จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
11 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 27

ตอนที่ 27
วิญญาณนางงามกับวิทยเทพ




                หากความรักเหมือนกรงขังกักเอาหัวใจไม่ให้โบยบิน ความแค้นก็เช่นกันมันเป็นดั่งโซ่ตรวนที่ผูกมัดดวงจิตให้ร้อนรนราวไฟผลาญอยู่เป็นนิตย์ วิญญาณของกุสุมาลย์ติดอยู่ในบ่วงแค้นมานานนักหนา นานเกินกว่าช่วงชีวิตของใครคนหนึ่งจะดำเนินไปได้นับสิบเท่าตัว เวลาไม่มีความสำคัญกับหญิงงามอีกต่อไป มีแต่ความแค้นอันเป็นจุดหมายสูงสุด ที่ทำให้นางรั้งรอมาได้จนถึงเพลานี้ 


               วิญญาณจากอดีตอันไกลโพ้นกำลังเดินวนเวียนอยู่รอบเตียงของเคียงฟ้า ไม่อาจเข้าไปใกล้ร่างบางที่หลับใหลอยู่ได้มากกว่านี้ เพราะหญิงสาวมีจิตแห่งอำนาจแผ่รัศมีคุ้มครองอยู่ คืนที่ผ่านมาหล่อนหาเหรียญพระที่หลวงปู่แสนให้มาใส่ติดตัวไว้ แม้ภิกษุชราจะบอกว่ากันผีไม่ได้ก็ตามทีแต่มีไว้ก็อุ่นใจกว่า โดยหารู้ไม่ว่าเหรียญนี้เป็นเสมือนสิ่งเชื่อมโยงระหว่างหล่อนกับผู้จาริกบุญ ให้แผ่จิตอันเป็นกุศลมาหยุดไฟร้อนไม่ให้เผาไหม้ลามต่อไปได้อีก


               "เข้าใกล้ก็มิได้ แล้วจะทำการใดต่อไปเล่าแม่หญิงกุสุมาลย์ ? "


               เสียงนุ่มทุ้มถามกึ่งขบขันดังแว่วมา เรียกเอาหญิงงามเจ้าของนามหันขวับไปในทันที จึงพบเห็นบุรุษในชุดโบราณนั่งอยู่ที่กรอบหน้าต่าง วิทยเทพนายนั้นตั้งแต่เมื่อใดนั้นนางก็มิทันได้ทราบ แต่มิได้ประหวั่นพรั่นพรึงกับร่างสูงตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย 


              "แล้วท่านเล่าจะทำประการใดกับข้า? รึจะลากตัวข้าไปอีกภพภูมิโดยหาความผิดไม่กระนั้นรึวิทยเทพ ?" เรียวปากงามสีซีดคลี่ยิ้มเย้ยออกมาส่งมอบให้


             "อยากให้เราทำกระทำเยี่ยงนั้นรึแม่หญิง?" วิมุตติในร่างจิตที่ทรงสภาพวิทยาธรไถ่ถาม


              "ท่านไม่มีสิทธิ์!!!" นางส่งเสียงตวาดดังเกรี้ยวกราดกลับมาในทันที "หากข้าเป็นวิญญาณบาปต่ำช้า มีหรือพระภูมิเจ้าที่จะอนุญาตให้ข้าเข้ามาในบ้านนี้ได้"


              "ตอนนี้ยังมิใช่....แต่หากลงมือก่อกรรมเมื่อใด แม่ก็มิใช่ผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป...พระภูมิท่านมิได้เต็มใจให้แม่เข้ามาในบ้านนี้เลยแม้แต่น้อย หากแต่แม่มีสายใยร่วมบุพกรรมกับเคียงฟ้ามาแต่อดีตชาติ และใกล้ถึงเวลาที่รอยต่อแห่งผลกรรมจะมาบรรจบ แม่จึงใช้ช่องทางนี้เล็ดลอดเข้ามาได้...หาไม่แล้วคงมิอาจ" วิทยาธรเทพในชุดผ้านุ่งสีขาวปักดอกตราประจำตำแหน่งสีแดง กล่าวขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สร้างความขุ่นเคืองให้กุสุมาลย์ยิ่งนัก


              "แล้วอย่างไรเล่า? สิ่งใดที่ข้ากระทำข้ายอมรับแต่นางคนนี้เล่า?...อีกประการข้าอยากถามไถ่นักว่า เมื่อข้ายังมิได้กระทำสิ่งใดต่อนาง...ท่านจะอ้างสิทธิ์อันใดมาริดรอนวิญญาณข้า พระยมเทพยังมิเคยส่งราชมัลใดมาตามตัวข้าเลย แล้วท่านเล่ามาด้วยหน้าที่อันใด...เฮอะ!" นางในชุดผ้าซิ่นสีหมากสุกกล่าววาจาเย้ยหยัน


