Group Blog
 
All blogs
 

*** พระอาจารย์ ***




เมื่อก่อนนั้น เรายอมรับเลยว่า ยังไม่เข้าใจความหมาย

หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ได้ทั้งหมด

แม้ว่าความเข้าใจโดยภาพรวม เราก็คิดด้วยตัวเองว่า พอเข้าใจบ้างแล้ว

แม้ไม่ทั้งหมด แต่ก็สามารถนำมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ให้ตัวเองได้ในระดับหนึ่ง



ในช่วงที่เรายังเป็นนักเรียนประถม เราอ่านเจอคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า

" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย........" เราชอบมากเลย

เราชอบ เพราะฟังแล้วซาบซึ้งใจมากๆ เรามักจะจำคำพูดแบบนี้ได้ขึ้นใจ

พอเรามีโอกาสซื้อพระไตรปิฎกมาอ่าน เรามักจะเลือกอ่านแต่คำสอนของ

พระพุทธเจ้าเท่านั้น ส่วนที่เป็นคำอธิบายเราจะไม่ค่อยอ่าน

เนื่องจากเราอ่านคำบาลีแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องนั่นเอง

เราเลยไม่อ่าน หรือบางครั้งอ่านบ้างแต่น้อยมาก


วันหนึ่งเมื่อเราเข้าเว็บ Pantip เราเห็นคนโพส เว็บธรรมะ

เราลองคลิก เข้าไปฟัง เป็นเทศนาธรรมของ พระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

แห่งวัดนาป่าพง ตอนแรกกะว่าถ้าดีเข้าใจก็จะฟังต่อ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็จะปิด

แต่พอฟังไปฟังไปเรื่อยๆ โอ้โห้!!!! แจ่มแจ้งเลย เราจึงเข้าใจเลยว่า

คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกถ่ายทอดโดยพระ อาจารย์นั้น ทำให้เราเข้าใจ

ในบางประโยคที่ยังเข้าใจไม่ดีพอ หรือ ยังไม่แจ่มแจ้งนั่นเอง

ในบางประโยค เมื่อก่อน อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ



พอฟังพระอาจารย์คึกฤิทธิ์ อธิบาย เข้าใจเลย และเมื่อเข้าใจแล้ว

ก็ทำให้เราเข้าใจหลักคำสอน ทางพระพุทธศาสนา รวมถึงหลักการปฏิบัติ

พระอาจารย์อธิบาย ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราก็ชอบมากอยู่แล้ว

และเมื่อมาอ่านพระไตรปิฎกทำให้เข้าใจดียิ่งๆขึ้นไปอีก และเมื่อนำมาปฏิบัติ

ก็สามารถนำมาใช้ได้ในในชีวิตประจำวันได้ดีมากๆ และได้พัฒนาตัวเองไปได้

อีกระดับหนึ่ง จากที่เคยได้ปฏิบัติมาแล้ว



ขอบพระคุณ เว็บ Pantip.com ขอบพระคุณ เว็บ BLoggang.com

ที่ทำให้เราได้ พบพระอาจารย์ คึกฤิทธิ์ โสตฺถิผโล

ทำให้เราเข้าใจ พระพุทธศาสนาได้แจ่มชัดมากขึ้นตามลำดับ

และขอบพระคุณคนที่นำเว็บ วัดนาป่าพง มาให้เราได้รู้จัก










 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 13:35:37 น.
Counter : 339 Pageviews.  

*** มีวิชชาในปีใหม่กันเถอะ ***




ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ปีใหม่กำลังจะมา

 ขอให้ทุกคน  มีวิชชากันเถอะ

 หากใครมีวิชชาแล้ว ความทุกข์ที่เคยมีก็จะค่อยๆลดน้อยลงไป หากจะมีเข้ามาใหม่ก็คงไม่มากแล้ว เพราะหากใครมีวิชชาก็เชื่อได้ว่า มีเกราะป้องกันได้ระดับหนึ่งทีเดียว

หากใครปฏิบัติได้มากและเก่งจนถึงระดับหมดกิเลสเลยก็ได้

เพราะอวิชชาคนจึงทำบาปอกุศลต่างๆนานา

 เพราะอวิชชาคนจึงยึดมั่นถือมั่นในตัวตนในเราในเขาและของเราของเขา

 แล้วคนเราก็เกิดทุกข์กันมากมาย

เพราะอวิชชาคนเราจึงสร้างกรรมสร้างเวรกันไม่รู้จักจบสิ้น

เพราะอวิชชาคนเราจึงมีอาสวะกิเลสกันอย่างถ้วนหน้า



อวิชชา แปลว่า ไม่รู้  ไม่รู้ในทุกข์ ไม่รู้ในเหตุที่เกิดทุกข์ ไม่รู้ในความดับไปของทุกข์  ไม่รู้วิธีปฏิบัติให้สิ้นไปของความทุกข์ หรือ เรียกว่าไม่รู้อริยสัจสี่

