จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
13 กันยายน 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 57

ตอนที่ 57


                 ในห้องนั้นมิทุกผู้คนล้วนแต่นิ่งอึ้ง มีเพียงพินทุมณีเทวีเท่านั้นที่ตรัสอยู่แต่ผู้เดียว เสียงของพระนางก้องกังวานเสียดแทงใจผู้คนยิ่งนัก โดยเฉพาะมหิตาเทวีพระขนิษฐาขององค์เอง


                 “ทางที่ดีเจ้าควรจะหาทางผูกมัดเขา รีบตั้งครรภ์อีกครั้งให้เร็วที่สุด” เมื่อสดับถึงตรงนี้ดวงพักตร์มหิตาเทวีก็แดงก่ำขึ้นมา


                 “ตะ...แต่ว่า พระเทวีเพิ่งตกพระโลหิต กล่องพระสกุลต้องการพัก คงยังมิอาจตั้งครรภ์ได้ในเร็ววันดอกเพคะ” เป็นคุณท้าวที่แทรกขึ้นมา


                 “ก็นั่นแล คุณท้าวเป็นหน้าที่เจ้าแล้วที่ต้องหาสมุนไพรมาบำรุงนาง ให้กล่องพระสกุลฟื้นตัวโดยเร็ว” ทรงตรัสตอบโดยไม่ทอดพระเนตรสีหน้าผู้ใด หญิงสาวผู้มาจากอีกภพฟังเข้าก็กุมขยับ ร้องปุดโธ่ปุดถังด้วยความเหนื่อยอ่อน ในสายตาของหล่อนแล้ว วิสัยผู้ชายหากจะนอกใจแล้ว ต่อให้ทรงครรภ์อยู่ก็เท่านั้น หาได้ยับยั้งกิเลสของใครได้กัน


                 “ดูอย่างเสด็จพี่เขมมินีสิ เป็นอย่างไรเล่าพอนางตั้งครรภ์เท่านั้นแล ไม่ว่าอยากได้สิ่งใดเจ้าชายวรปักษ์ก็คงสรรหามาบำเรอเสด็จพี่จนได้ โดยไม่สนพระทัยด้วยซ้ำว่าจะหักหน้าผู้ใดบ้าง” ตรัสแล้วสีพระพักตร์ก็บึ้งตึงขึ้น แววพระเนตรฉายความขุ่นเคืองเมื่อตรัสถึงพระเชษฐ์คินีองค์ที่สาม


                 “เกิดเรื่องกระไรขึ้นหรือเพคะ?” มหิตาเทวีมั่นใจว่ามิได้คาดเดาผิดเป็นแน่ ลงพระพี่นางกริ้วได้ถึงเพียงนี้


                 “พวกเจ้าเห็นสร้อยสายใหม่ เป็นพวงร้อยมณีน้ำงามที่เสด็จพี่เขมินีใส่กันหรือไม่?” พินทุมณีตรัสแล้วหันไปทอดพระเนตรเหล่านางกำนัลที่รายล้อมเป็นเชิงขอความคิดเห็น


                 “เห็นสิเพคะ” คนที่ตอบเป็นคนแรกคือบัวลออ ส่วนพระขนิษฐาขององค์เองกลับส่ายพระพักตร์เนื่องด้วยทรงประชวรมิได้เสด็จไปไหน


                  “นีลมณี น้ำงามเม็ดใหญ่ถึงเพียงนั้น ผู้ใดจะไม่เห็นกันบ้างเล่าเพคะ พระเทวีเขมินีก็โปรดปราณมาก ระยะนี้ทรงใส่ประดับพระศอบ่อยๆ”


                  “สร้อยพระศอเส้นนั้นงามมากเพคะ” คุณท้าวจันทร์หอมทูลตอบ


                  “สร้อยเส้นนั้นน่ะ ที่จริงควรจะเป็นของข้า” ยิ่งตรัสพระพักตร์ยิ่งบึ้งตึง


                  “แล้วไฉน?”


                  “สรีกัญจานครได้ตัวช่างคำฝีมือดีมาจากลัมภะ เห็นว่าหล่อทองร้อยเส้นได้ลวดลายแปลกตานัก จึงนำเครื่องทรงทองคำและมณีประดับต่างๆ มาให้ดู เสด็จพี่ชยาทัตแลเห็นเข้าก็คิดว่าเหมาะสมกับเรานัก แล้วดูสิเจ้าชายวรปักษ์มาล่ากว่าแท้ๆ พอเห็นนีลมณีเส้นนั้นเข้าก็ออกปากจับจองเสียดื้อๆ อย่างนั้น เสด็จพี่ชยาทัตก็เกรงพระทัยมิกล้าทัดทาน”


