จิบชาชมดอกไม้ไปพลาง คุยกันเบาๆ ที่สวน..เจ้าแก้ว กังไส





Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
15 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
เวียงนาคินทร์ ตอนที่ 48

ตอนที่ 48


                 สายฝนที่โปรยปรายลงมาเมื่อครู่ใหญ่ค่อยๆ ซาลง จนเกือบสนิท ม่านเมฆหนาทึบที่บดบังฟากฟ้ามาพักใหญ่ คลายตัวให้แสงสว่างลอดผ่านลงเบื้องล่าง ธรรมชาติในห้วงมิติไม่อึดอัดเหมือนเมื่อครู่ หากสภาพอากาศเปลี่ยนไปตามอารมณ์เจ้าของสถานที่ ถ้าอย่างนั้นใจของเจ้าภูวิษะคงทุเลาลงเช่นกัน เคียงฟ้าจึงรีบหันไปมองชายหนุ่มข้างตัว ไม่มีหยาดน้ำตาบนใบหน้าของเขาแล้ว สีหน้าของเจ้าภูวิษะกลับสู่อารมณ์นิ่งขรึมดังเช่นปกติ หล่อนเองก็เช่นกันหลังจากได้ร้องไห้ความทุกข์ในอกดูจะเบาบางลงไปบ้าง


                  “เคียงฟ้า...มาเถิด เราจะส่งเจ้ากลับไปหาวิมุตติ” ร่างสูงลุกขึ้นยืนและยื่นมือมาให้หล่อน 


                  “เจ้าภู...ถ้าฉันกลับไปแล้วจะได้พบคุณอีกไหมคะ?”



                  “...อาจจะไม่” เจ้านาคราชตอบเสียงแผ่วเบา



                  “ทำไม...คุณไปหาฉันไม่ได้หรือคะ?”



                  “เราอยู่กันคนละโลก”



                  “แต่โลกนั้นเชื่อมต่อกันในความฝัน”



                  “ความฝันหาใช่ความจริงไม่!” 



                  “แล้วกรรมจากอดีต เป็นแค่ความฝันอย่างนั้นหรือคะ?”



                  “...” เจ้าภูวิษะนิ่งเงียบไปไม่ตอบคำถามหล่อนในทันที



                  “ถ้ากลับไปแล้วเรื่องทุกอย่างจะจบลงจริงๆ อย่างนั้นหรือคะ? คุณรับประกันได้อย่างนั้นหรือ?” ความเงียบคือคำตอบ หญิงสาวรู้ว่าเจ้าภูวิษะก็คิดเช่นเดียวกับหล่อน กรรมใดที่ก่อแล้วย่อมตามติดเฉกเช่นเงามตามตัว จะลบทิ้งหรือตัดหายก็มิได้ 


                  “ฉันคิดว่า อ.วิมุตติ อยากให้ฉันเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต...เพื่อที่ว่าฉันจะได้แก้ไข”


                  “กรรมเกิดขึ้นแล้วแก้ไขไม่ได้ ไม่มีอำนาจใดล้างมันได้”


                  “ฉันไม่ได้คิดว่าฉันรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว มันจะเป็นการตัดกรรมนะคะ เพียงแต่...ถ้าฉันได้รู้อย่างน้อยๆ ก็ให้ฉันได้มีโอกาสตัดสินใจ ว่าฉันควรจะก้มหน้ารับมันหรือจะหาทางทำอะไรเพื่อคุณ เพื่อพี่กุสุมาลย์ได้บ้าง”


                  “น่าขำ...เป็นแค่มนุษย์จะทำอะไรเพื่อเราอย่างนั้นรึ? แค่คำขมาสักคำก็ยังมิเคยเอ่ยด้วยซ้ำ” คำถากถางนั้นทำให้หล่อนอารมณ์ขึ้นไม่แพ้ผู้พูดเลยทีเดียว ทำไมกันนะกี่ครั้งกี่หนพอเริ่มจะคุยกันดีๆ สักพักก็ทะเลาะกันอีกแล้ว



                  “เจ้าภู! ถ้าฉันผิดจริง ฉันขอโทษคุณแน่ๆ”


                  “ถึงขอโทษไปก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่เจ้าควรทำคือไปขมาต่อชาวเมืองต่างหาก” เสียงนั้นห้วนห้าวนัก บ่งบอกอารมณ์อันครุครุ่นได้เป็นอย่างดี


