จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
10 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 53

ตอนที่ 53


                 ดวงแก้วสุกใสเม็ดขนาดเท่านัยน์ตาแมวลูกหนึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในกล่องบุกำมะหยี่ บ่อยครั้งที่หญิงสาวเปิดออกดูในใจจดจ่อไปยังเพชรพญานาคที่หล่อนถือครองอยู่ ป่านนี้เจ้าของน้ำตาหยดนี้เป็นอย่างไรบ้างหนอ แต่ไม่เคยมีคำตอบกลับมา หลายวันมานี่เหมือนหล่อนถูกกีดกันออกจากเรื่องราวในอดีตชาติ วิมุตติที่จะเป็นสะพานเชื่อมได้แต่เคียงฟ้าก็ไม่กล้าเข้าใกล้เขา เกรงจะเกิดเรื่องขึ้นมาอีก


                 “ทำไมกันนะ...ในเวลาที่ฉันอยากทำอะไรเพื่อเรื่องในชาติก่อนบ้าง ทุกอย่างกลับดูติดขัดไปหมด”


                 หล่อนรำพันไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ในเมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าหล่อนควรจะแก้ไข สำนึก และรับรู้ แล้วทำไมการติดต่อทั้งหมดถึงถูกตัดหายไป แต่ในช่วงแรกช่วงที่หล่อนปฏิเสธสัญญาเก่าจากอดีตชาติ ทุกอย่างกับพุ่งเข้าใส่หล่อน ราวกับกลัวว่าหล่อนจะลืมเลือนมันไปเสีย


                ‘โชคชะตากำลังจะเล่นตลกอะไรกับฉัน?’ รอยกรรมไยจึงพรากหล่อนให้ห่างจากเขา เป็นทุกข์ที่ไม่รู้ กับทุกข์ที่จำต้องรับรู้ อย่างไหนสาหัสกว่ากัน


                “เจ้าภู...คุณได้ยินฟ้าไหมคะ? ได้โปรดเถอะค่ะ ถ้าคุณยังมีเยื่อใยให้มหิตาบ้าง...ขอให้ฉันได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดเถอะค่ะ”


                ‘รู้ไปทำไม? รู้แล้วแก้ไขอะไรได้ รู้กับไม่รู้ต่างกันอย่างไร ทุกข์หายไปหรือไม่’ คำถามในใจผุดขึ้นมาเหมือนถูกใครตั้งปุจฉา เคียงฟ้าไม่รู้ว่ามันเป็นเพียงเสียงในใจของตนเองหรือเสียงจากแดนไกล


               ‘ลืมมันเสียเคียงฟ้า...นั่นคือประสงค์ของภูวิษะเจ้า จงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อย่าได้เกี่ยวข้องหรือพานพบกันอีก’


               เสียงนั้นยังกังวานอยู่ในใจ สติของหล่อนค่อยลอยเลื่อนตาม ไม่อาจตอบโต้ได้ดังใจ สองตาค่อยหลับพริ้มลง เงาร่างของใครบางคนเคลื่อนเข้ามาใกล้ ร่างนั้นมีประกายแสงนวลลออตานัก หล่อนไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ในดวงจิตสัมผัสได้


               “อาจารย์หรือคะ?” เคียงฟ้าถามออกไปด้วยสติอันเลื่อนลอย ใกล้ดิ่งดับเต็มที่แล้ว


               “อย่ากลัว...เคียงฟ้า อย่าได้กลัว แล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไป”


               “มะ...ไม่” หล่อนปฏิเสธด้วยสติสุดท้ายซึ่งล้าเต็มที


               “เพียงแค่ตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เจ้าจะดำเนินชีวิตไปตามแต่บุญกรรม”


