ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง
ชำแหละทุกประเด็นคำถามclassicที่Royalistต้องถามและสมาชิกฟ้าเดียวกันต้องตอบให้ได้2

“คุณอย่าลืมว่าระบบความคิดวิเคราะห์ การศึกษาของคนไทยยังไม่สามารถเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นและอังกฤษได้เลย 2 ประเทศนี้มีระบบการศึกษา ติด top 10 ของโลกนะครับ ประชาชนของเขามีการศึกษาสูง ได้รับข่าวสารที่เที่ยงตรงรอบด้านเขาจึงสามารถแยกแยะและวิเคราะห์เหตุการณ์ ต่างๆได้

แล้วกลับ กันมาดูเมืองไทย ผมสมมติเหตุการณ์นะครับ ถ้าหากมีคนคิดร้ายจะทำลายสถาบันก็แจกใบปลิว ปล่อยข่าวเท็จ ใส่ร้าย แล้วก็มีคนหลงเชื่อด้วยความที่เป็นคนด้อยการศึกษา เจอข่าวเท็จ ข้อมูลเท็จแค่นิดเดียวก็เชื่อแล้ว พาลเกลียดสถาบันจะทำยังไงครับ”


ใน ย่อหน้าแรก คุณเอาอะไรมาอ้างอิงครับ และแม้จะจริง ถ้ากษัตริย์(ถ้าทรงดีจริง) ทนต่อการวิจารณ์ หรือโจมตีไม่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องมีครับ ทุกวันนี้เราโอ๋เจ้ามากเกินไปครับ


“ทำมากๆเข้านานๆเข้า ก็จะกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ นี้มันไม่ใช่แค่หมิ่นประมาทธรรมดา แต่เป็น เรื่องของความมั่นคงของชาติเลยนะครับ”

อันนี้ผมตอบไปตอนต้นแล้วว่า "ความมั่นคงของชาติ" กับ "ความมั่นคงของสถาบัน" มันคือคนละเรื่อง!

แต่ ที่คนไทยโดยมากเข้าใจแบบนั้น เพราะมันเกิดจากวาทกรรมที่บิดเบือนสุดฤทธิ์ตามโฆษณาการ เพราะกษัตริย์ เป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ (รธน.บอกให้มี) ส่วน "ความมั่นคงของชาติ"(ในระบอบปชต.) อยู่ที่ "อำนาจอธิปไตย" ครับ คุณอย่าสับสนระหว่าง "ประมุขแห่งรัฐ" กับ "ตัวระบอบการปกครองรัฐ"


“ปฏิเสธ ไม่ได้เลยว่าคนไทยยังด้อยการศึกษาโดยเฉพาะแถบต่างจังหวัด ยังไหว้ต้นไม้ ไหว้สัตว์พิการอยู่เลย รอให้ระบบการศึกษาและคนไทยมีการศึกษาเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วดีกว่ามั้ยครับ แล้วค่อยมาพูดเรื่องนี้กันอีกที”

การที่ประชาชนไม่พัฒนาความคิด ก็เพราะ ประชาชนยัง "ไม่กล้า"ที่จะคิด ไม่กล้าที่จะมองว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของวิเศษวิโส ที่แท้ก็ก้อนกรวด หรือสัตว์ตัวนึง หรือเป็นมนุษย์ที่มากด้วยกิเลสเหมือนเรา ๆ ทั้งนั้น คือ เรามองว่า กษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงาม กษัตริย์ทรงผลิตแต่ของดี ๆ มาให้พสกนิกร ผมถามว่า “ที่กฎหมายห้ามวิจารณ์น่ะ” มันทำให้เรารู้ได้มั้ยว่า “อะไรดีหรือไม่ดีจริง ๆ” กล่าวคือ นำเสนอข่าวด้านเดียว ตลอด24ชั่วโมงว่า พระองค์ "ทำดี" พูดง่าย ๆ ว่า ทุกวันนี้ คนไทยถูกผูกขาดความจริงด้านเดียวตลอด 24 ชั่วโมง แล้วคุณจะคิดอย่างอื่นไปได้ยังไง !


“ความคิดของคุณ phuttipong ไม่ผิดหรอกครับ เรื่องที่ว่าจะให้กษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถ้าดีจริงจะอยู่นิ่งเฉย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงตามสังคมไทยขณะนี้ยังไม่เหมาะที่เปิดเสรีถึงขนาด นั้น เราต้องมองดูการศึกษาของคนไทยด้วย”

คุณพยายามป้ายคนไทยว่า "โง่" "ไม่มีสติปัญญา" "คิดเองไม่ได้" คำพูดของคุณมันจริงสำหรับ "คนที่ไม่ยอมคิด ไม่กล้าที่จะคิด และต้องเชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นคิดโดยไม่ต้องตรวจสอบ"

คุณกำลังสร้าง เงื่อนไขต่อประชาธิปไตย ให้การเมืองกลับคืนไปสู่ "อภิชนาธิปไตย" ใช่หรือไม่? (คุณตอบตัวเอง) บทสุดท้าย "ประชาชนคือ ควาย" ส่วน "พวกเจ้านาย คือ คน"

แม้กระทั่งเสรีภาพ คุณยังไม่ยอมรับเลย(ให้เป็นแบบสากล)ซึ่งคำนึงถึง "ความเป็นมนุษย์"เป็นเกณฑ์มาตรฐานแห่งความเท่าเทียม


“แต่ในความเป็นจริง คนไทยยังยากจนและด้อยการศึกษาอยู่มาก อย่างที่ผมบอกถ้าหากมีใครอยากล้มล้าง ก็แค่ปล่อยข่าวเท็จ ข่าวลวงชาวบ้านก็หลงเชื่อแล้วครับ ในสงครามจิตวิทยามีส่วนสำคัญมากถ้าใครควบคุมการข่าว คนนั้นได้ชัยชนะไปกว่าครึ่งแล้ว”

ทุกวันนี้ "ใครคุมข่าวได้ล่ะครับ" คุณตอบตัวเองเถอะ!


“คุณ รู้มั้ย 3 จังหวัดใต้ที่ลุกเป็นไฟ เพราะส่วนหนึ่งเยาวชนถูกปลุกปั่นล้างสมองครับ ชาวบ้านตามต่างจังหวัดน่ะ แค่ใช้งิน 200 500 ก็สามารถซื้อกันได้แล้ว”


ถ้าคุณคิดได้เผิน ๆ แค่นั้นก็เลิกคิดครับ คือ คุณคิดว่า "เรื่องเท่านั้นเหรอ" ที่จุดประกายปัญหาขึ้นมาได้ใหญ่โตและบานปลาย!

คุณ อย่ามองชาวบ้านเป็นเดรัจฉาน ซื้อขายได้เป็นวัวเป็นควายสิครับ ชาวบ้านมีชีวิตจิตใจ คนที่เขาประสบปัญหาในภาคใต้ "มันมีปมฝังใจ" คุณอย่าเอาความคิดตื้น ๆ แบบนี้มาสร้างน้ำหนักให้ "กษัตริย์"เลยครับ มันฟังไม่ขึ้นจริงๆ !