              "ที่แม่กล่าวมาก็จริงอยู่....เรามิได้มีหน้าที่อันใดในยมสถาน แต่เพราะมีคนผู้หนึ่งร้องขอไปที่วิชาธรเคหาสน์ เราจึงมาอยู่ที่นี่ได้ แม้มิใช่กิจโดยตรงก็ตาม แม่เข้าใจหรือไม่?" หญิงงามขมวดคิ้วมุ่นเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ท่าทางขัดข้องขุ่นเคืองยิ่งนัก


              "แม่หญิงฟังเรากล่าวสักนิด" พูดพลางลุกขึ้นเดินตรงเข้ามาหา แต่กุสุมาลย์สาวเท้าถอยหลังโดยพลัน


               "อย่ามาเกลี้ยกล่อมให้ข้าเปลี่ยนใจ นางผู้นี้กระทำบาปหยาบช้านักหนา ถึงแม้ผู้อื่นให้อภัย ข้าก็มิอภัยให้นางดอก!!" วิญญาณนางกำนัลชี้ไปที่ร่างบนเตียง


               "แม้ว่าผู้ร้องขอให้เรามาจะเป็น 'ภูวิษะเจ้า' ก็ตามอย่างนั้นรึ?"


               "ภูวิษะเจ้า!!!?"


               นัยน์ตาคู่งามเบิกโพงคล้ายไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยินไปเมื่อครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเสียใจประดังประเดกันเข้ามา ดวงตาสีนิลคู่นั้นโศกศัลย์มืดมิดยิ่งกว่าเดิม มิช้าน้ำตาที่เอ่อคลอก็พลันหายไป เหลือเพียงแสงแห่งความพยาบาทวาวโรจน์ขึ้นมา


              "เพราะนางเคยเป็นชายาขององค์ท่านงั้นรึ? ทั้งที่นางตอบแทนดวงหทัยอันรักมั่นของท่านด้วยบาปเวรอันเลวร้ายอย่างนั้นรึ?" เสียงขมขื่นดังออกมาจากเรือนกายที่กำลังสั่งระริก


              "รัก ของภูวิษะเจ้า คือผู้ให้...รักอย่างผู้รู้จักอภัย"


              "อภัย?...แม้จะทำร้ายผู้ให้โดยไม่สำนึกอย่างนั้นรึ?!!! เพื่อนาง? เพียงเพราะเคยเป็นนางอันเป็นที่รักกระนั้นรึ? แล้วนางเล่าก็เอาแต่เสวยสุขในสิ่งที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ แบบนี้เรียกว่ายุติธรรมแล้วอย่างนั้นรึ?" มือเรียวกำแน่นและสั่นเทาจนเล็บจิกเนื้อ วิมุตติเห็นเข้าได้แต่ทอดถอนหายใจออกมา ด้วยเวทนานางผู้ตกอยู่ในบ่วงกรรมนัก


              "....ภูวิษะเจ้านั้นหาได้อภัยต่อเพียงเพราะรักประการเดียวหรอก...แต่ท่านกำลังปลดปล่อยตนเองออกจากความผิดบาป ที่ร่วมบุพกรรมกันมากับเทวีน้อยต่างหากเล่า!"


              "หมายความว่าอย่างไร?"


              "หมายความว่า...ภูวิษะเจ้าเหน็ดเหนื่อยกับการขังตนในกรงแห่งความคับแค้น จนต้องติดตามกันมาชาติแล้วชาติเล่าเยี่ยงแม่หญิง...ท่านไม่ประสงค์จะตกอยู่ห้วงทุกข์อีกแล้ว" เสียงบอกเล่านั้นอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด


              "มดเท็จ!! วิทยเทพท่านมดเท็จทั้งเพ!!?" กุสุมาลย์สั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความคับแค้น ก่อนจะเชิดใบหน้างามล้ำนั่นขึ้นจ้องมอง


              "ท่านปั้นเรื่องมดเท็จนี้ขึ้นมา เพื่อให้ข้าละมือจากนางบาปนี่!"


