวิษะเจ้าเพิ่งจะครองตำแหน่งจอมทัพได้ไม่นาน อีกทั้งยังมีขุนทัพท่านอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสวามีของเสด็จพี่กัมลาภาอีกเล่าเพคะ หากเป็นเช่นนั้นสู้เจาะจงถวายนางงามแก่จอมทัพที่มีบารมีในจุมภะมาช้านานจะมิดีกว่ารึเพคะ? อีกทั้งทางกันทรานครก็มิอาจทราบได้ว่าเสด็จพ่อจะประทานนางนี้แก่ผู้ใดอีกด้วย" พินทุมณีเทวีทรงนิ่งอึ้งไป เมื่อพบว่าทรงประเมินสติปัญญาขององค์ขนิษฐาต่ำทรามกว่าความเป็นจริงมากนัก


               "เฮ้อ...เจ้าไม่เชื่อพี่ก็ตามใจ...อันที่จริงแล้วข้าก็ไม่อยากพูดมากกว่านี้หรอก เรื่องเกี่ยวกับสวามีสุดที่รักของเจ้านั้น พูดไปก็มีแต่จะทำให้เราพี่น้องขุ่นเคืองกันเปล่าๆ เรื่องที่เจ้าค้านมานั้นพี่ก็อยากจะเห็นด้วยดอกนะ...หากมิติดปมดำที่ค้างคาในใจพี่มานาน" ตรัสแล้วก็ทรงผินพักตร์เมินไปทางอื่นมิสบสายพระเนตรมหิตาเทวีอีก


               "ปมดำอันใดค้างคาในพระทัยกันเพคะ?"


               "ช่างเถอะ....ถือว่าพี่ไม่มาที่นี่ แล้วก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้เลยก็แล้วกัน" ตรัสจบก็ทรงยืนขึ้นและทำท่าจะเสด็จดำเนินไป ไม่นำพาเรื่องที่ได้ว่ากล่าวไปเลย


               "เดี๋ยวสิเพคะ...เสด็จพี่อย่าทรงน้อยพระทัยไป มีสิ่งใดก็ตรัสมาเถิดเพคะ"


              "นั่นสิเพคะ อุตส่าห์เสด็จมาถึงตำหนักนี้แล้ว จะมิทูลความวิตกในพระทัยให้พระขนิษฐาทรงทราบเลยหรือเพคะ? " นางบัวลออทูลทัดทานขึ้นมาอีกผู้หนึ่ง ทำให้พินทุมณีเทวีเกิดอาการลังเลพระทัย


              "แต่ว่า....พี่ว่าไม่เหมาะ ประเดี๋ยวเจ้าจะโกรธพี่เปล่าๆ"


              "เราทั้งสองเป็นพี่น้องกัน หม่อมฉันหรือจะมิฟังความหวังดีของเสด็จพี่เลย หม่อมฉันรับปากเพคะ ว่าจะไม่ขุ่นเคืองใดๆ ตรัสมาเถิดเพคะ" มหิตาเทวีตรัสทูลให้พระพี่นางสบายพระทัย พระภคินีจึงหันมาตรัสถามซ้ำอีกครั้งด้วยสีพระพักตร์ไม่สู้ดีนัก


              "เจ้าแน่ใจนะว่าอยากฟัง"


              "เพคะ" ทรงตอบรับเป็นมั่นเหมาะ ในขณะที่เคียงฟ้านึกตำหนิพินทุมณีเทวีในใจว่าช่างมากลีลาเสียนี่กระไร 


              "พี่อาจจะระแวงไปเองก็เป็นได้ แต่ทั้งที่ก็ด้วยพี่เป็นห่วงเจ้าน้องรักของพี่" มหิตาเทวีพยักพักตร์รับสร้างความโล่งพระทัยให้พระพี่นาง จึงทรงประทับนั่งลงตามเดิมแล้วเอื้อมกรมากุมหัตถ์องค์ขนิษฐา


