จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728 
 
7 กุมภาพันธ์ 2557
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 62

ตอนที่ 62


            ตะวันเที่ยงส่องแสงแผดเผาลงมาเป็นอันมาก กองทัพจากจุมภะเดินทางมาตั้งแต่เช้ามืดยังมิได้หยุดพัก ภูวิษะเจ้ายกหัตถ์ขึ้นซับเม็ดเสโทที่หยาดลงมาเต็มพระพักตร์ วันนี้แรงแดดช่างร้อนแรงกว่าทุกวันนัก ทรงเกรงว่าทหารจะอ่อนเปลี้ยเพลียแดดไปก่อนจะถึงจุดหมาย แม้องค์เองยังรู้สึกร้อนถึงเพียงนี้


            “พัก!” คำสั่งสั้นๆ ถูกถ่ายทอดออกไป เสียงถอนหายใจดังมาจากทหารกลุ่มใหญ่ ไม่นานนักก็ตามด้วยเสียงวางหอกดาบลงกับพื้นแล้วกระจายตัวออก จัดเตรียมที่สำหรับพักรับประทาน ผ้าผืนยาวในกองสะเบียงถูกดึงมาผูกโยงกับกิ่งไม้อย่างหยาบๆ เพื่อกันแดด แสดงให้รู้ว่าเป็นการพักแค่ชั่วประเดี๋ยวเท่านั้น


             “ท่านภูวิษะเสวยน้ำเถิด” พลศึกข้างวรกายถวายถุงหนังบรรจุน้ำให้ ถุงหนังนี้มหิตาเทวีเป็นผู้สั่งให้จัดเตรียม โดยใช้หนังแพะอ่อนนุ่มบุไว้ชั้นในส่วนชั้นนอกนั้นใช้หนังวัวหุ้มทับอีกที เพื่อให้สะดวกแก่การเดินทางอีกทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่ากระบอกไม้ นั่นเป็นความเข้าใจของภูวิษะเจ้าเท่านั้น หาได้รู้ความนัยที่เคลือบแฝงมากับถุงหนังนี้ เมื่อทรงรับมาเสวยมิได้รู้สึกว่าความร้อนคลายตัวลงเลย หนำซ้ำยังรู้สึกว่าอุณหภูมิในวรกายสูงขึ้นเสียอีก แต่มิได้เฉลียวใจอันใด เมื่อเสวยเสร็จก็ส่งคืนให้พลศึกประจำพระองค์ไป


             “เป็นอย่างไรบ้างพะยะค่ะ? ยังกระหายอยู่อีกหรือไม่ เสวยน้ำอีกหน่อยไหมพะยะค่ะ” ผู้ถามคล้ายว่าทูลถามด้วยความห่วงใยนัก


             “เจ้าไปกินเถิด อย่าได้ห่วงเรา” เมื่อบอกปัดไปแล้วพลศึกของพระองค์จึงก้มหน้ารับ แต่ยังลอบชำเลืองพระอาการเมื่อไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติไป จึงคอยหาโอกาสถวายน้ำในถุงหนังให้ทรงเสวยเป็นระยะๆ จนภูวิษะเจ้าต้องออกปากไล่ด้วยความรำคาญ


             “เจ้าจะปรนนิบัติกระไรเรานักหนา นี่มาออกศึกมิได้เที่ยวเล่น หากเราต้องการน้ำจะเรียกหาเอง” หากการณ์นี้สำเร็จบำเร็จใหญ่รออยู่ เมื่อถูกไล่มันจึงมิยอมไปได้วนเวียนอยู่รอบวรกาย พร้อมรำพึงในใจเหตุใดยาในน้ำจึงไม่ออกฤทธิ์ หรือต้องผสมเพิ่มเติมลงไปกว่านี้กัน เมื่อคิดได้ดังนั้นจากขนาดยาที่ถูกสั่งไว้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นทันที!!


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


            “นี่ก็บ่ายคล้อยแล้ว เหตุใดจึงยังไม่เสด็จกลับมาอีก ไหนพ่อหมอบอกว่าไม่เกินเที่ยงวันจะเสด็จกลับอย่างไรเล่า” มหิตาเทวีดำเนินกระสับกระส่ายไปมาคล้ายหนูติดจั่น เมื่อไม่ได้ดั่งพระทัยก็หันมาคาดคั้นเอากับศรีดารา


            “หม่อมฉันว่าบางทียานั่นอาจจะไม่ได้ผลกระมังเพคะ หมอเฒ่านั่นเป็นแค่หมอชาวเขาชาวดอยอาจจะยาบ้านป่าแบบนั้นอาจจะไม่ใช่ตำรับที่ดีนัก หรือไม่ก็...”


