จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
5 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 59


ตอนที่ 59


            “ได้ความว่ากระไร?”


             มหิตาเทวีร้อนพระทัยยิ่งนัก ไม่อาจประทับนิ่งได้ ทรงดำเนินไปมาไม่ต่างกับหนูติดจั่นมาครู่ใหญ่แล้ว เมื่อเห็นหน้าศรีดาราก้าวเข้ามาในห้องทรงสำราญจึงค่อยคลายพระทัยลงเล็กน้อย แต่ก็รีบตรัสถามทันที


             “นางเอื้องมันว่ากระไร?”


             “หม่อมฉันมิได้ถามว่ามันช่วยเขมมินีเทวีทำเสน่ห์หรือไม่เพคะ เพียงแต่ถามมันเกี่ยวกับธรรมเนียมบ้านมัน แล้วก็เรื่องเสน่ห์มนตราของชาวเขาเพคะ”


              “โอ้ยยย!! ข้ามิต้องการรู้ว่าเสด็จพี่เขมมินีทำเสน่ห์ใส่พระสวามีหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องของพระพี่นางไม่เกี่ยวกับข้า แต่ข้าใคร่รู้ว่านางรู้เรื่องทำเสน่ห์หรือไม่ แล้วทำได้จริงอย่างข่าวลือหรือไม่?” สุรเสียงบ่งบอกว่าร้อนพระทัยนัก


               “ว่าอย่างไรพี่ศรีดาราไฉนจึงเงียบ หรือจะต้องให้ข้าใช้ทหารนำมามันมาถามที่ตำหนักเสียเอง” นางคนทะเล้นบัดนี้ยิ้มไม่ออก ได้แต่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่แน่ใจว่าควรจะเล่าถวายดีหรือไม่


               “ถามมาแล้วเพคะ มันว่ามันทำไม่ได้” เท่านั้นเองมหิตาเทวีก็ทรุดวรกายลงบนพระแท่นอย่างหมดเรี่ยวแรง สีพระพักตร์หมองตรมด้วยความสิ้นหวัง เมื่อนางคนสนิทเห็นอาการนางเทวีเข้าก็จึงแย้มออกมา


               “เพียงแต่...”


               “เพียงแต่กระไร? รีบพูดมา”


               “นางรู้จักหมอผีชาวกะลอ*[1]เพคะ”


               “หมอผี? ข้าต้องการหมอเสน่ห์!”


               “เพคะ หมอผีกะลอนี้เป็นทั้งหมอผี รักษาทั้งคนเป็นคนตาย เป็นหมอยา หมอทำ *[2-ผู้ที่รับทำพิธีกรรมต่างๆ]หมอไสยเวท เพคะ” การขยายความนี้เรียกความสนใจจากพระเทวีได้มากโข


               “หมอกะลอนี้เดิมทีเป็นหมอผีประจำหมู่บ้านเพคะ แต่ว่าทำผิดฮีต*[3 -จารีต] ใดสักอย่างจึงถูกขับออกจากหมู่บ้าน มาอยู่ชายป่ารับเป็นหมอยาปรุงสมุนไพร แก้ไขเรื่องเวทมนต์คาถา ไล่ผี เขาว่าฉมังนัก”


               “แล้วเรื่องทำเสน่ห์?” เทวีผู้ทรงโฉมพุ่งเข้าประเด็นทันที


               “เพคะ...หมอกะลอผู้นี้ก็ว่ากันว่าทำได้เพคะ”


              “มิใช่ว่ากันว่า ตกลงทำได้หรือไม่? แล้วได้ผลประการใด?”


              “เอ้อ...นางเอื้องมันว่าฝือฉกาจนัก ผูกรักมัดใจให้ไปหลายคู่แล้วเพคะ ตะ..แต่ว่าอย่าเพิ่งเชื่อถือนักเลยเพคะ ที่สำคัญ...หากผู้ใดรู้เข้าพวกเราเดือดร้อนเป็นแน่ เรื่องแบบนี้ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง รับฟังไว้เฉยๆ ก็พอนะเพคะ” ศรีดาราพยายามเบี่ยงเบนความสนพระทัยแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล ซ้ำยังโดนตำหนิด้วย


             “พี่ศรีดารา ข้ามิได้ขอความเห็นพี่ อย่ามาสั่งสอนข้า ข้ารู้ว่าข้าควรทำสิ่งใดไม่ควรทำสิ่งใด...” ตรัสได้แค่นั้นก็ทรงกรรแสงออกมาเสียแล้ว