“วัฒนธรรม ของคนไทยคือการเทิดทูนเคารพสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นเป็นสิ่งที่สังคมยังรับไม่ได้ถ้าหากสิ่งที่เขาบูชาเคารพนับถือถูกย่ำ ยี่ คุณจะเสนอแนวคิดอะไร ต้องมองสภาพสังคมด้วย วัฒนธรรมมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาสั่งสมมานาน คุณไม่สามารถเปลี่ยนมันเป็นเวลาแค่ชั่วข้ามคืนหรอกครับ”

ขอพูดถึงส่วนนี้สั้น ๆ จริง ๆ ล่ะครับ เพราะผมได้พูดไปบ้างแล้ว(ทั้งการเขียนที่ส่งไปถึงคุณคราวก่อน และกล่าวในข้อเขียนส่วนนี้บ้างแล้ว)
1.ประเพณีนิยม จะใช้ในทางที่ขัดระบอบการปกครองไม่ได้
2.ทุกวันนี้ ผมและหลายท่านในฟ้าเดียวกัน พยายาม "แจกน้ำยาหยอดตา"(หรืออะไรสักอย่างที่ royalistอยากป้ายให้พวกผม) ให้แก่สังคม
3.ประเพณี เป็นสิ่งที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาตามกาลสมัย ประเพณีที่ไม่เหมาะสมกับระบอบการปกครองก็ต้องล่มสลายไปในที่สุด(เว้นแต่ ต้องการปฏิเสธระบอบการปกครองนั้น ๆ)
4.ถ้าคุณจมปรักอยู่กับประเพณีเดิม ๆ ถ้าคุณถือ คติยึดหลักจารีตประเพณี ไม่ยอมรับความจริงในการเปลี่ยนแปลงแล้ว คุณจะไม่มีวันรู้ได้เลย ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ถ้าคุณยังจมปรักอยู่กับของเดิม ๆ โดยไม่คิด

“ประเทศไทยมีประเพณีเคารพนอบน้อมผู้ใหญ่ ให้ความเคารพเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ เพราะมีเหตุผลมาจากประวัติศาสตร์ที่กษัตริย์เป็นผู้นำประชาชนต่อสู้เพื่อเอก ราชของแผ่นดินมาตลอด นี้คือเหตุผลว่าทำไมถึงมีการออกกฎหมายเพื่อปกป้องสถาบันฯ”

คุณ จะเคารพนบนอบตามธรรมเนียม ทำได้ครับ แต่ต้องให้พอดี กล่าวคือ สถาบันอยู่ได้ด้วยใจราษฎร และต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงและหลักการปกครอง ถ้าสถาบันยืนหยัดต่อองค์ประกอบดังกล่าวนี้ไม่ได้ แสดงว่า สถาบันกษัตริย์ในเมืองไทยล้าสมัยต้องยกทิ้งแล้วครับ(องค์กรใดที่ปรับตัวตาม สภาพสังคม และวิวัฒนาการทางปกครองมิได้ ก็ต้องย่อยสลายไปตามกาลเวลา) แต่ถ้าคนไทยรักสถาบันอย่างใจจริง(บนพื้นฐานของความจริงที่เกิดจากเสรีภาพ) สถาบันก็อยู่ต่อไปได้ครับ คนจะโง่งี่เง่าอะไร ไม่มีใครตัดสินได้ (ยิ่งคุณเคยบอกว่า คนไทยยังไหว้ต้นไม้อยู่เยอะแยะ แสดงว่า คนไทยเหล่านั้นอยากหาที่พึ่งพิง? ถ้ากษัตริย์สามารถทรงสถานะให้เขาเป็นที่ "พึ่งพิงทางใจ" ตามระบอบการปกครองได้ พระองค์ก็ทรงอยู่ได้ครับ


“ผมให้เลย ถ้าหากมีการยกเลิก ม.112 จริง ก็จะมีการวิพากษ์สถาบันฯได้อย่างเสรีใช่มั้ยครับ แต่การวิพากษ์ มันก็มีการวิพากษ์ในทางที่ดีจริงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี แล้วใครจะรับผิดชอบครับ ถ้าหากมีคนปล่อยข่างเท็จ ปล่อยข่าวใส่ร้าย ทำลายสถาบัน ทำให้เกิดการเข้าใจผิดและเกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันในทางวงกว้าง”


แล้ว ทุกวันนี้ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเนื่องมาจากโครงการพรด. เช่น ปากพนัง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ(รายละเอียดคุณอ่านได้จากกระทู้ในฟ้าเดียวกัน) ซึ่งสังคมหุบปากเงียบไม่มีใครพูด ใครรับผิดชอบ? และอำนาจซ้อนระบบที่มันแทรกแซงปชต.ทุกครั้ง ใครรับผิดชอบครับ ตัวอย่างเช่น พระราชดำรัสที่ออกมาจากพระโอษฐ์ ที่ไม่มีใครร่างให้พูด ผมถามว่าถ้าเกิดความเสียหายขึ้น ใครรับผิดชอบ ถ้าเป็นเหตุจุดชนวนให้สังคมแบ่งฝ่าย ใครรับผิดชอบ! ฯลฯ ฯลฯ

คุณกำลัง มองข้ามผลประโยชน์ของ "รัฐ" แต่คุณให้ความสำคัญต่อ "ตัวกษัตริย์"มากกว่า! คุณเลิกอ้างเสียทีเรื่องพระคุณกู้ชาติบ้านเมือง ... สงครามจะชนะไม่ได้ถ้าขาดไพร่พล รวมถึงเสบียงอาหารที่ราษฎรเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ในทางเดียวกัน ถ้ามีแต่แม่ทัพ ก็ไม่มีทางรบชนะ

คุณต้องให้ความสำคัญต่อ "รัฐ" มากกว่าองค์กรหนึ่งองค์กรใดภายในรัฐครับ(สถาบันกษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐ ธรรมนูญ เพราะ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้มีขึ้น) ไม่เช่นนั้น ถ้าเราไปเน้นที่ตัวองค์กร องค์กรนั้น ๆ ล่ะ ที่จะทรงอำนาจถ่วงไปข้างนึง ตอนนี้ก็ปรากฏว่า อำนาจกษัตริย์เหยียบอำนาจรัฐ(อำนาจอธิปไตย)ไว้อยู่โดยสภาพ

ภาคที่4. : ระบอบประชาธิปไตย กับ สภาพสังคมไทย ไปสู่การยกเลิกมาตรา 112.


“ผมไม่ได้เพ้อเจ้อหรอกครับ ผมพูดด้วยความจริงล้วนๆ ว่าระบบความคิดและการศึกษาของคนไทยในปัจจุบัน รวมถึงสถานภาพทางสังคมนั้นยังไม่เหมาะที่จะยกเลิก ม.112 ประชาชนที่ถูกจ้างได้ด้วยเงิน ก็ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นๆ ม็อบการเมืองที่ผ่านมาหลายกลุ่ม(อย่าต้องให้เอ่ยถึงเลย)ถูกพิสูจน์ว่าไม่ได้ มาด้วยใจ แต่มาด้วยเงิน ผลสุดท้ายแตกกันเองอีก เพราะผลประโยชน์การเงินไม่ลงตัว

ส่วนบางกลุ่มถึงแม้จะไม่ได้ถูกจ้าง ด้วยเงิน แต่เพราะมีการศึกษาที่น้อย จึงทำให้ไม่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้เขาถูกหลอก ถูกชักจูงได้ง่าย อ่านใบปลิวโจมตีใส่ร้ายใคร ถ้าเขียนสำนวนดีๆ เขาก็เชื่อแล้วครับ ถ้าคนเขียนมีจิตวิทยาสูงประกอบกับคนอ่าน ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง”



ผมเข้าใจครับว่า คุณพยายามสะท้อนสิ่งที่คุณเห็น(และผมก็เห็นมัน) แต่สิ่งที่เห็น(มันเหมือนกัน) แต่สังเคราะห์ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน คุณมองว่า พวกเขาโง่ วิเคราะห์ไม่เป็น จึงเลือกคนที่คุณไม่ชอบ(ที่คุณเห็นข้อเสียของเขาเข้ามาในสภา) แต่ผม(ซึ่งพอจะมีการศึกษาบ้าง)กลับเห็นว่า มันเป็นความหลากหลายทางความคิด ปชต.ไม่ใช่เรื่องของความ "ดีล้ำเลิศที่สุด" แต่มันเป็น "เบ้าหลอมของความหลากหลาย" ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มานั้นจะเป็นอะไร เมื่อผ่านกระบวนการแห่งการคัดสรรนั้น ก็ต้องยอมรับ จะเป็นตะกั่ว หรือเป็นทองคำ เมื่อเอามาหลอมรวมกัน ผลจะออกมาเป็นโลหะอะไร คุณก็ต้องยอมรับมัน การยอมรับความหลากหลาย(แห่งทรรศนะและความแตกต่างทั้งปวง)ของสังคม ก็คือสิ่งที่สำคัญที่จะรักษาปชต.