            “ก็..? กระไรรึ?”


            “อาจจะทรงจับได้เพคะ” นางคนทะเล้นหูตาเหลือกเมื่อนึกถึงโทษทัณฑ์ที่จะตามมา


            “เป็นไปมิได้ ยานั่นต้มกลั่นจนไม่มีสีไม่มีกลิ่น เสด็จพี่มิมีทางล่วงรู้ได้” ชายาแห่งนาคเจ้าเชื่อมั่นในประสิทธิผลของยานัก ยาปลุกกำหนัดไม่ว่าผู้ใดดื่มกินเข้าไปก็เรียกคลื่นรักลมสวาทให้บังเกิดขึ้นได้โดยเฉียบพลัน เมื่อพายุสวาทเข้าครอบครองจิตใจแล้วไซร้ไยจึงไม่รีบคืนเรือน มหิตาเทวีสู้ชโลมน้ำเรียกรักมันลูบไล้จนทั่ววรกายรอพระสวามีกลับมาเฟ้นฟอนสูดกลิ่นองค์อร


            “อีกประการ...ถ้าทรงโดนฤทธิ์ปลุกกำหนัดจนร้อนรุ่มแล้วจะทานทนอยู่ได้เพียงใด มิช้านานก็ต้องคืนเรือนแต่นี่มันเกินเวลาที่กำหนดไปมากโข ทำไมถึงเป็นอย่างนี้เล่าพี่ศรีดารา?”


            “มิทราบเพคะ...แต่ถ้าให้คาดเดา หากมิใช่ว่าเจ้าทหารนั่นทำพิรุธให้ทรงสงสัยจนจับได้ ก็อาจจะ...มีผู้ใดช่วยบรรเทากำหนัด”


            “จะบ้ารึ? ในทัพจักมีหญิงช่วยบรรเทากำหนัดได้อย่างไร?” ยิ่งตรัสก็ยิ่งกริ้ว


            “แล้วข้าทำเสน่ห์ให้ทรงคิดถึงแต่เพียงข้า ลุ่มหลงแต่เพียงข้า หญิงอื่นใดก็มาแทนที่มิได้ อย่าได้พูดบ้าๆ อีกนะพี่” หากเป็นเรื่องพระสวามีแล้วผู้ใดก็แตะต้องกล่าวถึงมิได้ ยิ่งในเรื่องหญิงอื่นด้วยแล้วละก็ ศรีดาราจึงได้แต่สงบปากคำมิกล้าออกความเห็นอันใดอีก


            อาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปถึงยามอัสดง ตะวันยอแสงจนเย็นตาลง แต่ภูวิษะเจ้าหาได้เสด็จคืนเรือนไม่ มหิตาเทวีร้อนรุ่มพระทัยจนไม่ยอมเสวยพระกระยาหารเย็น เมื่อแสงสุดท้ายลับขอบฟ้าไป พระนางน้อยก็ซุกวรกายอยู่ให้ห้องบรรทม แล้วกรรแสงออกมาเงียบๆ ส่วนศรีดาราแม้อยากปลอบโยน แต่นางมิใช่ผู้มีวาจาหวานละมุนอย่างที่พระเทวีทรงอยากได้ยินเป็นแน่ หากร้ายไปกว่านั้นดีไม่ดีนางอาจจะพูดให้ทรงกริ้ว ทรงดำริมากจนกลัดกลุ้มขึ้นอีกก็เป็นได้ จึงได้แต่เฝ้าแท่นบรรทมเงียบๆ มิกล้ากล่าวสิ่งใด


           ทุกสิ่งเกิดให้ในสายตาของหญิงสาวผู้มาจากอนาคต หล่อนแนบหน้าอยู่ข้างบานทวารห้องบรรทม ไม่นานนักก็ขยับกายถอยออกมา แล้วเดินเลี่ยงมายังชานอีกด้านหนึ่งซึ่งวิทยาธรนามวิมุตตินั่งเอนกายแหงนหน้าขึ้นชมดาวบนฟากฟ้า แขนข้างหนึ่งฟาดไว้กับหมอนขวาน [3]