              "ภูวิษะผู้นั้น....ก่อนจะมาเป็นสวามีของเจ้า มิมีผู้ใดทราบมาเป็นมาของเขา แต่ท่วงท่าองค์อาจผึ่งผายรูปโฉมสง่าล้ำเช่นนั้น คงหาใช่คนสามัญธรรมดาไม่" ข้างฝ่ายมหิตาเทวีฟังแล้วก็เผลอแย้มสรวลออกมาเล็กน้อย เมื่อมีผู้ชื่นชมรัศมีอันเลิศลักษณ์ของพญานาคราชผู้เป็นพระสวามี


              "เขาคงเป็นเจ้าชายสูงศักดิ์จากดินแดนแคว้นใด"


               ความเป็นคนช่างสังเกตและมีพระเนตรพระกรรณไวเสมอนั้น คงจะเป็นคุณลักษณะอันประเสริฐสุดของพินทุมณีเทวีเป็นแน่แท้ เมื่อมิมีสิ่งใดปิดบังสายพระเนตรอันเฉียบคมของพระองค์ได้ เพียงแต่พระนางนั้นมักใช้คุณสมบัติอันปรีชานี้ ไปในทางวุ่นวายก้าวก่ายผู้อื่นให้เดือดร้อนรำคาญเสมอ


              "หม่อมฉันก็คิดเช่นเดียวกับพินทุมณีเทวีเพคะ ก็ท่านภูวิษะทรงเลอลักษณ์ออกปานนั้น อีกทั้งยังชาญสมรทั้งการศึกสงครามและงานอักษร พระแม่เจ้ายังตรัสชมบ่อยๆ ว่าทรงเลือกราชบุตรเขยไม่ผิด จนเรื่องนี้เลื่องลือกันไปถึงตำหนักในเลยเพคะ" ว่าแล้วนางกำนัลคนสนิทของพระพี่นางก็รีบทูลยกยอสนับสนุนเป็นการใหญ่


              "อย่างนั้นเชียวหรือบัวลออ?"


              "เพคะ แล้วยังลือกันอีกว่า มิช้านานพระบาทเจ้าจะทรงยกทัพหลวงให้อยู่ในการดูแลของท่านภูวิษะ"


             "ใช่...แล้วเจ้าคิดว่าบ้านอื่นเมืองอื่น จะไม่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างนี้บ้างหรือ? เป็นผู้ใดก็ต้องคาดเดาว่าเป็นเช่นนี้ มิช้านานสวามีเจ้าคงถูกวางตัวเป็นพระอุปราชทรงเมืองเป็นแน่แท้"


             "ฮ้า!?" มหิตาเทวียกหัตถ์ขึ้นปิดโอษฐ์ หลังทรงอุทานเสียงดังออกมา


             "หม่อมฉันมิเคยได้ยินข่าวลือนี้มาก่อนเพคะ"


             "ก็เจ้าน่ะ...มัวแต่ขลุกอยู่ในตำหนักไม่ค่อยออกไปโอภาปราศรัยกับผู้ใดนี่....หากเรื่องนี้เป็นจริงพี่ก็ต้องยินดีด้วย เพียงแต่ว่า...."


             "เสด็จพี่ตรัสหนักเกินไป เรื่องนี้ยังเพียงข่าวลืออันเลื่อนลอยเท่านั้น"


              นี่นับเป็นความรู้ประการใหม่ที่มิเคยได้สดับจากผู้ใดมาก่อน ก็ทรงทราบอยู่ว่าเมื่อองค์เองเป็นธิดาองค์โปรด ความเมตตาจากสมเด็จพ่อสมเด็จแม่นั้น จะถูกถ่ายเทมายังราชบุตรเขยก็มิใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด อีกทั้งภูวิษะเจ้าเองก็ทรงชาญปรีชายิ่งนัก ความสามารถนั้นก็โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ แต่ยามนี้ยังเร็วไปที่จะกำหนดตัวพระอุปราช และยังมีราชบุตรเขยอีกหลายองค์เป็นตัวเลือก โดยเฉพาะเจ้าชายอนันตราชพระสวามีของกัมลาภาเทวีพระเชษฐคินีองค์ใหญ่ ที่ทรงช่วยราชการเมืองมาช้านานอีกด้วย