                 สัมพันธภาพอย่างหนึ่งระหว่างนครต่างๆ นอกจากทูตแล้วคือการค้า เมื่อมีสิ่งของใดก็นำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน สรีกัญจานครก็เช่นกันเป็นที่เลื่องชื่อเรื่องตีทองประดับ เครื่องทรงต่างๆ ช่างหลวงประจำเมืองมากฝีมือ หล่อทองเป็นเส้นบางแล้วนำมาสานเป็นเป็นเส้นได้อ่อนช้อยงดงามนัก ซึ่งสิ่งขาดมิได้ในการทำเครื่องประดับคือมณีหัวยอด สรีกัญจามิได้มีแหล่งมณีเป็นของตนเอง จึงซื้อแก้วมณีต่างๆ มาจากรชยะปุระซึ่งมีเหมืองมณี ทั้งแบบแร่ธาตุเป็นเพชรซีกหรือพลอยก้อนและมณีใสที่ได้รับการเผาให้สีสุกเรียบร้อยแล้วมาขึ้นเรือนทอง ทูลเกล้าให้เจ้านายนครต่างๆ ได้ทอดพระเนตร หากพอพระทัยก็รับซื้อไว้


                 “ก็น่าเสียดายอยู่..แต่นั่นไม่กระไรนักดอก หากมิใช่ว่าหัวรุ่งวันถัดมาก็ใส่สร้อยพระศอเส้นใหม่เสด็จอุทยานหลวง ไม่เกรงพระทัยทารกน้อยในครรภ์เสียบ้าง พอถามเข้าก็ตรัสว่าได้รับสร้อยนีลมณีเส้นนี้จากพระสวามี ทำให้กำลังขวัญกล้าแข็ง มิหนำซ้ำยังเป็นมณีนำสรรพโชคคุ้มครองลูกน้อยในครรภ์ จะเสด็จไปไหนก็มิกังวลแล้ว...เลยไม่อยากจะอุดอู้อยู่แต่ในตำหนัก ฟังเข้าสิ! เจ้าคิดว่าอย่างไร? ที่แท้ก็อยากจะเดินอวดสร้อยใหม่เท่านั้นแหละ ไม่ได้เจียมเลยว่าอุ้มครรภ์อยู่ หากเกิดอะไรขึ้นข้านี่แหละจะเยาะให้”


                 สุรเสียงนั้นบ่งบอกว่าไม่พอพระทัยยิ่งนัก แต่นั่นทำให้เคียงฟ้าและผู้ที่ได้รับฟังต้องพากันกลั้นรอยยิ้มมิให้หลุดออกไปให้ทอดพระเนตรได้ แม้แต่มหิตาเทวียังมิอาจห้ามองค์เองได้ในที่สุดก็เผลอสรวลออกมาเบาๆ


                 “เจ้าหัวเราะอะไรมหิตา”


                 “มิได้เพคะ...หม่อมฉันขำเสด็จพี่เขมมินี คงจะทรงปลาบปลื้มที่ได้ประทานสร้อยนีลมณีนั้นจากพระสวามีแน่ๆ เพคะ ก็เลยอยากจะทรงอวดเสียหน่อย”


                 “ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ ดูสิไม่ได้เจียมองค์เลยทรงครรภ์อยู่แท้ๆ กลัวแต่ผู้อื่นจะไม่ได้เห็นสร้อยพระศอเส้นใหม่อยู่ท่าเดียว แล้วนี่นะ...ได้อวดไปก็หลายวันแล้วยังไม่เลิกใส่อีก ทุกๆ วันจะต้องเลือกสีภูษาทรงให้มิให้เด่นกว่าสร้อยอีกด้วยนะ” ตรัสเสร็จก็ส่ายพระพักตร์ ทำเอาบรรดานางกำนัลพากันหัวเราะ


                 “โถ...แล้วไฉนพระเทวีจึงไปเห็นพระพี่นางสวมสร้อยพระศอเส้นนั้นได้ทุกวันเล่าเพคะ?” ศรีดาราอดไม่ได้ที่จะทูลถาม แม้คุณท้าวจันทร์หอมยังทูลตามด้วยความสงสัย


                 “ก็อยากจะรู้ว่าจะทรงใส่สร้อยนีลมณีนั้นได้ทุกวันหรือเปล่า พอได้ยินว่าเสด็จไปไหนข้าก็ตามไปดูสิ แล้วก็เห็นใส่อยู่นั่นแหละ โอ้ย..น่าเบื่อจริงคนอะไร” ครั้งนี้มหิตาเทวีมิอาจเก็บเสียงสรวลได้อีกต่อไป


                 “โถ...แล้วจะตามไปทอดพระเนตรทำไมเพคะ ไม่แน่นะเพคะ เสด็จพี่เขมมินีน่ะเป็นคนช่างยั่วมาแต่ไหนแต่ไร อาจจะทรงคาดเดาว่าจะตามเสด็จก็เป็นได้นะเพคะ เลยตั้งพระทัยใส่ไป”


                 “ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ คงตั้งพระทัยจะเย้ยข้า ว่าสวามีนางตัดหน้าซื้อสร้อยเส้นนี้ไปก่อนสวามีข้าเป็นแน่ เสด็จพี่เขมมินีนี่ทรงเป็นคนน่าชังมาแต่ยังเยาว์มิเคยเปลี่ยนเลย” ทรงสะบัดสุรเสียงด้วยความขุ่นพระทัย


                 “อย่ากริ้วเลยเพคะ ก็รู้อยู่ว่าทรงเป็นคนเช่นนั้น ก็อย่าได้ใส่พระทัย ยิ่งสนพระทัยเสด็จพี่เขมมินีก็จะทรงยิ่งเย้ายิ่งยั่วน่ะสิเพคะ”


                 “ก็มิได้อยากใส่ใจเสด็จพี่นักดอก...แต่พูดก็พูดเถอะ เจ้าเห็นไหมมหิตา ตั้งแต่เสด็จพี่เขมมินีทรงครรภ์ สิ่งดีงามทั้งหลายก็ดูเหมือนจะเทไปหานาง”


                 “ก็ดีแล้วนี่เพคะ แสดงว่าหลานคนนี้จะเป็นผู้มีบุญมาเกิด”


                 “เรื่องหลานน่ะช่างเถิด เจ้ามิได้สังเกตอันใดเลยรึ?”