              "กุสุมาลย์!!! ไยจึงกล่าวเช่นนี้....เราเป็นวิทยเทพย่อมอยู่ในความสัตย์" วิมุตติส่งเสียงขึ้นมาด้วยความตระหนก แต่นางโฉมงามมิได้เชื่อคำกล่าวเลย นางเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ร่างสูงแล้วจึงกล่าว


             "จะให้ข้าเชื่ออย่างนั้นรึ? ผู้ใดก็รู้...มีวิทยาธรฅนใดไร้เล่ห์เหลี่ยมกันเล่า เมื่องานของพวกท่านนั้น ก็คือใช้วจีหลอกล่อให้ผู้อื่นหลงกลตกปากรับคำ เมื่อนั้นท่านก็มีอำนาจเข้ามาจัดการในกิจผู้อื่น" กุสุมาลย์จ้องมองดวงตาคมกล้าที่บัดนี้มีแสงเรืองออกมา มิมีทีท่าเกรงกลัวแม้แต่น้อย


             "ทำไม?....หรือมีสิ่งใดที่ข้ากล่าวผิดไป ? วิทยเทพท่านคือผู้เจรจาความ...เป็นคนกลางคอยชักนำให้คู่วิวาทะสงบศึก เหล่านี้มิใช่งานของท่านรึ? ดูแต่ท้าวพญาของท่านสิ หาใช่ใช้วจีเกลี่ยกล่อมจนครุฑนาคยอมสงบศึกรึ ? "


              "เฮ้อ...แม่หญิงกุสุมาลย์ แม่กำลังพาลดังเช่นเด็กน้อย ปีนี้แม่อายุเท่าใด...สัก 1 ปีทิพย์*(1 พันปี)ได้หรือไม่?" วิทยเทพชูนิ้วขึ้นนับ ด้วยท่าทางไม่ถือสานางงามที่กำลังจมอยู่ในโทสะตรงหน้า


              "เอาเถิด...แม่อายุเพียงปลายก้อยของท้าวพญาแห่งเรา จะมิรู้เรื่องหรือฟังมาผิดๆ ก็หาควรตำหนินางไม่ แม่หญิงคนงามเราจะบอกเล่าให้ฟัง องค์ชีมูตวาหน ท้าวพญาแห่งวิทยาธรนั้น ระงับการจองเวรของพญาสุบรรณราชกับนาคราชนั้นด้วยเมตตาจิต ยอมสละร่างประทานให้เสวยแทนนาคา จนพญาปักษานั้นละอายใจจึงยอมละทิ้งซึ่งทิฐิต่อชาวนาคา หาได้มีวจีหวานระรื่นใดไปกล่อมเจ้าเวหานั้นได้ดอก จะมีก็เพียงเมตตาจิตและอภัยทานเท่านั้น...เป็นพรอันประเสริฐประการเดียว ที่หยุดความอาฆาตพยาบาทซึ่งมีมาช้านานของสองเผ่าพันธุ์ลงได้”


              เมื่อวิญญาณหญิงงามยังมิทันได้เอ่ยปากคัดค้าน เพราะเพิ่งกระจ่างชัดกับตำนานของผู้ยุติศึกครุฑานาคานี้ วิมุตติก็ก็กล่าวต่อเนื่องชนิดมิมีติดขัด


              “และถ้าหากจะมีวิทยเทพฅนใด เจ้าเล่ห์พราวเหลี่ยมอย่างที่แม่กล่าวหามา คงจะเป็นเราหาใช่องค์ชีมูตวาหนดอก หึ หึ" ร่างสูงกล่าวจบก็เดินตรงรี่เข้าหานางคนงาม จนกุสุมาลย์ต้องก้าวถอยหลังไป


              "จะ...จะทำสิ่งใด?"


              "ไฉนเล่า? แม่หญิงคนกล้ากลัวเราหรืออย่างไร?" 


              กึ่งเทพรูปงามย่างสามขุมเข้าใกล้ วิญญาณนางกำนัลแลเห็นเข้าก็ฉายสีหน้าไม่ไว้วางใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด นางคาดเดาความคิดวิมุตติไม่ออก อีกทั้งเขายังทรงฤทธีกว่านางนัก จึงเลือกที่จะหลบลี้หนีหน้าไปก่อน ฉับพลันนั้นนางแห่งอดีตกาลก็หายลับไปจากเบื้องจักษุวิทยาธรเทพในทันใด


              "อ้าว?...แม่คุณไปไหนเสียเล่า? ราตรีนี้ยังอีกยาวนานนักจะไม่อยู่เป็นเพื่อนจำนรรจากับเราก่อนรึ ? "


              "ข้ามิใช่สหายท่าน เชิญไปหาเพื่อนอื่นจำนรรจาไปเถิด! เรื่องนี้เรามิรามือง่ายๆ เท่านี้ดอก...ท่านอย่าได้หมายมาดว่าจะข้าจะอภัยแก่นางเลย!" เสียงนางโฉมงามดังมาไกลๆ แต่มิได้ปรากฏกายให้เห็นอีก ปล่อยให้เทพบุตรจากวิชาธรสถานยืนอมยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่เดียวดาย


               "หึ หึ หากแม่มิร้างลาจากความพยาบาท เห็นทีแม่ก็ต้องทนพบเจอเราไปเรื่อยแล..."


