人生は 山もあるし、谷もあります ^_^ invisible tracker
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
13 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
Bumu...เขียนถึงญี่ปุ่น



มาแล้ว มาแล้ว...
วันนี้ขอเลียนแบบชื่อหนังสือคุณปราบดา หยุ่นที่เขียนถึงญี่ปุ่นเหมือนกัน (แต่คนละแบบ ของเราเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นเลยอยากเขียนถึง :) อยากรู้จังว่าจะมีใครมั๊ยน๊าที่ไปญี่ปุ่นแล้วไม่ชอบ...คงมีแหละ แต่ยังไม่เคยเจอซักที

คราวนี้ก็ไปโตเกียวเหมือนเดิม ครั้งสุดท้ายที่ไปประมาณห้าปีมาแล้ว ความทรงจำชักลางเลือน...จำได้แค่ภาพโตเกียวแบบโหลๆที่เห็นได้ตามสื่อทั่วไปกะความรู้สึกว่าทุกอย่างน่ารักดีเลิศไปหมด โตเกียวคราวนี้ให้ความรู้สึกแตกต่าง...มีด้านที่ยังชอบอยู่เหมือนเดิม ของน่ารัก คนดูดีมีระเบียบ แต่ได้เห็นอีกด้านที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนคือ ความไร้ชีวิตจิตใจของเมืองนี้...

ทุกอย่างที่โตเกียวมีความเป็นอัตโนมัติไปหมด ไม่ว่าจะเป็น...ตู้ขายตั๋ว ขายเครื่องดื่ม ขายอาหาร แม้แต่คนก็ดูเหมือนหุ่นยนต์ในสายพานการผลิตใหญ่ คนทำงานทุกคนใส่สูท ขึ้นรถไฟไปทำงาน(พอหย่อนก้นลงนั่งต้องกางโทรศัพท์มือถือออกมาราวกับว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากโลกอัตโนมัติอันนี้ได้) วัยรุ่นผู้หญิงทุกคนดูดีไปหมดจนน่ากลัวเหมือนอยู่ในหนัง The Stepford Wives

ที่แย่ที่สุดคือเวลาเข้าไปในร้านอาหารฟาสฟู้ดที่มีเคาเตอร์ให้คนนั่งเรียงเป็นแถวหลังจากผ่านขั้นตอนสั่งอาหารกับตู้อัตโนมัติเรียบร้อยแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นวัตถุอันหนึ่งในระบบการผลิตที่ดีไซน์ไว้อย่างดีแล้ว...แทบไม่มีที่เหลือให้คุณแสดงความ"มีชีวิตจิตใจ"ของคุณออกมาได้เลย (อาจจะเว่อร์ไปหน่อย แต่รู้สึกประมาณนี้จริงๆ)

การแสวงหา "ความสมบูรณ์แบบ" นี่ฟังดูดีนะ แต่พอเจอสังคมที่เหมือนจะสมบูรณ์แบบตามอุดมคติแล้วมันกลับน่ากลัวพิกล เหมือนคนไม่ใช่คน เห็นอย่างงี้แล้ว appreciate ความไม่เพอร์เฟกต์ขึ้นมาเยอะเลย เพราะความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่าคนเป็นคน

แต่ก็ตั้งข้อสังเกตไปอย่างงั้นแหละ ความจริงก็ยังชอบโตเกียวอยู่...ฮิ ฮิ :D ชอบในแบบที่เค้าเป็นแหละ

เขียนต่อ>>

ชอบได้ยินคนเปรียบนิวยอร์กกับโตเกียวอยู่บ่อยๆ คราวนี้ได้ลองเทียบด้วยตัวเองแล้วคิดว่าไม่เหมือนนะ อย่างนึงคือ สังคมที่โตเกียวดู homogeneous กว่าที่นิวยอร์กมาก เห็นชัดๆเลยเวลานั่งรถไฟ ดูเหมือนๆกันหมดไม่มีใครที่ดูแปลกแยกจากกลุ่มเท่าไหร่ ทั้งหน้าตาและการวางตัว

