|
|
|
*** ตามรอยพระอรหันต์ ของพระพุทธทาสภิกขุ 4 ***
" ภิกษุ ท.! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้นคืออะไร ?
คือการสำเนียกให้ได้ว่า เราจักเป็นผู้คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย,
ได้เห็นรูปด้วยตา ....ฟังเสียงด้วยหู .... ดมกลิ่นด้วยจมูก ....ลิ้มรสด้วยลิ้น ....
รับสัมผัสด้วยกาย ....รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
จักไม่ถือเอาโดยนิมิต จักไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ,
บาปอกุศลคือ อภิชฌาและโทมน้ส มักไหลไปตามบุคคล
เพราะไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย."
อินทรีย์ที่ฝึกอยู่ในอำนาจแล้ว มีลักษณะอย่างไร ?
อินทรีย์ ในที่นี้ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รวมหกอย่าง
เมื่อฝึกอยู่ในอำนาจของผู้ฝึกแล้ว
ย่อมอ่อนโยนตามความปรารถนาของบุคคลผู้เป็นเจ้าของทุกๆอย่าง.
เมื่อเจ้าของให้เฉยก็เฉย เพื่อความเป็นสุขของเจ้าของ
เมื่อเจ้าของต้องการให้รู้สึกไปอย่างอื่นในฝ่ายที่เป็นกุศล
ก็เป็นไปตามปรารถนา เช่นจะให้รู้สึกในอาหารที่จืดชืดที่สุด ว่าอร่อยที่สุด
เพื่อเกิดความสันโดดในอาหารนั้นก็ได้ จะให้เกิดความรู้สึกว่า จืดชืด ไม่เป็นรส
เป็นของปฏิกูล ในขณะที่อาหารอร่อยและเขาจัดมาอย่างประนีตก็ได้ ฯลฯ
เห็นเป็นของเสนาสนะกลางดิน เป็นเสนาสนะที่มีความสุขเท่าปราสาทชั้นเลิศก็ได้
เหล่านี้ ถ้าเราสังเกตให้ดีแล้ว
จะเห็นความสุขเกิดแต่ความสำรวมอินทรีย์อย่างไม่น้อย
มนุษย์เราต้องทนทุกข์ทางใจ ก็เพราะบังคับอินทรีย์ไม่ได้ตามใจปรารถนา
หรือแทนที่จะเป็นฝ่ายบังคับอินทรีย์ ก็กลับเป็นฝ่ายที่ถูกอินทรีย์บังคับไป
เป็นบ่าวของอินทรีย์ จนตลอดชีวิตของปุถุชน
การบังคับนั่นแหละ เป็นเครื่องหมายแห่งการชนะอินทรีย์
พระองค์ตรัสลักษณะของอินทรีย์ที่ถูกอบรมแล้ว ไว้ดังนี้
" อานนท์ ! อินทรีย์ที่อบรมเจริญแล้วอย่างประเสริฐนั้นเป็นอย่างไร?
อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นรูปด้วยตา ฯลฯ เป็นต้น
ความพอใจ ความไม่พอใจ ความทั้งพอใจและไม่พอใจเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ
ถ้าเมื่อเธอปรารถนา จะให้ตนเองรู้สึก ในสิ่งอันปฏิกูล ว่าไม่ปฏิกูลก็ย่อมได้
จะให้รู้สึกในสิ่งอันไม่ปฏิกูลและสิ่งอันปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งปฏิกูล ดังนี้ ก็ย่อมได้
หากจะหวังสืบไปว่า เราพึงเว้นสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองอย่างเสีย
แล้วเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเพ่งอยู่ ดังนี้ ก็ย่อมได้
อานนท์ ! นี้แล คือ อินทรีย์ที่อบรมเจริญแล้วอย่างประเสริฐ "
|
| Create Date : 12 ตุลาคม 2550 |
| Last Update : 18 มิถุนายน 2551 18:24:13 น. |
| |
|
|
|
|
|
*** ตามรอยพระอรหันต์ ของพระพุทธทาสภิกขุ 3 ***
5. เมื่อได้รับสัมผัสทางกาย
ก็ไม่ถือโดยนิมิต ว่าสัมผัสนี้อ่อน แข็ง นุ่มนวล ฯลฯ
ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ ว่าเป็นสัมผัสของหญิง ของชาย ฯลฯ ของฟูก ฟาก เป็นต้น
กำหนดเพียงว่า กระทบสัมผัสเท่านั้น ไม่ซาบซ่านเพราะพอใจ หรือเร้าร้อนเพราะไม่พอใจ
นี่ชื่อว่า ชนะสัมผัสทางกายซึ่งเรียกว่า โผฏฐัพพะ
6. เมื่อธรรมารมณ์เกิดกับใจ
ไม่ถือเอาโดยนิมิต คือไม่ทำความรู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องโศก เรื่องรัก
เรื่องเพลิดเพลิน เรื่องน่ากลัว ฯลฯ เป็นต้น
ไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะว่า เกิดแต่ผู้นั้นผู้นี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ตอนนั้น ตอนนี้
ตอนนั้นดี ตอนนั้นไม่ดี อันจะทำให้เกิดความพอใจ และไม่พอใจ
โดยไร้ประโยชน์ แต่จะพิจารณาให้เห็นความกลับกลอกแปรปรวน
เป็นธรรมดาของเวทนา สุข ทุกข์ ฯลฯ นั้นๆอยู่เสมอ นี่เป็นการชนะธรรมารมณ์
วิธีทั้งหมดนี้ พึงเข้าใจว่า ไม่ได้ทำให้เฉยเป็นคนวิกลจริต
หรือเสียกิจการงานไปแต่อย่างใด
คงมีความรู้สึกในการดำเนินกิจการต่างๆได้ตามปกติ
ไม่ผิดพลาดเสียหาย เพราะทำด้วยความสงบหนักแน่นเยือกเย็นและมีสติสมบูรณ์
ไม่ได้ทำ - พูด - คิด ด้วยใจอันกำหนัดไหลหลง หรือเดือดแค้น เป็นฟืนเป็นไฟ
อันเป็นลักษณะของผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ต่างหาก
" ภิกษุ ท.! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้นคืออะไร ?