                 “กระไรเพคะ?”


                “เจ้าชายวรปักษ์จะทรงรักทรงหลงเสด็จพี่เขมมินีมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ตามพระทัยทุกอย่าง ที่ว่าอภิเษกแล้วจะอยู่ที่จุมภะแค่ไม่นานนักจะพาเสด็จพี่กลับเมืองแล้วนี่กระไร..จนป่านนี้แล้ว”


                “จะให้เดินทางทั้งที่ทรงครรภ์ก็คงไม่สะดวกนัก อาจจะเป็นอันตรายแก่หลานได้นะเพคะ เรื่องกลับเมืองคงต้องชะลอไปก่อน” มหิตาเทวีนั้นมองอย่างเป็นกลางตามเหตุผลอันสมควร ผิดกับพระพี่นาง


               “ใช่ที่ไหนเล่า เสด็จพี่เขมมินีน่ะมิได้อยากไปอยู่บ้านเมืองอื่นเสียหน่อย ก็ทรงทำอิดออดถ่วงเวลา แล้วนี่มาทรงครรภ์เข้าทีนี้ก็สมพระทัยเลย เจ้าชายวรปักษ์ก็ต้องตามพระทัย เป็นอย่างไรเล่า? เจ้าเห็นประโยชน์ของการตั้งครรภ์ไหมเล่า การได้อุ้มเชื้อพระหน่อนี่แหละที่จะกุมพระทัยสวามีให้อยู่หมัด” ตรัสแล้วทรงจ้องพระพักตร์พระขนิษฐา เมื่อเห็นว่ามหิตาเทวีทำท่าดำริตามก็ทรงตรัสต่อทันที


               “ก็เห็นๆ กันอยู่ เสด็จพี่เขมมินีนางเป็นคนเช่นไร วาจาช่างยั่วแหย่จนเกินงามนั่น เสด็จแม่เองก็ตรัสตำหนิเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ก็ทรงเมินเฉยมิใส่พระทัย ยิ่งตอนนี้พระสวามีทั้งรักทั้งหลงเพราะทรงครรภ์ก็ยิ่งไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ” ทั้งเคียงฟ้าและมหิตาเทวีได้แต่มองพินทุมณีเทวีตาปริบๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงช่างเอาพระทัยใส่เรื่องราวของผู้อื่นนักหนา


               “คิดดูสิก็กว่าจะได้ออกเรือนก็อายุเลยเกณฑ์ไปมากโข จนเจ้าชายวรปักษ์เสด็จเยือนเมืองเรา แค่พบพักตร์เสด็จพี่ไม่เท่าใดก็ทรงลุ่มหลงคิดใคร่อภิเษกสมรสทันที เยี่ยงนี้จะไม่ให้ผู้คนร่ำลือกันได้อย่างไรว่ามันแปลกประหลาดพิกลนัก” รอยแย้มสรวลของพินทุมณีเทวีรวมทั้งพระเนตรแวววาวนั่น หญิงจากอนาคตเห็นเข้าแล้วมั่นใจว่าเรื่องไม่ดีไม่งามกำลังจะถูกนำพาออกจากพระโอษฐ์เป็นแน่ แล้วก็เป็นดังที่คาด


               “คงจะเป็นบุพเพสันนิษวาสของเสด็จพี่เขมมินีกับเจ้าชายวรปักษ์กระมังเพคะ”


               “โอ้ย..ย เจ้านี่ช่างซื่อตรงนัก ยังมองมิเห็นความพิกลนี้อีกหรือ ถ้าอย่างนั้นข้าจะเท้าความให้ฟัง เจ้ายังจำได้หรือไม่หลายปีก่อนเสด็จแม่ทรงหมายให้เสด็จพี่ได้ครองคู่กับเจ้าชายอาทิตรวรรษพระหน่อเมือง แห่งรชยะปุระ”


               “จำได้เพคะ...ตอนนั้นน้องยังเด็กนัก จำได้ว่าเจ้าชายอาทิตรวรรษเคยเสด็จเยือนเมืองเรา แต่หลังจากนั้นกลับมิได้มีพิธีอภิเษก ทรงแคล้วคาดกันไปไม่ทราบว่าด้วยเหตุใด” ยามนั้นมหิตาเทวียังทรงพระเยาว์เป็นเพียงเทวีองค์น้อยมีพระชนม์มายุเพียงเก้าชันษา ส่วนเขมินีเทวีพระภคินีทรงพระชนมายุได้ 16 ชันษาแล้ว