            “ข้ารู้ว่าพี่อยากพูดกระไร แต่พี่ไม่รู้ดอกว่าข้าทุกข์แค่ไหน พี่มิเคยมีครัว*[4 - มีครอบครัว] ” ศรีดาราร้องห้ามแต่เจ้าโฉมตรูมิยอมสดับ ยังเอาแต่ร่ำไห้คร่ำครวญเป็นที่น่าเวทนา


            “ข้าไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หากเสด็จพี่มีหญิงอื่น แล้วสิ้นรักข้า” นางคนคิ้วเข้มถึงกับหัวหมุน ไม่เคยเลยที่สหายผู้สูงศักดิ์ของนางจะกลายเป็นหญิงไร้เหตุผลเช่นนี้ ศรีดาราจึงสิ้นปัญญาจะโต้แย้ง ครั้นจะไล่ให้นางไปทูลขอสัญญากับพระสวามีก็ทรงอ้ำอึ้งมิกล้าตรัส ตัวนางเองเป็นเพียงแค่นางกำนัลจะไปทูลแทนก็เกรงจะไม่บังควร อาจทำให้ภูวิษะเจ้าจะทรงกริ้วได้


             “แต่ว่าภูวิษะเจ้าทรงสัญญาไว้แล้ว และก็ทรงรักษาสัตย์ที่ให้ไว้เสมอ อย่าทรงวิตกกังวลไปเลยเพคะ”


            “เรื่องนั้น...ข้ารู้ ข้าเชื่อว่าเสด็จพี่จะพยายามรักษาสัญญา แต่นี่เป็นหน้าที่หากได้รับหญิงงามมาเป็นรางวัล จะทรงปฏิเสธได้อย่างไร อีกประการบุรุษอย่างเสด็จพี่ทรงมีความเมตตา ก็คงสงสารเวทนาหญิงนางนั้นอย่างไรนางก็ขึ้นชื่อเป็นชายา แค่คิดว่าภูวิษะเจ้าเพียงชายพระเนตรมองนางคนเมืองปาลด้วยใจเวทนาแล้ว ข้าก็แทบกระอักเลือด...พี่เข้าใจหรือไม่” สุรเสียงเกรี้ยวกราดนัก


             เมื่อตรัสแล้วก็ปาดน้ำพระเนตรออกจากดวงเนตรงาม ทรงรู้ว่าองค์เองว่าพระอารมณ์ไม่ปรกติ มิอาจใช้เหตุผลใดกับเรื่องดวงฤทัยได้เลย ศรีดาราได้ฟังก็ได้แต่นิ่งเงียบไม่กล้าทูลทัดทาน นางรู้สึกราวกับว่าอัสสุชลแห่งเทวีคล้ายห้วงน้ำขนาดใหญ่ที่กำลังจะกลืนนางจนจมหายมิด


              “หากทุกอย่างล่วงเลยจนเกินการณ์ จนข้าไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีก...การเป็นเจ้าหญิงแห่งจุมภะกำลังจะบีบข้าให้จนมุม หากข้าเป็นเพียงสตรีสามัญชนข้าคงจะแก้ไขเรื่องนี้ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ 


               หมอเสน่ห์อาจเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลในสายตาพี่ เป็นความโง่งมที่พี่มองเห็น แต่นี่เป็นสิ่งเดียวที่ข้าทำได้ในฐานะสตรี ในฐานะชายา ในฐานะเมีย ไม่ว่าหญิงใดก็ไม่อยากสูญเสียบุรุษอันเป็นที่รักยิ่งชีวิตของตนให้หญิงอื่นดอก” รับสั่งนั้นจริงจังจนบาดลึกเข้าไปในใจของผู้ฟัง


             “และข้าไม่อาจนิ่งเฉย รอให้สิ่งที่หวาดกลัวเกิดขึ้นมาเบื้องหน้าได้ พี่ศรีดารา...ข้าขอร้องเถิด เห็นใจข้าบ้าง ไม่ใช่ในฐานะเจ้าหญิง มิใช่เทวีของพี่ แต่เป็นข้าหญิงที่กำลังทุกข์โศก ได้โปรดฟังคำขอร้องขอข้าเถิด..” ไม่ตรัสเปล่า พระนางเลื่อนวรกายลงประทับบนพื้นเสมอกับศรีดาราแล้วจับมือนางขึ้นมาร้องขอ


             “พระเทวี อย่าทำเช่นนี้เลยเพคะ ลุกขึ้นเพคะ”