คือการสำเนียกให้ได้ว่า เราจักเป็นผู้คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย,
ได้เห็นรูปด้วยตา ....ฟังเสียงด้วยหู .... ดมกลิ่นด้วยจมูก ....ลิ้มรสด้วยลิ้น ....
รับสัมผัสด้วยกาย ....รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
จักไม่ถือเอาโดยนิมิต จักไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ,
บาปอกุศลคือ อภิชฌาและโทมน้ส มักไหลไปตามบุคคล
เพราะไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย."
อภิชฌา และ โทมนัส คืออะไร ?
อภิชฌา แปลตามศัพท์ว่า ความเพ่งเเฉพาะ ได้แก่
เพ่งด้วยความอยากได้ในสิ่งที่ตนเห็นแล้ว เป็นต้น เรียกสั้นๆในภาษาไทย ว่า
ความพอใจ
โทมนัส แปลตามศัพท์ว่า ความมีใจชั่ว ได้แก่ความโกรธแค้น
เพราะเกลียดสิ่งนั้นๆที่ตนเห็นแล้ว เป็นต้น เรียกสั้นๆในที่นี้ว่า
ความไม่พอใจ
เมื่อรวมเข้าทั้งสองอย่างเป็น อภิชฌาและโทมนัส ก็แปลสั้นๆว่า
ความพอใจ และความไม่พอใจ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า
ความยินดียินร้าย
ทั้งสองอย่างนี้ เป็นอกุศลธรรมอันลามก เพราะทำความชั่ว ทุกๆประการ
ให้เกิดแก่ผู้ไม่สำรวมอินทรีย์นั้นๆ เมื่อคนเราข่มความอยากไว้ไม่อยู่
ก็ลุแก่อำนาจความอยาก อันเป็นเหตุให้ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
เพื่อได้สิ่งที่ตนอยากนั้นทันทีที่โอกาสอำนวย
หรือพยายามอยู่จนกว่าโอกาสอำนวย ส่วนโทมนัส หรือความโกรธแค้นยินร้าย
ก็ทำนองเดียวกัน อาจทำให้ฆ่ากันได้แม้กระทั่งมารดาของตน เป็นต้น
จึงได้นามว่า อกุศลอันลามก เป็นมูลเหตุให้ทำ อกุศลอันลามกอันอื่นอีกต่อไป
อภิชฌาและโทมนัส หรืออกุศล อันมีมูลมาจาก อภิชฌาและโทมนัส
ย่อมหลั่งไหล
ไปสู่ผู้ ไม่สำรวมอินทรีย์ อยู่เสมอ ทั้งในขณะนั้นและในขณะต่อไป
จึงทรงสอนให้สำรวมอินทรีย์ ถ้ามิฉะนั้น เวลาวันหนึ่งๆ ในชีวิต จะเต็มไปด้วย
ความยินดียินร้าย ซึ่งเป็นเครื่องเผาลนให้เร่าร้อนอยู่เสมอ
|
| Create Date : 11 ตุลาคม 2550 |
| Last Update : 11 ตุลาคม 2550 8:27:51 น. |
| |
|
|
|
|
|
*** ตามรอยพระอรหันต์ ของพระพุทธทาสภิกขุ 2 ***
การสำรวมอินทรีย์
บาลีที่เป็นอุทเทสคือ
" ภิกษุ ท.! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้นคืออะไร ?