           “ยาไม่ได้ผล...เฮ้อ..โล่งอกไปที” หล่อนรายงานแก่เขา แล้วค่อยทรุดกายนั่งลงใกล้ๆ กันนั่นเอง แต่มิกล้าปล่อยตัวตามสบายนัก เคียงฟ้าจึงนั่งพับเพียบเรียบร้อย


            “ไม่ได้ผลจริงรึ? งั้นเหตุใดภูวิษะจึงมานั่งคับแค้นตนเองภายหลัง?”


            “อาจารย์หมายความว่า?”


             คนถูกถามไม่ตอบ เพียงแต่โบกมือขึ้นในอากาศ พลันแสงดาวบนนภาค่อยๆ จางหายไป ผืนฟ้าถูกแทนที่ด้วยมวลเมฆหนาทึบ แสงสว่างค่อยๆ กรายเข้ามา ฟากฟ้าเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นอ่อนจางเหลือบชมพูและสว่างไสวไปในที่สุด เคียงฟ้านั่งนิ่งราวกับสิ่งที่หวาดกลัวกำลังจะเกิดขึ้น ทิวทัศน์เบื้องหน้าเปลี่ยนไปมิใช่สวนที่รายล้อมตำหนักอย่างที่เคยเป็นทุกเมื่อเชื่อวัน ภาพตรงหน้าค่อยๆ ปรากฏเริ่มแรกคล้ายมีน้ำหยดลงบนทิวไม้แล้วกระจายออกไปจนเปลี่ยนรูป หล่อนมองเห็นภาพกองทัพที่มีภูวิษะเจ้านำขบวนอยู่แทนที่


            “เจ้าภู!!” หล่อนอุทานแล้วจ้องภาพตรงหน้าตาไม่กะพริบ ลืมสิ้นสิ่งอัศจรรย์ที่บุรุษข้างกายบันดาลให้เป็นไป


            ภูวิษะเจ้ากำลังเสวยน้ำจากถุงหนังแห่งความอับโชค ท่วงท่าคล้ายกระหายนักทรงเสวยจนหมดถุงแต่อาการร้อนในวรกายมิได้หายไปมีแต่ทวีขึ้นเรื่อยๆ


            “ไปเอาน้ำมาอีก” ตรัสจบก็โยนถุงหนังให้ทหารไป


             สีพระพักตร์บึ้งตึงพระขนงขมวดหมุ่นอยู่ตลอดเวลา หยาดเสโท ไหลซึมออกมา ดวงเนตรแห้งแล้งนักคล้ายมิได้จับจ้องอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ในพระทัยกำลังถวิลหานางงามอันเป็นที่รัก ใคร่กระสันจะกอดนางนัก ไม่นานพลศึกก็นำถุงหนังซึ่งไปบรรจุน้ำมาใหม่ถวายให้


             “ชักช้านัก!!” คราวนี้ทรงยกขึ้นเสวยพรวดๆ แล้วเทรดลงบนพระพักตร์องค์เอง


             “เจ้าภู..!!” เคียงฟ้าเห็นอาการผิดปกตินี้เข้าก็อุทานออกมา


             “อาจารย์คะ เจ้าภูท่าจะแย่แล้ว ดูแปลกๆ ไปแล้ว” วิมุตติไม่ตอบเพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้


              ถุงหนังถูกโยนใส่ทหารข้างพระวรกายอีกครั้ง มันผู้ได้รับคำสั่งจากมหิตาเทวีมองเห็นว่าทรงเสวยไปมากเพียงใดก็เริ่มหวั่นวิตก นี่เข้าสู่วันที่สองแล้วทรงเสวยมาตั้งแต่เช้ามืดวันวาน จะเกินอัตราบุรุษจะทานทนพิษสงของยาว่านเรียกรัก จึงเริ่มหวั่นเกรงว่าจะประชวรหรือจะเหตุร้ายขึ้นแก่ภูวิษะเจ้า หากมันสำนึกก็สายไปเสียแล้ว