                  “ก็บอกมาสิคะ ว่ามหิตาทำอะไร?” หล่อนกำมือแน่นพยายามสะกดอารมณ์ ไม่อยากให้เรื่องเสียก่อนจะทันได้รับรู้สาเหตุ


                   เจ้านาคราชยิ้มเหยียด ใบหน้าหล่อเหลานั้นบัดนี้มีรอยเยาะปรากฏอยู่ จากนั้นจึงเดินนำหล่อนไปยังปลายเนิน แล้วหันมาจ้องมาเป็นเชิงเรียก เคียงฟ้าลุกเดินตามไปทันที เมื่อแรกหญิงสาวคิดว่าเนินที่นั่งอยู่นั้นเป็นเนินเล็กๆ แต่ในความจริงแล้วมันหล่อนยืนอยู่บนเนินสูง..ที่น่าจะเรียกว่าชะง่อนผาด้วยซ้ำ ไกลออกไปยังเบื้องล่างมีเพียงเวิ้งน้ำอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา บางแห่งมีซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้างโบราณโผล่พ้นน้ำขึ้นมา 


                   “ที่นี่ตรงที่เรายืนอยู่อยู่ระหว่างนาคาลัยกับเมือง ข้างล่างนั่นเคยเป็นเวียงแก้ว ลดหลั่นลงไปเป็นบ้านเรือนของราษฏร์ ระหว่างกลางเคยมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน...แต่บัดนี้...”


                   “ไม่...ไม่เห็นมีอะไรเลย หรือว่า..” หล่อนหันมาสบตาเขา “จมน้ำหายไปหมดแล้วเหรอคะ?” เจ้าภูวิษะพยักหน้ารับ


                   “ไม่จริง...นี่เมืองทั้งเมืองหายไปหมดเลยเหรอนี่!!!”


                   “เหลืออยู่แค่นาคาลัยแห่งเราเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วทั้งหมดทั้งมวล...ไปกับสายน้ำ” เคียงฟ้ายกมือขึ้นปิดปาก หล่อนอยากร้องออกมาดังๆ แต่ไม่มีแม้แต่เสียงเล็ดลอดออกจากลำคอ


                   “เพราะ...เพราะมหิตา...เหรอคะ?” เจ้านาคราชไม่ได้ตอบ มีเพียงเสียงทอดถอนหายใจเท่านั้น


                   “ลำพังเธอคนเดียว...ทำให้เมืองหายไปทั้งเมืองได้ยังไงคะ?”


                   “มิใช่แค่มหิตา...แต่เป็นเราทั้งสองต่างหากเล่า!” 


                    ดวงแก้วสีทองที่เคยมีไฟลุกวาววามอยู่เสมอ บัดนี้อ่อนแสงลงจนแทบไม่เหลือสิ่งใดในดวงตาคู่นั้น แม้ไม่มีน้ำตาแต่หญิงสาวรู้ว่าเจ้าภูวิษะเจ็บปวดเพียงใด แต่หล่อนไม่อาจปลอบประโลมเขาได้เมื่อตนเองยังอยู่ในสภาวะช็อค เคียงฟ้ายืนนิ่งอยู่นานกว่าหล่อนจะปรับลมหายใจได้เป็นปกติ แต่ยามที่พูดออกไปเสียงยังสั่งเทาอยู่มิใช่น้อย


                   “เจ้าภู...เล่ามาเถอะค่ะ”



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



                   “หัวรุ่งของวันถัดมา เราตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโหวกเหวกจากกลางตำหนัก จำได้ดีว่าเป็นเสียงของมหิตากำลังโต้เถียงกับนางกำนัล แต่เสียงนางดังมิใช่น้อย ยามปกติมหิตามิใช่คนที่ใช้น้ำเสียงก้าวร้าวอวดอารมณ์”


                   “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ?”