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


              เสียงถกเถียงกันของวิทยาธรเทพกับนางโฉมงาม อื้ออึงอยู่ในห้องมาครู่ใหญ่ แต่ก็มิได้ปลุกให้เคียงฟ้าตื่นจากนิทราขึ้นมา พบเจอว่ามีผู้อื่นใดอยู่ในห้องของหล่อน หญิงสาวเพียงแต่ขยับกายพลิกตัวไปมาเท่านั้น ยามที่เสียงรบกวนนั้นดังเกินไป แต่มิช้านานเสียงเหล่านั้นก็จางหายไป คงเหลือแต่ความเงียบสงบเหมือนเมื่อแรกนิทรา ลมหายใจของหล่อนผ่อนเข้าออกเป็นจังหวะทอดยาวออกไป บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าของร่างนั้นกำลังพาตนเข้าสู่ห้วงฝัน


             "พระเทวีเพคะ..." เสียงเรียกแผ่วเบานั่นทำให้เคียงฟ้าสะดุ้ง และรีบหันหน้ากลับมามองก็พบว่าเป็นปทุมมานางกำนัลคนหนึ่งของมหิตาเทวี


             'นี่เรากำลังเป็นมหิตาเทวีอีกแล้วรึ?' หญิงสาวถามตนเองในใจ และเมื่อเหลียวมองไปรอบตัวก็ยิ่งแน่ใจนัก


             "มะ..มีอะไรรึ? ปทุมมา" นางกำนัลไม่ตอบแต่ยื่นผ้าซับพระพักตร์ส่งให้ เคียงฟ้าจึงได้รู้ว่าตนเองกำลังร้องไห้อยู่ หล่อนรับผ้ามาเช็ดน้ำตาออกแล้วจึงถามไถ่กลับไป


             "พี่กุสุมาลย์เป็นอย่างไรบ้าง?"


            "ไม่เป็นไรแล้วเพคะแผลก็จวนจะหายแล้ว หากทราบว่าพระเทวีทรงห่วงใย พี่กุสุมาลย์คงจะดีใจยิ่งนะเพคะ" คำตอบของปทุมมาทำให้หล่อนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก


             'ดีจริง...ที่ไม่เป็นไรมาก ไม่อย่างนั้นเราคงต้องเสียใจแน่ๆ ถึงแม้จะเป็นฝีมือของมหิตาก็เถอะ' หล่อนกล่าวตำหนิตนเองในอดีตกาล ว่าแล้วจึงคิดจะไปเยี่ยมเยือนคนป่วยที่เรือนบ้าง


              "ปทุมมาเราอยากไปเยี่ยมพี่กุสุมาลย์"


              "เพคะ หม่อมฉันจะเตรียมขบวนให้"


             "นี่....แค่ไปเยี่ยมพี่กุสุมาลย์ทำไมต้องทำอะไรใหญ่โตปานนั้น " นางกำนัลข้างพระวรกายจึงยิ้มรับเก้อเขิน


             "เพคะ...หม่อมฉันลืมไปว่าเรือนพี่กุสุมาลย์ก็อยู่ใกล้แค่นี้ แต่ล้างพระพักตร์ก่อนดีไหมเพคะ เดี๋ยวพี่กุสุมาลย์รู้ว่าทรงกรรแสงจะพลอยกลุ้มใจไปด้วย" หญิงสาวยกมือขึ้นลูบใบหน้าและลุกขึ้นไปมองคันฉ่องทองเหลือ ก็พบใบหน้าที่เศร้าหมองอิดโรยและมีร่องรอยน้ำตา


            "ก็ดีนะ เลอะเทอะไปหมดเลย"


            "งั้นหม่อมฉันจะไปตักน้ำมาให้สรงพระพักตร์นะเพคะ" ปทุมมาทูลแล้วก็คลานเข่าถอยหลังออกไปก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อใกล้บานทวาร


             "แล้วนี่พี่ศรีดาราไปไหนเสียเล่า ? "

             
             "พี่ศรีดาราไปลานหน้าวังเพคะ"


             แม้จะฉงนสงสัยว่าศรีดาราไปทำสิ่งใดที่ลานหน้าวัง แต่หล่อนไม่อยู่ในอารมณ์จะถามต่อ หญิงสาวข้องใจในสาเหตุที่มหิตาเทวีเอาแต่ร้องไห้มากกว่าว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงพยักหน้าแล้วโบกมือให้นางที่กำลังถวายการรับใช้ออกไปได้ แต่ไม่ทันที่ปทุมมาจะก้าวพ้นธรณีห้องบรรทมก็ได้ยินเสียงร้องบอกกล่าวว่ามีผู้มาเยือน ตามด้วยเสียงคำนับอย่างนบนอบของนางกำนัลประจำตำหนักที่อยู่ภายนอก


             "ใครมาน่ะ?"