               “อย่..า...” หล่อนครางออกมาด้วยเสียงแผ่ว น้ำตาหยาดหยดออกมาทั้งที่หลับอยู่


               “เจ้าภู...” เสียงสุดท้ายที่เคียงฟ้าได้ยิน คือเสียงของตนที่เรียกชื่อชายอันเป็นที่รักก่อนจิตจะสิ้นเรี่ยวแรงลง


                ในมโนอันมืดมิดนั้น มีแสงสว่างอีกแสงหนึ่งที่เรื่อรองไม่แพ้แสงแรก ซ้ำยังเจิดจ้ากว่าเสียด้วยซ้ำ หากแสงนั้นเย็นฉ่ำไปด้วยพรแห่งความกรุณา เคลื่อนเข้ามาประชิดแสงแรก


                ‘เมื่อรู้จักทุกข์...จึงหายทุกข์ เพราะเข้าใจ หญิงผู้นี้อธิษฐานมาอย่าไปขวางทางเขา’ อีกเสียงหนึ่งดังมาเสียงนั้นอบอุ่นนุ่มนวลนัก แสงแรกจึงชะงักการกระทำลง ค่อยเปลี่ยนสภาพเป็นร่างบุรุษ พร้อมกันนั้นร่างสูงพลันคุกเข่าลงแล้วพนมมือขึ้น


                ‘เข้าใจแล้วพระคุณเจ้า....หากเป็นดังนั้น นางจักลืมมัน เมื่อใดนางปฏิเสธที่จะรับรู้’ เทพบุตรจากเมืองแมนกล่าว


                ‘ถึงอยากลืมก็ไม่ลืมดอก เพราะมันเป็นทุกข์ ทุกข์อยู่ในใจลืมไปชั่วคราวก็เหมือนแกล้งลืมนั่นแหละ มันไม่หายทุกข์หรอก วิธีที่จะหายทุกข์คือวางลงมิใช่แกล้งลืม จงเข้าใจในวิถีของทุกข์แม้ไม่เข้าใจว่าเรื่องราวมาจากอดีตแสนไกลจะมาทักทายเพื่อการณ์ใด เอาแค่รู้รู้แล้วก็ปลดปลง ใจจะเบาขึ้น ส่วนกรรมก็ผ่อนผันใช้กันไป เวรหมดกรรมไม่หมด...อย่าผูกพยาบาทต่อเป็นพอ’


                 ร่างแสงอันสุกสกาวของผู้มาเยือนกล่าวมาทางหล่อน ก่อนจะคลี่รอยยิ้มน้อยๆ แล้วหันหลังเดินจากไป ในมโนนั้นหล่อนทันได้เห็นชายจีวรขยับไหวอยู่ลิบๆ แล้วเคียงฟ้าก็มองไม่เห็นสิ่งใดอีก คงมีแต่เสียงสังวัธยายมนต์ที่หล่อนไม่เข้าใจความหมายและไม่เคยค้นหามรรคาของบทสวดเหล่านั้น ทว่าอำนาจเมตตาก็แผ่ปกคลุมจนใจหล่อนสงบลง นิ่ง และเข้าสู่ภวังค์ไปในที่สุด ดวงจิตดำดิ่งสู่อนธการอีกครั้ง แต่ในความมืดนั้นจู่ๆ ก็มีแสงปรากฏขึ้น แสงนั้นห่างไกลออกไปจากที่หล่อนยืนจนสุดสายตา


                 ‘ไป..ตามแสงนั่นไป’ ใครบางคนชี้ทางให้ หล่อนอยากหันไปมองให้เต็มตาว่าใช่คนที่คาดเดาหรือไม่ แต่ไม่อาจทำตามที่ใจต้องการได้   