คือการสำเนียกให้ได้ว่า เราจักเป็นผู้คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย,
ได้เห็นรูปด้วยตา ....ฟังเสียงด้วยหู .... ดมกลิ่นด้วยจมูก ....ลิ้มรสด้วยลิ้น ....
รับสัมผัสด้วยกาย ....รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
จักไม่ถือเอาโดยนิมิต จักไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ,
บาปอกุศลคือ อภิชฌาและโทมน้ส มักไหลไปตามบุคคล
เพราะไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย."
( มหาอัสสปุรสูตร มู.ม.ล.๑๒ น. ๔๙๙ บ. ๔๖๕ )
อินทรียสังวร คือการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกอย่างไว้
ด้วยหวังว่า รูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส และความรู้สึกนึกคิดขึ้นในใจเอง
อย่าทำความรักใคร่ พอใจยินดี
หรือความโกรธเคืองหงุดหงิดยินร้าย ให้เกิดขึ้นในใจของตนได้.
การไม่ถือโดยนิมิต และอนุพยัญชนะ ได้แก่กิริยาเช่นไร
คือ...........
1. เมื่อได้เห็นรูปอันยั่วยวน
ก็ให้มีสติควบคุมตนให้เพ่งมองไปในทางเห็นเป็นของว่าง,
ประกอบไปด้วยธาตุ , เป็นของปฏิกูล , แต่ฉาบทาลูบไล้ไว้ด้วยผิวที่ลวงตาภายนอก.
และให้มองซึ้งถึงความไม่เที่ยงแปรปรวน, ความทนทรมาน, ความไม่มีแก่นสาร
ซึ่งซ่อนอยู่ในรูปนั้น ให้เห็นสักว่ารูป ไม่ทำในใจว่ามนุษย์ผู้หญิงชาย
เด็กผู้ใหญ่ สาวหนุ่ม ฯลฯ เป็นต้น
นี่เรียกว่า ไม่ถือโดยนิมิต
และไม่เพ่งเฉพาะส่วนๆ ว่า ตา หู จมูก แก้ม คาง มือ เท้า ฯลฯ
งามไม่งาม เป็นต้น
นี่เรียกว่า ไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ
ถ้าจะต้องคบหาสมาคมกับรูปนั้นๆ ตามหน้าที่ของมนุษย์ทั่วไป
ก็คุมใจ ให้กำหนดอยู่แต่ธุระหรือหน้าที่ ไม่ให้เลยไปยึดเอาโดยนิมิต หรือ
อนุพยัญชนะ ทั้งฝ่ายที่ยั่วยวน และฝ่ายยั่วโทสะ .
ทำได้เช่นนี้ ชื่อว่า เป็นผู้สำรวมตาได้เป็นอย่างดี เป็นผู้ชนะ
ไม่มีอันตรายเกิดจากรูป คนชนิดนี้แทนที่จะหลงรูป
กลับพบความจริงแห่งรูปทุกๆชนิดที่ประสบ.
2. เมื่อได้ฟังเสียงอันยั่วยวน หรือยั่วโทสะ ก็มีวิธีอย่างเดียวกัน
ไม่ถือโดยนิมิต
คือ ไม่ผูกใจว่าเสียงหญิง เสียงชาย เสียงปี่ เสียงฆ้อง เป็นต้น
ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ คือไม่ทำการกำหนดเป็น เสียงโกรธ เสียงรัก เสียงขม
หรือเสียงกระทบเสียดสี แดกดัน ฯลฯ เสียงทุ้ม เสียงเอก เป็นต้น
ซ้ำยังพิจารณาเห็นกระทั่งอวัยวะหรือวัตถุที่ทำให้เกิดเสียง
และธรรมชาติของเสียงนั้นๆ
โดยความเป็นธาตุ เป็นของว่าง โดยนัยเดียวกัยการเห็นรูป มีความรู้สึกเพียงว่า
เสียงดังขึ้น เสียงดังอยู่! เสียงเงียบไปแล้ว!เท่านั้น
เช่นนี้ชื่อว่า สำรวมอินทรีย์ คือหู ไว้ได้ เป็นผู้ชนะเสียง
รู้สึกเสียงลึกซึ้งถึงความจริง
3. เมื่อได้ดมกลิ่น ไม่ถือโดยนิมิตว่า กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น
กลิ่นฉุน กลิ่นเน่า ฯลฯ เป็นต้น
และไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ คือ คิดสืบค้นไปว่า เป็นกลิ่นผู้ชาย กลิ่นผู้หญิง