             “รับปากข้าก่อนสิ ข้าไม่มีใครให้พึ่งพาอีกแล้วนะพี่ศรีดารา พี่กุสุมาลย์ก็ทิ้งข้าไปแล้ว ข้าก็เหลือแต่พี่ที่ไว้ใจได้ ไม่เหลือใครที่รักข้าเท่าพี่ศรีดาราอีกแล้ว”


             “พระทัยเย็นไว้เพคะ นางกำนัลทุกคนรักพระองค์ยิ่ง ทั้งข้า ทั้งปทุมมา หรือแม้แต่คุณท้าว ล้วนแต่ภักดีทั้งสิ้น”


             “แต่พวกเขาคงไม่ยอมฟังคำขอของข้า หากคุณท้าวรู้เข้าอาจจะไปทูลฟ้องเสด็จแม่ แล้วข้าคงโดนลงโทษ เรื่องนี้ข้าไหว้วานใครมิได้นอกจากพี่จริงๆ หากพี่ไม่ทำตามที่ขอ เห็นทีข้าอาจจะต้องไปเอง”


             “อย่านะเพคะ ทรงเป็นถึงราชธิดาจะเสด็จประพาสในที่อันไม่ควรเยี่ยงนั้นมิได้ หากใครรู้เข้าจะเสื่อมเสียพระเกียรติ”


             “แล้วพี่จะให้ข้าทำเช่นไร ถึงจะยอมช่วยเหลือ พี่ต้องการสิ่งใดเงินทองหรือผ้าชั้นดีใดๆ ข้ามีให้ทุกสิ่ง ขอเพียงทำตามที่ข้าขอร้องเท่านั้น”


            “พระเทวีหม่อมฉันไม่ต้องการสิ่งใด ทุกวันนี้พระเทวีประทานให้หม่อมฉันมากแล้ว” ศรีดารารีบปฏิเสธนางไม่เคยเห็นมหิตาเทวีเป็นเช่นนี้มาก่อน จิตใจจึงหวั่นไหวไปตามพระอารมณ์ของนางเทวี


            “ได้โปรดเถิดพี่ศรีดาราเห็นใจข้าด้วย จะให้ข้ากราบพี่ก็ได้ ขอเพียงพี่ช่วยเหลือข้าหนนี้เท่านั้นข้าจักไม่ลืมพระคุณพี่เลย” ตรัสจบก็ยกมือขึ้นไหว้นางกำนัลของตนเอง นางคนคิ้วเข้มเห็นเข้าก็ตกใจใหญ่โต รีบคว้ามือพระเทวีให้ลดลง


            “อย่าเพคะ พระองค์สูงส่งอย่าทรงทำเช่นนี้”


            “พี่ศรีดารา...” พระนางยังร่ำร้องคร่ำครวญจนผู้ฟังเจ็บปวดดวงใจตามไปด้วย


            “ข้าจะช่วยๆ ก็ได้...อย่าทรงทำเช่นนี้อีกเลย” เมื่อศรีดารารับปาก เทวีคนงามก็แย้มสรวลด้วยความดีพระทัย ทรงหยุดกรรแสงแล้วยกหัตถ์ขึ้นปาดหยาดอัสสุชลออกจากดวงพักตร์


            “จริงๆ นะ พี่ต้องช่วยข้าจริงๆ นะ”


            “เพคะ” เมื่อเห็นนางคนโปรดรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก็ดีพระทัยทัยนักทรงสวมกอดนางอย่างรักใคร่ จนศรีดาราต้องทูลเชิญให้ขึ้นไปนั่งบนพระแท่นตามเดิม นางจึงจะเจรจาด้วย จากนั้นสองนางต่างศักดิ์จึงค่อยปรึกษาหารือกันว่าจะดำเนินการเช่นไรบ้าง


            “อันที่จริงหากเรารั้งท่านภูวิษะเอาไว้ไม่ให้เสด็จร่วมกองทัพ แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะเพคะ”


            “เมื่อแรกข้าก็คิดเช่นนั้น แต่จะรั้งตัวเสด็จพี่ไว้ได้อย่างไร”


            “ใส่สลอดลงในพระกระยาหารไหมเพคะ หากประชวรก็ไปไม่ได้” นางตัวดีเสนอความคิดขึ้นมา แต่มหิตาเทวีส่ายพระพักตร์