               “โดนถอนหมั้นน่ะสิจะอะไรล่ะ ทั้งที่หมายกันไว้แล้วแท้ๆ เสด็จพี่น่ะทำพิเรนทร์พูดจาไม่เข้าท่า จะแหย่ใครไม่รู้ดูตาม้าตาเรือ ดันส่งจดหมายไปสัพหยอกเข้า ทรงตั้งพระทัยจะยั่วเย้าเจ้าชายอาทิตรวรรษ แต่จดหมายนั้นดันถึงมือพระแม่เจ้าเมืองรชยะแทนน่ะสิ พระมารดาของเจ้าชายได้อ่านเข้าก็ทรงพิโรธถึงขั้นขอถอนหมั้น ทำให้เสด็จพ่อเสด็จแม่ขายพระพักตร์นัก ถึงได้ค้างเติ่งมาหลายปีมิมีผู้ใดกล้ามาสู่ขอ หรือดูตัวนางอีกเลย จนกระทั่งเจ้าชายวรปักษ์มาเยือนเมืองเรานี่แล ถึงจะได้ออกเรือนเสียที” ตรัสเล่าเสียยืดยาวแล้วจึงถอนพระปัสสาสะ คล้ายโล่งพระทัยที่พระพี่นางได้อภิเษกสมรสเสียที


              “จะว่าเจ้าชายวรปักษ์ต้องพระทัยเสด็จพี่น่ะรึ ข้าว่าทรงอยากจะดองกับนครใหญ่อย่างจุมภะมากกว่า จึงทำเมินเฉยไม่ถือสาเรื่องอายุเสด็จพี่ที่มากเกินเกณฑ์ หึ หึ เจ้าว่าไหม?” พินทุมณีเทวีตรัสแล้วก็สรวลด้วยความสาแก่พระทัย


               “น้องมิทราบเพคะ ทรงรักใคร่กันดีน้องก็พลอยยินดีไปด้วย มิได้คิดถึงเรื่องอื่นใด คราวเจ้าชายอาทิตรวรรษคงมิใช่เนื้อคู่กันกระมังเพคะจึงมิได้ลงเอยกัน” มหิตาเทวีสดับแล้วก็ทอดถอนปัสสาสะ


              “ตอนนั้นเจ้ายังเด็กคงจะจำไม่ได้ เรื่องครานั้นผู้คนร่ำลือกันอยู่นาน ว่าเสด็จพี่เขมมินีทรงกิริยาไม่งาม มิรู้จักกาลเทศะอันควร ถึงได้ถูกถอนหมั้น แล้วผู้ใดเล่าจะอยากได้สตรีที่มีกิริยาเยี่ยงนั้นไปเป็นมณีประดับมงกุฏกัน แต่ข้าว่าอันสตรีเราคงไม่มีผู้ใดอยากเดียวดายไร้คู่ แล้วยิ่งมีสตรีสูงศักดิ์เช่นนี้ด้วยแล้วล่ะก็ เมื่อพบเจ้าวรปักษ์จึงทรงไม่รีรออีกต่อไป แต่หลังได้อภิเษกฯ แล้วจะคนเยี่ยงเสด็จพี่เขมมินีจะมีจริตใดไปผูกใจเจ้าชายให้หลงหัวปักหัวปำเช่นทุกวันนี้กัน ? นั่นจึงเป็นที่มาของข่าวลือ”


               ทรงบริภาษณ์สตรีที่เป็นพระเชษคินีร่วมอุทรณ์ขององค์เองอย่างเผ็ดร้อน เหล่านางกำนัลฟังแล้วมิกล้าทูลห้ามปราม เพียงแต่นึกตำหนิในใจ เช่นเดียวกับเคียงฟ้าหล่อนถึงขั้นกร่นด่าในใจ แล้วคนอย่างเธอเป็นยังไงพินทุมณี...ดีกว่าใครเขานักหรือ สามียังรักอยู่ได้นี่ก็เป็นเรื่องแปลกแล้ว มิใช่ว่าเขาเกรงที่เธอเป็นพระธิดาแห่งจุมภะหรอกหรือ ก็พอกันนั่นแหละ คนอะไรนินทาให้ร้ายได้กระทั่งพี่น้องตัวเอง


               “ข่าวหรือกระไรหรือเพคะ?”


               “ก็ข่าวลือที่ว่าทรงทำเสน่ห์ใส่พระสวามีน่ะสิ!”


               “หา?!!”


               “ชี่...อย่าเสียงดังไปมหิตา มันเป็นแค่ข่าวลือ”


               “แต่ลือกันได้อย่างไรอัปมงคลสิ้นดี”


               “มันก็น่าคิดไหมล่ะ เจ้าชายวรปักษ์ทรงรักใคร่สตรีที่มีวิสัยเยี่ยงเสด็จพี่เขมมินีอย่างลุ่มหลงปานนั้น เป็นผู้ใดก็ต้องสงสัยแล”


               “แต่น้องมิเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยนะเพคะ”


               “วันๆ เจ้าอยู่แต่ในตำหนัก ไม่ก็ไปช่วยพระบาทเจ้าทรงงาน แล้วเรื่องแบบนี้ใครเขาจะเล่าลือกันต่อหน้าพระบาทเจ้ากัน?”


               “ผู้ใดลือแบบนี้ น่าจับตัวมาลงโทษนักเทียว” มหิตาเทวีทรงขุ่นเคืองแทนพระภคินียิ่งนัก ในขณะที่พินทุมณีเทวีเอาแต่สรวลด้วยความขบขัน


               “จะจับตัวใครได้ลมปากวิพากษ์แล้วก็หาย มิได้ทิ้งหลักฐานอันใดไว้นี่ อีกประการต้นตอนั้นก็มาจากตำหนักเสด็จพี่นั่นแล”


               “ต้อตอ?”


