จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
10 พฤศจิกายน 2555
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 18


ตอนที่ 18
รักในสายน้ำ



                ดวงเนตรกลมโตเบิกค้างเมื่อแลเห็นเด่นชัดว่าเป็นผู้ใดปรากฏขึ้นกลางสายน้ำนั้น ร่างสูงโปร่งของบุรุษเพศยืนสง่าอยู่ ณ ที่นั้น มหิตาเทวีเมื่อทรงแน่พระทัยแล้วว่ามิได้พระเนตรฝาดไปเอง จึงค่อยคลายอาการตกตะลึงแต่ยังทรงอ้ำอึ้งมิอาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้


                ภูวิษะเจ้ามองกิริยาตะลึงลานจนต้องกะพริบดวงเนตรไปมาของพระเทวีแล้วก็ทรงแย้มสรวลออกมา รอยยิ้มนั้นดูงดงามทรงอำนาจหากแต่กลับพราวเล่ห์ในสายตาพระนาง และยิ่งกวาดเนตรไปยังวรกายองอาจผึ่งผายเบื้องหน้า ก็ทรงพบเห็นว่าบุรุษที่กำลังจะมาเป็นพระสวามีในอีกไม่กี่ราตรีข้างหน้านั้น เปลือยเปล่าดุจเดียวกับพระองค์


               "พญามหิทธราบดี! ท่านเข้ามาได้อย่างไร?"


               "ตกใจหรือมหิตา...ที่นี่เป็นนาคาลัย แห่งเรา จะเข้าออกโดยสะดวกก็หาใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด"


               "แต่..." พระนางน้อยขยับถอยหนีโดยอัตโนมัติ เมื่อวรองค์ทรงสง่าแหวกสายนทีเข้ามาใกล้


               "มหิทธราบดี...มะ...หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ ตะ..แต่ ทรงโปรดรอสักชั่วลัดตา หม่อมฉันจะรีบขึ้นจากน้ำ มาถวายความเคารพ"


              "จะเป็นไรไปเล่า...หาต้องมากพิธีกับเราหรอก"


              ตรัสแล้วก็ทรงเคลื่อนองค์ใกล้เข้ามาอีก ในขณะที่มหิตาเทวีนั้นถอยพระบาทจนปฤษฎางค์*(แผ่นหลัง)กระทบเข้ากับกำแพงสระ จึงค่อยรู้สึกพระองค์ว่าไม่มีที่ให้ถอยหนีได้อีกต่อไปแล้ว


              "มหิทธรานาคราช...ทรงโปรดด้วย...มะ..หม่อมฉัน"


               เทวีแน่งน้อยยังมิทันตรัสจบประโยคดี พาหาทั้งสองข้างของพญานาคินทร์ก็ยกขึ้นกั้นขวางกักวรองค์บอบบางไว้กึ่งกลาง


               "เรียกเราว่า...ภูวิษะ"


               โอษฐ์บางกระซิบแนบพระกรรณเทวีผู้ทรงโฉม จนมหิตาเทวีพักตร์ระเรื่อแต่มิอาจทูลคัดค้านได้อีก เพราะทรงตระหนักถึงไออุ่นของบุรุษเพศที่มิเคยได้ใกล้ชิดมาก่อน แผงพระอุระเปลือยเปล่านั้นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ผิดกับเรือนร่างโปร่งแลดูสะโอดสะองยามทรงอาภรณ์ยิ่งนัก


               "ภูวิษะ...เรียกนามเราสิ"


               "ภู..วิ..ษะ" นางผู้สะคราญโฉมส่งเสียงครางพระนามนั้นออกมาแผ่วเบา


               "จำไว้ภูวิษะเป็นนามของเรา มหิทธราบดีเป็นนามที่พวกเจ้าสักการะบูชาเราและพระบิดาเท่านั้น..."