                   “เราก็สงสัยเช่นนั้น เมื่อเดินไปดูสิ่งที่เห็นคือมหิตากำลังรื้อสิ่งของที่จะส่งไปบรรณาการภคินีของนาง หนำซ้ำยังปาจนเกลื่อนกลาดไปหมด จนเครื่องกระเบื้องแตกหักไปหลายชิ้น มิยอมให้ขบวนนำส่งไปยังตำหนักของพินทุมณีเทวี สร้างความลำบากใจให้คุณท้าวนัก แม้เพียรขอร้องนางก็ไม่ฟัง ยังคงอาละวาดด่าทอว่าร้ายภคินีอยู่ไม่หยุดหย่อน” 


                  สิ้นคำบอกเล่าเบื้องหน้าเกิดเป็นมายาภาพเสมือนจริงปรากฏอยู่ เคียงฟ้าพบว่าตนเองและเจ้าภูวิษะอยู่ในตำหนักประหนึ่งอยู่ร่วมในเหตุการณ์ แต่ไม่มีใครให้ความสนใจพวกหล่อน เพราะทุกสายตาจ้องมองไปยัง มหิตาเทวี ซึ่งยังเกรี้ยวกราดไม่หยุดหย่อน นางเทวีฉวยเอาของชิ้นหนึ่งขว้างมาทางทิศที่หญิงสาวยืนอยู่ หล่อนสะดุ้งโหยงแล้วกระโดดหลบในทันที ผิดกับเจ้าภูวิษะที่ยืนนิ่งไม่สนใจของที่ลอยมา ทำให้เคียงฟ้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้า เป็นเหตุการณ์จริงหรือเป็นเพียงภาพเหตุการณ์ในอดีตเท่านั้น แต่เมื่อมีของลอยมาอีกหล่อนก็หลบเอาไว้ก่อนท่าจะดีกว่า 


                   เมื่อเหลียวไปมองเจ้าภูวิษะพบว่าเขามองการกระทำนั้นด้วย ใบหน้าบึ้งตึงเสียยิ่งกว่าเดิม จนอีกอึดใจต่อมาสวามีของพระนางก็เสด็จมาถึง เป็นเหตุให้ในตำหนักนั้นมีเจ้านาคราชถึงสองคน เคียงฟ้ามองชายหนุ่มทั้งสองสลับกันไป แต่เมื่อพบว่าไม่มีวี่แววว่าคนในอดีตกาลจะมองเห็นหล่อนเลย ภูวิษะเจ้าดำเนินผ่านหล่อนไปอย่างเฉียดฉิว พระขนงเข้มขมวดมุ่นเมื่อทอดพระเนตรเห็นข้าวของที่เกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้น


                   “ทำอะไรน่ะมหิตา!?” 


                    พระเทวีจึงค่อยรู้สึกองค์จึงหยุดทำลายเครื่องบรรณาการ พระอุระยังกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการอาละวาด แต่มิได้ตรัสตอบพระสวามี


                    “ว่าอย่างไร?” เมื่อเห็นพระชายานิ่งเงียบ จึงตรัสถามไปยังคุณท้าวจันทร์หอม


                    “คือ..คือว่า พระเทวี...” คุณท้าวชราลอบมองไปทางเทวีแห่งนาง แล้วก็ก้มหน้างุดไม่กล้าทูลต่อ


                    “คุณท้าว...ต้องให้เราเค้นคอหรือไร?”


                    “มิได้เพคะ!! คือว่า..หม่อมฉัน กำลังจัดเตรียม..เอ้อ เตรียมเครื่องขมาเตรียมถวายพระเทวีพินทุมณีน่ะเพคะ”


                    “แล้วอย่างไร? ถึงได้ขว้างปากันเกลื่อนกลาดเยี่ยงนี้?” ครั้งนี้คุณท้าวไม่กล้าทูลตอบ


                    “คุณท้าว? ต้องให้ถามซ้ำรึ?”


                    “คะ..คือ...เอ้อ...” สีหน้าคุณท้าวชราบ่งบอกว่าลำบากใจยิ่งนักที่จะเล่าเหตุการณ์ มีเพียงสายตาเท่านั้นที่มองไปมหิตาเทวี เมื่อพระนางเห็นเป็นเช่นนั้นจึงตัดสินพระทัยตอบคำถามเสียเอง


                   “มิได้มีอันใดหรอกเพคะ น้องแค่เห็นว่า...ของพวกนี้ไม่น่านำไปถวายเสด็จพี่ก็เลยรื้อออกมา”


                   “แล้วทำไมต้องขว้างปา? หรือเจ้าคิดว่าสิ่งของเหล่านี้ไม่สมพระเกียรติ”


                   “มิได้เพคะ...แต่มีเกียรติเกินไปเสียด้วยซ้ำ อย่างนางน่ะแค่กล้วยสุกสักลูกก็พอแล้ว ไปสิคุณท้าวไปหากล้วยสุกที่สุกรกินมาให้เรา!”