ทุกวันนี้ มีความพยายาม "แบ่งแยก" ความหลากหลายต่าง ๆ แทนที่จะเป็นสังคมแห่งความกลมกลืนกัน (ใครคิดอะไรยังไง ก็ใคร่คิด) กลับเดียดฉันท์ "ถือตัว"ว่าตนเองเก่งฉลาด (อีโก้) มองคนอื่นที่มีสถานภาพต่ำกว่า(ทางศก.หรือสังคม) ว่า "ต่ำ" ผมไม่เข้าว่าว่า "ปชต.ของคนเหล่านี้" คือยังไงกันแน่? เพราะอย่างที่คุณพูด มันไม่ใช่ "เจตน์จำนงร่วมของปวงชน" แต่มันกลายเป็นเจตน์จำนงร่วมของ "กลุ่มชน"ในสังคมส่วนนึงเท่านั้น ที่ไป "พิพากษา"กลุ่มชนอีกส่วนว่า "โง่"

จะจริงหรือไม่ "ปชต."ไม่ถือว่าเป็นปัจจัยด้านการศึกษามาตัดสินครับ เพราะปชต.เกิดจาก ความหลากหลายทางสกุลรุนชาติ ให้คนเหล่านี้ มีสิทธิเท่าเทียมกัน

ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของ "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"ครับ คือ ถ้าคุณเป็น "มนุษย์" คุณย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิ เว้นแต่สมัยที่ยังมีทาส อันนั้นเราก็ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่จะยกเอาว่า แกมันโง่ ห้ามมีสิทธิเท่าฉันสิ ---อันนี้คุณ(หมายถึงคนที่คิดแบบนี้)ต้องกลับไปศึกษาปชต.เสียใหม่แล้วครับ

สิ่งที่จะสื่อสุดท้ายสำหรับประเด็นนี้คือ คุณมีความเห็นได้ แต่อย่าไปพิพากษาคนอื่น(คุณไม่ใช่ศาล) อย่าไปตราคนอื่นว่าเป็นตามความคิดของคุณครับ วาทกรรมสมัยนี้บิดเบี้ยวไปมาก มีคนพยายามสร้างวาทะเพื่อบั่นทอนอำนาจของราษฎร ผมเห็นแล้วรู้สึกระอาอยู่ทุกวัน(แต่มันหนีไม่ได้ ก็เลยต้องมาขยายความคิด เช่น ถกกับคุณอยู่นี่)


“ถึงแม้จะแก้กฎหมายได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่รักสถาบันฯจะรักน้อยลงนะครับ แต่ในขณะที่พวกหมิ่น ก็จะยิ่งหมิ่นมากขึ้นอีก แล้วยิ่งในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าทรงได้รับความเทิดทูนสูงขนาดไหน คนรักสถาบันมาเจอกับพวกหมิ่นอะไรจะเกิดขึ้นครับ คุณphuttipong อยากให้คนไทยแบ่งฝ่ายรบกันเองใช่มั้ย”


คุณสังเกตมั้ยว่า การมีกฎหมายห้ามหมิ่น มันทำให้ "การหมิ่น" มันดัง

แต่คุณลองเปิดเสรีสิ จะไม่มีใครมองว่า "การหมิ่น"เป็นของประหลาด และจะไม่มีใครสนใจประโคมข่าวกันนัก

เรื่องทางสังคม(กษัตริย์ถูกเทิดทูน) ผมอธิบายคุณแล้วหลายครั้ง ผมจะไม่ย้ำอีกครับ

ผม เข้าใจว่าคุณกำลังมองว่าคุณ "พูดเรื่องจริงอยู่" (ผมก็รู้ ฟดก.ก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง) แต่ผมบอกคุณว่า "จะเอาสิ่งที่วิปริตรมาตัดสินตัวหลักการไม่ได้" (หลักนี้ไม่ได้คิดขึ้นตามใจด้วย ดังที่เคยอธิบายไว้บ่อยแล้วในข้อเขียนครั้งก่อน ๆ ที่ส่งหาคุณ)


ภาคที่5. : สภาพการณ์ที่จะดำเนินไป ภายหลังจากยกเลิกมาตรา 112.

“ถ้าไม่มีมาตรา 112 แล้วถ้าพระมหากษัตริย์ถูกหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย จะให้สถาบันฯกษัตริย์ลงมาฟ้องร้องประชาชนเองเลยใช่มั้ยครับ??”

ถ้ากษัตริย์ ใช้สิทธิฟ้องร้อง จะหมายถึง กษัตริย์แยแสต่อสิ่งเล็ก ๆ น้อยน้อย แม้แต่คำวิจารณ์ !

การเรียกค่าเสียหายของกษัตริย์ ผมเชื่อว่า จะทำให้สถานะของกษัตริย์ยิ่งด้อยราคาลง ผิดกับการอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้สิ่งที่วิจารณ์--ถ้าไม่จริง ก็ไม่มีคนเชื่อไปเอง แต่ถ้าจริง กษัตริย์จะต้องสำนึกแก้ไข

ถามว่า กษัตริย์พึงมีสิทธิดังว่ามั้ย? ผมเห็นว่า "ต้องมี" แต่จะใช้สิทธินั้นหรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญาณของกษัตริย์เอง

เรื่อง นี้ผมรับหลักการมาจากคำอธิบายกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127(ซึ่งบังคับใช้สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์) โดย ศ.ดร.หยุด แสงอุทัย อธิบายเกี่ยวกับมาตราประเภทนี้ไว้ว่า :

"ความผิดทำนองที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา104 อนุมาตรา 1 ประเทศต่าง ๆ ไม่นิยมจะให้มีการฟ้องร้อง เพราะถือว่าเท่ากับแสดงว่ารัฐบาลอ่อนแอ กลัวเกรงจนกระทั่งคำพูดหรือหนังสือที่เอกชนโฆษณา และถ้ารัฐบาลดีจริงแล้ว การแสดงออกเช่นนั้นก็ไม่มีใครเชื่อถืออยู่เองเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ใน ตัว"


“ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนนั้น ถือเป็น "เอนกนิกรสโมสรสมมติ" กับ"ราชประชาสมาสัย"หมายความว่าพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน เกื้อกูลกัน และจะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นอันขาด

พูดง่ายๆเหมือนกับพ่อปกครองลูก ไม่ใช่"เทวดา"นะครับ วัฒนธรรมไทยลูกให้ความเคารพต่อพ่อ พ่อให้ความเมตตาต่อลูกครับ

ดัง นั้นพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงทำเด็ดขาดถ้าจะให้ฟ้องร้องประชาชนพสกนิกร นี้คือสิ่งที่จะไม่ทรงทำพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณีไทยคือผู้อภิบาล คุ้มครองพสกนิกร ดังนั้นจะทรงมีพระเมตตากรุณาต่อพสกนิกรเป็นอันดับแรก

กลับกันลูกในฐานะพสกนิกรแผ่นดิน จะไม่กล่าวร้าย และจะเทิดทูนเคารพพ่อของแผ่นดินอย่างสูงสุดครับ นี้คือประเพณีไทยที่คนไทยต่างยอมรับ”


1.ถ้ากษัตริย์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ก็ย่อมทำได้ตามวิจารณญาณส่วนพระองค์
2.ถ้า กษัตริย์ดีจริง ก็ไม่พึงแยแสต่อคำวิจารณ์ อีกนัยหนึ่งคือ กษัตริย์ต้องไม่ทรงสิ่งใดโดยพระองค์เองอยู่แล้ว(เว้นแต่จะ "ถูกขอ" และต้องมีผู้รับสนองฯ) ฉะนั้นเป็นการตัดขาดการกระทำทั้งปวง ซึ่งไม่เป็นเหตุให้วิจารณ์ และแม้นจะมีคนวิจารณ์ คำพูดนั้นก็ย่อมไม่มีคนเชื่อถือเอง ด้วยเหตุที่ไม่มีมูล ดังปรากฏในอังกฤษ ญี่ปุ่น ฯลฯ

กล่าวสั้น ๆ ว่า "ถ้าดีจริงก็อยู่ได้เอง และถ้าทนแม้แต่คำวิจารณ์ไม่ได้ หรือไม่ดีจริงก็สูญพันธุ์ไป"เท่านั้นครับ