และไม่รู้ในสิ่งที่เรียกว่า  ปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น คือเมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

 ไม่รู้ว่ากิเลส และอาสวะกิเลสเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและจะทำให้หมดไปได้อย่างไร



เมื่อคนเรามีวิชชา หรือคนเรามีความรู้แล้ว คนเราย่อมรู้ว่าทุกข์มีที่มาอย่างไร แบบไหนจึงเรียกว่าทุกข์ และรู้ว่าความทุกข์จะเกิดได้เวลาไหนอย่างไรในชีวิตของคนเรา

หากเมื่อไหร่ที่คนเรามีวิชชาแล้ว แม้ว่ามารจะเข้ามาในรูปไหนบุคคลผู้นั้นก็จะไม่หวาดหวั่นเลย

เมื่อคนเรามีวิชชาแล้ว คนเราจึงละหรือระงับหรือคอยตั้งด่านรับได้อย่างทันท่วงที

 รับได้ก่อนที่กิเลสมารต่างๆจะเข้ามากระทำย่ำยีจิตใจให้ทุกข์ระทม

เมื่อคนเรามีวิชชา  คนเราย่อมรู้จริงว่า ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้  คือ อนิจจัง  ทุกขัง และ อนัตตา

คนที่มีวิชชาจึงไม่ไปหลงยึดมั่นในสิ่งที่ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน และพร้อมจะสลายไปได้ทุกเวลานาที ความยึดมั่นจึงไม่เกิด หรือหากยังเกิดก็น้อยมากๆแล้ว และรู้วิธีปฏิบัติในสิ่งที่คนเรามี คนเราเป็นอย่างมีสติแบบคนมีวิชชา

ปีใหม่ที่จะถึงนี้ ขอให้ทุกๆคน มีวิชชาเกิดขึ้นในจิตใจ  เพื่อที่ว่าความทุกข์ต่างๆที่เคยมีมาตั้งแต่ปีเก่าจะได้สลายหายไปบ้างไม่มากก็น้อย




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2555    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 13:05:07 น.
Counter : 445 Pageviews.  

*** สาปแช่ง ***






เมื่อเช้าพี่เค้าถามเราว่า สาปแช่งคนอื่นนี่บาปไหม ?

เราตอบแบบฉะฉานไปเลยว่า บาป

เพราะการสาปแช่ง เป็นหนึ่งใน ' อกุศลกรรมบถ 10 '

อยู่ในหัวข้อ ที่ 9

อกุศลกรรมบถ 10 มีดังนี้คือ


1. ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

2. ขโมยของของคนอื่น

3. การประพฤติผิดในกาม

4. พูดเท็จ

5. พูดส่อเสียด

6. พูดคำหยาบ

7. พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล

8. โลภเพ็งเล็งเอาของของผู้อื่นมาเป็นของตน

9. พยาบาท โกรธแค้นขัดเคือง คิดปองร้าย

10. มีความเห็นผิด คือไม่มีสัมมาทิฏฐิ

การสาปแช่งผู้อื่นให้มีอันเป็นไปนั้น เป็นบาป เพราะมีจิตพยาบาท

การที่คนเรามีจิตพยาบาทนั้นมีเหตุมาจาก ความไม่พอใจ

ไม่พอใจจากการกระทำของผู้อื่น เมื่อเกิดความไม่พอใจแล้ว

ก็มีความอยากขึ้นในจิตใจ คืออยากให้ผู้อื่นมีอันเป็นไปต่างๆนานา

ตามที่จิตของตัวคนสาปแช่งมี ความต้องการ

หรือความอยาก ให้เป็นไป

เช่น ขอให้ไม่มีความสุข ขอให้มีเหตุไม่ดีร้ายๆเกิดขึ้นกับบุคคลอื่น

หรือเกิดเหตุไม่ดีๆกับบุคคลผู้อื่น เป็นต้น


การเกิดความไม่พอใจอย่างมากต่อผู้อื่น ถ้าตัวเองสามารถกระทำได้

ก็คงจะกระทำ แต่หากกระทำไม่ได้ ก็ได้แต่มีจิตพยาบาทในใจ

และอยากทำลายผู้ที่ตัวเองไม่พอใจ โกรธเกลียด แค้น ชิงชัง

ให้เกิดการเป็นไปในทางไม่ดี

ในใจคนสาปแช่งผู้อื่นจะเกิดความเร่าร้อน

เผารนด้วยความโกรธแค้นขัดเคือง

เคยมีเรื่องเล่า ถึงการสาปแช่งผู้อื่น

คนเล่าบอกว่าเค้าสาปแช่งผู้อื่นเนื่องจาก

เกิดความไม่พอใจอย่างมาก สาปแช่งตอนกลางคืน

พอตอนเช้าตื่นขึ้นมา

เกิดตามัวมองอะไรไม่ชัด จะทำอย่างไรตาก็มองเห็นไม่ชัด

กำลังจะไปหาหมอ พอดีนึกขึ้นได้ว่าจะเกิดจากการสาปแช่งผู้อื่นหรือเปล่า

จึงขึ้นไปไหว้ขอขมาต่อพระที่บ้านและกล่าวสัญญาว่า

จะไม่ขอสาปแช่งใครอีกแล้ว และขอให้ตาของตัวเองอย่าเป็นอะไรไป

พอตอนสายๆตาที่เคยมัวก็ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าอัศจรรย์