               “ใช่...เสด็จพี่เขมมินีมีบ่าวนางหนึ่งที่ได้มาจากบ้านป่า ชื่อนางเอื้อง นางคนนี้แลที่เขาว่าช่วยทำเสน่ห์ให้”


               “เอ้อ..พระเทวีเพคะ จะบ่าวไพร่นางกำนัลที่จะมารับใช้ใกล้ชิด จะต้องมีที่มาที่ไปชัดเจน อย่างพวกหม่อมฉันต่างสืบสาวได้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นลูกข้าราชบริพารทั้งสิ้น แล้วนางหญิงบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนั้นจะมาเป็นบ่าวรับใช้ในตำหนักได้อย่างไรเพคะ” หลังจากนิ่งทนฟังอยู่นานศรีดาราก็ทูลแทรกขึ้นมา ทำเอาพินทุมณีเทวีชะงักไปชั่วครู่ แล้วจึงเฉลยต่อ


               “เจ้านี่มันช่างจับผิดช่างสงสัยจริง หาว่าข้ากุเรื่องรึอย่างไร?”


               “มิได้เพคะ หม่อมฉันเพียงแต่สงสัยเท่านั้น”


               “น้องก็เช่นกันเพคะ” มหิตาเทวีรีบออกรับแทนนางกำนัลของตน


               “ก็นี่แหละ...ข้ากำลังจะเล่า แต่นางศรีดาราขัดคอขึ้นเสียก่อน เฮอะ” ว่าแล้วก็ทรงส่งสุรเสียงไม่พอพระทัยออกมา ก่อนจะตรัสเล่าประทานต่อ


               “ได้ยินว่าพ่อของนางเป็นนายพรานด้วยซ้ำ คนบ้านป่าแบบนั้นมีหรือจะได้มีบุญเข้ามาทำงานในวัง หากมิใช่ว่าสร้างความดีความชอบอันใด พ่อของนางน่ะเคยช่วยถางป่าตัดหญ้าพงที่ขวางทางเสด็จของพระบาทเจ้า ตอนเสด็จประภาษไปดูความเป็นอยู่ประชาราษฎร์ จากนั้นก็ไปเจองูเห่าที่ริจะฉกขาช้างทรงเข้า เลยปามีดไปบั่นคอมันเสียก่อนจะที่ทำอันตรายช้างทรง” 


              เสียงนางกำนัลคนอื้ออึงด้วยความหวาดกลัวเมื่อนึกถึงงูเห่า แต่ตรงกันข้ามกับศรีดารานางกลับเห็นว่าช้างนั้นตัวใหญ่โตนัก หากเจองูมันคงจะยกเท้าขึ้นกระทืบงูเห่าเองได้ คงมิต้องถึงมือนายพรานไปช่วยเหลือมัน


              “ทรงเล่าได้เหมือนตาเห็นเลยเพคะ ราวกับตามเสด็จไปด้วย” นางคนทะเล้นทูลเหน็บแนม แต่พินทุมณีเทวีกลับเข้าพระทัยไปว่าศรีดาราชื่นชมพระองค์จึงแย้มสรวลรับด้วยความพอพระทัย


              “จากนั้นพระบาทเจ้าทรงเห็นว่ามีความดีความชอบ พอเสด็จประภาสต้นทีไรต้องให้ตาพรานนี่ร่วมขบวนทุกครั้ง ระยะหลังๆ ทรงชราไปมากก็เลยมิได้เสด็จอีก ตาพรานก็คงไม่ได้รับบำเน็จบำนานอะไร ใคร่มีใคร่ได้ก็เลยขอส่งลูกสาวมาทำงานในรั้วในวังแทน นี่คงจะหวังสูงอยากถวายลูกสาวให้เป็นนางห้ามไม่ได้เจียมตนเลย เฮอะ! เป็นแค่ไพร่บ้านป่าแท้ๆ แต่เสด็จพ่อเห็นว่าเคยมีความดีความชอบก็เลยรับมันไว้ แล้วคิดจะประทานให้ไปรับใช้ที่ตำหนักใดสักที่ แต่ผู้ใดจะอยากได้หญิงป่าเถื่อนแบบนั้นมารับใช้กัน อ่านมิออกเขียนก็มิได้ แล้วจะทำกระใดได้ ดีไม่ดีมันจะเอางูมาต้มให้กินเสียด้วย”


               เมื่อตรัสถึงตรงนี้รอบห้องมีแต่เสียงหัวเราะจากนางกำนัลทั้งสองตำหนัก และพระขนิษฐาขององค์เอง เคียงฟ้าก็พลอยเป็นไปด้วย แม่จะไม่ชอบพินทุมณีเทวีนักแต่หนนี้ก็คราวเครียดดีเหมือนกัน จึงไม่ทันระวังเภทภัยที่จะนำมาสู่


               “ของแบบนี้ค่อยๆ ฝึกฝนไปก็คงจะได้อยู่”