                 เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงพบด้านที่สว่างจ้าอยู่ปลายทางคล้ายแสงนั้นรอดออกมาจากปลายอุโมง หล่อนเดินไปตามคำบอก แสงสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ และห้อมล้อมรอบกายจนมองไม่เห็นสิ่งใด หญิงสาวหยีตาหลบแสงจนปรับสายตาได้ หล่อนจึงค่อยปรือตาลืมขึ้น เงาทึบแสงของหญิงนางหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาหาหล่อน เมื่อลืมตาขึ้นเจ้าของหน้านวลนั่นเป็นสตรีคิ้วหนาเข้มที่รอยยิ้มแจ่มใสอยู่เป็นนิตย์


                  “พระเทวี! ตื่นเถิดเพคะ”


                  “เอ๊ะ?” เคียงฟ้าพยุงตัวลุกขึ้นแล้วมองไปที่คู่สนทนา “พี่ศรีดารา? มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”


                  “อ้าว? ก็ทรงสั่งให้หม่อมฉันปลุกแต่หัวรุ่ง วันนี้เราจะไปตลาดบน กันอย่างไรเล่าเพคะ”


                  เคียงฟ้าลุกขึ้นอย่างงุนงงจากนั้นไม่นานก็พบว่าตนเองอยู่ในร่างของมหิตาเทวี หญิงสาวยิ้มให้กับเงาในกระจกทองเหลืองอย่างแสนดีใจ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตอบรับคำอธิษฐานของหล่อนแล้ว หนนี้คราวนี้จะต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดให้ได้


                  “เราจะไปตลาดบนกันทำไมรึ?”


                 “หมู่นี้พระเทวีไม่ค่อยสดใส หม่อมฉันว่าเราออกไปเดินชมตลาดสักหน่อยดีกว่าเพคะ” นางเทวีไม่ทันได้ปฏิเสธก็ถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่อง โดยมีนางกำนัลหลายนางห้อมล้อม


                 “อย่าประดับประดามากนะเพคะ จะได้ไม่เป็นจุดเด่น หาไม่งั้นแล้วหากต้องมีทหารเดินตามเป็นขบวนคงไม่สนุกเป็นแน่”


                 “แต่อย่างไรก็ต้องมีคนติดตามคอยคุ้มครองบ้าง” ปทุมมาออกความเห็น


                 “แค่ 4 นายคงพอกระมัง”


                  แล้วมหิตาเทวีกับนางกำนัลอีกหลายนางก็พากันไปท่องตลาด โดยนางเทวีนั่งเสลี่ยงไปเมื่อถึงประตูวังก็ลงเดินปะปนไปกับชาวบ้านร้านตลาด เคียงฟ้ารู้สึกตื่นตาตื่นใจตั้งแต่หล่อนเห็นอดีตชาติ ชีวิตก็ถูกจำกัดอยู่เพียงในตำหนัก หรืออย่างมากก็ไปเพียงนาคาลัยเท่านั้น จึงรู้สึกตื่นเต้นยินดีลืมสิ่งที่ต้องมาค้นหาไปชั่วขณะ


                  ชีวิตของผู้คนในตลาดต่างจับจ่ายใช้สอยกัน อื้ออึงไปด้วยเสียงพูดคุย มีร้านรวงมากมายข้างทาง หล่อนแวะดูนั่นดูนี่อย่างเพลิดเพลิน ผู้คนรอบตัวเมียงมองนางเทวีเพราะความงาม แต่ครู่เดียวก็รีบปลีกกายไป หญิงสาวสังเกตว่าคนที่นี่ล้วนเร่งรีบกว่าปกติ


                 “วันนี้รู้สึกแปลกนักว่าไหม? ” ปทุมมาเอ่ยถามศรีดารา


                 “แปลกอย่างไรหรือพี่ปทุมมา?” เคียงฟ้าในร่างมหิตาเทวีถามขึ้นมา


                 “หม่อมฉันก็ว่าอย่างนั้น” ศรีดาราทูลตอบ


                 “แต่ละคนดูเร่งรีบพิกล ปกติแล้วมักจะมีพวกคอยห้อมล้อมชมโฉมพระเทวีของหม่อมฉันนี่เพคะ”