            “อาหารที่เสวยอยู่ทุกวัน ไม่เคยเป็นกระไร อยู่ดีๆ มาเสวยแล้วประชวร พี่คิดว่าจะไม่ถูกสอบไปทั้งตำหนักรึ? ห้องเครื่องคงจะโดนโบยตีเป็นอันดับแรก และหากร้ายแรงไปกว่านั้น เรื่องไปลามไปใหญ่โต นี่มิต่างกับการลอบปลงประชนม์ เราสองคนรึจะแก้ไขเรื่องนี้ได้” ศรีดาราจำต้องนิ่งไป แม้จะทรงวิตกกังวลแต่ยังทรงสติปัญญา


             “วางยาก็มิได้ ทูลห้ามก็มิได้ แล้วจะทำเช่นไรดี?” นางคนทะเล้นถึงกับยกมือขึ้นเกาศีรษะ


             “ก็เพราะอย่างนี้ไงเล่า ข้าจวนตัวมิอาจทำสิ่งใดได้ จำต้องพึ่งหนทางนี้” สายพระเนตรเหม่อมองไปไกล บ่งบอกถึงความลำบากพระทัย


             “ถ้าเช่นนั้น...หม่อมฉันจะลองไปพบหมอผีกะลอนั่นดูเพคะ แต่..อย่าทรงตั้งความหวังมาก เรื่องนี้อาจเป็นเพียงความงมงายของชาวป่าชาวดอยเท่านั้น อาจจะไม่ให้ผลจริงดังประสงค์ได้”


             “ไม่เป็นไรดอก หากมิอาจทำอะไรได้ก็ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของข้าเอง ขอบใจพี่มาก”


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


           ร่างเล็กผอมเกร็งผิวคล้ำอย่างคนกรำแดดของเฒ่าชาวกะลอกำลังนั่งชันเข่าอยู่เบื้องหน้าของศรีดารา ร่างนั้นผอมแห้งจนเรียกได้ว่าหนังหุ้มกระดูก ตลอดทั้งร่างผิวหนังแทบไม่มีพื้นที่ว่างอักขระมนตราและยันต์ต่างๆ ถูกสักไว้เต็มร่าง ไม่เว้นแม้แต่ใบหน้า 


            รูปหน้าผอมยาวโหนกแก้มสูง จมูกแหลมงุ้มปลาย เบ้าตาลึกแต่แววตาดุดันโชนแสงออกมาเป็นจุดเด่นที่สุดบนใบหน้า ในมือยังถือบ้องยาสูบที่ทำจากไม้ตัวเรียวลำยาวปลายปล่องปล่อยควันฉุยออกมา 


             ศรีดาราไม่ชอบกลิ่นยานั้น แต่จำทนจึงรวบรัดเข้าจุดประสงค์อย่างรวดเร็ว ใจนึกอยากลงจากกระท่อมนี้แล้วกลับไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หวนมาอีก


              “พ่อหมอพอจะช่วยอะไรได้ไหม?” นางใช้ศอกยันนางเอื้องหญิงชาวป่าที่เป็นผู้นำทางมา ให้เป็นล่ามแปล


              “พ่อหมอ พี่สาวนางนี้มิอยากให้ผัวไปรบ กลัวไปบ่กลับ พ่อหมอพอมียาใดที่ทำให้อยู่ติดเรือนบ่ไปรบบ้างไหม?” นางเอื้องบอกเล่าเป็นภาษากะลอ หมอเฒ่าฟังแล้วหัวเราะจากนั้นก็จ้องมองศรีดาราเขม็ง


             “จะมียาใดดีเท่ายาเสน่ห์เล่า เอาดวงเจ้ากับผัวมา” นางเอื้องรีบแปลให้ ศรีดาราจึงส่งดวงที่เขียนใส่ผ้าผืนเล็กยื่นไปให้


             “หืมม...ม” หมอเฒ่าพิจารณาแล้วยกนิ้วขึ้นคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ก็จ้องหน้าศรีดาราแล้วจึงว่า


            “นี่มิใช่ดวงเจ้า แล้วดวงนี่ก็คงไม่ใช่ของผัวเจ้าด้วย” ดวงหลังสุดมีแต่วัน เดือน และปีนักษัตรแต่หามีปีศักราชพ่อเจ้าองค์ใดระบุให้แน่ชัด ว่าเกิดในร่มเศวตฉัตรผู้ใด


            “ดวงนี้สูงเกินไปสำหรับคนอย่างเจ้า” นางคนทะเล้นถึงกับพูดไม่ออก ในที่สุดก็ถอนหายใจแล้วบอกนางเอื้องให้แปลไป


            “นางว่าขอเถิดพ่อหมอ อย่าได้ซักถามสิ่งใด”