             "ประเดี๋ยวหม่อมฉันออกไปดูให้นะเพคะ"
ปทุมมาออกไปไม่นานก็กลับมาทูล พร้อมๆ กับนางกำนัลอีกสองนางที่ประคองอ่างล้างหน้าดินเผา และผ้าแพรสำหรับเช็ดพระพักตร์เข้ามาด้วย


             "พินทุมณีเทวีเสด็จมาเพคะ"


              ทันทีที่ได้ยินนามนี้เคียงฟ้าก็ขมวดคิ้วโค้งนั่นจนมุ่น นึกสงสัยว่าพระภคินีของมหิตาเทวีจะเสด็จมาด้วยเหตุใด คงมิแคล้วมีเรื่องให้ร้อนหูเป็นแน่แท้ หล่อนถอนหายใจออกมาอย่างแรง ก่อนล้างหน้าเช็ดตาให้สะอาด ใจหนึ่งก็ไม่อยากพบพาล แต่อีกใจหนึ่งก็นึกระแวงสงสัยว่า จะเกี่ยวกับสาเหตุที่มหิตาเทวีเอาแต่ร้องไห้หรือไม่


              "ไปทูลพระพี่นางว่าอีกสักครู่เราจะไปพบ"



              "เพคะ" เสียงรับคำดังขึ้นก่อนนางกำนัลจะออกจากห้องไป


               เคียงฟ้าในร่างมหิตาเทวีมองเงาที่สะท้อนออกมาจากคันฉ่องอีกครั้ง ก็พบว่าดวงหน้าโสภานั้นยังมีร่องรอยของความโศกเศร้าดวงเนตรงามบวมช้ำ หากออกไปในสภาพนี้คนช่างจับผิดอย่างพินทุมณีเทวีคงจะเห็นเข้าแล้วซักถามเอาเป็นแน่ หล่อนจึงคิดจะแต่งหน้ากลบรอยช้ำนั้น แต่เมื่อเปิดกล่องทองคำสลักลายซึ่งวางอยู่เบื้องหน้าหน้าคันฉ่อง


               หญิงสาวก็นิ่งอึ้งไปเพราะไม่รู้จักวิธีใช้เครื่องสำอางแบบโบราณ ภายในกล่องนั้นแบ่งเป็นช่องเล็กๆ อีกหลายช่อง ช่องใหญ่บรรจุเม็ดแป้งปั้นเป็นรูปหยดน้ำก้อนเล็กๆ ช่องอื่นๆ นั้นมีผงสีต่างๆ ทั้งสีชาด สีเหลืองฝุ่นขมิ้น สีกลักแดงส้ม ใบพลูอยู่ในนั้นอีกหลายใบ อีกทั้งยังมีแท่งถ่านสีดำ พร้อมด้วยขวดบรรจุน้ำมันหอม ทุกอย่างดูแปลกตาไปหมด หล่อนเลิกลั่กอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเรียกนางกำนัลมาช่วย


               "ปทุมมาแต่งหน้าให้เราหน่อยสิ" หญิงสาวคิดว่าตนเองไหวพริบดีพอควร ที่ไม่ทำให้คนอื่นสงสัยเอาได้


               "เพคะ...แต่ประทินพระโฉมยามนี้อาจจะทำให้พินทุมณีเทวีทรงคอยนานนะเพคะ"


              "ก็ให้คอยไปสิ ไม่ได้เชิญให้มานี่" ปทุมมาฟังมาแล้วก็นึกประหลาดใจ แต่ไม่กล้าทูลถามด้วยเหตุว่าหมู่นี้มหิตาเทวีทรงกริ้วง่าย


              "แล้วจะใช้สีใดดีเพคะ? หม่อมฉันจะได้จัดเตรียมถูก"


              "สีอะไรก็ได้น่า..." หล่อนตอบอย่างรำคาญใจ


              "วันนี้ทรงชุดสีม่วงดอกตะแบก ถ้าอย่างนั้นใช้สีถ่านดีไหมเพคะ?" เมื่อหญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเบิ่งตาค้างเมื่อได้ยินคำพูดประโยคถัดมา


               "ถ้าอย่างเดี๋ยวหม่อมฉันไปเอาครกก่อนนะเพคะ" ปทุมมาเดินไปที่ตู้กำลังหยิบฉวยเอาครกบดยาเล็กๆ ที่ลงรักปิดทองอย่างงดงามออกมา


               "ครกเอามาทำไม?"