แต่ที่นิวยอร์กนี่...ในรถไฟขบวนนึงจะมีคนร้อยพ่อพันแม่ หัวดำ หัวทอง หัวน้ำตาล คนทำงานออฟฟิศ คนใช้แรงงาน คนไร้บ้าน ปนเปอยู่ด้วยกันหมด ทำให้รู้สึกว่ามันหลากหลาย มีชีวิตชีวากว่า ใครอยากทำไรก็ทำ ใครอยากแต่งอะไรก็แต่ง ใครอยากพูดเสียงดังก็พูด ตราบใดที่มันไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน คงเพราะงี้มั๋งที่ทำให้มีคนพูดว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน ทันทีที่คุณมานิวยอร์ก คุณจะรู้สึกเหมือนเป็นชาวนิวยอร์กที่แท้จริง...(เพราะนิวยอร์กมีที่สำหรับทุกคน)

ว้าา...บล็อกนี้ชักเริ่มยาวแล้ว...ขอเขียนชมโตเกียวในบล็อกหน้าละกัน :)

- - -

ปล. ยืมชื่อหนังสือเค้ามา ขอให้เครดิตคนแต่งหน่อย
เดือนก่อนเตร็ดเตร่ไปบล็อกคุณ foneko เห็นไต้ฝุ่นเพิ่งคลอดเล่มนี้ ปราบดาหยุ่น เขียนถึงญี่ปุ่น เลยไปซื้อมาดู เห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้อ่านงานเขียนของคุณปราบดาเพราะเป็นหัวข้อที่เราสนใจ (ไม่รู้ทำไมก่อนหน้านี้คิดว่างานเขียนของเค้าไม่ใช่สไตล์เราเลยไม่เคยอยากลองอ่านเลย)

ตอนแวะเมืองไทย ไปเดินหาซื้อแต่สงสัยจะใหม่ไปหน่อยแม้แต่ที่ร้านนายอินทร์ก็หมด (คนขายบอกมีสี่เล่มแต่มีคนจองทางอินเตอร์เนทไว้แล้ว) สุดท้ายไปได้ที่ซีเอ็ดคาร์ฟูร์..วางเด่นเป็นสง่าไม่มีใครแย่ง ฮ่า ฮ่า

หัวใจที่ไม่มีบ้าน บทแรกก็โดนเลย ตั้งแต่เด็กๆเป็นคนต้องเดินทางบ่อยมาก บางทีรู้สึกเหมือนมีดวงต้องอยู่ไกลบ้าน เมืองไทยเป็นบ้านเพราะมีพ่อแม่อยู่ เป็นที่ตั้งของบ้านที่เราอยู่อาศัยและเติบโตมา มีเพื่อนๆอยู่ หลายปีมานี้ย้ายมาอยู่เมกาจนกลายเป็นบ้านอีกแห่งนึงของเราไปแล้ว และญี่ปุ่นก็ผูกพันกับมันมานานจนรู้สึกคุ้นเคย ถ้าจะต้องไปอยู่ที่นั่นคงไม่รู้สึกแปลกอะไรมากนัก

คุณปราบดาเขียนว่าเค้าไม่เคยรู้สึกคิดถึงบ้านเพราะไม่ว่าจะอยู่กรุงเทพ นิวยอร์ก โตเกียว (ดูหรูเนอะ:) ก็รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เพราะบ้านอยู่ในใจเค้าไม่ได้ติดอยู่ที่สถานที่ แต่สำหรับเราบ้านคือ ที่ที่มีความรักอยู่ ที่ไหนที่มีคนที่เรารักอยู่ก็คือบ้านของเรา ถ้าคิดในแง่นี้บ้านเราตอนนี้ก็คือที่ที่พ่อแม่อยู่ เพราะไม่ว่ากลับไปครั้งไหนก็ให้ความรู้สึกว่า "กลับถึงบ้าน" แล้ว ตอนนี้แม้เราจะมีที่อยู่ของตัวเองที่นี่แต่มันเหมือนเป็นแค่สถานที่ที่เราเรียกว่า "บ้าน" ในการสนทนากับคนอื่นเท่านั้น