“สามัญชนถ้าหากถูกหมิ่นประมาทหรือถูกโฆษณาในเรื่องไม่จริงทำให้เสื่อมเสีย ยังสามารถใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมได้ แต่นี้สถาบันฯไม่อยู่ในฐานะที่จะมาฟ้องร้องด้วย คุณได้กล่าวไว้แล้วถ้าสถาบันฯฟ้องเองก็จะทำให้ด้อยค่า

แล้วยังไงเหรอครับ หมายความว่าถ้าฟ้องเองก็เสีย ถ้าปล่อยไว้เฉยๆก็เสียอีกเพราะถือว่ายอมต่อข่าวเท็จ ข่าวลวงนั่นอีก
แบบนี้แล้วคุณ phuttipong จะให้สถาบันกษัตริย์ถูกทำลายลงไปเรื่อยๆหรือครับ”



กษัตริย์ มีสิทธิที่จะชี้แจงครับ(และมีสิทธิที่จะฟ้อง---แต่ถ้าฟ้องมันก็ดูเสื่อม ๆ) การชี้แจงย่อมกระทำได้ครับ โดยขึ้นอยู่ที่ตัวกษัตริย์และราษฎรว่า "เชื่อคำชี้แจงหรือไม่" มันเป็นเสรีภาพที่กษัตริย์มีได้ปกติ ตราบเท่าที่ไม่ใกล้ชิด(หรืออาจกระเทือน)ต่อ "อำนาจรัฐ"


“ถ้าใช้ตรรกะเดียวกับคุณ ถ้าผมถูกหมิ่นประมาท ก็อย่าฟ้องใช่มั้ยครับ เพราะถ้าฟ้องผมก็จะเสื่อม ให้ชี้แจงแทน โธ่ คุณ แค่ชี้แจงมันไม่พอหรอก การฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อมีเจตจำนงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองนะครับ ถ้าชี้แจงใครๆก็ชี้แจงได้ แต่มันจะไม่เคลียร์ เพราะไม่ได้รับการพิสูจน์อะไรเลยต่างกับการดำเนินคดี มีการต่อสู้กันใช้ชั้นศาล พิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วย พยานหลักฐาน ถึงจะเคลียร์”


ถ้ากษัตริย์ต้องการผูกใจเจ็บ หรือ เดือดร้อนตัวเอง ก็ต้องฟ้องเองครับ กษัตริย์ก็เป็นมนุษย์ ถ้ากลัวเสียหน้าก็ไม่ต้องฟ้อง

คุณกำลังยืนยันเสมอว่า "เจ้าวิเศษกว่ามนุษย์" ใช้กฎหมายมาตรฐานเดียวกับมนุษย์ไม่ได้!

ที่ผมบอกว่ามีสิทธิชี้แจง โดยอำนาจทางสังคม(หากไม่ผูกพยาบาท) ย่อมจูงใจให้คนเชื่อในตัวอยู่แล้ว ซึ่งต้องอยู่ที่ตัวกษัตริย์แต่ละพระองค์นั้นด้วย แต่ถ้าจะใช้สิทธิทางกฎหมายในการฟ้องร้อง ก็ทำได้ ถ้าคุณจะเอาเรื่องแต่กลัวอาย มันสมเหตุสมผลกันแล้วหรือ ! ตลกครับ


“เรื่องฟ้องร้อง ตามธรรมเนียมไทยผู้ใหญ่ไม่ลดตัวลงมาทะเลาะกับเด็ก ความเห็นที่จะให้พระมหากษัตริย์ฟ้องดำเนินคดีประชาชน จึงเป็นความเห็นที่ไม่ได้มองบริบทของสังคมไทยเลยครับ”

คราวก่อนคุณเพิ่งบอกเองว่า ถ้าไม่ให้สิทธิพระองค์เลย ก็จะกลายเป็นถูกจำกัดสิทธิยิ่งกว่าราษฎรทั่วไปที่ฟ้องร้องได้

และ ผมก็ได้อธิบายไปในคราวก่อนแล้วว่า กษัตริย์ทรงสิทธิที่จะใช้(เพราะพระองค์เป็นมนุษย์ ย่อมทรงสิทธิเท่ามนุษย์ด้วยกัน) แต่จะใช้หรือไม่? ให้เป็นวิจารณญาณของพระองค์


“คุณ phuttipong ต่อให้วันนี้ยกเลิก ม.112 โดยทันที ก็ไม่ได้หมายความว่า"การหมิ่น"จะถูกยกเลิกความเป็นของประหลาด คุณต้องเข้าใจว่าคนที่รักในหลวงและรักสถาบัน ไม่ใช่เพราะมีกฎหมายมาบังคับ หรือเพราะมี ม.112 แต่รักที่สถาบันทำประโยชน์ให้ชาติครับ ทำงานเพื่อประโยชน์สุขให้ประชาชน และวางตัวดีตลอด นี้คือสิ่งที่ผมและคนรักสถาบัน ยังรักและเคารพต่อในหลวง ขออภัยนะ ผมไม่ได้จะว่าคุณ มันเหมือนคุณกำลังดูถูกผม และ คนรักสถาบัน อื่นอยู่เลย มันเหมือนกับคุณกำลังสื่อว่า ถ้ายกเลิกกฎหมาย ม.112 แล้ว ผมและคนรักสถาบันจะเห็นว่าการหมิ่นไม่ใช่เรื่องประหลาด”

คือ คุณกำลังใช้มาตรฐานปัจจุบันอันเกิดจากความวิปริตผิดพลาด มาแสดงให้ผมเห็นว่า "พวกคุณเห็นว่ามันเป็นของประหลาดที่วิจารณ์เจ้า" คุณจะใช้ความรู้สึก ณ ความเชื่อและแวดล้อมเดิมไปตัดสินเหตุการณ์ทางสังคมไม่ได้(คล้าย ๆ กับ การห้ามเอาความรู้สึกปัจจุบันไปตัดสินสภาพในยุคประวัติศาสตร์) เพราะตัวแปรมันต่างกัน(เช่น กฎหมาย ข่าวสาร ความเสรีทางความคิด ฯลฯ )

สถาบัน ไม่ต้องทำงานครับ เพราะไม่ใช่ฝ่ายบริหาร(ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ผมอธิบายไปแล้วถึงหน้าที่ของพระองค์) ฉะนั้น ไม่ต้องทำงานเรียกเรตติ้งครับ คุณตัดสินกษัตริย์อีกแล้วว่าวางตัวดีโดยตลอด ผมถามว่า คุณเอาอะไรเป็นเกณฑ์ชี้วัด "สภาพจิตใจของคุณใช่มั้ย?"

ผมไม่เคยดูถูก เลยว่า พวกคุณจะต้องหัวอ่อนแปรพักตร์ (ผมจะดูถูกพวกคุณเฉพาะ คนที่ชอบด่ากราด) แต่ผมจะบอกคุณว่า ทุกวันนี้ที่เราเชื่อ(โดยไม่พิสูจน์)อย่างเลยตามเลยแบบนี้เพราะ ไม่มีการกระบวนการคิดกันจริง ๆ แจกแจงพฤติกรรมของพระองค์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมันทำให้มาตรฐานความคิดของคนไทยส่วนใหญ่ ก็คงมาตรฐานอยู่เท่าที่สมควรจะรู้หรือสมควรจะคิด ตามที่ถูกถ่ายทอดนำเสนอหรือโฆษณาการเท่านั้น


ภาคที่6. : คนไทยทุกคนล้วนเคยเป็น Royalist

“ต่อให้ยกเลิก ม.112 ตอนนี้ผมเห็นว่าสังคมจะแตกแยกหนักครับ เพราะถึงแม้จะวิพากษ์สถาบันได้ แต่จะเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างคนรักสถาบันฯกับคนต้านสถาบันฯ คุณ phuttipong น่าจะเข้าใจ เวลาเราเคารพศรัทธาเทิดทูนใครแล้ว มันมีความรู้สึกหวงแหน ปกป้อง เรียกว่าแทบจะตายแทนกันก็ได้”