               "อ้าว? ก็จะทรงทาสีถ่านนี่เพคะ ก็ต้องบดก้อนถ่านให้เป็นผงเสียก่อน" นางหยิบเอาก้อนถ่านสีดำขึ้นมาชูให้ดู เล่นเอาเคียงฟ้าถึงกับอึ้งค้างไปด้วยความพิศวงเลยทีเดียว


               "เอ่อ...งั้นไม่เอาก็ได้ท่าทางจะนานนะ" หล่อนพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าผู้หญิงสมัยโบราณนั้น ใช้ผงถ่านจากไม้ที่เผามาทาเปลือกตาแทนอายแชโดว์ เคยอ่านเจอแต่ในหนังสือประวัติศาสตร์เพิ่งจะเคยเห็นของจริงก็วันนี้


               "งั้นเอาสีไหนดีเพคะ?"


               "ไม่ต้องแล้วดีกว่า แค่ทาแป้งก็พอ"


               "แต่....ถ้าทาแป้งอย่างเดียวหน้าจะขาวโพลนนะเพคะ" ปทุมมาค้านยิ่งฟังหล่อนก็ยิ่งนึกถึงหน้านักแสดงในภาพยตร์เรื่องสุริโยทัย ตอนที่ทาแป้งขาววอกไปทั้งใบหน้า


               "งั้นไม่ต้องแต่งแล้วดีกว่า" หล่อนไม่อยากหน้าขาวเป็นตุ๊กตาชาววังขนาดนั้น


               "เอางั้นหรือเพคะ...." คนถามยังทำหน้าซื่อบื้อใส่หล่อนคล้ายไม่เห็นด้วยแต่ไม่กล้าคัดค้าน


               "ก็ทาแต่แป้งขาววอกอย่างเดียวมันตลกนี่...เดี๋ยวเสด็จพี่พินทุมณีเทวีเห็นเข้าก็ขำตายพอดี" เคียงฟ้าบ่นอุบอิบออกมา แต่นางกำนัลของมหิตาเทวีฟังแล้วก็พลอยหัวเราะตามออกมา


               "หม่อมฉันจะทาให้บางๆ พอพระฉวีนวลผ่อง มิได้แต่งพระพักตร์ให้ขาวโพลนเหมือนนางละครหรอกเพคะ ทรงเบาพระทัยได้"


                พูดจบปทุมมาก็ลงมือหยิบเม็ดแป้งลงในถ้วยกับผงขมิ้นอีกเล็กน้อย และตามด้วยน้ำอบผสมลงไปจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว จึงนำผ้ามาชุบเอาแต้มไปบนใบหน้าของเคียงฟ้า หญิงสาวรู้สึกถึงผิวหน้าที่ตึงเมื่อแป้งเริ่มแห้ง หล่อนไม่กล้าขยิบตาด้วยซ้ำเพราะกลัวแป้งจะล่วงกราว แต่ความวิตกนี้ก็ถูกปัดทิ้งไปเมื่อช่างแต่งหน้าก็ใช้ผ้าอีกผืนถูไปทั่วใบหน้าจนนวลเนียน เมื่อลืมตามองคันฉ่องทองเหลืองอีกครั้ง หน้าหล่อนไม่ยักจะหน้าขาวเป็นลิเกอย่างที่กังวลใจจึงค่อยถอนหายใจโล่งอก แต่ปทุมมายังสิ้นสุดพิธีการเท่านั้น นางกำลังใช้มีดลิดใบพลูและเฉือนปลายก้านออกเพื่อให้ใช้สะดวก


                "หลับพระเนตรนะเพคะ หม่อมฉันจะวาดดวงเนตรให้" นางผสมน้ำมันยางลงในถ้วยเล็กอีกใบและตามด้วยผงแป้งสีกลัก


                "ฮ้าาา!!?"


                หญิงสาวจากโลกอนาคตอุทานขึ้นมาอีกครั้ง สมัยนี้มีอายไลน์เนอร์ด้วยหรือนี่ เมื่อจบจากการเขียนตาเคียงฟ้ายังไม่ได้ลืมตาขึ้นในทันทีเพราะสียังไม่แห้ง อีกทั้งปทุมมากำลังวาดคิ้วให้ใหม่ด้วย การแต่งหน้าสมัยโบราณช่างศักดิ์สิทธิ์ราวพิธีกรรมในความรู้สึกของหล่อนเสียนี่กระไร


                "แต้มชาดอีกหน่อยก็งามแล้วเพคะ "


                ภู่กันทรงประหลาดรูปเหลี่ยมขนยาวเล็กถูกจุ่มลงไปในถ้วยสีชาด แล้วจึงยกขึ้นมากรีดที่ริมฝีปากของหล่อน เคียงฟ้าได้แต่นั่งอ้าปากไม่กล้าขบเม้นเพราะกลัวสียังไม่แห้งแล้วจะเลอะฟันเอา สีชาดนี้ตามที่เคยได้ยินมาจะติดทนไปทั้งวันลบออกได้ยากอีกด้วย