               "เพคะ" ครั้งนี้พระสุรเสียงมั่นคงขึ้น พระเทวีน้อยทรงช้อนพระเนตรกลมโตนั้นขึ้นมอง ด้วยท่าทีหวาดหวั่น กึ่งกล้ากึ่งเกรงก่อนจะตรัสออกมา


               "หม่อมฉันจะจดจำไว้ ว่าภูวิษะเจ้าไม่โปรดให้เรียกมหิทธราบดี ถ้าเช่นนั้นก็ทรงปล่อยหม่อมฉันได้แล้วเพคะ" ทรงอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน หากแต่บุรุษตรงหน้ายิ่งดูได้พระทัย รอยสรวลเจ้าเล่ห์นั้นฉายออกมาโดยมิคิดจะปิดบัง


               "ทำไมเล่า?"


               "เดี๋ยวผู้ใดเห็นเข้าจะไม่ดี ทรงรออีก 11 ราตรีเถิดเพคะ"


               "แล้ว 7 ราตรีนี้เจ้ามาที่นี่เพื่อการใดหรือมหิตา" แววเนตรคมกล้ายามนี้ช่างหยอกล้อนัก


               "มา...เพื่อทำพิธีชำระอัคคีบวงสรวงมหิทธราบดีเพคะ"


               "แล้วมหิทธราบดีคือผู้ใด?" ตรัสย้อนถาม พลางยกหัตถ์ขึ้นลูบนวลปรางสตรีในอ้อมอุระ


               "คือ......เพคะ" มหิตาเทวีนึกขุ่นเคืองพระทัยยิ่งนัก ถึงกับกลืนคำตอบลงพระศอไปเลย แล้วตวัดปลายพระเนตรขึ้นค้อนอย่างแง่งอน


               "มาบวงสรวงเพื่อขออนุญาตสยุมพรตามราชพิธีใช่หรือไม่....ก็ถูกต้องแล้วนี่เราอนุญาต!" พระพักตร์งามเด่นเหนือบุรุษใดในใต้หล้ายามนี้ช่างน่าชังนัก ด้วยกิริยายั่วยวนกวนโทสะที่จงใจแสดงออกมาอย่างเปิดเผย


               "ขอบพระทัยเพคะ" พระเทวีแค่นสุรเสียงตอบ


               "หากเป็นดังนั้นแล้ว...ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จพิธีการแล้วใช่ไหม?"


               วงพาหานั้นละจากกำแพงสระดึงเอาวรกายเล็กมาโอบกอดไว้จนแน่น พลางยกหัตถ์ข้างหนึ่งแทรกพระเกศานิ่มเบาดังแพรไหมเข้าไปสัมผัสพระศอเล็กบาง และแนบนาสิกโด่งนั้นเข้าสูดดมเรือนเกศาหอมกรุ่นของเยาวมาลย์ จากนั้นหัตถ์ซนมิได้อยู่นิ่งแต่ไล่ละเรื่อยลงมาถึงแผ่นปฤษฎางค์เนียนเรียบ หัตถ์ใหญ่ร้อนผะผ่าวสัมผัสผ่านไปที่ใด มหิตาเทวีก็ทรงร้อนรุ่มดังถูกไฟเสน่หาแผดเผาทรวง


              "อย่า...เพคะ" สุรเสียงเล็กแผ่วเบาครางออกมา


              "รังเกียจเรารึ ? " ภูวิษะเจ้าตรัสถามแต่หาได้หยุดหัตถ์ ที่กำลังสาละวนกับการลูบไล้กายานางงามในอ้อมอุระไม่


              "มิใช่เพคะ...ตะ...แต่หม่อมฉัน"


              ด้วยสัญชาติบุรุษมิว่าเป็นนาคาเทพหรือมนุษย์สามัญ ก็ทรงรับรู้ได้ว่าพระเทวีมิได้รังเกียจเดียดฉันท์ เพียงแต่ทรงเอียงอายตามประสาสตรีมิเคยต้องมือชายเท่านั้น