ใช่ ผมเคยคิดเหมือนกันว่า "ผมยอมตายแทนท่านได้" แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนความคิด (ไม่รู้ว่าจะนอกเรื่องหรือเปล่า แต่ผมจะเล่า----ถ้าคุณรำคาญ ก็ข้ามส่วนนี้ไปได้ ไปดู quote ถัดไปเลย) คือ ผมจะวาดภาพให้คุณมองนะครับว่า โดยมากคนที่เปลี่ยนความคิดแบบผม(เป็นตัวอย่าง) แต่เดิมก็ "รักกษัตริย์"มากไม่น้อยไปกว่าคุณหรือ royalist หลาย ๆ คนเลย (เพราะสังคมสอนพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ว่า กษัตริย์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ปกบ้านป้องเมือง บลา ๆ ๆ คือ ทุกคนมีจุดกำเนิดที่หลอมรวมเหมือนกันหมดคือ ณ จุดนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป บางคนก็ได้ใส่ใจตรวจสอบความคิดของตน หรืออื่น ๆ รวมถึงความเชื่อเดิมของตน แล้วมาถึงจุดเปลี่ยน ที่เขาส่วนนั้นฉุกคิดในบางเรื่อง ขณะที่คนอีกส่วนก็รู้สึกว่าอยู่แบบทุกวันนี้ไม่มีปัญหาอะไร

ไม่ใช่ ว่า คนที่มองเห็นปัญหาจะยัดเยียดให้มันมีปัญหาขึ้นมา แต่มันมีอยู่ของมัน เพียงแต่ "จะแสดงอย่างไรให้คนอีกส่วนหนึ่งได้ลองคิดกันบ้าง" ปรากฏคือ มีคนอีกส่วนหนึ่งไม่ยอมรับฟังอะไรเลย ยืนยันแบบเดิม(โดยไม่เคยหักล้างตรรกะใด ๆ ทั้งสิ้น)

ไม่มีใครหัวอ่อน หรอกครับ ผมเชื่อว่า ทุกคนใน ฟดก.มีต้นทุนเดียวกันทั้งนั้น คือ "รักเจ้า" อารมณ์พลุ่งพล่านนี้ ทุกคนเคยมีครับ แต่คุณคิดดูสิว่า "คนที่ไม่เคยคิดอะไร" แต่กลับมาตราหน้า "คนที่เขาคิดต่าง" ว่า "งี่เง่า" มัน fair มั้ย

อย่างผม และคนที่ฟ้าเดียวกันหลายท่าน ก็พยายามรับฟังทุกความคิด และที่ผ่านมา royalist ก็มีคำถามรูปแบบเดิม(ซึ่งไม่เคยผลิตขึ้นใหม่) ทำให้ผมค่อนข้างเบื่อเหมือนกันกับคำถามซ้ำซาก...(คือที่คุณยกมาคุย มันจัดเป็นคำถามคลาสิคเลยก็ว่าได้ คุณลองไปดูกระทู้เก่า ๆ ก็จะรู้) ผมเชื่อว่า ผมไม่ใช่คนที่ถูกใครมาจูงเป็นวัวเป็นควาย เรื่องกษัตริย์นี่ผมระมัดระวังความคิดเป็นมาตรฐานพิเศษ มากกว่าเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินคนทั่ว ๆ ไป ทุก ๆ ครั้งที่คิด(ในตอนที่ผมเป็น royalist อยู่ พยายามขจัดอคติ รัก ชัง แบบผู้พิพากษา เอามาคิดบนฐานของหลักวิชา)ผมต้องตั้งสติเสมอ เพื่อไม่ให้หลงละเลยได้ เพราะอะไร? คนที่เคยเคารพเทิดทูนมาก่อน(อย่างมาก) จะถูกเหตุผล หรือตรรกะงี่เง่ามาทำลายไม่ได้


ผมเชื่อว่าคุณพยายามใช้เหตุผล ต่อสิ่งเหล่านี้ คุณต้องใช้เหตุผล(จริง ๆ จัง)อย่างถึงที่สุด (ตัดความรัก ความหลงออกไป) ผลลัพธ์คุณได้อะไรออกมา คุณก็เชื่อสิ่งนั้นไป แต่คุณต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนมันทุกเมื่อ(รวมถึงตัวผมด้วย) เพื่อไม่ให้ตนเองตกเป็นทาสความคิดนั้น


ภาคที่7. : ทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องแก้มาตรา 112

“คุณ phuttipong เห็นด้วยมั้ย ถ้าจะแก้ ม.112 ว่าไม่ให้ใครดูหมิ่น หมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้าย เว้นเสียแต่จะเป็นงานเขียนในเชิงวิชาการ ผู้เขียนต้องเขียนโดยมีเจตนาที่ดี เป็นสำคัญ ถ้าหากถูกกล่าวหาว่าหมิ่นก็สามารถต่อสู้คดีได้ ถ้าสิ่งที่เขียนนั้นเป็นจริงก็ไม่ผิด แต่ถ้าไม่เป็นจริง ผู้เขียนก็ไม่ต้องติดคุก แต่ต้องออกแถลงการแสดงความรับผิดชอบออกหนังสือพิมพ์ทุกฉบับชี้แจงความผิดตัวเองไว้ ถ้าไม่ยอมรับข้อนี้ก็ให้ติดคุกแทน ดีมั้ยครับ

ถือ ว่ายุติธรรมดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย สถาบันถูกวิพากษ์เพื่อให้ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น และนักวิชาการจะได้มีความรับผิดชอบ ไม่ด่ามั่วๆ เสรีภาพมันควรต้องมาพร้อมกับความ"รับผิดชอบ" ถูกมั้ยครับ ถ้าอยากวิจารณ์แต่ไม่ยอมรับผิดชอบก็อย่าวิจารณ์เลยครับ”


ผมเข้าใจ idea ของคุณนะครับ แต่ (ทำไมต้องมีคำนี้ด้วยนะ "แต่")
1.เจตนาที่ดี เอาอะไรเป็นเครื่องชี้วัด?
2.คุณจะเอานามธรรมมาใช้กับสังคมที่สลับซับซ้อนและเป็นเรื่องที่มีผลต่ออำนาจทางสังคมมิได้
3.จะจริงหรือไม่จริง(ข้อมูลนั้น ๆ ) ใครพิสูจน์ครับ? คนที่รักหัวปักหัวปำก็บอก "ไม่จริง" คนที่อคติ ก็จะบอกว่า "จริง"
4.ใน เมื่อสังคมไทย คุณบอกว่ารักกษัตริย์มาก แล้วจะเหลือที่ยืนให้แก่คนวิจารณ์ได้ยังไง ในเมื่อการพิสูจน์มันจะหามาตรฐานที่เที่ยงธรรมอะไรมาวัดข้อเขียนบุคคลนั้น

คือ กฎหมายแบบนี้ เป็นกฎหมายลักษณ์โบราณครับ รัฐสมัยใหม่(ที่เลิกระบบหมอบคลานหรือ ระบบไพร่ทาส) เขาไม่ใช้กฎหมายระบบนี้กันแล้ว double standard (ประเภทที่ว่า "ไพร่บังคับอย่างนึง" "เจ้าบังคับอีกอย่างนึง") จะมีไม่ได้ในสังคมที่(อยากจะ)เป็นประชาธิปไตย


ภาคที่8. : ตอกฝาโลง “กรณีการศึกษาคนไทย กับ ความเป็นประชาธิปไตย เทียบเคียงบรรทัดฐานกรณีพระมหากษัตริย์”


“ประชาธิปไตย"ต้องมี"การศึกษา"เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ประชาธิปไตย คือการปกครองที่ประชาชนปกครองด้วยตนเอง การที่ประชาชนจะปกครองด้วยตนเอง แน่นอนก็ต้องมีการศึกษา และความรู้ใช่มั้ยครับ ถ้าหากขาด 2 สิ่งนี้แล้ว การปกครองด้วยประชาชนก็จะล้มเหลว แตกแยก ขาดประสิทธิภาพ

ท่านพุทธทาส อริยบุคคลกล่าวไว้ว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนอาจจะบ้าๆบอๆก็ได้ แล้วเมื่อนั้นก็จะเป็นประชาธิปไตยที่เลว”