               เวลาผ่านไปนานเท่าใดหญิงสาวไม่ได้สนใจนัก เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับการประทิมโฉมจนเพลิดเพลินลืมพินทุมณีเทวีไปเสียสนิท เมื่อแต่งหน้าเสร็จหล่อนก็มัวแต่ชื่นชมหลงเงาอยู่หน้าคันฉ่อง ที่สะท้อนภาพมหิตาเทวีหญิงงามในแห่งอดีตกาล วงพักตร์เล็กได้รูปงาม ดวงเนตรโตล้อมด้วยแพขนตายาว ขนงโค้งโก่งดังคันศร นาสิกเล็กกะทัดรัดกับเรียวโอษฐ์อิ่มเอิบ แลดูพริ้มเพราราวกับตุ๊กตานางในวรรณคดีที่เคยเห็นในตู้โชว์ร้านที่ระลึกไม่มีผิด พระสิริโฉมของมหิตาเทวีนั้นเป็นความงามตามกาลสมัย อันแปลกแตกต่างกับผู้หญิงในยุคสมัยของหล่อนมากมายนัก 


              "ทรงโปรดไหมเพคะ? หม่อมฉันแต่งหน้าประทินโฉมไม่เก่งเท่าพี่กุสุมาลย์ อีกทั้งยังเร่งรีบนัก" ปทุมมาทูลถามอย่างถ่อมตน


              "นี่หรือไม่เก่ง..." เคียงฟ้าพึมพำออกมาทำเอาช่างแต่งหน้ายิ้มรับคำชมจนแก้มปริ


              "เช่นนั้นออกไปเข้าเฝ้าพระพี่นางเถิดเพคะ ปล่อยให้ทรงรอเนิ่นนานไปจะไม่ดี"


              "นั่นสินะลืมไปเลย" หญิงสาวอารมณ์ดีขึ้นทันตา แต่เมื่อคิดว่าออกไปพบใครแล้วก็ต้องถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย


               พระเชษฐคินีพินทุมณีเทวีทรงรอคอยอยู่นานนักจนไม่พอพระทัย รู้สึกดั่งพระขนิษฐามิได้ให้เกียรติพระองค์ จึงมัวแต่ประทินโฉมไม่ใส่พระทัยว่าทรงรอคอยอยู่ แต่เมื่อพระน้องยาเสด็จมาอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์แล้ว ก็ทรงปรับแต่งอารมณ์ได้รวดเร็วนัก ดวงพักตร์บึ้งตึงเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นเบิกบานและคลี่ยิ้มแย้มสรวลทักทาย


              "เป็นอย่างไรน้องพี่วันนี้คงจะมีเรื่องรื่นรมย์สินะ จึงได้ประทินโฉมอยู่เป็นนาน"


              "ขออภัยเพคะเสด็จพี่" หญิงสาวในร่างมหิตาเทวีก้มลงถอนสายบัว ก่อนจะก้าวไปนั่งเคียงข้างกันบนตั่งทอง 


              "วันนี้น้องพี่ดูแปลกไป"


              "เอ๋? อย่างไรหรือเพคะ?" คนถูกถามเริ่มวิตกหรือว่าหล่อนสวมบทมหิตาเทวีไม่แนบเนียนกันนะ


              "ก็ดูเจ้าอิ่มเอิบ สีหน้าผ่องใส มีความสุขผิดกับที่ได้ยินมา" 

              นั่นอย่างไรเล่ามาแล้วมนต์ร้ายของพินทุมณีเทวี เคียงฟ้ารีบคลี่ยิ้มรับนึกของคุณฟ้าสวรรค์ที่ให้หล่อนเป็นฝ่ายรับหน้าพระพี่นางตัวร้าย หาไม่แล้วหากเป็นมหิตาเทวีองค์จริงมีหวังคงได้แต่กรรแสงเป็นแน่แท้


              "หม่อมฉันจะไม่มีความสุขด้วยเรื่องใดรึเพคะ? ในเมื่อพระสวามีก็รักใคร่หม่อมฉันดี อีกทั้งเสด็จพ่อเสด็จแม่ก็ทรงเมตตา แล้วเสด็จพี่เองก็ทรงเป็นห่วงเป็นใยหม่อมฉันเสมอมา" หญิงสาวคลี่ยิ้มอยากรู้นักว่าพินทุมณีเทวีจะมาไม้ไหนกันอีก


              "เจ้ามิต้องปิดพี่ดอก พี่นี้เป็นพี่สาวในอุทรความทุกข์ของน้องย่อมเป็นทุกข์ของพี่เช่นกัน"
หากว่าพระพี่นางทรงตรัสออกมาด้วยความจริงสักครึ่งพระทัย เคียงฟ้าคงจะซาบซึ้งมากแต่ด้วยเห็นฤทธิ์เดชที่ทรงสำแดงไว้ จนผู้อื่นนั้นต้องร้อนกายใจไปทั่วหล่อนจึงไม่ปักใจในสิ่งที่พินทุมณีเทวีทรงตรัสเลยแม้แต่น้อย