              "มหิตารักเราหรือไม่?" ได้ยินพระดำรัสนาคเจ้าแล้ว ก็ทรงนึกน้อยพระทัย


              "ยังต้องตรัสถามอีกหรือเพคะ? มหิตารอคอยท่านมานานเท่าใดแล้ว จนแทบนึกว่าท่านนี้ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้เสียด้วยซ้ำ"


              "มหิตาอย่าน้อยใจไป เรานี้มิเคยอสัตย์ เพียงแต่รอเพลา รอกาลอันเหมาะสม...กว่าที่เด็กน้อยจะเติบโตเป็นหญิงงาม เราหรือเจ้ากันแน่หนอ..ที่เป็นฝ่ายทุกข์ทรมานในการรอคอยมากกว่ากัน" พระดำรัสอันอ่อนหวานดังน้ำมธุรินโปรยปรายมาพรมฤดีดวงน้อยนั้น มาพร้อมกับสายพระเนตรวาววับจับหทัย


              "ขอให้เราได้สวมกอดเจ้าให้สมใจหน่อยเถิด เราคิดถึงเจ้านักหนาหากแม้มิต้องการเราผู้นี้ ขอจงออกปากผลักไส เราจักจรไปไม่ฝืนหทัยนาง"


               แม้กัลยาณีผู้ทรงโฉมยังอ่อนชันษา แต่มิได้ไร้เดียงสาจนมิรู้เชิงชาย มาตรแม้นกระจ่างแจ้งแก่พระทัย แต่มิอาจผลักไสวรองค์ทรงประเสริฐนั้นได้ จึงได้แต่ปิดโอษฐ์นิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยวจีใดอีก เพราะแน่วแน่แก่ฤทัยว่าถึงจะตรัสสิ่งใดออกไป ภูวิษะเจ้าก็คงลดเลี้ยวเกี้ยวต่อมิยอมยุติเพียงนี้แน่นอน จึงปล่อยองค์ให้ทรงกอดรัดไปอีกอึดใจหนึ่งค่อยดันพระอุระกว้างนั้นให้ถอยห่างออกไป


               "ถ้าหายคิดถึงแล้วก็ปล่อยเถิดเพคะ หม่อมฉันจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว ทรงรัดแน่นเหลือเกิน" มหิตาเทวีเข้าพระทัยไปว่าทรงกล่าวได้ถูกต้องเหมาะสมแก่เทศะอันควร แต่เหตุไฉนพญานาคินทร์นั้นจึงสรวลเสียงดังออกมา


                "ฮ่า ฮ่า ฮ่า มหิตาเจ้าทำให้เราขำ"


                "หม่อมฉันกล่าวสิ่งใดให้ทรงขำกันเพคะ?" พระขนงโก่งบางนั้นเลิกขึ้นด้วยความฉงน


                "และทำให้เรารู้ว่า...เรามีชายาที่น่ารักพักตร์พริ้งเพียงใด" พระธิดาแห่งจุมภะปุระยังคงพิศวงงงงวยไม่หาย นาคเจ้าก็ตรัสต่อ


                "เจ้ากลัวเรารึ?"


                พระเทวีมิอาจโต้แย้งได้ในพระสมองว่างเปล่าไร้คำเจรจา มีเพียงความเอียงอายครุครุ่นไปทั่วราวหมอกควันปกคลุมดำริในพระทัยเอาไว้


                "มานี่สิมหิตา..." ภูวิษะเจ้าทรงขยับถอยออกห่างไปกลางสระ แล้วค่อยยื่นพระหัตถ์ส่งมา


                "สายนทีจะคลายความหวาดกลัวแก่เจ้า แล้วเจ้าจะรู้ว่ามิมีสิ่งใดต้องหวาดกลัวเลยในธาราอันอบอุ่นนุ่มนวลนี้"


                 ดวงเนตรหวานล้ำประดับไปด้วยแพขนตายาวนั้น จ้องมองตามหัตถ์อันแข็งแกร่งที่ส่งมอบมาพร้อมแววเนตรอ่อนโยน หาได้มากเล่ห์พราวเหลี่ยมอย่างก่อนหน้านี้ ทรงค่อยแย้มสรวลออกมาได้จึงวางหัตถ์บางให้ทรงเกาะกุม


                 "แน่พระทัยนะเพคะว่าจะไม่รังแกหม่อมฉัน" ตรัสพลางจับจ้องไปที่ดวงเนตรคมกล้าของวรองค์สูงสง่านั้น


                 "หากจุมพิตด้วยดวงใจอันงมงายในรักนั้น จะเรียกว่ารังแกหรือไม่? "


                 "ฝ่าบาท..."