              "ใช่...ตอนนี้ยังเป็นข่าวลือแต่ว่ามิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้นี่น้องพี่ ทว่าสิ่งที่พี่สงสัยคือ เหตุไฉนเขาต้องปิดบังชาติกำเนิดตนเองด้วย" มหิตาเทวีสดับฟังคำถามนั้นแล้วหากล้าสบดวงเนตรพระพี่นางไม่ เพราะเหตุผลนั้นพระนางเองนั้นรู้อยู่แก่ใจ และเป็นผู้กุมความลับอันลี้ลับนั้นไว้ในอุ้งหัตถ์อีกด้วย


              "เมื่อแรกที่เขาเข้ามาเมืองเรา พี่เคยส่งคนไปคนไปสืบค้นพื้นเพของเขา แต่ก็ไม่พบสิ่งใดเลยราวกับว่าภูวิษะผู้นี้จู่ๆ ก็จุติลงมายังจุมภะปุระเพื่อเป็นสวามีเจ้า"


               หนนี้ชายาของภูวิษะเจ้าก้มพักตร์ลง แล้วกลั้นความขบขันเอาไว้จนพระวรกายสั่นเทา ทว่าพินทุมณีเทวีซึ่งมิได้เห็นสีพระพักตร์กลับเข้าพระทัยไปว่า องค์ขนิษฐาทรงกรรแสงจนวรองค์สั่นไหว


              "ถ้าเขามาเพื่อเข้าพิธีเลือกคู่โดยเฉพาะแล้วล่ะก็....จุดประสงค์นั้นไซร้คือต้องการมีอำนาจในจุมภะปุระของเรา อาจมีนครใดส่งเขามาเพื่อกรุยทาง เปิดทางเข้ามายังจุมภะได้สะดวกแล้วจึงค่อยส่งคนมาสมทบ...เป็นต้นว่านางคนนั้น!" แต่ยังตรัสมิทันจบดีก็ถูกพระขนิษฐาทรงคัดค้านขึ้นมา


               "เสด็จพี่...น้องว่าเสด็จพี่ทรงเข้าพระทัยผิดไปแล้วล่ะเพคะ พระสวามีของหม่อมฉันมิได้มีความทะเยอทะยานในราชอำนาจใดๆ ดอกเพคะ เขามาที่นี่ก็เพื่อมาพบน้องเท่านั้น...พระองค์ทรงเชื่อเรื่องบุพสันนิวาส หากเป็นคู่กับหม่อมฉันแล้วไซร้ ก็จะทรงได้รับเลือกเป็นราชบุตรเขย เรื่องมีอยู่แค่นั้นจริงๆ เพคะ ภูวิษะเจ้าหาได้มีกิจใดเคลือบแฝง"


                วงพักตร์งามพริ้มเพิ่งเงยขึ้นมาสบสายพระเนตรพระภคินี ดวงเนตรกลมโตนั้นมียังมีรอยอัสสุชลรื้นอยู่จากการกลั้นเสียงสรวล ในขณะที่หญิงสาวอีกคนในร่างพระเทวีนั้นได้แต่ส่ายหน้าไปมา และทอดถอนหายใจให้กับความช่างสรรปั้นแต่งจินตนาการจนเลิศล้ำของพินทุมณีเทวี โดยมิต้องใช้ข้อมูลใดมาประกอบเป็นเนื้อเรื่องแม้แต่น้อย ทุกสิ่งนั้นถูกปรุงแต่งด้วยจิตอันมืดมนของพระนางเอง