                “แหม...อย่างนั้นเชียวรึ?” แม้ว่านี่จะใช่โฉมหน้าในปัจจุบันของหล่อน แต่หญิงสาวก็อดภาคภูมิใจไม่ได้


                “เห็นจะต้องไปถามดูสักหน่อย” ศรีดารากล่าวแล้วก็รุดเข้าร้านที่อยู่ข้างหน้า ถามไถ่สถานการณ์จากป้าเจ้าของร้านครู่หนึ่งก็วิ่งกลับมาทูลความ


                “ผู้คนกำลังหาซื้อข้าวของไปเป็นเสบียงไว้น่ะเพคะ”


                “เสบียง? เพื่อกระไรรึ?”


                 “ทั้งชาวจุมภะ ทั้งปาล และเมืองอื่นในระแวกใกล้เคียง กำลังวิตกว่าหากสงครามเริ่มขึ้นแล้วจะออกจากเมืองไปมาหาสู่กันไม่ได้ หาซื้อข้าวของก็ลำบากนัก อะไรที่เป็นของแห้งของเก็บได้นานก็ซื้อหาไว้เป็นเสบียงเพคะ”


                 “สงคราม...?” เมื่อเห็นมหิตาเทวีมีสีพระพักตร์ประหลาดพระทัย ศรีดาราจึงขยับเข้ามาแล้วกระซิบแทบกระกรรณ
“ที่ท่านภูวิษะไปประชุมอยู่ในระยะนี้ ก็เรื่องตีเมืองปาล นี่อย่างไรเล่าเพคะ” ดวงเนตรเบิกกว้างหลังฟังความจากนางกำนัลคนสนิท


               “ปาลแม้เป็นเมืองเล็กๆ แต่เป็นเมืองผ่านสำหรับการค้า น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์ลำน้ำไหลผ่านซอกซอนไปถึงสามโค้ง ทุ่งราบรอบโค้งนั่นก็ทำนาปลูกพืชผลได้สะดวกกว่าเมืองอื่นนักเพราะมันใกล้น้ำ เมืองนี้จึงเป็นที่หมายปองของเมืองอื่นด้วยเช่นกันเพคะ แต่เพราะเป็นเมืองเล็กที่ผ่านมาก็สงบเสงี่ยมดี แต่ช่วงนี้เมืองปาลเอนใจไปทางพะโคจึงกล้าแข็งเมืองกับเรา จึงต้องไปตีให้เข็ดหลาบ อยู่ดีไม่ว่าดีนะเพคะ ตีมาก็กลายเป็นเมืองขึ้นไม่รู้นึกเยี่ยงไร”


                สำหรับเคียงฟ้าแล้วหล่อนแทบไม่มีเรื่องนี้อยู่ในความทรงจำเลย รู้แต่ว่าระยะนี้เจ้านาคราชมีราชกิจมาก ไม่ค่อยมีเวลาให้ชายานัก เป็นเหตุให้เกิดความน้อยพระทัยสะสม เมื่อระลึกขึ้นได้จึงพยายามทบทวน สัญญาจากอดีตบอกหล่อนการศึกกับปาลปุระมีบางอย่างที่อยู่ก้นบึ้งของความทรงจำ สร้างความขุ่นมัวและหม่นหมองในความรู้สึกนัก ความฝื่นขมเริ่มตีตื้นขึ้นมาจากช่องท้องจนอยากอาเจียน


                ปาลปุระ...นามนี้มีความลับใดซ่อนอยู่กันฤา ?