                 "ภูวิษะ"


                 ทรงแทนคำเรียกหาให้ถูกต้อง แต่มิทรงรอให้พระนางได้แก้ไขคำ นาคาจำแลงก็จุมพิตอ่อนหวานประทับเรียวโอษฐ์อิ่มสีชาดนั้นเนิ่นนาน มหิตาเทวีเมื่อแรกก็ทรงประหวั่นหทัยแต่มิช้านานก็ปิดดวงเนตรพริ้มลง ปล่อยให้จุมพิตแสนหวานราวล่องลอยอยู่ในความฝันดำเนินต่อไป จากจูบเป็นโอบกอด จากโอบกอดเป็นลูบไล้ มิช้านานเยาวมาลย์ก็คล้อยตาม แล้วแนบร่างหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับวรกายอันสง่างามนั้น


                  รัตติกาลนี้เนิ่นยาวออกไปราวไม่สิ้นสุด ดวงฤทัยสองดวงอิ่มเอมในรัก ร่างสองร่างกอดก่ายกันอยู่แท่นบรรทม ภูวิษะเจ้าทรงกระชับอ้อมพระพาหุให้แน่นขึ้น ด้วยเกรงว่าวรกายเล็กแบบบางนั้นจะหนาว เมื่อผิวกายาอันเปล่าเปลือยปะทะเข้ากับสายเย็นที่พัดผ่านช่องบัญชรเข้ามาพร้อมไอน้ำค้าง ตามด้วยกลิ่นใบหญ้าชื้นที่ไปด้วยหยาดน้ำฟ้าทิ้งลงมาค้างไว้ในมายามค่ำคืน อุณหภูมิลดต่ำลงจนหนาวเหน็บแต่มหิตาเทวีทรงอบอุ่นด้วยรักอันเกษม


                  "ยามนี้หม่อมฉันมีความสุขยิ่งกว่าหญิงใดในจุมภะ" ตรัสไปก็คลี่โอษฐ์แย้มสรวล


                  "เราก็เช่นกัน"


                  "หม่อมฉันคงมิอาจลืมเลือนค่ำคืนนี้ได้" ทรงกระซิบบอก


                  "จากนี้ไปอีกหลายราตรีคงไม่มีค่ำคืนใดที่เจ้าลืมเลือนได้" สิ้นคำตรัสภูวิษะเจ้าก็ถูกหัตถ์เล็กบางนั่นทุบเข้าพระอุระเต็มแรง


                  "จะไม่ให้หม่อมฉันหลับนอนเลยหรืออย่างไรเพคะ พรุ่งนี้ต้องตื่นมาทำพิธีบูชาผู้ใดก็ไม่รู้แต่รุ่งสางด้วยสิ"


                  "เจ้าก็บอกพราหมณ์พวกนั้นไปว่า...มหิทธราบดีเช้านี้ตื่นไม่ไหว คงมิอาจมารับการสักการะได้" นาคเจ้าตรัสล้อเล่นด้วยพักตร์เฉยชา ต่างกับยามอยู่ต่อหน้าผู้คนที่มักจะปั้นปึ่งเรียบเฉยจนแทบไร้คำเจรจา


                  "บ้าสิเพคะ! ผู้ใดจะไปเชื่อว่ามหิทธราบดีเหลวไหลปานนั้น แถมยังลักลอบหนีจากเรือนพักที่ห่างไกลกันไปคนละทิศมาถึงที่นี่ได้!" นาคาเทพไม่ตอบแต่ทรงสรวลออกมาด้วยความขบขัน