เรื่องนี้ ผมจะไม่ตีตราว่าคุณผิดนะครับ แต่ผมจะแสดงเหตุผลแย้งคุณ(เดี๋ยวคุณจะกล่าวหาผมว่า "จะพูดอะไร มันบอกผิดทุกอย่าง")
1.ประชาธิปไตยที่ปชช.มีความรู้ มันเป็นเป้าหมายสูงสุด หรือ เรียกว่ามาตรฐานสูงสุดครับ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ไปให้ถึง
2.ขณะ ที่ปชช.ยังไม่พรั่งพร้อมทุกคน ก็หาเป็นข้ออ้างในการตัดสิทธิ หรือบั่นทอนสิทธิของประชาชนได้ กล่าวคือ เขาก็ย่อมมีสิทธิในฐานะที่เป็นมนุษย์ ที่ท่านพุทธทาส กล่าว (ท่านไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ แต่ท่านกล่าวในมุมมองของท่าน อย่างไรก็ตามผมไม่เห็นด้วย) "ประโยชน์" คุณจะเอาอะไรมาชี้วัดครับว่า "มันคือประโยชน์ของประชาชน!" คุณต้องให้ประชาชนบอกครับว่า ""ประโยชน์ของเขาคืออะไร"

ถ้าสังคมส่วนนี้ ต้องการของแบบนี้ (จะดีหรือไม่ คุณได้พิพากษาไม่ได้!) ก็ต้องว่าตามมติของเขา

มิ เช่นนั้น ปชต.จะกลายเป็นว่า คนที่อ้างว่ามีความรู้ สามารถปฏิเสธความต้องการของคนที่เขาบอกว่า "ด้อยความรู้" และหยิบยกเอาสิ่งที่เขาอ้าง ว่าคือ "ประโยชน์" ไปยัดเยียดให้กับคนที่เขาไม่อยากได้ !

สิ่งที่คนส่วนใหญ่นั้น ๆ "ไม่อยากได้" คุณจะเรียกว่า "ประโยชน์"ได้ยังไง!?

ปชต.จะดีหรือเลว "ปวงชน" เป็นคนตัดสินครับ ไม่ใช่ "กลุ่มชน" มาคอยบงการความต้องการที่ตนเองมองว่าเป็น "ประโยชน์"

คุณอย่าเอา case นี้ ไปใช้กับกรณีกษัตริย์นะครับ เพราะมันแย้งกัน และมีสาระสำคัญที่แตกต่างกันอย่างยิ่ง กล่าวคือ

ความ ต้องการของคนส่วนใหญ่ จะเป็นไปเพื่อ "ทำลายเสรีภาพของตน"มิได้ ตามระบอบปชต. กล่าวคือ "คุณจะใช้เสรีภาพของตน เพื่อเอาไปทำลายเสรีภาพของตน มิได้" ดังนั้น การแจก "น้ำยาล้างตา" ที่ผม และหลาย ๆ ท่าน(ไม่ใช่ทุกท่าน)ในบอร์ดฟ้าเดียวกัน พยายามอธิบายซึ่งพยายามจำกัดภายใต้เหตุผล-ตรรกะ และหลักวิชา อย่างตรงไปตรงมา แต่ยังไงก็ต้องระมัดระวังพอสมควรกับกรณีกฎหมายปิดปาก

ที่ ผมสนทนากับคุยถกแบบนี้ ผมก็ระวังเหมือนกัน พยายามเลี่ยงในส่วนที่ต้องเลี่ยง และอิงให้เป็นการนำเสนอเชิงกึ่งวิชาการ เท่านั้น มาตรา50 แห่ง รธน.(อาจ)คุ้มครองผมอยู่ ในการใช้เสรีภาพทางวิชาการ

คุณตรึกอย่างใคร่ครวญดี ๆ ครับ อย่างมงายเชื่อ ไม่ว่าผม หรือ ใคร หรือความเชื่อเดิมของคุณเอง... !



============== จบบริบูรณ์ =================


บทความที่ผู้เขียนร้อยกรองขึ้นนี้ เชื่อว่าเป็นการตอบข้อกังขาหลัก ๆ และซ้ำ ๆ กันของทุกคนที่เป็น royalist ต้องมี และต้องถาม ผู้เขียนได้พยายามให้เหตุผลไว้โดยระมัดระวังให้ถูกต้องตามหลักการให้มากที่ สุด และพยายามรักษาดุลยภาพระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ระบอบประชาธิปไตย (หากประเทศไทยยังจะใช้รูปแบบแห่งรัฐเป็นราชอาณาจักรอยู่)

บทสังเคราะห์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112 แห่ง ป.อาญา(L'ese majest'e) จากตำราคำอธิบายของนักกฎหมายไทย

คำชี้แจง : บทความนี้ เป็นการประมวลกรอบความคิดเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยร้อยกรองตำราคำอธิบายกฎหมายอาญาฉบับมาตรฐาน(เท่าที่ผู้เขียนได้ค้นคว้า และ หาได้)ที่เป็นภาษาไทย รูปแบบของบทความจึงเป็นลักษณะการประมวลคำอธิบายมาตรา 112 (มิใช่ วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของบทบัญญัติมาตรานี้) ซึ่งบทความนี้ จะอำนวยความสะดวกของท่านผู้อ่านที่ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับความผิด ตามมาตรานี้ ตามสมควร

บทบัญญัติ มาตรา 112 เป็นความผิดในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[1]

มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า "ผู้ ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"

มาตรานี้ มีข้อความทำนองเดียวกับมาตรา 98 แห่งกฎหมายลักษณะอาญาเดิม[2] ซึ่งบังคับใช้ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชเรื่อยมากระทั่ง ปี พ.ศ.2500 ได้มีการยกเลิกกฎหมายลักษณะอาญาดังกล่าว แล้วบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาขึ้นแทน และได้คงการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ่านทอดมายังประมวลกฎหมาย ฉบับใหม่นี้

ตามมาตรา 112 มุ่งคุ้มครองบุคคลผู้เป็นประมุขแห่งรัฐ และผู้เป็นอุปกรณ์ในสถาบันดังกล่าว ได้แก่[3]
1.พระมหากษัตริย์ (The King) หมายถึง องค์ที่ทรงครองราชย์อยู่ขณะที่มีการกระทำความผิด มิใช่พระมหากษัตริย์ที่ทรงสละราชบัลลังก์แล้วหรือพระมหากษัตริย์ในอดีต มิฉะนั้นก็จะหาขอบเขตอันเป็นองค์ประกอบความผิดมิได้
2.พระราชินี ( The Queen ) หมายถึง สมเด็จพระมเหสีที่เป็นใหญ่กว่าพระราชชายาทั้งหลายซึ่งมีเพียงพระองค์เดียว ได้ผ่านการอภิเษกสมรส โดยเป็นพระมเหสีในพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ขณะมีการกระทำความผิด ไม่ใช่พระราชินีในรัชกาลก่อน แม้ยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม
3.รัชทายาท ( The Crown Prince) บางครั้งเรียกว่า "มกุฎราชกุมาร" หมายถึง พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงครองราชย์อยู่ และจะได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ตามนัยที่ตราไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467
4.ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ( The Regent ) หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ประมุขแทนพระมหากษัตริย์เป็นการชั่วคราว ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญ[4]

*องค์ประกอบความผิดในส่วน "การการกระทำ" ตามมาตรานี้ คือ
(1) หมิ่นประมาท (defamation) ได้แก่ การกระทำความผิดตามมาตรา 326 กล่าวคือ ใส่ความบุคคลตามมาตรา 112 ต่อบุคคลที่สาม (คือ ยืนยันข้อเท็จจริง โดยไม่ว่าจะเท็จ หรือ จะจริง ก็เป็นการใส่ความทั้งนั้น ) โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลตามมาตรา 112 เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง แม้คำพูดดังกล่าวจะไม่มีใครเชื่อก็เป็นผิดมาตรานี้ได้ดุจกัน[5]