กลิ่นน้ำอบ กลิ่นเนื้อ กลิ่นดอกไม้ ฯลฯ เป็นต้น
แต่จะเพ่งในใจถึงที่เกิด ความยั่วยวน ความน่าเกลียด ฯลฯ
ของกลิ่นนั้นๆ แล้ว และเฉยได้
เพราะเห็นความไม่ใช่ตัวตนอันจะพึงยึดถือของกลิ่น
เช่นนี้เรียกว่าเป็นผู้ชนะกลิ่น พึงเข้าใจว่า การชอบใจเพราะหอม
หรือเกลียดเพราะเหม็น เป็นการแพ้เท่ากัน
ต้องเฉยได้ทั้งสองอย่างจึงจะชื่อว่าชนะ
4. เมื่อได้ลิ้มรส ไม่ถือว่ารสของคาว ของหวาน เปรี้ยว เค็ม ขม ฯลฯ
และไม่ถือโดยอนุพยัญชนะว่ารสพริก รสเกลือ รสน้ำตาล รสกลมกล่อม
รสกร่อย รสชืด
เพราะสิ่งนั้นมากไป สิ่งนี้น้อยไป หรือมีสิ่งที่ไม่ต้องการเจือลงไป เป็นต้น
ตลอดถึงกำหนดว่า รสนี้ปรุงโดยคนนี้ หรือคนครัวชั้นนั้นชั้นนี้ เป็นต้น
เป็นผู้สำคัญเพียงว่า รส แล้วบริโภคพอสมควร
แก่ประมาณเพียงพอเพื่อยังอัตตภาพให้เป็นไปได้
ไม่มีความพอใจ หรือขุ่นใจแต่ประการใดเลย ทำลิ้นให้เหมือนไม่มีประสาท
|
| Create Date : 10 ตุลาคม 2550 |
| Last Update : 10 ตุลาคม 2550 12:38:54 น. |
| |
|
|
|
|
|
*** ตามรอยพระอรหันต์ ของพระพุทธทาสภิกขุ 1 ***
คำปรารภ
ชีวิตแห่งบุคคล ผู้ดำเนินตามรอยพระอรหันต์
ไม่ได้มีหลักว่าจะต้องนั่งหลับตาภาวนาอยู่ดายไป
แต่มีหลักสำคัญอยู่ว่า
จะต้องหมุนใจตนให้ตรงต่อแนวทางแห่งความสุขที่แท้จริงตามลำดับ
ตามคำสั่งสอนของพระองค์เท่านั้น
  
หนังสือ ตามรอยพระอรหันต์ เป็นหนังสือธรรมะที่ดีมากๆเล่มหนึ่ง ของพระพุทธทาสภิกขุ
รักดีจะนำมาอัพบล๊อก เฉพาะที่เห็นว่า จะสามารถนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ โดยไม่ยากนัก หากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการปฏิบัติเพื่อให้มีจิตใจสงบระงับและเอาชนะกิเลสบางอย่างได้ และวางเฉยได้กับกิเลสที่เข้ามากระทบกับจิตใจ มากหรือน้อยแล้วแต่ความสามารถเฉพาะตัวของบุคคล
เนื้อหาจะยาวมาก แต่จะยกมาเป็นตอนๆ และที่เข้าใจง่าย อ่านง่าย ปฏิบัติง่าย
|
| Create Date : 09 ตุลาคม 2550 |
| Last Update : 9 ตุลาคม 2550 7:14:52 น. |
| |
|
|
|
|
|
*** กลอนธรรมะ ของท่านพุทธทาสภิกขุ ***
อันฉันทะ ควรเห็น เป็นเหตุมูล
ให้พ้นความ อาดูร ด้วยโทสา
เป็นเหตุให้ มีมานะ สิการา
พิจารณา ถี่ถ้วน ขบวนพรรณ
ว่าผัสสะ เป็นมูลเหตุ ให้กระทบ
กับอารมณ์ จมครบ ในกองขันธ์
นำเวทนา มาพร้อมพรัก รักผูกพัน
จนพากัน เป็นทาส แห่งเวทนา
จึงต้องมี สมาธิ เป็นประมุข
เพื่อให้ถูก เงื่อนงำ แห่งปัญหา
มีสติ เป็นอธิบดี มีปรัชญา
ที่คมกล้า เป็นปฏิภาณ งานรู้ทัน
แล้วจึงมี ปัญญา เป็นอาวุธ
ที่สูงสุด ตัดปัญหา อันมหันต์
มีวิมุติ เป็นแก่นสาร งานสำคัญ
ได้พากัน หลุดจากทุกข์ ทุกกระบวน
จึงพากัน หยั่งลง สู่อมตะ
ได้แจ่มจะ สิ้นทุกข์ ทุกกระสวน
นิพพานเป็น ปริโยสาน การประมวล
ได้ครบถ้วน แห่งพรหมจรรย์ อันถาวร
|
| Create Date : 11 สิงหาคม 2550 |
| Last Update : 11 สิงหาคม 2550 8:26:47 น. |
| |
|
|
|
|
| |
|
|