                  "ป่านนี้ยังไม่มีใครรู้หรอก ว่าเรามิได้อยู่ตำหนักปลายอุทยานนั่น ก็มิมีผู้ใดเห็นเราก้าวผ่านธรณีประตูออกมาเลยนี่"


                  "แต่...นี่ใกล้สางแล้วนะเพคะ รีบเสด็จกลับดีกว่า เดี๋ยวมหาดเล็กเข้าไปปลุกแล้วไม่พบพระองค์จะแตกตื่นกันเสียเปล่าๆ" มหิตาเทวีตรัสพลางยันวรกายเปลือยเปล่านั้นขึ้นนั่ง โดยมิลืมดึงผ้าทรงสะพักขึ้นปิดกายา


                  "ไม่เป็นไรดอกเราร่ายมนต์ทิ้งไว้ เวรยามผ่านเข้าไปก็แลเห็นเรานอนอยู่บนแท่นบรรทม"


                 "จริงหรือเพคะ?" พระเทวีน้อยทรงโล่งพระทัยแทน แต่บัดเดี๋ยวก็นึกขึ้นได้ว่าบุรุษที่นอนเคียงคู่นั้นช่างวางแผนได้เจนจัดรอบครอบเสียนี่กระไร


                 "นี่ทรงวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นแล้วใช่ไหมเพคะ ? " ภูวิษะเจ้าสรวลรับไม่ตอบคำถาม แต่ดึงเอาวรกายอ้อนแอ้นนั้นลงมานอนแนบอุระ


                 "อย่าได้สนใจเรื่องไร้สาระนั่นเลย นอนเถิด...พี่อยากส่งเจ้าเข้านิทราแล้วจึงค่อยไป"


                 คำเรียกแทนองค์ว่าพี่นั้น ทำเอาดวงฤทัยมหิตาเทวีติดปีกโบยบินดุจดั่งวิหคน้อยรื่นเริงเหินชมไปทั่วนภา พระเทวีมิต้องการเอ่ยความใดอีก ก็ทรงเปรมปรีดิ์ด้วยถ้อยคำของบุรุษที่บรรทมเคียงข้าง หากแสงทองแห่งทิวาวารมามิเยือนขอบฟ้าเร็วนักก็คงดีไม่น้อย และแม้นว่าเป็นไปได้ดั่งคำอธิษฐานในพระทัย แน่งน้อยโฉมงามปรารถนาให้รัตติกาลนี้ยืดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด


                  "เสด็จพี่ภูวิษะ..." พักตร์จิ้มลิ้มนั้นปิดเปลือกเนตรลงสนิทในขณะที่ตรัส


                  "หม่อมฉันรักพระองค์"


                  "พี่ก็รักเจ้ามหิตาเอ๋ย..."


                  "ขอให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป อย่าได้มีหญิงใดมาเปลี่ยนพระทัยเสด็จพี่ไปจากหม่อมฉันเลย"


                  "จะเช่นนั้นนิจนิรันดร์ มิมีหญิงใดมาสั่นคลอนได้"


                  ตรัสจบก็ทรงประทับจุมพิตลงที่นลาฏ แทนสัตย์สัญญา นางงามที่เคียงข้างบนแท่นบรรทมก็คลายกังวล หทัยพระนางเปี่ยมสุขจนล้มปรี่ จึงพากายาเข้าสู่นิทราอย่างง่ายดาย


                  เคียงฟ้ามองดูคู่รักทั้งสองนอนกอดก่ายกันด้วยความสุขสม ภาพหวานชื่นตรงหน้าค่อยถอยห่างไกลออกไป จนบางตาและเลือนหายไปในที่สุด แว่วเสียงสุดท้ายก่อนที่หล่อนจะหล่อนตื่นจากความฝัน สุรเสียงของมหิตาเทวีลอยตามลมมาให้ได้ยินคำตรัสซ้ำย้ำเตือนต่อบุรุษอันเป็นที่รัก


                 "อย่าทรงลืมเลือนคำรักที่เคยมีให้มหิตาผู้นี้ แล้วปล่อยให้หม่อมฉันจดจำมิเลือนตราบสิ้นดินฟ้าอยู่ผู้เดียวนะเพคะ ภูวิษะเจ้า..."