            “ยังไม่ไปเอาน้ำมาอีก!!” สุรเสียงห้วยตรัสตวาด ดวงเนตรแดงก่ำดูดุร้ายนัก


            “พะยะค่ะ ไปเดี๋ยวแหละพะยะค่ะ” คนได้รับคำสั่งลนลาน


            “เจ้า!!” สุรเสียงนั้นหยุดผู้ถูกเรียกได้ชะงัก พลศึกหันมาทูลถามด้วยสีหน้าไม่ดีนัก


            “ไม่ต้องแล้ว ข้าไปเอง” ว่าแล้วก็กระโดดลงจากหลังม้าเป็นเหตุให้นายทัพสั่งพักกองเป็นการชั่วคราว


            ภูวิษะเจ้าเดินลิ่วไปอย่างรวดเร็ว จนผู้ติดตามต้องรีบจ้ำตามแต่ครู่เดียวก็ถูกสุรเสียงห้าวตวาดใส่สั่งห้ามมิให้ตามเสด็จจึงชะงักฝีเท้าแค่นั้น เมื่อลับสายตาผู้คนจังหวะก้าวเดินของภูวิษะเจ้าก็รวดเร็วขึ้นคล้ายว่าแผ่นดินจะหดสั้นลง ไม่นานนักก็เสด็จมาถึงริมน้ำ มันเป็นสายน้ำเชี่ยวกรากสายหนึ่งหากมุ่งตามไปก็จะลัดเลาะไปสู่จุมภะได้ แต่มิค่อยมีผู้ใดใช้ลำน้ำสายนี้ เพราะกระแสธารเกรี้ยวกราดนักจึงเป็นเพียงลำน้ำที่ตักไปเลี้ยงชีพ หรือเพื่อการเกษตรเท่านั้น มิมีผู้ใดกล้าย่างกรายลงในสู้กับความพิโรธของสายน้ำ แต่ภูวิษะเจ้าหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ร่างสูงสง่าก้าวลงน้ำไปอย่างไม่ลังเล เดินละลิ่วไปเรื่อยจนน้ำมิดเศียร


           “เจ้าภู!!” เคียงฟ้าที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดร้องออกมา หล่อนยกมือขึ้นปิดปากแล้วหันบอกผู้วิมุตติ


           “อาจารย์คะ เจ้าภูจมน้ำหายไปแล้ว” สีหน้าหล่อนตื่นเต้นและหวาดกลัวยิ่งนัก ตรงกันข้ามกับความเฉยชาของอีกฝ่าย


           “เคียงฟ้า...มีนาคที่ไหนจมน้ำบ้างเล่า” เสียงนั้นราบเรียบไม่มีแววหยอกล้อ ราวกับเบื่อหน่ายคู่สนทนามากกว่า


           “ขอโทษค่ะ ฟ้าลืม...มัวแต่เป็นห่วงเขา” คำตอบกับสีหน้าจ๋อยๆ นั่นเรียกรอยยิ้มบางๆ ตอบกลับมา


           ระยะเวลาในห้วงอดีตนี้เหมือนถูกกระชับให้เวลาดำเนินไปรวดเร็วกว่าปกติมากมายนัก หล่อนยังนั่งถอนหายใจอยู่ไม่ทันไร เพียงแค่ห้านาทีต่อมาเท่านั้น เคียงฟ้าเห็นวรองค์เลอลักษณ์ของเจ้านาคราชเสด็จมาอยู่มิไกลแล้ว สีพระพักตร์เคร่งเครียดบึ้งตึงไม่เปลี่ยน หญิงสาวทำท่าจะเรียกไว้ แต่ภูวิษะเจ้ามองไม่เห็นหล่อนหรือพูดให้ถูกคือไม่มีผู้ใดอยู่ในสายตาเลยต่างหาก จึงเสด็จผ่านกลางระหว่างเคียงฟ้ากับวิทยเทพไป นางกำนัลถวายคำนับก็หาได้เหลือบแล


            “มหิตาอยู่ไหน? เรียกนางออกมา” สุรเสียงดังก้องไปทั่ว ผู้ใดเห็นเข้าก็คิดว่าทรงพิโรธ


            “ตายแล้ว!! หรือว่าเจ้าภูจับได้ว่ามหิตาวางยาเขา?” หล่อนใจหายไม่รู้ว่าเขาจะโกรธแค่ไหน แล้วมหิตาจะทำอย่างไร แบบนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็มีแต่จะแย่ลงน่ะสิ