การ หมิ่นประมาทนี้ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นกรณีหมิ่นประมาทต่อบุคคลผู้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งจะไม่ผิดตามมาตรา 326 แต่อาจไปผิดตามมาตรา 327 จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112หรือไม่? หากผู้ตายนั้นเป็นพระมหากษัตริย์ในพระบรมโกษฐ์ ตำราคำอธิบายทุกเล่ม กล่าวถึงการหมิ่นประมาทตามมาตรา 112นี้ให้เป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 326 ทั้งสิ้น แต่มาตรา 327 ก็เป็นความผิดในหมวด 3 ความผิดฐานหมิ่นประมาทดุจกัน ดังนี้ อาจเกิดสงสัยว่า การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์แล้ว จะผิดตามมาตรา 112 หรือไม่? ผู้เขียนเห็นว่า ไม่อยู่ในข่ายความผิดตามมาตรา112 เพราะมาตรานี้ มุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ในขณะที่กระทำความผิด มิฉะนั้นก็จะหาขอบเขตอันเป็นองค์ประกอบความผิดมิได้(เทียบคำอธิบายจาก เชิงอรรถ [3] )

ตัวอย่างกรณี "หมิ่นประมาท" พระมหากษัตริย์ ฯ :
คำพิพากษาฎีกาที่ 1081/2482 วินิจฉัยว่า นาย ก.อวดอ้างตนเป็นหมอรักษาโรคทางอาคม โดยไม่เรียกร้องค่ารักษา นาย ก.พูดอวดอ้างต่อชาวบ้านที่แตกตื่นมาให้นาย ก.รักษาว่า มือขวาของตนถือมีดพับนี้เป็นพระขรรค์แก้ว มือซ้ายเป็นจักรนารายณ์ เป็นหมอวิเศษณ์คนทั้งโลกสู้ไม่ได้ จะชี้ให้คนเป็นบ้า หรือตาย หรือเป็นอะไรได้ทั้งสิ้น นาย ก.จะเรียกพระเจ้าแผ่นดินกับรัฐธรรมนูญให้มากราบไหว้นาย ก.ก็ได้ ตัดสินว่า การกระทำของนาย ก.เป็นแต่การอวดอ้างให้คนทั้งหลายเชื่อว่าตนเป็นหมอวิเศษณ์ มิได้มีเจตนาจะมุ่งร้ายผู้ใด คำกล่าวของนาย ก. ไม่มีคำใดที่จะทำให้คนทั้งหลายดูหมิ่นหรือเกลียดชังผู้ใดเลย จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 98 แห่งกฎหมายลักษณะอาญาเดิม ซึ่งใช้คำว่า "ผู้ใด ฯลฯ หมิ่นประมาท ฯลฯ"

(คำพิพากษา ฎีกา 1081/2482 ท่านศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ให้ข้อสังเกตว่า แม้จะเคยถือว่า หมิ่นประมาทตามนัยนี้ให้ถือเป็น "ดูหมิ่น"ด้วยก็ตาม แต่เฉพาะคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยไปในทางหมิ่นประมาทตามมาตรา 282 แห่งกฎหมายลักษณะอาญาเดิม ซึ่งบัญญัติถึงการกล่าวอันจะทำให้คนทั้งหลายดูหมิ่นเกลียดชังเท่านั้น แต่ตามกฎหมายใหม่(ประมวลกฎหมายอาญา)นี้ บัญญัติขยายความออกไปถึงการดูหมิ่นด้วย ตามตัวอย่าง(ฎีกากรณี)เช่นนี้คงต้องเป็นความผิดตามมาตรา 112)

คำพิพากษาฎีกาที่ 51/2503 จำเลย กล่าวถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นที่ประชุมสาธารณะนั้น จำเลยจะยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา329 มาแก้ตัวให้พ้นผิดหาได้ไม่ [6]

(2) ดูหมิ่น (insult)ได้แก่ การกระทำความผิดตามมาตรา 393 แต่ไม่จำต้องกระทำซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา แม้กระทำลับหลังก็เป็นความผิดได้ [7] กล่าวคือ เป็นการสบประมาท ดูถูกเหยียดหยาม หรือแสดงกิริยาอาการเหยียดหยาม เช่นด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือ กล่าวต่อบุคคลนั้นด้วยคำสามัญ แต่มีความหมายเป็นการดูหมิ่น , ด่าว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน , ด่าบิดามารดา , ถ่มน้ำลายรด , ยกส้นเท้าให้ เป็นต้น [8] ถ้าไม่มีการกล่าวต่อบุคคลที่สามย่อมเป็นผิดฐานดูหมิ่น และถ้าแม้นเข้าลักษณะการดูหมิ่นแล้ว แม้จะกล่าวดูหมิ่นต่อบุคคลที่สาม ก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ เพราะการดูหมิ่นไม่ใช่การกล่าวใส่ความตามมาตรา 326 [9]

ทั้งนี้ การไม่แสดงความคารวะตามที่ควร ไม่ถือว่าเป็นการ "ดูหมิ่น" [10]

แม้จะมีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกากรณี "ดูหมิ่น" พระมหากษัตริย์ ฯ ดังตัวอย่างต่อไปนี้:

คำพิพากษาฎีกาที่ 1294/2521 วินิจฉัย ว่า ขณะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ประชาชนยืนตรงถวายความเคารพ จำเลยกล่าวว่า "เฮ้ย เปิดเพลงอะไรเว้ย ฟังไม่รู้เรื่อย" และไม่ยืนตรง ถ้อยคำที่กล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 112 ก็ตาม

(จากคำพิพากษาฎีกาที่ 1294/2521 ผู้เขียนเห็นว่า ตามคำพิพากษานี้ ประกอบด้วยการกระทำสองส่วน คือ 1)การไม่แสดงความเคารพสักการะตามสมควร 2)การกล่าว "ดูหมิ่น" ดังนั้น ตามคำพิพากษานี้ หาใช่จะด่วนสรุปว่า "การไม่แสดงความเคารพตามสมควร" ถือเป็นการดูหมิ่นแล้วไม่ ด้วยเหตุที่ว่า หาก "การดูหมิ่น" กว้างขวางรวมถึงการงดเว้นการกระทำความเคารพอันล่วงล้ำเข้าบังคับจิตใจของ ราษฎรแล้ว อาจขัดต่อนโยบายของกฎหมายอาญา ซึ่งห้ามตีความโดยการขยายความเกินจากตัวอักษรและเจตนารมณ์(เช่น ไม่ไหว้ภิกษุ เป็นตัวอย่าง ก็หาเป็นการดูหมิ่นศาสนาไม่ :การแสดงการเคารพเป็นเรื่องของจิตใจของราษฎร การไม่แสดงฯ ก็หาใช่การเหยียดหยามพระมหากษัตริย์ไม่ และมิใช่หน้าที่ของกฎหมายที่จะบังคับการแสดงออกนั้นของราษฎร)

(3) แสดงความอาฆาตมาดร้าย (threaten) ได้แก่ การแสดงออกด้วยกิริยาหรือวาจา หรือโดยวิธีการใด ๆ ด้วยความพยาบาทมาดร้ายว่า จะทำให้เสียหายในทางใด ๆ อันมิใช่เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม(หรือสิทธิตามกฎหมาย) ถือว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายได้ทั้งสิ้น[11] โดยต้องเป็นการแสดงว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในอนาคต และไม่จำเป็นต้องได้โกรธแค้นเคืองกันมาก่อน เช่น ขู่ว่าจะปลงพระชนม์ จะทำร้าย หรือจะกระทำให้เกิดภยันตรายต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณก็ตามอันไม่ใช่การใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ว่าจะมีเจตนากระทำตามที่ขู่หรือไม่ โดยขู่หรือแสดงออก มุ่งต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ [12]

*องค์ประกอบความผิดในส่วน "จิตใจ" ตามมาตรานี้ คือ เจตนา เช่น เจตนาหมิ่นประมาท , เจตนาดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายโดยรู้ว่า ผู้ที่กระทำต่อนั้นเป็นบุคคลตามมาตรา 112. [13]กล่าวคือ โดยผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงถึงสถานภาพของบุคคลดังกล่าว และประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำของตน หากเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง ก็รับโทษเท่ากับการกระทำต่อบุคคลทั่วไป [14]