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



                 เช้าวันนั้นเคียงฟ้าตื่นสายกว่าปกติ แสงแดดส่องสว่างไปทั่วบริเวณแล้ว หญิงสาวก็ยังไม่ลืมตาตื่นอีกทั้งยังมีรอยยิ้มหวานเชื่อมอยู่บนใบหน้า จนมิรันตีเห็นว่าใกล้เวลารับประทานอาหารเช้าแล้วจึงปลุกหล่อนขึ้นมา


                 "ยัยฟ้าฝันอะไรน่ะ นอนยิ้มเชียวตื่นได้แล้ว" เมื่อแรกหล่อนไม่อยากลุกเลย แต่เมื่อโดนเขย่าตัวโดยแรงจึงจำต้องลืมตาขึ้น


                 "อะไรน่ะ...กำลังฝันดีอยู่เชียวแอน...ฮ้าว" หล่อนงัวเงียขึ้นมาตอบพลางหาวไปด้วย


                 "ฝันอะไรหา? สายแล้ว...เอ๊ะ? หรือว่าฝันถึงเจ้าภูวิษะ"


                 พอได้ยินชื่อนั้นหล่อนก็ลืมตาโพลงแล้วลุกพรวดพราดขึ้นมานั่งตัวแข็งทันที จนมิรันตีเห็นเข้ายังตกใจกับกิริยานั้น


                "เป็นอะไร?" หล่อนละล่ำละลักถาม


                "มะ...ไม่ได้เป็นอะไร....ตายแล้ว!! แดดจ้าแล้วเหรอเนี่ย? ทำไมเพิ่งปลุกล่ะ?"


                "ฉันปลุกแล้วนะยะ แต่เธอไม่ยอมตื่นเองมัวแต่นอนฝันหวานถึงผู้ชายล่ะสิ" เมื่อโดนพูดแทงใจดำหญิงสาวก็หน้าง้ำ รีบลุกขึ้นคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำไป


                "เร็วๆ ด้วยนะ เจ้าเขาคงไม่ชอบให้ใครมาสายหรอก" หล่อนเร่งเร้าไม่นานนักเคียงฟ้าก็ล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ทั้งสองจึงพากันไปที่เรือนใหญ่ทันที


                 แม้ไม่ตั้งใจแต่สายตาก็สอดส่ายหาคนในความฝัน เขาอยู่ที่นั่นก่อนหน้าหล่อนจะมาถึง ชายหนุ่มสูงศักดิ์นั่งอยู่บนยกพื้นสูงเคียงข้างวิมุตติญาติรูปงามของเขา แค่เห็นหน้าหญิงสาวก็เผลอนึกถึงความฝันเมื่อคืนเข้า เจ้าหล่อนก็หน้าแดงขึ้นมาทันที และยิ่งเจ้าภูวิษะหันพักตร์มาทางนี้ จึงสบประสานสายตาเข้ากับหล่อนพอดิบพอดี เคียงฟ้าเห็นดังนั้นก็รีบหลบสายตาวูบ แต่ยังทันได้เห็นเขาแอบขำหล่อนอยู่ในที


                 "เกลียดนักอีตาบ้านั่น!" หล่อนพึมพำออกมาและถามตัวเองไปพลาง


                 'ทำไมเราต้องฝันถึงตานั่นด้วยนะ...แถมยังเป็นฝัน...แบบนั้นด้วย บ้าจัง!!'