             มหิตาเทวีเสด็จออกมาพบที่กลางโถง เมื่อแรกทรงปรีดานักที่พระสวามีกลับมาตามที่เรียกหา แต่เมื่อผินพระพักตร์กลับมาดวงเนตรที่เคยสุกใสนั้นบัดนี้แดงก่ำจนน่ากลัว เทวีน้อยจึงยืนนิ่งมิกล้าตรัสอันใดได้แต่รอดูท่าทีพระสวามี เห็นท่านายทหารที่ใช้ไปจะทำเสียการณ์ มิทราบทรงรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด จึงมิกล้าตรัสถามได้แต่เป็นฝ่ายรอตั้งรับ หากจะทรงกริ้วก็ต้องยอม


             “มหิตา...” สุรเสียงห้าวเมื่อครู่อ่อนลงยามเมื่อตรัสเรียกพระชายา คล้ายว่าทรงอ่อนพระทัยนัก


             “เพคะ...” พระนางตรัสตอบแผ่วเบาด้วยเกรงพระอาญา แล้ววรกายบอบบางก็ถูกกระชากเข้าสู่วงพาหา


            “ข้าคิดถึงเจ้า!” แรงกอดรัดนั้นแน่นจนร่างอรชรแทบจะกลืนหายไปในอ้อมอุระ


            “ข้าร้อน...เจ้าทำอะไรพี่?”


            “มะ...หม่อมฉันมิได้...”


            “ยิ่งกอดเจ้าข้ายิ่งร้อนนัก...ร้อนดังไฟแผดเผา” ดวงเนตรสกาวเบิกกว้าง ปัสสาสะที่ระบายออกมาจากสัมผัสต้องผิว คล้ายว่ามนต์เรียกรักนั้นส่งผลมาถึงองค์เอง ทรงร้อนวาบไปทั้งวรกาย


           “น้องก็คิดถึงเสด็จพี่” ตรัสแล้วก็ช้อนพระเนตรขึ้นสบ ภูวิษะเจ้าประสานสายพระเนตรอยู่ครู่ ก็แย้มสรวลออกมา หาได้มีวจีใดหลุดออกมาจากโอษฐ์อีก เพราะริมโอษฐ์บางแต่ฉาบไปด้วยไอร้อนผะผ่าวนั้นประทับลงบนโอษฐ์อ่อนนุ่มของมหิตาเทวีทันที


           “ท่านภูวิษะเสด็...จ เอ้อ...?!!” คุณท้าวจันทร์หอมได้ยินสุรเสียงเมื่อครู่ก็รีบออกมารับพักตร์ แต่สิ่งที่ได้เห็นกลับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมอง นางนิ่งตะลึงไปชั่วครู่แล้วจึงรีบโบกมือไล่นางกำนัลทั้งมวลไปให้พ้นบริเวณนั้น


           “...เสด็จเข้าห้องบรรทมเถิดเพคะ” มหิตาเทวีตรัสทั้งที่ดวงเนตรยังหลับพริ้ม


           “ทำไมเล่า?”


           “อายคุณท้าว”


           “คุณท้าวสิต้องอายเรา”


           “บ้าจริง!! น้องอายนะเพคะ”


           “เดี๋ยวนางก็ไปเอง” พลางชายพระเนตรไปยังคุณท้าวที่บัดนี้ก้มหน้างุด รีบคลานออกไปจากบริเวณนั้น ท่ามกลางความตกใจของเคียงฟ้า ในขณะที่มหิตาเทวีทรงสรวลออกมาด้วยต้องมนต์เสน่หามิแพ้กัน


           “ฟ้ายังสว่างนัก...เกิดใครมาเห็นเข้า”


           “มันผู้นั้นถือว่าไร้มารยาท” ดวงเนตรคมมิได้ละสายตามไปจากวงพักตร์ชายา


           “ทรงเกเรนัก” นวลแก้มเปล่งปลั่งเป็นสีชมพู ดวงเนตรหยาดเยิ้ม เจ้านาคราชยิ่งพิศก็ยิ่งใคร่ปรารถนา


           “ตามใจเจ้า” ตรัสจบแย้มสรวลตาม แล้วช้อนร่างทรามวัยขึ้นด้วยพาหาแข็งแรง แล้วจึงพากันดำเนินสู่ห้องบรรทม