แต่เราก็ไม่ใช่พวกคิดถึงบ้านอยู่เสมอเวลาอยู่ไกลบ้านนะ เพราะกว่าครึ่งชีวิตก็อยู่ไกลบ้าน มันเลยเหมือนรู้สึกชิน บางทีเวลาต้องเดินทางไปหลายที่ในทริปเดียว(อย่างคราวนี้)จะเกิดอาการงงเล็กๆ ประมาณว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนมากเกินในเวลาไม่กี่อาทิตย์และทุกที่ที่ไปก็มีบ้านในบางลักษณะอยู่ ทำให้รู้สึกงงๆ แต่ที่แน่ๆคือ เวลากลับถึงบ้านที่เมืองไทยแล้วจะหยุดนึกถึงที่อื่นได้...คงเพราะเราถึง"บ้าน"แล้วจริงๆ :)

นส.เล่มนี้เราอ่านวันเดียวจบ ความรู้สึกตอนอ่านจะว่าประทับใจมากก็ไม่ใช่แต่อ่านได้เรื่อยๆ ไม่รู้คิดไปเองรึป่าวแต่รู้สึกว่าคุณภาพของบทความใน นส.เล่มนี้ไม่ค่อยสม่ำเสมอ บางอันเหมือนคนเขียนเขียนตอนสมาธิดี อ่านแล้วเนียนนุ่มลุ่มลึก บางอันเหมือนเขียนแบบฉาบฉวย แต่ที่แน่ๆรู้สึกถึงความพยายามโยงไอเดียให้เป็นคำคม(โดยเฉพาะตอนท้ายแต่ละบทความ) บางทีรู้สึกขัดๆนิดหน่อย ของอย่างงี้เราว่าฝืนไม่ได้ มันน่าจะสะท้อนออกมาในงานเขียนเองตามธรรมชาตินะ (รึป่าว...ไม่รู้เหมือนกัน)

พูดถึงคุณปราบดา...วันนั้นคุยกะแม่ ก็วนมาเรื่องนี้ เราก็พูดประมาณชื่นชมความสามารถเค้านะ เล่าให้แม่ฟังว่าเค้ามีสำนักพิมพ์ตัวเอง และทำโปรเจกต์อยู่ทางญี่ปุ่นด้วย ซึ่งเราคิดว่าเป็นตลาดที่เจาะยาก (ที่ผ่านมามีแต่ญี่ปุ่นเจาะไทยจนพรุน ไทยไปเจาะญี่ปุ่นไม่ค่อยเคยเห็น เลยแอบยกย่องนิดนึง) ก็พูดๆไป แม่ก็บอกว่า คนๆนี้เค้า...(หยุดไปพักนึง ทำท่าคิด) "เค้าเหมือนเป็นคนหัวก้าวหน้าทางศิลป์มาก"

เราฟังดูเหมือนเป็นคำชมแต่น้ำเสียงของแม่ทำไมมันออกอีกอย่างนึง เลยถามแม่ว่าแม่รู้ได้ไง แม่บอก "ก็ดูจากเวลาเค้าให้สัมภาษณ์ทางทีวี...เค้าพูดอะไรแม่ฟังไม่เคยรู้เรื่องเลย" เท่านั้นแหละ...ฮาแตก สรุปว่าแม่ไม่เข้าใจเค้าแต่ก็ไม่อยากว่าเค้า เลยพยายามหาคำพูดที่ดูดีมาอธิบายแทน เห็นอย่างงี้แล้วนึกถึงคนรุ่นหกสิบอีกหลายคนที่อาจรู้สึกเหมือนกัน เป็นความซื่อๆตรงๆของคนสูงวัยที่ดูน่ารักดี :)


Create Date : 13 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2550 6:39:23 น. 9 comments
Counter : 337 Pageviews.

 

*** สวัสดีจ้า วันนี้แวะมาเยี่ยม ขอให้ทำงานอย่างมีความสุข
และช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ***



โดย: หน่อยอิง วันที่: 13 พฤศจิกายน 2550 เวลา:7:47:06 น.  

 
เมื่อความเจริญทางวัตถุมีมาก ก็ย่อมมีความเสื่อม ในทางอื่น เช่นกันจริงมั้ยค่ะ

เขียนให้อ่านต่อนะคะ

อยากเห็นญี่ปุ่นในมุมมองของคุณบ้าง



โดย: พื้นที่สีเขียว วันที่: 13 พฤศจิกายน 2550 เวลา:7:59:16 น.  

 
^
^
เดี๋ยวมาเขียนต่อค่ะ
ขอบคุณที่มาอ่าน


โดย: Bumu_Chan วันที่: 14 พฤศจิกายน 2550 เวลา:2:32:25 น.  