            “เอ็งเป็นบ่าว นายใช้ให้มาสินะ” หมอเฒ่าหัวเราะในลำคอ สายตาสำรวจตรวจตราศรีดาราไปจรดร่าง นางคนคิ้วเข้มนึกหวาดสายตานั้นจนเผลอขยับหนีไปเสียคืบ


            “ไม่ต้องกลัว เข้ามานี่ ไม่อยากให้ถามข้าก็จะไม่ถาม มีอีนายคนมั่งมีให้บ่าวมาหาข้าถมไป แต่เจ้านี่รูปร่างหน้าตาดีนี่ ชีวิตเจ้าไม่น่าลำบาก จะให้ข้าตรวจดวงด้วยไหมล่ะ?” ศรีดาราส่ายหัวดิก กลัวจะถูกล้วงความลับมากไปกว่านั้น อย่างน้อยๆ นางก็รู้ว่าพ่อหมอนี่มีวิชา


            “ดวงผัวมันประหลาดนัก แต่จะให้ระบุว่ามันประหลาดยังไงต้องเอาฤกษ์ผานาทีเกิดมาด้วย” ศรีดาราปฏิเสธว่าไม่รู้ หมอเฒ่ากะลอนั่นหัวเราะจนเห็นฟันเหลืองเป็นคราบที่เหลืออยู่ในปากไม่กี่ซีก


            “ไม่เป็นไร แค่นี้ข้าก็ทำได้แต่ดวงมันประหลาดเกินคนนัก”


            “ประหลาดยังไงรึ?” นางคนทะเล้นอดถามิได้


            “ประหลาดที่ว่าเป็นดวงที่ใหญ่เรียกว่าดวงมโหฤกษ์ ดวงแบบนี้...” ตาเฒ่าชะงักไปเล็กน้อย


            “ไม่น่าเป็นคนธรรมดา ถ้าดีก็ดีแก่คนทั้งมวล ไม่ดีก็ไม่ดีกับทั้งปวงอีกเช่นกัน ประหลาดล้ำ” นางเอื้องหันขวับไปจ้องหน้าศรีดารา ส่วนนางคนที่นำดวงมามองหมอเฒ่าด้วยความตกตะลึงยิ่ง แต่เมื่อตั้งสติได้จึงรีบพูดกลบเกลื่อน


            “ก็แน่ล่ะพ่อหมอ จะไปรบทัพจับศึกชนะก็ดีกับทั้งเมือง แพ้ก็บรรลัยกับคนทั้งเมือง นี่แหละนายข้าถึงกลุ้มใจนักไม่อยากให้ไป แต่ขัดใจพ่อมิได้”


            “พ่อของอีนายนี่คงเป็นคนใหญ่คนโตนัก จากดวงนางคนนี้สุขสบายแต่เด็กไม่เคยเหยียบดิน เลี้ยงมาแบบผู้รากมากดี” ศรีดาราพยักหน้ารับแต่ไม่ปริปากมากไปกว่านี้


             “เอาอย่างนี้ข้าลงมนต์มัดใจให้ ภายใน 7 วัน ถ้ามันไปไหนมันก็ต้องกลับมา”


             “พ่อหมอ...7 วันมันช้าไป นายข้าต้องการมิให้ผัวจากเรือน 7 วันป่านนี้เดินทางไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”


             “บ๊ะ! อีนี่ เร่งรัดจริง เดี๋ยวข้าก็ไม่ทำให้เสียดอก” นางเอื้องฟังแล้วรีบห้ามปรามศรีดาราให้นางกล่าวคำลุแก่โทษต่อพ่อหมออย่างล่วงเกิน


             “ข้าขอโทษนะพ่อหมอ ข้าใจร้อน นายของข้าก็เช่นกัน เออนี่แน่ะ นางฝากค่าบำเน็จมาหากได้ผลจะให้เพิ่มขึ้นนะจ๊ะ” 


             ศรีดารายิ้มหวานอย่างประจบ แล้วหยิบล้วงเอาผ้าห่อหนึ่งออกมาภายในบรรจุไปด้วยก้อนเงินที่มหิตาเทวีประทานมาให้ หมอเฒ่าเห็นเข้าก็ตาวาวยิ้มรับอย่างดิบดี มองดูก็รู้ว่าพึงพอใจ ศรีดาราลอบถอนหายใจนางเข้าใจแล้วว่าหมอเฒ่านี่ผิดฮีตจนโดนไล่ออกจากหมู่บ้านได้อย่างไร