                   “มหิตา! ทำเช่นนั้นยิ่งมีแต่เรื่องจะใหญ่ขึ้น”


                   “เสด็จพี่! คนอย่างเสด็จพี่พินทุมณีไม่สมควรจะได้รับบรรณาการอันงดงาม นางมิได้มีเกียรติพอจะได้รับสิ่งของเหล่านี้ นางสิสมควรจะแต่งเครื่องบรรณาการมาขอขมาน้องด้วยซ้ำ”


                   “จะให้นางขมาเจ้าด้วยเหตุใด?”


                   “ด้วยเหตุที่ทำให้เราต้องเสียพี่กุสุมาลย์ไป”


                   “กุสุมาลย์ฆ่าตัวตาย!”


                   “มิใช่...นางเป็นต้นเหตุ เพราะพินทุมณีประทานกล่องประทินโฉมนั่นมา น้องประทานต่อให้พี่กุสุมาลย์ไป นางถึงได้...” ตรัสถึงตรงนี้จึงค่อยระลึกขึ้นได้ว่ามิใช่เหตุที่ควรให้พระสวามีทรงทราบ ริมโอษฐ์อิ่มจึงเม้มเข้าหากันจนสนิทดวงเนตรเอ่อคลอด้วยหยาดอัศสุชล


                    “หึ! มิใช่ว่า...ทั้งเจ้าทั้งนางต้องแต่งเครื่องไหว้แล้วพากันไปขอขมากุสุมาลย์ดอกรึ?” ดวงเนตรวาวขึ้นมาด้วยแรงโทสะ มหิตาเทวีประทับนิ่งไปชั่วครู่ด้วยฤทัยอันหวั่นไหว 


                    “เสด็จพี่...ทรงรู้...”


                    “แล้วไฉนคิดว่าเราไม่รู้” มหิตาเทวีก้มพระพักตร์หลบ แต่ไม่นานนักก็ทรงรวมสติมั่นแล้ว แล้วตรัสโต้แย้ง


                   “หากรู้..แล้วเสด็จพี่จะทำการใดกับน้อง? หรือทรงอยากให้น้องตายตกตามพี่กุสุมาลย์ไป” สุรเสียงเจือสะอื้นไห้


                   “มหิตา...เจ้าอยากให้พี่พูดอย่างนั้นรึ?” ได้ยินถ้อยดำรัสนางเทวีถึงกับซวนเซไป ปทุมมาเห็นเข้าก็รีบประคอง


                   “ปทุมมา พานางไปพักในห้อง แล้วพวกเจ้าก็เก็บของพวกนี้เสีย ส่วนคุณท้าวอะไรที่เสียหายไปก็จัดหาเสียใหม่แล้วส่งไปถวายพินทุมณีเทวีเสียโดยเร็ว จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันเสียที”


                   “ไม่! น้องไม่ให้ส่งสิ่งใดไปทั้งนั้น น้องไม่ให้ นางไม่สมควรจะได้รับอะไรจากน้อง! น้องไม่ยินยอมขอโทษนาง” ตรัสพลางกรรแสงออกมา


                   “ปทุมมา ยังไม่รีบพาพระเทวีเข้าห้องไปอีก” 


                   “เพคะ” ปทุมมารับปากแล้ว ก็พยักพะเชิดให้ศรีดารามาช่วยประคองพระนางไปสู่ห้องบรรทม


                   สภาพการณ์วุ่นวายเมื่อสักครู่คลี่คลายลง ใครมีหน้าที่อันใดก็ทำไป คุณท้าวมิได้ปริปากกล่าวสิ่งใดอีก เพียงแต่ก้มหน้าก้มตาเก็บของเงียบๆ นางอื่นๆ ก็เช่นกัน เมื่อแลเห็นว่าทุกอย่างสงบลงแล้วภูวิษะเจ้าก็เสด็จไปนอกตำหนักทันที คนที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่มีแต่ผู้มาจากอนาตเท่านั้น เคียงฟ้าลอบถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ ก่อนหันไปสนทนากับคนข้างกาย


                   “เจ้าภู...เมื่อตะกี้ทำไมพูดกับมหิตาอย่างนั้นคะ?”


                   “เราพูดอะไร?”