               "มหิตา...พี่ไม่ได้กล่าวเช่นนี้เพราะริษยาน้องที่ได้สวามีมากคุโณปการเช่นนี้ หรือแม้แต่หากภายภาคหน้าภูวิษะผู้นั้น ได้ขึ้นครองบัลลังก์ทองแห่งจุมภะปุระก็ตาม เฮ้อ...พี่ถึงบอกว่าพี่ไม่ควรพูดอย่างไรเล่า พูดไปแล้วรังแต่จะทำให้เจ้าเข้าใจผิดว่าพี่นี้มีจิตคิดริษยาน้อง เพียงแค่เริ่มต้นน้องก็แก้ตัวให้สวามีที่รักมาชุดใหญ่เสียแล้ว แล้วพี่จะต้องพูดไปเพื่อการณ์ใดอีกเล่า...เฮ้อ" พระเชษฐ์คินีถอนพระหทัยโดยแรง พร้อมมีสีพระพักตร์ผิดหวังเหนื่อยหน่าย นางบัวลออเห็นเข้าจึงรีบทูลเสริม


              "พระเทวีคะโบราณว่าไว้เสียงนกการ้องเรายังต้องฟัง แล้วนี่พระภคินีแท้ๆ นะเพคะ"


              "เพคะ หม่อมฉันขอบพระทัยเสด็จพี่มากที่ทรงหวังดีกับหม่อมฉัน หม่อมฉันสัญญาเพคะหากวันใดภูวิษะเจ้ามีท่าทีจะกบฏต่อบ้านเมือง หม่อมฉันจะไม่นิ่งนอนใจแน่!!"


               แววพระเนตรเปล่งประกายฉายความมั่นพระทัยในตัวพระสวามีเป็นอันมาก พินทุมณีเทวีทรงทอดพระเนตรเห็นแล้ว ก็เปลี่ยนพระทัยเลิกตรัสหาเงื่อนปมใดมาตำหนิภูวิษะเจ้าอีก เพราะนอกจากมิอาจสั่นคลอนฤทัยภักดิ์ในองค์สวามีมิได้แล้ว หนำซ้ำยังอาจทำให้พระองค์ผิดข้องหมองหทัยกับพระขนิษฐาอีกด้วย


               "เอาเถิด....พี่อาจจะคิดมากไปเอง หากน้องเชื่อมั่นในตัวเขาพี่ก็เชื่อว่าน้องของพี่ดูคนไม่ผิดแน่นอน หากเป็นเช่นนั้นพี่ก็เบาใจ แต่อันบุรุษดีพร้อมคงมิได้มีเจ้าเท่านั้นดอกหนาที่ปรารถนาจะครอบครอง"


               เคียงฟ้าฟังแล้วต้องเบิกตาค้างด้วยไม่เคยเห็นผู้ใดพลิกชิวหา กลับลำมุ่งเข้าสู่จุดประสงค์เดิมได้รวดเร็วเพียงนี้ หล่อนอยากสะกิดเตือนมหิตาเทวีนัก ว่าอย่าได้หลงติดกับพระพี่นางผู้มากเล่ห์นางนี้ 


              "เรื่องนี้...." ทว่าเทวีน้อยแม้ชาญฉลาดเพียงใด แต่เรื่องมารยาวิถีของอิสตรีพระองค์มิเคยไหวตัวทันพระภคินีเลยแม้แต่น้อย


              "เจ้าคิดเห็นเป็นประการใด เรื่องนางเชลยต่างเมืองคนนั้น"


              "กะทันหันเพียงนี้หม่อมฉัน....ไม่ทราบเพคะ"
               สุรเสียงที่ตรัสอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้พระพี่นางแย้มสรวลออกมาได้ อย่างไรพระองค์ก็คงมิได้เสด็จมาโดยเสียเที่ยวเปล่า


               "น้องพี่ปรกติเจ้าออกจะมากไหวพริบ ไฉนถึงกล่าวดังคนสิ้นหนทางเยี่ยงนี้เล่า"


               "ก็....เรื่องนี้มิมีทางใดให้เลือกนี่เพคะ หากเป็นพระบัญชาของเสด็จพ่อ"


               "เรื่องนั้นก็ใช่....สวามีเจ้ามิอาจขัดบัญชาพระบาทเจ้าได แต่...หลังจากนี้เล่าจะทำอย่างไร ? หากปล่อยให้ไปสมสู่กับนางงามนั่นบ่อยๆ มิช้านานคงลุ่มหลงจนลืมสัตย์สาบานที่มีให้เจ้าดอก!"