               “ฝึกกระไรกันเล่า แกะสลักผักผลไม้ก็ทำไม่ได้ จะให้อยู่ห้องเครื่องก็ไม่น่าไว้ใจ เห็นที่ทำได้ก็มีแต่เรื่องใช้แรงงานนี่แล แล้วเสด็จพี่เขมมินีนึกอย่างไรก็ไม่ทราบ เกิดชอบพระทัยคิดว่าว่านางนี่คงมีเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจในป่าเล่าถวายเลยขอรับตัวไว้ พิลึกจริงเทียว! แล้วเป็นอย่างไรไม่นานเท่าไรก็เฉดหัวนางไปเป็นขี้ข้าซักผ้าอยู่หลังเรือน สงสัยเรื่องที่เล่าถวายจะไม่ถูกพระกรรณ ก็ไม่ควรรับไว้แต่แรก แค่ให้นางเอื้องซักผ้าข้ายังต้องวิตกเลย อย่างนางก็คงจะเคยนุ่งแต่ผ้าหยาบๆ แล้วจะมาให้ซักผ้าภูษามิเปิงหมดรึ? เป็นข้าล่ะไม่เอาด้วยดอก” สรุปแล้วทรงไม่ชอบพระทัยกับหญิงบ้านป่าชื่อเอื้องนางนี้เอาเสียเลย


                 “แล้วอย่างไรต่อเพคะ นางบ้านป่านี่มาเกี่ยวข้องกับการข่าวลือได้เยี่ยงไร?” เมื่อเห็นว่าถ้อยวิจารณ์ชักจะเลยเถิดไปจากกระทู้เดิมแล้ว มหิตาเทวีก็ทรงชักนำให้กลับเข้าสู่ประเด็น


                  “อีนางคนนี้ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ดีมีสุข ส่วนเจ้าชายวรปักษ์ก็ทรงรักใคร่เสด็จพี่มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ มันน่าสงสัยนัก เขาร่ำลือกันว่านางคนนี้แลที่ช่วยเสด็จพี่ทำเสน่ห์ เห็นว่านำดวงไปให้ฤาษีหรือหมอเวทแถวๆ ชายป่าที่นางเคยอยู่นั่นแล แล้วดูสิท่าทางจะได้ผลชะงักนัก แค่ไม่นานหลังอภิเษกก็ทรงครรภ์แล้วเจ้าเห็นไหม?”


                  วจีของพินทุมณีเทวีนั้นดังมีมนต์ อาจเป็นเพราะพระนางเป็นคนช่างเจรจาเมื่อเล่าเรื่องใดก็โน้มน้าวผู้ฟังได้ดี จึงมิมีผู้ใดคัดค้านมีแต่สบตากันเป็นเชิงแสดงความเห็น คาดว่าเสด็จกลับเมื่อใดพวกนางกำนัลคงจะรวมกลุ่มกับวิพากษ์เรื่องนี้เป็นแน่


                 “เพลานี้เสด็จพี่เขมมินีจะชี้นกว่าเป็นไม้ พระสวามีก็ว่าตามทุกประการ แล้วจะมีผู้ใดจะผาสุกได้เท่าพระภคินีของพวกเรากันเล่า”


                “เสด็จพี่เขมมินีมีความสุขน้องก็พลอยดีใจไปด้วย แต่..เสด็จพี่อย่าได้พูดเรื่องนี้ให้ผู้ใดได้ยินนะเพคะ ถ้าถึงหูพระบาทเจ้าเข้าละก็จะทรงโดนลงอาญาแน่ๆ เรื่องมนต์มายาใดก็ล้วนเป็นเรื่องต้องห้าม ผิดอาญาบ้านเมือง บัดเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เสด็จพี่เขมมินีจะทรงเสื่อมเสีย ต้องทรงระวังให้มากนะเพคะ เรื่องนี้คอขาดบาดตาย”


                 “ข้ารู้ดอก เจ้าอย่าเห็นพี่เป็นคนปากพล่อย นี่เราพูดกันประสาพี่น้อง ถ้าพี่ไม่พูด น้องไม่พูด นางกำนัลของเราทั้งสองไม่พูดต่อ ผู้ใดมันจะรู้กัน เว้นแต่ว่าเรื่องนี้มันถูกเล่าลืออยู่แล้ว”


                  “เพคะ...น้องไม่พูดไปดอก”


                  “ดีแล้ว...ข้าแค่เล่าให้เจ้าฟังเท่านั้น สิ่งที่ข้าอยากจะบอกคือ...อันสตรีเราหากมีทายาทให้พระสวามีได้ มีหรือจะไม่เป็นที่รัก ทั้งอำนาจ บารมีทั้งมวลก็ล้วนแต่จะอยู่ในมือเรา จะทำอะไรก็ต้องเกรงใจเรา ทีนี้ถึงจะมีนางคนเมืองปาลอีกกี่สิบนางก็เท่านั้น แต่นี่เจ้า...เพิ่งตกเลือดไป” แล้วก็ทรงวกกลับเข้าสู่จุดประสงค์ที่ต้องการได้อย่างชำนาญการ