             ระหว่างทางนางเอื้องอธิบายประเพณีให้ฟังคร่าวๆ ว่าหมอผีคือหมอยาประจำหมู่บ้าน คอยติดต่อผีบ้าน บวงสรวงแถน จะไม่ร่วมอวิชาใดๆ และการตอบแทนแต่ละครั้ง จะให้เป็นอาหาร หรือหมู ไก่ หรือสัตว์เป็นหนึ่งตัว หรือแม้แต่แรงงานไปช่วยทำไร่ไถนาก็ย่อมได้ แต่จะไม่รับเงินเด็ดขาด ครั้นพอมองแววตาของหมอเฒ่าก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที


             ขากลับนั้นศรีดาราได้ของมาหอบใหญ่ เกินกว่าที่นางคิดว่าไปหมอทำเสน่ห์จะได้มาเยอะเพียงนี้ จากเมื่อแรกคิดว่าเพียงจะทำพิธีให้เสร็จสิ้นแล้วอาจจะได้น้ำมนต์ หรือ ของขลังสักชิ้นเท่านั้น แต่เมื่อฟังคำอธิบายแบบเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว นางคนทะเล้นก็มองเห็นว่าไสยศาสตร์นั้นมีหลักการของมันอธิบายได้ไม่ต่างกับตำราเมือง เพียงแต่แฝงไปด้วยความเชื่อ ความศรัทธา และความหวังของผู้ที่รอคอย


             ในขณะที่นางเอื้องดีใจที่ค่าตอบแทนในการนำทางมาเป็นเงินถุงหนึ่ง และอาจจะได้ผ้านุ่งงามๆ สักผืน แต่ประการหลังนางเอื้องคงไม่สมหวังเพราะเป็นเรื่องเกินฐานะนางกำนัลที่มีหน้าที่ซักผ้า หากผ้างามสวมใส่จะเป็นที่ต้องสงสัยเสียมากกว่า แต่นางบ้านป่านก็ยังดีใจเมื่อคิดว่ากลับไปจะได้รางวัลอีกชิ้นหนึ่งจากพินทุมณีเทวี


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


            เมื่อตะวันราแสงแรงแดดก็อ่อนตาม นานเท่าไรมหิตาเทวีก็ไม่แน่แก่พระทัย แต่ในความรู้สึกศรีดาราช่างไปนานเสียกระไร จะได้ความอย่างไรก็ไม่รู้ จึงไม่อาจทนรอคอยอย่างสงบได้ วันนั้นทั้งวันไม่ว่าปทุมมาหรือนางอื่นๆ จะถวายการปรนนิบัติอย่างไรก็ไม่ถูกพระทัย คอยแต่ถามหาศรีดาราที่อ้างว่าลากลับไปทำเยี่ยมแม่นมของตนที่ป่วยอยู่ 


            เมื่อนางกลับมาจึงถูกคุณท้าวไล่ให้ไปเข้าเฝ้าทันที ไม่ทันได้พักดื่มน้ำแม้แต่น้อย มหิตาเทวีเห็นหน้านางจึงค่อยมีสีพระพักตร์ชื่นบานขึ้นบ้าง และคอยสดับฟังเรื่องที่นางเล่าถวาย


            “หมอเฒ่านั่นหน้าตาหน้ากลัวมากเพคะ เนื้อตัวมีแต่รอยสัก นัยน์ตาลึกเหมือนเหยี่ยวจ้องมองคนแต่ละทีหม่อมฉันละขนลุก ดีแล้วที่ไม่ได้เสด็จไปเองไม่งั้นต้องทรงหวาดกลัวแน่ๆ เลยเพคะ”


            “อย่างนั้นรึ? แล้วหมอเฒ่านั่นใช้การได้หรือไม่?”


            “ก็น่าจะได้อยู่นะเพคะ” จากนั้นนางก็เล่าถึงการทายดวงชะตาที่แม่นยำจนน่าทึ่ง ทำให้มหิตาเทวีมีกำลังพระทัยมากขึ้น แล้วท้ายสุดก็ยกเอาห่อผ้าบรรจุข้าวของที่ได้มาจากหมอเฒ่าชาวกะลอมาเปิดให้ทอดพระเนตร


            “ทั้งหมดในห่อผ้านี้หรือของเสน่ห์?” มหิตาเทวีทรงทอดพระเนตรสิ่งขอในห่อผ้าที่ศรีดารานำมาถวาย แล้วก็ส่งสุรเสียงฉงน