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



                มหิตาเทวีเจ้าหญิงแห่งจุมภะปุระที่เคียงฟ้าสวมร่างอยู่ ยังไม่พ้นกำหนดโทษจากพระแม่เจ้ากมุทรามหาเทวี ที่สั่งห้ามมิให้พระนางออกงานใดๆ ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงไม่อาจสืบเรื่องราวจากวงประชุมได้ ครั้นจะถามภูวิษะเจ้าก็ยังอยู่ในช่วงเมินหมาง ถามคำก็ตอบคำคล้ายไม่อยากเสวนาด้วย


                “พี่ศรีดารา ไปสืบเรื่องศึกเมืองปาลมาหน่อยสิ”


                “สืบเรื่องกระไรเพคะ?”


                “ก็เรื่อง...” พระนางตรัสค้างไว้เพียงแค่นั้น เพราะยังดำริไม่ออกเช่นกัน มีแต่ลางสังหรณ์ในใจเท่านนั้นที่เด่นชัดขึ้นมา


                “จักต้องมีเหตุวิปโยคอันใดอุบัติขึ้นเป็นแน่แท้...”


                “โถ...พระเทวีเพคะ อย่าได้กังวลพระทัยไปเลย เมืองเล็กๆ เยี่ยงเมืองปาลอย่างไรเสียก็ไม่อาจสู้ทัพใหญ่จากจุมภะได้ดอกเพคะ หม่อมฉันว่าอีกไม่นานคงมีการเจรจาเกิดขึ้น ปาลคงไม่อยากเสียเลือดเสียเนื้อ”


                “แล้วเหตุใดจึงกล้าแข็งเมือง?” คำถามนี้แม้บุตรีขุนพลมหัทนะก็สิ้นวาจาเพราะที่มาซับซ้อนยิ่งนัก เพียงลำพังตัวนางไม่กล้าพิพากษ์ เกรงว่าจะเป็นเพียงวินิจฉัยตามความเข้าใจของผู้อยู่วงนอกเท่านั้น


                “น่าจะมั่นใจในอำนาจของเมืองพะโค แต่เหตุผลลึกๆ นั้นเอาไว้หม่อมฉันจะเลียบเคียงถามพ่อให้นะเพคะ”


                “เรื่องนั้น...ช่างเถิด แต่ที่ข้าสนใจเรื่องนี้เกี่ยวข้องอันใดกับเสด็จพี่?”


                 เคียงฟ้าขมวดคิ้วการเมืองก็ย่อมเป็นการเมือง ปาลปุระคงมีเหตุผลของตนเองและคงเชื่อมั่นในอำนาจผู้หนุนหลังถึงได้หาญกล้ามาแข็งข้อกับเมืองใหญ่เช่นจุมภะได้ แต่สิ่งที่หล่อนให้ความสำคัญคือมันจะต้องมีเหตุเกิดขึ้นระหว่างมหิตาเทวีกับภูวิษะเจ้าต่างหากเล่า จิตสัมผัสของหล่อนวนเวียนอยู่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น


                 “ก็ภูวิษะเจ้า จะเป็นหนึ่งในผู้กุมทัพออกศึกอย่างไรเล่าเพคะ” ศรีดาราเฉลย “เมืองเล็กแค่นั้น คงไม่ได้ใช้กำลังพลมากนัก แต่ที่ยังรอเวลาก็เพื่อรอดูท่าทีเมืองพะโคผู้หนุนหลัง หาไม่แล้วศึกเล็กจะกลายเป็นศึกใหญ่จึงต้องรอบครอบเอาไว้ก่อน”


                 “แต่เรากับพะโคก็ยังค้าขายกันอยู่”


                 “ต่างคนต่างสงวนท่าที พะโคก็มิได้ออกหน้าแก่เมืองปาลอย่างเปิดเผย”


                 “การศึกนี้ช่างซับซ้อนยิ่งนัก แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร...” มหิตาเทวีหยุดถ้อยดำรัสไว้ชั่วครู่ แล้วทอดพระเนตรไปรอบวรกาย “สงสารก็แต่ประชาชน ไม่มีใครต้องการสงครามดอก”


                 “นั่นสิเพคะ”


                 “กลับกันเถิด”