                  “เจ้าคงจะต้องหาทางผูกใจภูวิษะให้แนบแน่กว่าที่เป็นอยู่เสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เสียทีนางหญิงเมืองปาล มิรู้ว่านางจะเจ้ามารยาแค่ไหนเสียด้วยสิ อย่าได้วางใจเห็นว่านางยังอ่อนเยาว์จะไม่มีเล่ห์กล บางทีความอ่อนเยาว์นั่นแลที่ถูกจริตบุรุษนัก ตอนนี้เจ้าก็ย่างเข้ายี่สิบแล้วนางเพิ่งจะอายุเท่าใดกัน ยังมีเวลาเบ่งบานอีกเนิ่นนานกว่าเจ้านัก” หากส่งเสียงออกไปได้ เคียงฟ้าคิดว่าตนเองคงจะรีบไล่พระพี่นางให้เสด็จกลับบัดเดี๋ยวนั้นเป็นแน่ มีอย่างหรือตรัสดีๆ ได้ไม่นานนักก็เริ่มทูลยุยงทำลายขวัญมหิตาเทวีเสียแล้ว


               “คิดหาทางเข้าเสียว่าจะทำอย่างไร นี่มิใช่เรื่องเล่นๆ ถ้าเจ้าคล้องใจเขาเอาไว้มิได้...แล้วนางคนเมืองปาลเป็นหญิงคนใหม่ เยาว์วัยกว่า ภูวิษะอาจหลงกลนางเข้าก็ได้ ไม้ตายที่มีอยู่ก็หลุดลอยไปเสียแล้ว...จะทำอย่างไรกันดี ข้าหวังว่าเจ้าจะหาทางได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องพึ่งนางคนป่าคนดอยทำเสน่ห์อย่างเสด็จพี่เขมมินี” รับสั่งนั้นทำเอาเงียบกริบไปทั้งห้อง พระนางจึงได้รู้ตนว่าตรัสมากไปเสียแล้ว


                 “ข้าหยอกเจ้าเล่นดอก..เรื่องทำเสน่ห์ของเสด็จพี่นั้นอาจเป็นแค่ลมปากของคนที่ริษยาเท่านั้น มิได้มีอันใดจริงจังไป นางคนบ้านป่านั่นก็ทำเป็นเรื่องใช้แรงงาน เสด็จพี่เขมมินีหรือจะลดองค์ไปปรึกษามัน เรื่องนี้คงมิใช่เรื่องจริงดอก ข้าก็แค่เก็บมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น เจ้าอย่าได้คิดจริงจังไป”


                 “เพคะ...” เห็นพระขนิษฐานรับปาก พระนางก็แย้มสรวลแล้วดึงหัตถ์มหิตาเทวีมาเกาะกุม


                 “น้องพี่หากถัดจากข้าแล้ว...ก็เหลือเจ้าเป็นน้องคนเดียวของพี่ ข้าเป็นห่วงเจ้านัก ถ้ามีทุกข์ใดก็ปรึกษาพี่ได้ทุกเพลาอย่าได้เกรงใจ”


                  “ขอบพระทัยเพคะ”


                 “หากมีความใดคืบหน้าเรื่องนางหญิงเมืองปาล ข้าจะมาบอกเจ้า ตอนนี้เจ้าพักผ่อนให้สบายกายาเถิด พี่รบกวนเจ้านานแล้ว เห็นทีจะต้องกลับเสียที” ตรัสจบก็ทรงโอดกอดวรกายพระขนิษฐา หากมองดูเผินๆ ทรงเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันดี แต่อะไรบางอย่างทำให้เคียงฟ้าไม่ไว้วางใจพินทุมณีเทวีเลย


                 “มิต้องออกไปส่งพี่ดอก เจ้านอนพักเสีย” ตรัสแล้วจะเสด็จจากไป ทิ้งให้มหิตาเทวีเฝ้าดำริกับสิ่งที่พระพี่นางใส่ความนัยเอาไว้ให้ร้อนพระทัย



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



                 พินทุมณีเทวีมิได้เสด็จกลับตำหนักในทันที แต่ทรงแวะชมอุทยานด้วยความเบิกบานพระทัย แล้วสั่งให้ทหารและนางกำนัลเฝ้าเสลี่ยงรอ มีเพียงนางกำนัลคนสนิทสองสามคนเท่านั้นตามเสด็จชมสวน หนึ่งในนั้นมีบัวลออ


                 “พระขนิษฐาจะติดกับพวกเราไหมเพคะ?” บัวลออทูลถามขึ้นมา


                 “มีหรือจะไม่ติดกับ” ตรัสพลางเอื้อมพระกรไปเด็ดดอกไม้ขึ้นมาเชยชม


                 “พระเทวีน้อยจะไม่ทรงติดใจสงสัยหรือเพคะ อย่างไรก็เคยมีเรื่องขุ่นพระทัยกันมาก่อน”


                 “หึ! เจ้าว่าน้องข้าเป็นคนอย่างไร นางเป็นเพียงหญิงหน้าโง่เท่านั้นแล แม้ใครจะชื่นชมว่านางปราดเปรื่อง สิ่งที่นางฉลาดมีเพียงเรื่องศึกษาเล่าเรียน ส่วนเรื่องอื่นน่ะรึ ?...” ทรงหยุดตรัสไปชั่วครู่แล้วโยนดอกไม้ในพระหัตถ์ทิ้ง ก่อนจะเอื้อมไปเด็ดดอกใหม่ในพุ่มที่สูงกว่า