           “เพคะ หม่อมฉันก็สงสัยเหมือนพระองค์ นึกว่าจะให้ยันต์สักผืนหรือสิ่งเล็กๆ น้อยมาสักอย่าง นี่ให้มาเต็มห่อ พ่อหมอบอกว่าเป็นกรณีของพระเทวีเร่งรีบนักไม่อาจรอเวลาได้ สิ่งของในพิธีกรรมจึงต้องเยอะกว่าปกติ แล้วยังบอกอีกว่าเดี๋ยวพอเรากลับไป จะทำบริกรรมคาถาเพื่อการณ์นี้ให้ถึง 7 วัน 7 คืน ให้เวทเข้มขมังขึ้นอีกเพคะ ”


           “แล้วมันใช้อย่างไรบ้าง ดูมากมีชวนงุนงงนัก”


           “นี่นะเพคะ อย่างแรกเทียนยันต์ ตอนแรกหม่อมฉันให้ชายผ้านุ่งของพระองค์กับท่านภูวิษะไปแล้ว หมอเฒ่าว่าจะยัดเข้าใส่หุ่นดินที่ปั้นจากดินเจ็ดป่าช้าแล้วบริกรรมคาถาจากนั้นก็ให้นำกลับมา บอกให้พระเทวีนำไปไว้ใต้แท่นบรรทมของท่านภูวิษะนะเพคะ”


            “แค่นั้นเหรอ?”


            “มิได้เพคะ ต่อจากนั้นพอย่ำค่ำก็ให้จุดเทียนยันต์ ห้ามมิให้เทียนดับตลอด 3 วันก่อนที่จะเสด็จไปทำศึก จะต้องจุดต่อเนื่อง” มหิตาเทวีหยิบเทียนขี้ผึ้งสีขมุกขมัวลงอักขระสีแดงเอาไว้ มองดูน่ากลัวมากกว่าจะน่าใช้งาน


            “ข้าต้องตื่นมาจุดหรือ? ถ้าเผลอหลับไปล่ะ?”


            “ก็บรรทมห้องโน้นกับท่านภูวิษะสิเพคะ ทางนี้ก็ให้พวกหม่อมฉันคอยเฝ้าเทียนให้” เมื่อตกลงกันได้ดังนี้จึงค่อยแย้มสรวลออกมาได้ โดยหารู้ไม่ว่าองค์เองและนาคเจ้าควรจะอยู่ในห้องบรรทมที่จุดเทียนเสน่ห์เอาไว้ด้วย 


            เนื่องจากเทียนนั้นเป็นขี้ผึ้งผสมไปด้วยสมุนไพรปลุกกำหนัดอย่างอ่อนๆ หากได้กลิ่นก็จะถวิลหานางอันเป็นที่รัก ซึ่งจะเป็นเหตุหนึ่งให้ทรงอาลัยการจากนางนั่นเอง หากใครจิตอ่อนก็อาจจะไม่ยอมออกเดินทางก็เป็นได้


            “ทีนี้สิ่งนี้เรียกว่า “อิ่น”  นางส่งไม้หอมขนาดใหญ่กว่าแก้วหัวแหวนเล็กน้อยถวายให้ชม เมื่อทอดพระเนตรแล้วก็พบว่าเป็นไม้หอมชิ้นเล็กๆ สลักเป็นรูปคนอย่างหยาบๆ กำลังกอดกันอยู่


             “ใช้ทำกระไร?”


            “เก็บมันใส่ไว้ในอกเพคะ ว่าจะเรียกคนรักกลับคืน พอถึงวันออกศึกให้ใส่อิ่นนี้เอาไว้กับตัวท่านภูวิษะ อย่าให้ทรงรู้เด็ดขาดนะเพคะ ไม่งั้นของจะเสื่อม ระหว่างที่ใส่ไปให้ว่าคาถากำกับไปด้วย หม่อมฉันจดคาถามาให้แล้ว เอาถ่านเขียนลงบนผ้าพอจะอ่านออกไหมเพคะ” 


             หากเป็นเมื่อก่อนพระนางคงสรวลออกมาเห็นเป็นเรื่องขำขัน แต่มาหนนี้ทรงเพ่งพระเนตรมองอิ่นนั้นอย่างจริงจัง แววเนตรหมายมาดฝากความหวังเอาไว้กับมัน


            “ต่อจากนั้น เพราะเราเร่งรัดพ่อหมอ จะให้ใช้เวลา 7 วันเห็นจะรอมิได้ พ่อหมอก็เลยให้หัวว่านพญาหูม*[5] มา” เมื่อพิศดูแล้วคล้ายหัวมัน แต่มีม่วงแก่รูปร่างพิกลพิการเหมือนคนอยู่มิใช่น้อย