                 “เอ๋...แต่ว่าพวกเราเพิ่งมาถึงนะเพคะ” นั่นเป็นเพราะเคียงฟ้าไม่มีอารมณ์จะเดินชมตลาดแล้ว สังหรณ์ลึกๆ บอกให้หล่อนรีบค้นหาความจริง การศึกครั้งนี้ไม่ธรรมดาแน่นอนมันส่งผลเยี่ยงไรต่อชีวิตคู่ของมหิตาเทวีและภูวิษะเจ้ากันนะ


                  เมื่อนางเทวีตรัสดังนั้นเหล่านางกำนัลก็จำต้องคล้อยตาม แม้จะอยากเดินเที่ยวเล่นอยู่ก็บ้าง ศรีดารา เป็นคนที่แสดงท่าทางเสียดายเป็นออกมาเป็นที่สุด


                  “ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน ข้ารู้สึกปวดหัวน่ะ” ตรัสปลอบใจนางกำนัลคนสนิท


                   หญิงสาวเกิดความกระวนกระวายใจ จะเป็นหล่อนคิดมากและกังวลไปเอง หรือจากความจำในอดีตชาติกันหล่อนก็ไม่อาจบอกได้ ดังนั้นเมื่อกลับจากตลาดบน ก่อนที่จะเข้าสู่ประตูวังจึงสั่งให้ทหารแบกเสลี่ยงไปยังอโศกคยาหลวง แล้วเข้าไปทำการบำบวงต่อวิษณุเจ้า เพื่อขอให้ทรงประทานพรมิให้ลางอัปมงคลที่สัมผัสได้อุบัติขึ้นจริง เคียงฟ้าใช้เวลาอธิษฐานอยู่เนิ่นนาน ในใจนั้นหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงออกไปพบนางกำนัลที่เฝ้าอยู่ด้านนอก


                  “อะไรกัน นี่เจ้าไม่รู้เรื่องดอกรึ? ศรีดาราอุตส่าห์เป็นบุตรีขุนพลใหญ่แท้ๆ” เสียงค่อนแคะที่ดังมากระทบโสตนั้นคุ้นเคยอยู่มิใช่น้อย นางเทวีจึงหยุดฝีเท้าลง


                  “อ้อ! ข้าลืมไป พระเทวีของเจ้าถูกห้ามมิให้เข้าเฝ้านี่นะ” บัวลออนางกำนัลคนสนิทของพินทุมณีเทวีส่งยิ้มเย้ยคู่อริ นางคิ้วเข้มฟังความเข้าก็เขม่นกลับ


                  “รู้ช้าเพราะไม่ได้ออกไปสาระแนเรื่องของเจ้าของนาย ทั้งข้าทั้งเจ้าเป็นแค่นางกำนัลหากไปสอดแทรกคงไม่งามดอกจริงไหม ?” ศรีดาราหันไปบุ้ยใบ้กับคนที่มาด้วยกัน แม้จะพยายามรักษามารยาทแต่นางกำนัลของมหิตาเทวีก็กลั้นหัวเราะกันไม่อยู่ ทำให้บัวลออขุ่นเคืองยิ่งนัก


                  “เจ้านี่มันปากคอเราะร้าย ดีนะพระเทวีของเจ้าไม่ถือสา หากเป็นพินทุมณีเทวีของข้า เจ้าคงโดนตบปากวันละไม่รู้กี่หน”


                  “นั่นสินะ เป็นบุญของข้าจริงๆ โบราณว่าบ่าวถูกเจ้า ข้าถูกนาย เห็นทีคงจะจริง” นางคนทะเล้นตอบอย่างไม่ลดละ


                  “ไม่เอาน่า เจ้าทั้งสองพอได้แล้ว อย่าทำให้พระเทวีมัวหมองไปด้วยฝีปากของพวกเจ้าเลย” ปทุมมาห้ามปราม