               "เสด็จพี่!!"
            

                มหิตาเทวีพระพักตร์แดงก่ำขึ้นมาทันที มิคิดว่าสตรีถือยศศักดิ์อย่างพระพี่นาง จะตรัสถ้อยคำบริภาษอันบาดร้อน มิควรที่กุลสตรีชาววังจะเอ่ยออกมาง่ายๆ เยี่ยงนี้ แล้วยิ่งพินทุมณีทรงพระยศเป็นเจ้าหญิงแห่งจุมภะปุระอีกด้วย


               "หม่อมฉันคิดว่านางเชลยต่างเมืองนั่น คงถูกอบรมสั่งสอนเรื่องจริตจะก้านการยั่วยวนบุรุษมาหลายร้อยเล่มเกวียนเป็นแน่ แล้วสตรีในกรอบประเพณีอันดีพร้อมเยี่ยงพระเทวีน้อย จะไปสู้รบปรบมืออันใดกับนางคนนั้นได้อย่างไรเล่าเพคะ ยิ่งคิดยิ่งน่าประหวั่นใจนะเพคะ" บัวลออนั้นช่างคล้ายคลึงกับเทวีของนางนัก ไฟกองน้อยนางสามารถใช้ลมปากพัดกระพือให้ลามไปทั่วได้


                "....นางนั่นเป็นเชื้อพระวงศ์ จะมาหมกหมุ่นศึกษากามาศาสตร์ เยี่ยงนางกลางเมืองเลยหรือเพคะ?" ยิ่งสดับฟังยิ่งพระทัยหาย และถูกชักเชิดไปตามทางที่พระพี่นางปูฐานไว้


                "ก็มิใช่เรื่องแปลกอันใดนี่....เจ้าคิดดูสิ จุมภะมิใช่บ้านเมืองของนาง หัวเดียวกระเทียมลีบเช่นนี้ ก็ต้องยึดบุรุษซึ่งต้องถวายตัวด้วยเป็นอำนาจประดับกาย ราชศักดิ์นี้แลกมากับความสุขสบายและเป็นร่มฉัตรคุ้มกาย เป็นหญิงใดก็ต้องคิดเยี่ยงนี้ทั้งนั้นแหละ มิเช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า เป็นเจ้าจะอยู่อย่างอดสูลำบากลำบน เป็นเพียงนางบำเรอในแดนศัตรูงั้นรึ ?"


                "หม่อมฉัน....." หัตถ์บางของมหิตาเทวีสั่นเทาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นางบัวลออเห็นเข้าจึงรีบเติมเชื้อไฟเข้าไป


                "แล้วยิ่งท่านราชบุตรเขยยังหนุ่มแน่น แถมรูปงามปานเทวาวาดเพียงนั้น นางหญิงเชลยนั่นคงยิ่งเต็มใจใช้ราคะมัดดวงหทัยพระองค์ไว้เป็นแน่แท้ ปล่อยไว้ไม่ได้นะเพคะชักช้าเนิ่นนานไปจะเกินแก้ไข" มหิตาเทวีนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ คล้ายว่ากำลังพยายามสงบพระทัยอย่างที่สุด จึงค่อยตรัสตอบออกไปได้


               "หากเป็นอย่างนั้น...หม่อมฉันคงสิ้นปัญญาไปเยื้อแย่งกับนาง เรื่องนี้คงต้องถามหทัยภูวิษะเจ้า ว่าจะทรงรักษาคำสัตย์ที่ให้ไว้กับหม่อมฉันได้แค่ไหน" พระนางน้อยตรัสด้วยความโทมนัสยิ่ง พระอุระกระเพิ่มไปด้วยความติดขัด เพราะพยายามกลั้นหยาดอัสสุชลไว้มิให้หลั่งรินออกมา


               "แล้วเจ้าจะมานั่งรอให้ถึงเพลานั้น แล้วก็มาร้องไห้คร่ำครวญหรือไรกัน เข้มแข็งหน่อยสิน้องพี่!! เรื่องนี้เราควรกันไว้ก่อนจะสายดีกว่ามานั่งแก้ไขภายหลังนะ"


              "แล้วหม่อมฉันหรือจะทำสิ่งใดได้ หากดวงใจของเสด็จพี่ภูวิษะไม่อยู่กับหม่อมฉันแล้ว" ทรงสูดหทัยเข้าโดยแรงแต่มิอาจห้ามน้ำพระเนตรได้อีกต่อไป


               "ได้สิน้องพี่!!"