                 หญิงสาวส่ายศีรษะไปมาเพื่อสลัดความคิด ที่มักจะจูงกลับยังความฝันเมื่อคืน จนเพื่อนที่นั่งร่วมวงขันโตกต้องหันมาถามไถ่


                 "เป็นอะไรน่ะฟ้า? "


                 "ปะ...เปล่าหรอก"


                 "แน่เหรอ? มองหน้าเจ้าภูวิษะแล้วส่ายหัวดุ๊กดิ๊กเนี่ยนะ? แอบคิดอะไรอยู่น่ะ?" เพื่อนชื่อนิ่มถามขึ้นมา


                 "จะเป็นอะไรน่ะเหรอ? ก็เมื่อคืนยัยฟ้าฝันถึงเจ้าภูวิษะน่ะสิ...แถมสงสัยจะฝันหวานด้วยปลุกเท่าไรก็ไม่ยอมตื่น เช้านี้ถึงมาสายไง" มิรันตีตอบแทนเสร็จสรรพ


                 "ไม่ใช่สักหน่อย!! ฉันจะไปฝันเห็นเขาทำไม เมื่อกี้แมลงมันเกาะหน้าเลยขยับไล่มันเท่านั้นเอง" หล่อนแก้ตัวเสียงหลง แต่เพื่อนๆ ไม่คล้อยตามกับเหตุผลตื้นๆ นั่น จึงพากันกลั้นหัวเราะ


                 "เอาน่าไม่ล้อแล้ว ไม่ต้องแก้ตัวขนาดนั้นหรอก...ว่าแต่เมื่อไรจะให้กินสักทีน้า หิวแล้ว" นิ่มบ่นและไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่านั้นอีก และเมื่อได้เวลาที่นักศึกษาน้องใหม่มาครบหมดทุกคนแล้วจึงเริ่มรับประทานอาหารกัน


                  เคียงฟ้าไม่ได้มองมาทางเจ้าภูวิษะอีก อย่างน้อยหล่อนก็พยายามบอกตัวเองว่าอย่าได้เผลอหันไปเด็ดขาด ในขณะที่เจ้าตัวต้นเรื่องนั่งอมยิ้มเหมือนสมใจบางอย่าง จนวิมุตติที่นั่งข้างๆ ต้องสะกิดถาม


                 "อิ่มอกอิ่มใจขนาดนี้ คงไม่ต้องการอาหารเช้าแล้วสินะภูวิษะ? ดูซิเราอุตส่าห์ให้แม่ครัวทำอาหารมังสวิรัติให้แท้ๆ" เจ้าของไร่รูปทองเอ่ยลอยๆ ขึ้นมาโดยไม่สนใจสีหน้าคนฟัง


                  "ถึงไม่กินเราก็ไม่ตายหรอก!"
                  น้ำเสียงตอบกลับนั้นประชดอยู่ในที ทำให้คนเริ่มเรื่องต้องหัวเราะออกมา ในขณะที่ตรีภูมิซึ่งไม่รู้เรื่องราวด้วย มองไปทางคนนั้นคนนี้สลับกันไปมา


                  "เฮ้ย! คุยเรื่องอะไรกันน่ะ แบ่งๆ ให้เพื่อนได้ฮามั่งสิ"


                  "อ๋อ...ก็เจ้าภูวิษะเขา...." วิมุตติเอ่ยมาได้แค่ครึ่งประโยคก็ต้องรีบเงียบปากลงเมื่อเห็นสายตากร้าวนั้นเตือนมา


                  "ไม่มีอะไรหรอก..หึ หึ กินข้าวเถอะตรี หรือไม่ถูกปากที่ขันโตกวงนี้เป็นอาหารมังสวิรัติ จะย้ายไปกินวงอื่นก็ได้นะเราไม่ว่า"


                  "โอ้ยยยย...ย ไม่เป็นไรหรอก ฉันมันคนกินง่ายอยู่แล้ว นานๆ ทีกินมังสวิรัติบ้างก็ดี ว่าแต่ทำไมกินเอาบุญกันแต่เช้า? " หนุ่มร่างท้วมถามไปก็ตักข้าวเข้าปากไปไม่ได้หยุด