                 “นางโง่เง่า! เอาแค่...สวามีรักนางหรือไม่ยังดูไม่ออก แล้วแบบนี้รึจะเฉลียวใจอันใดกับสิ่งที่ข้าบอกใบ้ชี้ทางให้ ยิ่งนางกำลังทุรนทุรายกลัวจะถูกเจ้าหญิงเมืองปาลแย่งดวงใจไป จะมีสติคิดใคร่ครวญอันใดได้อีก คนที่จะคอยเหนี่ยวรั้งอย่างกุสุมาลย์ก็ไม่อยู่เสียแล้ว นางรึจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาผู้ใดได้ ส่วนนางศรีดารานางนี่โง่เง่าไม่ต่างกัน หญิงหยาบกระด้างอย่างมันมิได้เข้าใจเรื่องความรักดอก หึ หึ”


                “ทรงพระปรีชายิ่งนักเพคะ” บัวลออรีบทูลเยินยอ


                “เดิมทีข้ามิได้ตั้งใจจะดึงเสด็จพี่เขมมินีเข้ามาเกี่ยว แต่...ข้าชังน้ำหน้านางนัก เป็นพี่สาวข้าแท้ๆ แค่สร้อยนีลมณีเส้นเดียวยังนำมาเย้ยข้ามิจบมิสิ้น ถ้าอย่างนั้นก็จงเกี่ยวข้องไปเสียเถิด หากมหิตาไปหานางบ้านป่านั่นจริงๆ แล้วเรื่องแตกขึ้นมา สอบมาแล้วนางนั่นเป็นคนของใครผู้นั้นก็ต้องรับ ฮะ ฮะ”


               “จริงด้วยเพคะ เขมมินีเทวีก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เผลอๆ จะโดนสอบสวนไปด้วย เพราะเรื่องกลมนตรานั้นเป็นเรื่องผิดประเพณี ผิดจารีต ใครเกี่ยวข้องก็ต้องอาญา คราวนี้เรื่องใหญ่แน่เพคะ”


               “ก็ให้เสด็จพี่เขมมินีแก้ปัญหาไปสิ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย” ทรงแย้มสรวลด้วยความพอพระทัย


               “เท่ากับยิงนัดเดียวได้นกสองตัวเลยนะเพคะ ทรงปรีชายิ่งนัก”


               “พี่น้องของข้านับวันก็มีแต่จะทำตัวเป็นคนน่าชัง กับมหิตาน่ะข้ายังไม่ได้เอาเรื่องนางคืนเลย นางคงคิดว่าข้าให้อภัยลืมแล้วเสียกระมัง ชะ...รู้จักข้าน้อยไปแล้ว หากยอมขอโทษแต่แรกก็ข้าก็ว่าจะไม่เอาเรื่องนาง แล้วนี่ยังภูวิษะสวามีของนางอีกทำตัวน่าชังไม่แพ้กัน จะปล่อยให้มีความดีความชอบข้ามหน้าเสด็จพี่ชยาทัตของข้ามิได้”


               “อย่างนี้ก็ต้องเรียกว่าได้นกสามตัว แล้วเพคะ มิใช่แค่นกสองตัว จะมีนางใดในหล้าสามารถวางกลอุบายได้แยบยลถึงเพียงนี้ หากหญิงนั้นไม่เลิศล้ำเช่นพระเทวีของหม่อมฉัน” คำสรรเสริญนั้นเป็นที่ถูกพระทัยยิ่งนัก จึงแย้มสรวลอย่างต่อเนื่อง


               “บัวลออเจ้านี่มันปากหวานนัก”


               “มิได้เพคะ หม่อมฉันทูลจากใจจริง”


               “เอาเถอะ ถ้าแผนสำเร็จเจ้าจะได้รางวัล แต่เจ้าจัดการตระเตรียมกับนางคนบ้านป่านั่นเรียบร้อยหรือยัง?”


               “เพคะ แต่หม่อมฉันออกหน้าเองมิได้ ผู้ใดก็รู้ว่าหม่อมฉันเป็นคนสนิทของพระเทวี จึงมอบหมายให้นางพิกุล บ่าวซักผ้าในตำหนักไปคุยแทนเพคะ เห็นว่านางเอื้องยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่รู้จะกล้าทูลตามรับสั่งหรือเปล่า”


                พินทุมณีเทวีได้ฟังดังนั้น ก็หันพักตร์ไปหานางกำนัลอีกผู้ซึ่งมีหน้าที่ถือหีบหวายใบน้อยสำหรับใส่ถุงเงินคอยตามเสด็จ แล้วหยิบล้วงอัฐขึ้นมาจำนวนหนึ่งยัดใส่มือนางบัวลออไป


               “เอาไปเพิ่มให้มัน จะได้กล้าหาญขึ้น บอกมันว่าสำเร็จมันก็มั่งมี ไม่สำเร็จมันตายแน่ หรือถ้าคิดจะปูดเรื่องละก็เตรียมหัวขาดได้เลย”


                “เพคะ” บัวลออย่อกายลงน้อมรับรับสั่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นัยน์ตาเป็นประกายแวววาวไม่ผิดกับเทวีแห่งนาง



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++






Create Date : 13 กันยายน 2556
Last Update : 13 กันยายน 2556 0:49:25 น. 0 comments
Counter : 1038 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.