                  “ข้าก็มิได้อยากต่อปากต่อคำดอกนะปทุมมา ก็ข้าถามนางดีๆ ว่ารู้เรื่องคำทำนายเรื่องศึกเมืองปาลหรือยังนางก็โต้มาเช่นนี้ คอยดูเถิดพระเทวีของเจ้ามารู้เข้าทีหลังเจ้าจะถูกโบย ข่าวแบบนี้น่ะยิ่งรู้เร็วยิ่งดี ศรีดาราเจ้าควรจะขอบคุณข้าเสียด้วยซ้ำ”


                  “ข่าวกระไร?” เสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา แต่บัวลออทุ่มเถียงกับศรีดาราอยู่จึงมิทันได้หันไปมองว่าเป็นผู้ใด


                  “นี่ก็อีกคนหูหนาตาเล่อนัก ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวใดกับเขาบ้างเลย ก็ข่าวที่โหรหลวงทำนายเรื่องศึกเมืองปาลน่ะสิ แล้วก็ว่าถึงผู้นำทัพจะเป็นใครไปได้นอกจากท่านภูวิษะกันเล่า”


                  “เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เสียงทรงอำนาจตวาดดังก้อง หนนี้เหล่านางกำนัลที่สนทนากันอยู่หันมาที่ต้นเสียงเป็นตาเดียว


                   “พระเทวี!!!”


                    มหิตาเทวีเสด็จมาประทับเบื้องหน้าด้วยสีพระพักตร์ไม่พอพระทัย ดวงเนตรนั้นขุ่นด้วยความกริ้ว นางกำนัลทุกนางพากันทรุดกายลงถวายคำนับทันที บัวลออนั้นหน้าซีดเผือดเนื่องด้วยพินทุมณีเทวีมิได้เสด็จมาด้วย หากมีเรื่องเข้าผู้ใดเล่าจะช่วยเหลือกัน


                    “เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรบัวลออ”


                    “มิได้เพคะ...หม่อมฉันเพียงแค่สนทนากับศรีดาราเท่านั้น”


                    “ยังจะปดอีกรึ? เจ้าเอ่ยชื่อสวามีเรา” นางคนปากดีหน้าขาวจนซีดไม่กล้าเงยหน้าสบพระพักตร์


                    “นางบอกว่า นางได้ยินคำทำนายเกี่ยวกับผู้นำศึกครั้งนี้มาเพคะ แล้วยังบอกอีกด้วยว่าเพราะพระเทวีของพวกเราโดนห้ามมิให้เข้าเฝ้าจึงมิได้รู้เรื่องราวเลย” ศรีดาราชิงทูลฟ้องขึ้นมาก่อนทำให้บัวลออยิ่งแก้ตัวไม่ได้


                    “ศรีดารา...” ปทุมมาตีแขนนางคนปากกล้าเบาๆ แล้วส่งสายตาตำหนิ แล้วจึงทูลความถวายพระเทวีเอง


                    “ไม่มีอะไรดอกเพคะ พระเทวีก็เป็นการทำนายอย่างทั่วๆ ไปเหมือนเช่นทุกครั้งที่มีการศึก”


                    “พี่ปทุมมา เงียบไปเถิดเรากำลังถามบัวลอออยู่ ว่าอย่างไรอยากให้เรารู้มิใช่รึ? งั้นก็เล่ามาเสียสิ”


                    “หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”


                    “จะเล่าไม่เล่า”


                    “คือว่า”


                    “พี่ศรีดารา ตบหน้านางจนกว่านางจะพูด” รับสั่งนั้นเฉียบขาดนัก ทำให้เกิดเสียงอื้ออึงด้วยความหวาดกลัว แม้นางกำนัลตำหนักเดียวกันกับบัวลออยังไม่กล้าทูลทัดทาน เพราะรับสั่งได้ถึงเพียงนี้แปลว่ามิได้เกรงพระทัยพระพี่นางแล้ว