 

อยากฟังมุมมองญี่ปุ่นในสายตาNew Yorkerค่ะ
たのしみ!!!


โดย: DeaR*HikAru* วันที่: 14 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:40:14 น.  

 
อ่านแล้วอยากไป ญี่ปุ่น กะ คิดถึง หนังสือของคุณปราบดา

ป.ล งานของคุณปราบดาอ่ะ ถึงแม้ว่าว่าบางอย่างมันจะแตกต่างจนเข้าใจยาก แต่ก็ชอบมาก ๆ เลยครับ


โดย: pecochan วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:0:27:14 น.  

 
เราไม่เคยอ่านงานอื่นของคุณปราบดา เลยวิจารณ์ได้ไม่เต็มปากนะ...
แต่คงเป็น vibe ที่ได้จากเค้ามั้งที่ทำให้รู้สึกไม่ได้อยากลองอ่าน นส.ของเค้าเป็นพิเศษ
อืม...พูดยากเหมือนกัน


โดย: Bumu_Chan วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:0:52:41 น.  

 
ชอบโตเกียวมาก มีอะไรหลายๆอย่างที่น่ารักดี ทราบมานานแล้วว่าคนญี่ปุ่นบ้าอะไรที่เป็นตะวันตก แต่ก็ยังแปลกใจเมื่อเห็นร้านขายเบเกอรี่น่ารักๆแบบยุโรปเต็มไปหมด ร้านค้าแบบที่ให้จ่ายตรงตู้ก่อนก็แปลกดี เสื้อผ้าก็น่ารักและไม่แพง อาหารอร่อยมาก ชอบโตเกียวที่มันมีกลิ่นอายของฝั่งตะวันตกและญี่ปุ่นปนๆกันไปค่ะ แต่ตอนไปครั้งแรกตกใจมากกับฝูงคนตรงสี่แยกที่ชิบูย่า คนข้ามถนนคราวเดียวกันคิดว่าน่าจะถึงร้อยนะ

ส่วนที่ไม่ค่อยประทับใจคือตึกรามบ้านช่อง มันเป็นกล่องๆทื่อๆไม่สวยอ่ะ ป้ายร้านค้าที่โผล่ออกมาก็ล้งเล้งยังไงชอบกล

อยู่ญี่ปุ่นมาสี่ปี (ไม่ใช่โตเกียวนะคะ) ชอบที่สุดคือซุปเปอร์มาร์เก็ตเพราะขายแต่อาหารอร่อยๆ และมีของใช้เครื่องครัวแปลกๆ บ้านเมืองเขาเป็นระเบียบแต่ไม่รู้สึกว่าระเบียบจัดเกินนะ ไม่มีความรู้สึกว่ามันไร้ชีวิต อาจเป็นเพราะไม่ใช่โตเกียวหรือไม่ดิฉันก็มัวแต่ช็อป

ป.ล. บูมุจังรู้จักวงโชเนนไตป่ะ เพิ่งไปเจอวีดีโอเก่าๆทางยูทูป ฮามาก ไม่รู้เมื่อก่อนชอบไปได้ยังไงนะ ฮ่าๆๆ


โดย: Rive Gauche วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:9:59:02 น.  

 
อ่านแล้วค่ะ
เราอยู่ไปอยู่มานับได้ปีที่7แล้วค่ะ ลึกๆแล้วก็ยังรู้สึกแปลกแยกอยู่ดี แต่พอกลับจากกทมเหยียบเท้าเข้านาริตะ
กลับรู้สึกถึงกลิ่นที่คุ้นเคย โล่งอกที่ได้กลับมาถึงบ้านอีกหลัง
อยากไปสัมผัสนิวยอร์กบ้างจังเลย ยังสมัครDVทันมั้ยนี่

โดย: DeaR*HikAru* วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:03:03 น.  

 
^
^
ยังทันค่ะ...รู้สึกจะหมดเขตต้นเดือนธันวานะ


โดย: Bumu_Chan วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:23:09:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Bumu_Chan
Location :
* United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"All man's miseries derive from not being able to sit quietly in a room alone."
- Blaise Pascal
Friends' blogs
[Add Bumu_Chan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.