พิจารณาตัวอย่างแนวทางการพิเคราะห์เจตนาหมิ่นประมาทฯของศาลฎีกา ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2354/2531 จำเลย กล่าวว่า ถ้าเลือกเกิดได้จะเกิดใจกลางเมืองพระบรมมหาราชวัง ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระ ไม่ต้องมายืนตากแดดพูดให้ประชาชนฟัง ถึงเวลาเที่ยงก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง พอตกเย็นก็เสวยน้ำจัณฑ์ให้สบายอกสบายใจนั้น เป็นการกล่าวเปรียบเทียบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ องค์รัชทายาท ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ฯลฯ พยานทุกปากประกอบด้วยบุคคลจากหลายท้องถิ่นและหลายสาขาอาชีพ ทั้งราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร นักการเมือง ครูอาจารย์ ทนายความ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวนา ล้วนเบิกความให้ความเห็นสรุปได้ว่า จำเลยกล่าวหาใส่ความว่า ทั้งสามพระองค์ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบายไม่ต้องปฏิบัติภารกิจใด ๆ เอาแต่พักผ่อนและดื่มสุรา อันแสดงว่าประชาชนโดยทั่วไปต่างเห็นว่า จำเลยเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ องค์รัชทายาท การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112.

บทความสังเคราะห์คำอธิบายมาตรา 112 นี้ ท่านผู้อ่านคงได้ประโยชน์ในการใช้ระมัดระวังตนเองได้ตามสมควร และเป็นการทำความเข้าใจร่วมกัน โดยประมวลความรู้จากตำราคำอธิบายที่ได้รับความเชื่อถือสูงในวงการนิติศาสตร์ ไทย

ท่านผู้อ่านคงเห็นได้ว่า กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มาตรา 112 คุ้มครองบุคคลตามมาตรานี้อย่างกว้างขวาง เป็นการอันตัดสิทธิในทางวิจารณ์โดยสิ้นเชิง หรือแม้แต่จะกล่าวถึงยังต้องระมัดระวัง เข้าใจว่าเป็นผลจากรัฐธรรมนูญแทบทุกสมัยที่รับรองตามมาตรา 8 ตามรธน.ฉบับปัจจุบัน(พ.ศ.2550) ที่ว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้…"

แต่ก็น่าพิจารณาว่า "สิทธิ"ที่พระมหากษัตริย์(พึง)ได้ตามรัฐธรรมนูญนี้ หามีเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญในการกำหนดเหตุแห่งการถูกระงับสิทธิไว้เลยไม่ เรื่องนี้เป็นการเขียนกฎหมายแบบปลายเปิด ทำให้อำนาจโน้มเอียงไปยังองค์กรหนึ่งองค์กรใดอย่างชัดแจ้ง เป็นเหตุให้ระบบอำนาจวิปริตรเสียระบบ.


เชิงอรรถ :

[1] ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐ ความผิดต่อสถาบันประมุขบัญญัติไว้ในมาตรา 107 ถึงมาตรา 112 ; รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิด และลหุโทษ , พิมพ์ครั้งที่2 , (กรุงเทพ : วิญญูชน) หน้า 228.

[2] ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ , คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค2 ตอนที่ 1 , พิมพ์ครั้งที่ 3 ,(กรุงเทพฯ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา)หน้า 1112. , กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127(เดิม) บัญญัติว่า "ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย หรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระมเหสีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่าเจ็ดปีและให้ปรับไม่เกินกว่าห้าพันบาท ด้วยอีกโส
ดหนึ่ง".

[3] ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ , หัวข้อ 497. ; เทียบ ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , กฎหมายอาญา ภาค2-3 , พิมพ์ครั้งที่ 10 , (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) หน้า 20. ; รองศาสตรจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , หน้า228 . ; ศาสตราจารย์ สุปัน พูนพัฒน์ , คำอธิบายเรียงมาตรา ประมวลกฎหมายอาญา เล่ม2 , (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติบรรณการ) หน้า 11-12.

[4] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 18-20.

[5] ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย , ประมวลกฎหมายอาญา เล่มที่ 1 มาตรา 107 ถึงมาตรา 205 , (กรุงเทพฯ : จิรรัชการพิมพ์) หน้า112 ; รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , หน้า 231 ; ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า ถ้าการหมิ่นประมาทนั้น เป็นการพูดจริง ก็อาจเป็นเหตุยกเว้นโทษได้ ถ้าเข้าเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 330 กล่าวคือ (1) กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท (2) พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง แต่ห้ามมิให้พิสูจน์ เมื่อ
ก.ข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และ
ข.การพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน (ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , หน้า253-254.)

[6] มาตรา 329 บัญญัติว่า "ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
(2)ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
(3)ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
(4)ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท"

ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 51/2503 วาง คำพิพากษาปฏิเสธการในสิทธิตามมาตรา 329 ที่ได้ยกเว้นความผิดไว้ ผู้เขียนเข้าใจว่า ศาลอาจเห็นไปในทางที่ พระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่พึงเคารพสักการะตามรัฐธรรมนูญอยู่ในฐานะที่จะ ละเมิดมิได้ ย่อมอยู่เหนือการติชมใด ๆ ทั้งสิ้น และผู้เขียนเข้าใจว่า เหตุผลดังกล่าวเป็นที่มาของมาตรา 112 แต่ต้องมองอีกด้านด้วยว่า การที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการติชม เป็นเพราะพระมหากษัตริย์ จะต้องไม่กระทำการใด ๆ (โดยพระองค์เองเลย) ฉะนั้น ผู้ที่ไม่กระทำการใด ๆ จึงกระทำผิดมิได้

ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย และ ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย อธิบายว่า ความผิดตามมาตรา 112 นี้เป็นความผิดพิเศษ บัญญัติไว้โดยคำนึงถึงฐานะของบุคคลที่ถูกกระทำโดยเฉพาะ ฉะนั้น บทบัญญัติมาตรา 329 มาตรา330 มาตรา331 ย่อมนำมาใช้แก่ความผิดตามมาตรานี้มิได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า ศาลควรหันมาพิจารณา หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่า พระมหากษัตริย์ละเลยหลักปฏิบัติดังกล่าว(ตามหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่ไม่เป็น ลายลักษณ์อักษร) จำเลยก็สมควรมีสิทธิกล่าวอ้างตามมาตรา 329 นี้ได้ ซึ่งเป็นไปตามหลัก Power and Accountability (กล่าวคือ ทรงกระทำการใดโดยพระองค์เอง โดยไม่ผ่านผู้รับสนองฯ) ซึ่งน่าจะเป็นวิธีพิจารณาที่สอดรับต่อหลักการรัฐธรรมนูญทั่วไป(ตาม ประชาธิปไตยแบบสากล)มากกว่าการตัดสินโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงด้านสถานะโดยตำแหน่งเพียงถ่ายเดียว.

[7] รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , หน้า 230 ; ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย , หน้า1127 ; ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ,หน้า 1112.

[8] ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , อ้างแล้ว , หน้า 21-22 ,41-44 , 381-382 ; ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , คำอธิบายกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 , พิมพ์ครั้งที่ 6 , (กรุงเทพฯ : วิญญูชน) หน้า401.

[9] ศาสตราจารย์ สุปัน พูนพัฒน์ , หน้า 75-76.

[10] ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , กฎหมายอาญา ภาค2-3 , หน้า 22.

[11] ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย , หน้า112.

[12] ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , เพิ่งอ้าง ; ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ , อ้างแล้ว.

[13] ศาสตราจารย์ สุปัน พูนพัฒน์ , หน้า17.

[14] รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , หน้า 231.


Create Date : 27 กรกฎาคม 2552
Last Update : 27 กรกฎาคม 2552 19:13:03 น. 1 comments
Counter : 829 Pageviews.

 
ดีมากเลยครับ ขอบคุณครับ


โดย: jhorn IP: 112.142.108.253 วันที่: 10 กันยายน 2553 เวลา:18:58:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.