                   “เอ้อ...จะดีเหรอเพคะ” คนได้รับคำสั่งยังเก้กัง แม้จะไม่ถูกกันก็ตาม


                   “ต้องให้เราพูดซ้ำหรือ” ศรีดาราจึงรีบคลานไปหาบัวลออ


                   “ยังไม่พูดอีก หรืออยากให้ข้าตบหน้าเจ้าจริงๆ ”


                   “พะ..เพคะ คือว่าเมื่อวันก่อนท่านชยาทัตตรัสเล่าประทานให้พระเทวี แล้วข้าอยู่ตรงนั้นพอดี...” นางลำดับความ


                   “เอาแต่เนื้อๆ สิ เดี๋ยวก็ทรงกริ้วหรอก” ศรีดารารีบสั่ง


                   “คือว่า...พระบาทเจ้าทรงให้โหรหลวงทำนายทายทักเรื่องศึกเมืองปาล ท่านโหรก็ว่าศึกนี้จะชนะมาได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ในคำทำนายนั้นมีเรื่องที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่า”


                  “เรื่องนั้นคือ?”


                  “คือ...ตอนนั้นหม่อมฉันไปจัดหาของถวาย กลับมาเลยฟังความไม่ครบถ้วน ทราบแต่ว่าเกี่ยวข้องกับท่านภูวิษะเพคะ”


                  “เจ้านี่มัน ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับมากระเดียดยังมีหน้าเล่าถวายอีกรึ?” ศรีดารายกมะเหงกขึ้นเขกหัวบัวลออทันที


                  “ข้าก็จะมาถามเจ้าอย่างไร ว่าตกลงเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่”


                  “แล้วทำไมไม่ทูลถามพินทุมณีเทวีเสียล่ะ?”


                  “ก็ข้า...” แล้วสองนางก็ถกเถียงกันไป โดยมีมหิตาเทวีประทับนิ่ง


                  “บัวลออ เจ้าแน่ใจนะว่าได้เล่าทั้งหมดแล้ว”


                  “เพคะ”


                  “อย่าให้ข้ารู้ทีหลังว่าเจ้าปิดบังเข้าล่ะ”


                  “มิกล้าดอกเพคะ”


                   มหิตาเทวีเสด็จไปแล้วบัวลออถึงหายใจหายคอคล่องขึ้นบ้าง แต่นัยน์ตาของนางยังสอดส่ายด้วยความอยากรู้ เพราะคาดว่าหลังจากนี้ต้องมีเรื่องราวเกิดขึ้นแน่นอน แล้วสิ่งที่นางคาดเดาก็มิได้ผิดเพี้ยน ในเย็นวันเดียวกันนั่นเองมหิตาเทวีเสด็จไปยังตำหนักของพินทุมณีเทวีทั้งที่เคยรับสั่งตัดเป็นตัดตายกับพระภคินีแล้ว!


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++







Create Date : 10 กรกฎาคม 2556
Last Update : 10 กรกฎาคม 2556 2:32:20 น. 3 comments
Counter : 1168 Pageviews.

 
ความจริงใกล้ปรากฎแล้วสินะคะ


โดย: goldensun IP: 61.91.4.2 วันที่: 12 กรกฎาคม 2556 เวลา:20:48:29 น.  

 
รออ่านสาเหตุแห่งกรรมใหญ่ของมหิตาเทวีค่ะ.. ลุ้นจนเครียดตามเคียงฟ้าไปด้วยแล้ว 55


โดย: เจ้คนไกล IP: 49.49.69.161 วันที่: 17 กรกฎาคม 2556 เวลา:23:59:34 น.  

 
goldensun : ใกล้แล้วค่ะ

เจ้คนไกล : รออีกนิดนะคะ


โดย: แก้วกังไส วันที่: 24 กรกฎาคม 2556 เวลา:7:32:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.