               พินทุมณีเทวีตรัสตอบด้วยสุรเสียงเหี้ยมเกรียมนัก มหิตาเทวีสดับเข้าถึงกับต้องช้อนเนตรมองพระพักตร์พระพี่ยาด้วยความฉงน แล้วจึงพบแต่แววเนตรเย็นยะเยือกตอบรับกลับมา


               "เสด็จพี่.....?"


               "เชื่อพี่เถิด...พี่นั้นผ่านร้อนหนาวมามากกว่าเจ้า บรุษนั้นหลงเพียงรูปโฉมสตรีเท่านั้น...หากนางคนนั้นหมดสิ้นความงาม เจ้าว่าสวามีเจ้ายังจะลุ่มหลงนางอีกหรือไม่?"


               "เสด็จพี่จะทำการใด?" พระขนิษฐาขององค์สดับแล้วยังตกพระทัย จนต้องชักพระหัตถ์ถอยหนี


               "บัวลออนำสิ่งนั้นมาซิ"


               "เพคะ" นางบัวลออรับคำแล้วจึงนำหีบสลักลายลงรักปิดทองงดงามสูงค่านั่นขึ้นทูลถวาย


               "เครื่องประทินโฉมกล่องนี้ เจ้าประทานรับขวัญให้นางหญิงเชลยนั่นเสีย เพียงแค่นี้ทุกอย่างภูวิษะก็อยู่ในมือเจ้าแล้ว" มหิตาเทวีมิกล้ารับกล่องประทิมโฉมนั้นมา ด้วยตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งมิคิดว่าพระพี่นางจะร้ายกาจถึงเพียงนี้


               "หม่อมฉันไม่กล้า....หากว่านางเป็นอะไรไป เสด็จพ่อต้องกริ้วหม่อมฉันแน่ๆ อีกทั้งยังผลต่อสัมพันธไมตรีสองนครเป็นแน่แท้"


              "โธเอ๋ย...น้องพี่ กันทรานครของนางพ่ายต่อเรามีหรือจะกล้าอาจหาญ ก็เจ้าบอกเองมิใช่หรือนางเป็นแค่เชื้อพระวงศ์ปลายแถวหาใช่ธิดากษัตริย์ไม่"


              "แต่....เสด็จพี่ น้องกลัว" พระขนิษฐาส่ายพระพักตร์ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้


              "เฮ้อ...เจ้านี่ขี้ขลาดเสียจริง"


               'บ้าหรือเปล่ายัยนี่แนะนำเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้มาได้ มหิตาอย่าไปเชื่อยัยบ้านั่นนะ' นางแห่งอนาคตกาลที่ทนนิ่งฟังอยู่นาน ตะโกนร่ำร้องออกมาแต่มิมีผู้ใดได้ยิน แม้แต่มหิตาเทวีผู้เป็นอดีตชาติของหล่อนเอง


              "เจ้าคิดว่าเครื่องประทิมโฉมกล่องนี้ มีผลแค่ไหนกันลองตอบมาซิ ?"
            

             ".....อย่างไรก็ไม่ดีแน่เพคะ หากผิดพลาดไปนางสิ้นชีวีได้....หม่อมฉันมิกล้า"


             "เจ้าจะบ้าเหรอ? ข้าไม่ได้ให้ยาพิษกับเจ้าเสียหน่อย!!" พินทุมณีเทวีตรัสตวาดใส่พระขนิษฐา


              "ก็...ก็แล้วมันเป็นอะไรเล่าเพคะ? นี่มิใช่เครื่องประทิมโฉมที่จะเคลือบพิษไว้หรือเพคะ"


              "บ้าสิ!! ใครจะไปทำขนาดนั้น แบบนั้นเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาข้าซึ่งเป็นต้นคิดมิแย่ไปกับเจ้าด้วยรึ?"