                   “ก็ที่คุณไปประชดเขาอย่างนั้น มหิตาช็อคไปเลยเห็นไหม?”


                   “ก็สมควรแก่เหตุแล้วนี่ ก่อความยุ่งยากไม่หลาบไม่จำ เตือนอะไรก็ไม่ฟัง เจ้าคิดว่าเราเป็นพระอิฐพระปูนหรือไงจะได้ไม่มีโทสะ”


                   “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ฉันเข้าใจว่าคุณโมโห...แต่การที่คุณพูดอย่างนั้นน่ะจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากกว่าเก่า มหิตาจะเข้าใจว่า...คุณน่ะรักพี่กุสุมาลย์ถึงกับไล่เธอไปตาย” เจ้าภูวิษะฟังหล่อนแล้วไม่ตอบอะไร สิ่งที่เขาทำมีเพียงแค่ถอนหายใจเงียบๆ หญิงสาวจึงไม่อยากต่อว่าอีก ดูท่าทางเขาก็น่าจะพอเข้าใจแล้ว หล่อนจึงหันหัวข้อไปยังเรื่องอื่นแทน


                   “แล้วจากตรงนี้เป็นยังไงต่อคะ?”


                  “ข้าวของที่เสียหายไปน่ะ สิ่งอื่นยังพอหาแทนได้ เว้นแต่เครื่องกระเบื้องจากสำเภาจีน แล้วก็ผ้า เพราะมหิตาเอาชาราดลงบนผ้าหลายพับ ทำให้ผ้าพวกนั้นสีด่างไปจนไม่อาจถวายได้ การจะสั่งทอผ้าผืนใหม่ก็ต้องใช้เวลาไม่ทันการณ์ ล่วงผ่านไปสามวัน พินทุมณีเทวียังมิได้เห็นของที่ส่งไปขอขมานางก็เลยกริ้ว รีบแล่นไปฟ้องมหาเทวี”


                  “ไปฟ้อง? ทั้งที่ตัวเองก็มีส่วนผิดไม่ใช่น้อย ฟ้องไปก็น่าจะโดนทั้งคู่นะคะ”


                  “นางฉลาดในเรื่องที่ไม่ควรฉลาดเสมอ จึงมีวิธีทูลโดยหลีกเลี่ยงเรื่องทั้งหมด เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ผลก็คือมหาเทวีกริ้วหนัก สั่งให้มหิตาเข้าเฝ้า...แต่เราคิดว่าขืนให้นางไปเรื่องอาจแย่ยิ่งกว่าเดิม เรื่องที่ควรจะรู้กันแค่ในตำหนักอาจจะลือไปไกลทำให้สองเทวีเสื่อมพระเกียรติด้วยเหตุแค่นางกำนัลเพียงคนเดียว”


                  “เดี๋ยวค่ะ...ชีวิตพี่กุสุมาลย์ทั้งคนนะคะ ทำไมถึงบอกว่าแค่นางกำนัลคนเดียว” เคียงฟ้าเขย่าแขนเขาด้วยความโกรธ ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากปากคนตรงหน้า


                   “เคียงฟ้า...ในยุคสมัยนั้น ชีวิตของกุสุมาลย์จะอยู่หรือตายก็แล้วแต่นายสั่ง ชีวิตนางจึงมีค่าเพียงแค่นางกำนัลคนหนึ่งเท่านั้น แล้วนางกำนัลเพียงคนเดียวจะทำให้เจ้าหญิงสองพระองค์ขัดแย้งกัน หรือถูกลือจนเสื่อมพระเกียรตินั้นเป็นเรื่องยอมมิได้ แม้กมุทรามหาเทวีรู้เรื่องเข้าก็คงต้องสั่งปิดเรื่องแน่นอน ต่อให้นางไม่ตายก็คงมิแคล้วโดนเนรเทศออกนอกเมืองไป เพื่อปิดบังเรื่องอื้อฉาวนี้เสีย” หญิงสาวปล่อยมือจากแขนเจ้านาคราช แล้วร้องไห้ออกมา


                   “ชีวิตคนๆ หนึ่งมีค่าแค่นั้นเองเหรอคะ?”