              "หม่อมฉันมิได้ปิดอันใดนี่เพคะ"


              "กระนั้นหรือ...." พระภคินีตรัสเบาๆ แล้วปลายพระเนตรไปสบตากับนางบัวลออนางกำนัลประจำพระองค์


              "เฮ้อ....ถ้าเจ้าไม่อยากพูดพี่ก็มิต้องการซักไซ้ดอก เพียงแต่พี่ได้ยินมาว่าหลายวันก่อนเจ้ามีเรื่องกลัดกลุ้ม"


              "เรื่องอะไรเหรอเพคะ?"


             หญิงสาวค่อยๆ ก้าวสู่หลุมพรางที่พินทุมณีเทวีตรัสนำทางไว้โดยไม่รู้ตัว หล่อนเองก็มิได้แก่เดียงสาในเล่ห์มารยาไปกว่ามหิตาเทวีสักเท่าใด จึงมิทันถ้อยดำรัสของพระพี่นาง


             "เรื่องการป่วยของกุสุมาลย์ ได้ยินว่านางล้มป่วย...นางเป็นคนโปรดของน้องเสียด้วยสิ คงทำให้เจ้าไม่สบายใจเป็นอันมากใช่ไหมน้องพี่"


              "เอ่อ...."
             หล่อนเริ่มกระอักกระอ่วน ไม่เข้าใจว่าทำไมพระภคินีของมหิตาเทวีถึงพระเนตรพระกรรณไวนัก สีหน้าอ้ำอึ้งนั้นยิ่งทำให้พินทุมณีเทวีแน่พระทัยในข่าวลือที่ทรงทราบมานัก


             "ขอบพระทัยเพคะ...พี่กุสุมาลย์ไม่เป็นอะไรมากดอกเพคะ แค่อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยเท่านั้น"


             "ก็ดี...มิเช่นนั้นเจ้าคงกลุ้มใจมากกว่า หากไม่มีคู่คิด" ทรงตรัสเรื่อยๆ แต่กระตุ้นความอยากรู้ของอีกฝ่ายได้ดีเป็นอย่างยิ่ง


             "เสด็จพี่กำลังจะบอกอะไรหม่อมฉันหรือเพคะ?" หล่อนขมวดคิ้วเบื่อสีพระพักตร์แสร้งปั้นของพระพี่นางเต็มที่


              "ก็เรื่องที่พี่เคยบอกอย่างไรเล่า....นางเชลยต่างเมืองที่จะถวายตัวมาเป็นบรรณาการแด่สวามีเจ้า!"


              สิ้นคำตรัสนั้นเคียงฟ้างุนงงไปชั่วครู่ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ถึงความฝันครั้งก่อน แต่ในขณะนั้นใครบางคนในตัวหล่อนกำลังทุรนทุราย เสียงหัวใจในร่างเต้นดังจนหญิงสาวรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ คล้ายว่าคนที่หลับใหลอยู่ก่อนหน้านี้กำลังพลิกฟื้นตื่นขึ้นมาจากนิทราด้วยดวงใจอันแสบร้อนดุจดังถูกไฟผลาญ


               'แย่แล้ว!'



               หญิงสาวบอกตนเองในใจ เมื่อพบว่าคนที่หล่อนไม่อยากให้ได้ยินเรื่องนี้มากที่สุด กำลังมีปฏิกิริยาตามแรงยั่วยุของพินทุมณีเทวี และสำคัญไปกว่านั้นคือหล่อนกำลังจะควบคุมร่างกายนี้ไม่ได้ แม้จะพยายามฝืนแต่เหมือนแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น กำลังผลักไสหล่อนกลับเข้าไปด้านใน แล้วดันให้มหิตาเทวีเจ้าของร่างอันแท้จริงออกมาภายนอก


               'ไม่ได้นะ!! อย่าไปฟังเขามหิตา!!'


               หล่อนร่ำร้องอยู่ภายในจิตใจ แต่จะดิ้นรนเท่าใดก็ไม่มีผลดวงจิตของหล่อนถูกดึงดิ่งลงมาสู่เหวอันมืดมิด ไม่สามารถปีนป่ายกลับขึ้นมาได้ ณ ที่นั้นมหิตาเทวีในอดีตชาติค่อยๆ ก้าวออกผ่านหน้าหล่อนไปสู่แสงสว่างภายนอก


               'มหิตาอย่าไป!!'


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++




Create Date : 11 มกราคม 2556
Last Update : 11 มกราคม 2556 17:29:44 น. 0 comments
Counter : 1148 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.