            “ให้เอาหัวว่านพญาหูมไปต้มน้ำแรกจะเป็นน้ำมันเก็บไว้ใช้ทาตัวยามเมื่อ...เอ้อ...อื้ม” คนพูดจาคล่องแคล่วอย่างศรีดาราจู่ๆ ก็ติดขัดอ้ำอึ้งไปเสียอย่างนั้น


             “ให้ใช้เมื่อไรนะพี่?” จนถูกย้อนถามอีกครั้ง


             “เมื่อ...เมื่อ...เมื่อ เอ้อ เมื่อ”


             “มัวแต่เมื่ออยู่นั่นแหละ แล้วข้าจะรู้เรื่องไหม?”


             “เอ้อ...เมื่อ เมื่อเข้าห้องหอเพคะ”


             “ปัดโธ่...ก็เท่านั้นแหละ” ทรงถอนหทัยไม่เห็นเป็นสำคัญ ในขณะที่นางคนทะเล้นนั่งหน้าแดงก่ำ


             “แล้วต้องทำสิ่งใดอีกไหม?”


             “ยังมีอีกเพคะ หัวว่านให้ต้มจนน้ำมันจาง แล้วกรองเอาแต่น้ำออกมาผสมลงในน้ำดื่มให้ท่านภูวิษะเสวยเพคะ”


             “อะไรนะ? ต้องทำขนาดนั้นเชียวรึ? เสวยแล้วจะมีผลอย่างไร ดื่มแล้วรสชาติแตกต่างมิจับได้รึ?”


             “พ่อหมอบอกว่าน้ำจากหัวว่านไม่มีรสไม่มีกลิ่นและไม่มีสีเพคะ เมื่อผสมน้ำฝนเข้าไปจะยิ่งเจือจาง จะปรุงแต่งกลิ่นให้หอมขึ้นด้วยน้ำดอกไม้ก็ย่อมได้ คงไม่ทันเฉลียวพระทัยดอกเพคะ น้ำนี่ให้เสวยวันที่จะทรงออกเดินทาง หมอเฒ่ารับรองว่าจะเสด็จกลับมาในครึ่งวันเพคะ จากนั้นก็ให้พระเทวีลงรั้งท่านเอาไว้ด้วย...เอ่อ น้ำมันนั่น” นางทำหน้าบุ้ยใบ้คล้ายไม่อยากพูด


             “เข้าใจล่ะ ข้าจะลองดู” ตรัสด้วยพระทัยหมายมั่น ในดวงเนตรนั้นแวววาวไปด้วยประกายเพลิง ในเพลานั้นภูวิษะเจ้ายังไม่รู้ถึงเภทภัยที่กำลังจะเกิดแก่ตนเอง!



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


[1] กะลอ หรือ กะเลอ เป็นชาวเขาเผ่าหนึ่ง ซึ่งการออกเสียงเรียกนั้นเป็นไปตามสำเนียงแต่ละถิ่น เรียกว่า ปัจจุบันเรียกว่า ยางกะเลอ ในประวัติศาสตร์เล่าถึงการอพยพของชาวกะเลอไว้แค่กลุ่มเดียว คือใน พ.ศ.243 ได้ถูกเทครัว(หมายถึงถูกผู้มีอำนาจกวาดต้อนไป) จาก อ.ลี้ จังหวัดลำพูน อพยพไปอยู่ อ.แม่จัน เชียงราย ส่วนกลุ่มอื่นๆ ไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์  คาดว่าอาจจะอพยพมารวมตัวกันที่แม่จันภายหลัง  

[2] หมอทำ  คือ ผู้ที่รับทำพิธีกรรมต่างๆ

[3]  ฮีต คือ จารีต

[4] มีครัว  คือ ออกเรือน มีครอบครัวนั่นเองค่ะ

[5]  หูม เป็นภาษาเหนือ ใช้ในคำไสยศาสตร์ทำเสน่ห์เรียกว่า หูมหรือหุม แปลว่า รักหรือชอบ ในทางกามา







Create Date : 05 ตุลาคม 2556
Last Update : 5 ตุลาคม 2556 13:20:29 น. 1 comments
Counter : 1088 Pageviews.

 
มหิตาเทวีเอ๊ยยย... "เยอะ" ไปแล้วจริงๆ


โดย: เจ้คนไกล IP: 171.5.102.130 วันที่: 5 ตุลาคม 2556 เวลา:16:53:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.