                   “ชีวิตของกุสุมาลย์มีค่าสำหรับบางคน แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน อีกทั้งนางไม่ใช่คนสลักสำคัญที่จะสร้างเกียรติยศให้ใคร ความตายของนางนำความเสื่อมเสียมายังเทวีทั้งสอง ชื่อของนางจึงถูกลบเลือนไปไม่ให้ใครได้กล่าวถึงอีก หากมีผู้ใดสงสัยหรือมีกระทู้แบ่งปันกันในหมู่ใครจะถูกเฆี่ยนตีทันที เรื่องของกุสุมาลย์จึงสิ้นสุดเพียงแค่นั้น ทว่ามหิตาถูกลงโทษ...”


                    “โดนลงโทษ” เจ้าภูวิษะพยักหน้ารับ


                    “มหาเทวีเรียกเราสองผัวเมียให้เข้าเฝ้า แต่เราอ้างว่ามหิตาป่วยไม่อาจมาเข้าเฝ้าได้ จึงมาแต่เพียงผู้เดียว มหาเทวีตรัสตำหนิเราในฐานะสวามีนางเสียมากมาย ว่าไม่รู้จักปรามชายา...” เล่ามาถึงตรงนี้ สภาพแวดล้อมรอบตัวก็เปลี่ยนไปจากตำหนักอันคุ้นตาของมหิตาเทวี เปลี่ยนเป็นตำหนักหลวงอันใหญ่โตโอฬาร


                   “ภูวิษะจะปรามมหิตาได้อย่างไรเล่าเพคะ...ก็เขาเป็นสามัญชนจะเกรงใจมหิตาจนไม่กล้าเอ่ยปากตำหนิเลยก็หาใช่เรื่องประหลาดอันใดหรอกเพคะ ดังนั้นลูกไม่คาดหวังว่าภูวิษะจะอบรมบ่มนิสัยมหิตาได้” สุรเสียงเจื้อยแจ้วของพินทุมณีเทวีซึ่งประทับอยู่เคียงกมุทรามหาเทวี ตรัสออกมาดังๆ ประสงค์จะให้ราชบุตรเขยคนโปรดของพระแม่เจ้าเสียพักตร์ แต่คนที่ถูกกล่าวถึงได้แต่นั่งนิ่งมิได้แสดงท่าทีอันใดออกมา ตรงกันข้ามกับเคียงฟ้า


                   “พี่พินทุมณีนี่ก็...เดี๋ยวมหิตารู้เข้าก็โดนตบซ้ำหรอก” ความเห็นของหล่อนถูกแทนด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ของคนข้างตัว 


                   “คิดเหมือนกันใช่ไหมคะ ” หญิงสาวอมยิ้มนอ้ยๆ แม้ไม่มองก็รู้ว่าเขาคงยิ้มอยู่เหมือนกัน นี่คงจะเป็นครั้งแรกกระมังที่ความเห็นของทั้งคู่ลงรอยกัน


                   “ภูวิษะ เมื่อลูกหญิงของเราออกเรือน สวามีก็เป็นผู้อยู่เหนือเศียรของนาง เจ้าต้องเป็นหลักไชย ต้องคอยอบรม อย่าได้โอนอ่อนตามใจนาง สิทธิ์ของสวามีอยู่เหนือนางทุกประการ หากสิ่งใดที่นางกระทำก็ล้วนต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้เป็นสวามีทั้งสิ้น”


                   “เดี๋ยวสิ...พระแม่เจ้าหมายความว่ายังไงคะ? หมายความว่าคุณต้องรับผิดชอบแทนอย่างนั้นเหรอ?”


                   “ใช่...เราต้องเป็นผู้ขอกล่าวขออภัยในสิ่งที่ชายาของเรากระทำลงไปต่อหน้าพระแม่เจ้า มหิตาถูกสั่งห้ามมิให้ขึ้นพระแท่นยามพระบาทเจ้าออกว่าราชการ ห้ามมิให้ออกงานรื่นเริงใดๆ จนกว่าเพ็งจะเต็มดวงสองครั้ง แล้วก็...เบี้ยหวัด ของตำหนักเราก็จะมิได้รับจนกว่าจะพ้นกำหนดโทษเช่นเดียวกัน หากมีและบรรณาการใดๆ จากต่างเมืองก็จะไม่ถูกส่งไปถวายที่ตำหนักอีกด้วย ความจริงแล้วหากเรามิได้ติดข้อราชการเรื่องการรบอยู่ ก็คงจะถูกสั่งห้ามมิให้เข้าเฝ้า มิได้ไปร่วมราชการใดๆ ไปด้วย”