              "อ้าว?...แล้ว...ภายในบรรจุสิ่งใดไว้กันเล่าเพคะเสด็จพี่?" มหิตาเทวีค่อยถอนหทัยออกมาอย่างโล่งอุระ หลังจากทรงทราบว่ามิได้ร้ายแรงอย่างที่ทรงคิด


              "นี่น่ะรึ? มันก็เป็นสิ่งที่พี่ไว้ใช้แกล้งนางห้ามของสวามีข้านิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นดอก" ยิ่งฟังพระเทวีน้อยและเคียงฟ้าก็ยิ่งพิศวงงงวย


              "มียาทำให้คันอ่อนๆ ผสมอยู่ในผงสีผัดหน้าน่ะ...ทาแล้วจะคันยุกยิก หรืออย่างมากก็แค่ผื่นขึ้นไปสัก 2-3 วันเท่านั้นแหละ หึ หึ" เมื่ออธิบายสรรพคุณ แล้วก็ทรงแย้มสรวลออกมาด้วยความขบขัน


              "ใช่เพคะ....คันจนอยู่ไม่สุข ท่านราชบุตรเขยคงมิมีอารมณ์กระทำสิ่งใดต่อนางแล้วกระมังเพคะ" บัวลออยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเผลอหัวเราะออกมายามที่กราบทูล


              "อ้อ....อย่างนั้นเองรึเพคะ" พินทุมณีเทวีพยักพระพักตร์ให้แทนถ้อยดำรัส


              "แล้วถ้าผื่นขึ้น เจ้าก็อ้างว่านางคงแพ้น้ำแพ้อากาศบ้านเรา แล้วกำชับหมอไว้ด้วยก็แล้วกันล่ะ หึ หึ ผื่นขึ้นหน้าแบบนั้นจะมีบุรุษใดอยากจะมองกันเล่า อย่าว่าแต่ต้องการร่วมหอเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า"



              "นั่นสิเพคะแค่คิดก็ขำแล้ว ฮะ ฮะ" มหิตาเทวีทรงสรวลตามไปด้วย


               'เรื่องบ้าๆ บอๆ นี่เก่งจริงเชียวพินทุมณีเทวี’ เคียงฟ้าผู้เป็นร่างสถิตในอนาคตของมหิตาเทวีส่ายหน้าอีกครั้ง เมื่อได้ฟังกลเม็ดเด็ดพรายของสตรียุคโบราณ

 
              "เอ้า! เจ้าเก็บไว้แล้วกัน กล่องประทินโฉมนี้น่าจะช่วยเหลือเจ้าได้อยู่มากโข"


              "ขอบพระทัยเพคะเสด็จพี่...แต่หม่อมฉันอาจจะไม่ต้องใช้มัน หากภูวิษะเจ้าทรงรักษาสัจจะ" พินทุมณีเทวีสดับฟังแล้วทรงขัดพระทัยในพระดำรัสพระขนิษฐายิ่งนัก แต่ครู่เดียวก็รีบปั้นแต่งสีพระพักตร์ให้แย้มสรวลออกมาได้


               "ตามใจเจ้าเถิด มันเป็นของเจ้าแล้วจะใช้หรือไม่ก็ตามใจ"


               "ขอบพระทัยเพคะเสด็จพี่"


                ในยามนั้นมหิตาเทวีรับกล่องประทิมโฉมอันงดงามนี้ไว้ด้วยความขบขัน แต่หากทรงล่วงรู้อนาคตจะไม่ทรงรับกล่องแห่งเภทภัยนี้ไว้เด็ดขาด!!



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++





Create Date : 11 มกราคม 2556
Last Update : 11 มกราคม 2556 17:48:27 น. 0 comments
Counter : 959 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.