           “เจ้าภู...อาจารย์คะ...เขาๆๆๆ”


           “ไม่ต้องตามเขาไปนะ”


           “ตะ...แต่ว่าๆๆๆ” หญิงสาวยังตะกุกตะกัก


           “อุดหูเสียด้วยล่ะ” สีหน้านั้นยังเฉยชาจนหล่อนนึกโมโห


           “เราจะไม่ทำอะไรเลยเหรอคะ?” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเมื่อได้ยินคำถาม


           “รอ” วิมุตติตอบสั้นๆ


           “รอ? จนถึงเมื่อไรคะ?” หญิงสาวร้อนรุ่มตรงกันข้ามกับวิมุตติ แต่ยังมิทันได้ว่ากล่าวสิ่งใดสืบต่อ พลันมีเสียงครวญครางล่องลอยออกมาจากห้อง เคียงฟ้าอ้าปากค้างคราวนี้หล่อนหน้าแดงแจ๋


           “เราไปที่อื่นกันดีกว่านะ อยู่ตรงนี้คงไม่เหมาะ” เคียงฟ้ารีบพยักหน้าเร็วระรัว วิทยเทพเห็นเข้าก็ขบขันรีบโบกมืออีกครั้ง ทิวทัศน์รอบกายก็เปลี่ยนไป จึงพบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในอุทยานใกล้กับตำหนักนั่นเอง


           “เฮ้อ...” นักศึกษาสาวถอนหายใจขืนช้ากว่านี้หัวใจระเบิดออกมาตรงนั้น อารมณ์ของเรื่องราวปรับเปลี่ยนรวดเร็วเกินกว่าจะคะเนได้ ก็ใครจะไปรู้เล่าทำหน้าเหมือนโกรธมาเสียขนาดนั้น อยู่ๆ จะเล่นบทเลิฟซีนกันกลางตำหนักเสียดื้อๆ


           “ตกอยู่ในบ่วงเสน่หาก็เป็นเช่นนี้แล”


           “แต่เจ้าภูเป็นพญานาคนะคะ”


           “นาคก็เป็นบุรุษ” คนตอบยิ้มเห็นเป็นเรื่องขำ “ต่อให้มีฤทธามากมายเพียงใด หากขาดซึ่งสมาธิ ก็ขาดซึ่งสติ ภูวิษะในเวลานั้นว้าวุ่นนัก ไม่ทันระวังกาย มิได้ระวังใจ ไม่คิดว่ามหิตาจะเล่นด้วยมนตราเช่นนี้”


            “เจ้าภู...ไม่น่าเลย มาเสียทีหมอผีชาวเขาได้”


            “มิใช่...เขาสมยอมต่างหาก มนต์ของหมอผีนั่นทำให้แค่เรียกคนึงหา หากเป็นเวลาปกติสิ่งใดก็รบกวนจิตมิได้ แต่พอเป็นเรื่องมหิตา ภูวิษะก็เป็นแค่ชายที่จงรักในหญิงของตนเท่านั้น สิ่งที่เรียกเขากลับมาเป็นใจตนเอง มนต์เสน่ห์ส่งผลเพียงรบเร้า จึงต้องใช้ยาปลุกกำหนัดควบคู่ เมื่อกายและใจไม่สงบ เสน่หาก็บังตาเท่านั้นแล...”


            “แล้วเสน่ห์จะถอนได้ไหมคะ? เจ้าภูจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานไหม? แล้วทัพที่ทิ้งมา?” หล่อนถามออกมายืดยาวเป็นชุด


            “เมื่อไฟเสน่หามอด ก็เมื่อนั้น”


            ได้ฟังดังนั้นหญิงสาวก็นิ่งอึ้งไป หล่อนนึกเวทนาเจ้านาคราชนักลืมไปสิ้นกระทั่งเรื่องที่ตนเองเคยเป็นมหิตาเทวีเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ชะตากรรมต่อไปจะเป็นเช่นไร เห็นท่าจะมีแต่เรื่องเลวร้ายรออยู่ บ่วงบาปนี้หนักหนานักเพราะลุ่มหลงจนไร้สติเท่านั้นเอง!


    โมหะแห่งรัก สร้างโลภะแห่งกามาครั้งแล้วครั้งเล่า


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++








Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2557 8:32:43 น. 0 comments
Counter : 718 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.