                    “แย่เลยนะคะ โดนหางเลขไปด้วย”


                    “ไม่ใช่หางเลขดอก เราเป็นสวามีนาง เป็นคนๆ เดียวกัน จะต้องรับผิดร่วมกันมิใช่เรื่องแปลก เมื่อนางเป็น ‘ศรี’แห่งเราจึงเป็นใบหน้าของเราเช่นกัน ครั้นไปร่วมประชุมเจ้าชายทั้งหลายก็อดมิได้ที่จะเห็นเป็นเรื่องขบขัน หยิบยกขึ้นมาหยอกล้อ” ยิ่งพูดนาคเจ้าก็ยิ่งหน้าตึง แต่หญิงสาวกลับเผยอยิ้มด้วยความขำ พอเขาหันมาหล่อนก็รีบปั้นสีหน้าทันที แต่ดูเหมือนจะสายไป

                    “มันไม่ใช่เรื่องตลก”


                   “ขอโทษค่ะ...ฉันไม่ได้เห็นว่าโทษที่คุณได้รับตลก แต่ว่าฉันขำ...สีหน้าคุณ ฮิ ฮิ”


                   “หน้าเรามีอันใดน่าขบขัน?” เสียงนั้นเข้มขึ้นมาทันที แต่เคียงฟ้าไม่กลัวเขาแล้ว ยิ่งเห็นเขาหน้าบึ้งหล่อนก็ยิ่งขำเข้าไปใหญ่


                  “นี่แม่คุณ...จะหัวเราะเยาะเราอีกนานไหม?”


                   “ขอโทษจริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่า...หน้าคุณน่ะไม่ได้บอกว่าโกรธเลยนะคะ คุณแค่..”

                   “แค่?”

                   “ค่ะ...แค่ ‘งอน’ อยู่เท่านั้น” สิ้นคำตอบนัยน์ตาของนาคเจ้าพองโตขึ้นมาทันที


                   “พอกันที เราจะส่งเจ้ากลับไปหาวิมุตติเดี๋ยวนี้แหละ” ว่าแล้วก็เดินหนีหล่อนเอาดื้อๆ


                  “เดี๋ยวสิคะ อย่าเพิ่งโกรธ ฉันไม่หัวเราะแล้ว ฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่มัน...คิก คิก”

                 เจ้าภูวิษะหยุดเดินแล้วแต่ยังไม่หันหน้ามามองหล่อน ความรู้สึกหวาดหวั่นระหว่างกันมลายหายไปจนสิ้น หล่อนรู้สึกราวกับเขาเป็นผู้ชายคนเดิมของมหิตา รักมาก โกรธมาก งอนมากก็เท่านั้น เจ้าภูวิษะไม่ใช่คนเข้าใจยาก อารมณ์ของเขาอาจเปลี่ยนแปลงไปมารวดเร็วปานพายุ แต่ทุกอย่างแสดงออกมาตรงไปตรงมา พอจับจุดได้แล้วหล่อนก็ไม่กลัวเขาอีกต่อไป หนำซ้ำยังเห็นว่าเขาเป็นคนน่าถนอมเสียด้วยซ้ำ

                  “เจ้าภู...ฉันขอโทษอย่าโกรธกันเลยนะคะ” หล่อนไม่พูดเปล่า แต่อ้าแขนสองข้างออกแล้วโอบกอดเขาจากด้านหลัง

                   “เราดีกันนะ”


                   ร่างสูงตรงหน้าสะเทือนจนหล่อนรู้สึกได้ เจ้าภูวิษะสะดุ้งตกใจอย่างเห็นได้ชัดด้วยไม่คิดว่าหล่อนจะสวมกอดเขา จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ตอบรับแต่ไม่ปฏิเสธอันใด ปล่อยให้หล่อนซบหน้าลงกับแผ่นหลังของเขาไปอีกครู่ใหญ่




+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++








Create Date : 15 มิถุนายน 2556
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 4:26:58 น. 0 comments
Counter : 1102 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แก้วกังไส
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]







ผลงานเขียนที่ผ่านมาค่ะ

รักนี้(แค้น)ต้องชำระ


Amethyst Sonata
เพลงรัก..ลิขิตหัวใจ



บาปปาริชาต

Blooper
Friends' blogs
[Add แก้วกังไส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.