                  "วันนี้เรานิมนต์ตุ๊เจ้า..เอ้อ..หลวงปู่แสนมาเทศนาให้โอวาทกับน้องๆ เพื่อเป็นสิริมงคลในการมารับน้องครั้งนี้น่ะ"


                  "อ้อ! อย่างนี้นี่เอง แหม...ก็น่าจะให้พวกมันกินมังสวิรัติไปให้หมดทุกคนเลย ไม่น่าลำบากทำอาหารสองแบบ"


                  "ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้ลำบากอะไร ของสดก็ซื้อเตรียมไว้หมดแล้ว"


                  ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ เหมือนเช่นเคย แต่เช้านี้ตรีภูมิคิดว่าเพื่อนรักอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ส่วนญาติของเขานั้นก็เอาแต่มองแม่สาวน้อยน้องใหม่ตาไม่กะพริบ ชายหนุ่มจากกรุงเทพฯ สังเกตเห็นแต่ไม่อยากแซวเพราะยังไม่คุ้นเคยกันนัก อีกทั้งเจ้าภูวิษะค่อนข้างถือตัวเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเขาลามปามไปเสียเปล่าๆ


                  "ที่ลำบากน่ะ...คือต้องเตรียมอาหารมังสวิรัติให้เราต่างหากเล่าคุณตรี ต้องชมแม่ครัวเขาที่นี่ทำอาหารได้หลายอย่าง โดยไม่เกี่ยงงอนอาหารที่สั่งเพิ่มเติมไปเลย"


                 "ใช่ครับเจ้า! แม่ครัวไร่นี้ฝีมือเด็ดจริงๆ ผมยังติดใจเลย กลับไปสงสัยอ้วนขึ้นแหงๆ" เขาพูดไปหัวเราะไปแต่ไม่มีวี่แววจะกลัวคำว่าอ้วนดังที่กล่าวมาเลย


                  "จริงสิ! ภูวิษะท่านไม่ได้พบหลวงปู่แสนมานานเท่าไรแล้ว?" วิมุตติหันไปถามนาคจำแลง


                  "สัก 1 ปีเห็นจะได้ ครั้งสุดท้ายเราไปกราบท่านในป่าตอนท่านออกธุดงค์"


                  "ถ้างั้นนี่ถือเป็นนิมิตที่ดีนะ ได้กราบท่านอีกหนก่อนสะสางเรื่องราว"


                  เจ้าภูวิษะพยักหน้ารับแต่เมื่อเห็นตรีภูมิมองตาแป๋วมายังเขาทั้งสอง เพราะไม่เข้าใจเรื่องราวที่ทั้งคู่กำลังสนทนากัน จึงเป็นฝ่ายชวนคุยบ้าง


                 "หลวงปู่แสนท่านเป็นพระอริยะโดยแท้ จำวัดอยู่ที่วัดป่าบนดอย หรือไม่ก็ออกธุดงค์ในพงไพรบ่อยๆ เราหาโอกาสเจริญธรรมกับท่านได้ยากนัก ครั้งถือว่าโชคดีนักคุณตรี"


                "อ้อ! ครับ งั้นไอ้ลิงฝูงนั้นก็โชคดีมากเลยนะเนี่ย" คนไม่รู้เรื่องอุตส่าห์จับความแล้วพูดคุยกลมกลืนไปด้วยได้สนิทใจ


                "ใช่..." หนุ่มยศเจ้ายิ้มรับ ก่อนจะกล่าวคำพูดเป็นนัยให้ตรีภูมิงงเล่นต่อ


                "โชคดีทั้งเราทั้งเขา...เหตุนี้คงไม่บังเอิญ!"



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++










Create Date : 10 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2555 18:52:04 น. 2 comments
Counter : 1710 Pageviews.

 
รอ ่านต่อนะคะ ^^


โดย: bOw IP: 126.210.66.33 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2555 เวลา:8:52:30 น.  

 
ตามอ่านค่า


โดย: ป้าแสงแมวศรี วันที่: 1 มีนาคม 2556 เวลา:1:46:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.