เค้าจึงนำเรื่องนี้มาเล่าให้เราฟัง ใครจะเชื่อหรือไม่

ก็แล้วแต่จะคิดกัน

การสาปแช่งผู้อื่น เป็นคำถามที่เรามักจะเจอบ่อยในห้องศาสนา

มีน้องๆ หรือผู้ที่ยังมีความสงสัยเข้ามาตั้งกระทู้ถามกัน

การสาปแช่งเกิดขึ้น เนื่องจากความ ไม่พอใจ

อย่างที่เราเคยบอกเอาไว้ ว่า ความไม่พอใจ เป็นต้นเหตุ

ของความอยากทั้งปวง

เมื่อเกิดความไม่พอใจแล้ว บาปอกุศลมักไหลไปสู่จิต

ของบุคคลผู้นั้นอย่างง่ายดาย เหมือนมารดำที่คอยแอบแฝงอยู่

หากจิตของใคร เกิดบาปอกุศล มารดำจะเข้าแทรกทันที

มารดำก็คือกิเลสชั่วนั่นเอง เมื่อเกิดกิเลสแล้ว

มารจะบัญชาให้ทำอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย

อย่าสาปแช่งผู้อื่นเลย

แม้เราจะเห็นว่าใครสร้างกรรมอะไรไว้

เพราะกรรมจะทำหน้าที่ในตัวของมันเอง โดยไม่ต้องมีใครคอย

สาปแช่ง คนดี แม้ใครจะสาปแช่งเท่าไหร่ เค้าก็คือคนดี

เค้าสร้างแต่กรรมดีมามาก กรรมดีที่เค้าสร้างไว้จะเป็นกำแพง

คุ้มกันให้เค้าเอง ไม่มีใครทำอะไรเค้าได้

คนชั่วแม้ไม่มีใครสาปแช่ง กรรมชั่วก็จะทำหน้าที่เอง

โดยไม่ต้องรอให้ใครสาปแช่ง

กฎแห่งกรรม ยุติธรรมที่สุด กว่ากฎไหนๆในโลก

ถ้าเราไปสาปแช่งเราเองน่ะแหละจะ ต้องรับกรรมเองโดยไม่รู้ตัว

เพราะหากไปสาปแช่งใคร กรรมชั่วจะเกิดขึ้นแล้วโดยพลัน

และกรรมที่ตัวเองสร้างนั้นจะต้องรับเองอย่างหลีกหนีไม่พ้น

เป็นการเพิ่มกรรมดำให้กับตัวเอง เพราะกรรมที่มีอยู่ก็คงไม่น้อย

ที่กำลังจะต้องรับกรรม ทั้งดีและไม่ดี ที่ตัวเองเคยสร้างเอาไว้

วางเฉยดีกว่า ถ้าทำได้ แต่หากทำไม่ได้

ก็อย่าถึงกับไปสาปแช่งใครเลย

ด้วยความปรารถนาดี จากใจ รักดี








 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2553 19:34:43 น.
Counter : 907 Pageviews.  

*** นางนวล ***




เราชอบนกบินมาก เวลานกบินสามารถบ่งบอกอะไรได้มากมาย

เราชอบนกบิน เพราะนกบินเป็นเครื่องหมายของความมีอิสระเสรี

เวลาเรามีโอกาสไปทำบุญ เราชอบปล่อยนกให้เป็นอิสระ

ให้บินออกไปสู่ฟ้ากว้าง

เมื่อนานมาแล้ว เราเคยเลี้ยงนกขุนทองตัวหนึ่ง

เลี้ยงตั้งแต่นกอ้าปากสีแดงๆ

นกขุนทองของเราพูดชัดและพูดเก่งมาก

เวลาเราออกไปหน้าบ้าน จะกี่ครั้งกี่หน

เจ้านกขุนทองก็จะพูดทักทายเราทุกครั้ง

" สวัสดีครับคุณพี่ครับ "

เป็นคำพูดที่เจ้านกได้ยินจากชายคนมาส่งไข่ไก่ให้กับบ้านของเรา

เจ้านกเลยเลียนเสียงพูดแบบนั้นได้อย่างชัดเจนและเสียงดังมาก

แต่แล้ววันหนึ่ง นกขุนทองของเรา

หลุดออกไปจากกรง แต่แปลกมาก ที่เรากลับโล่งใจ

และไม่เสียดายเลย

เราว่า นกคงได้รับอิสระภาพแล้ว

และเราก็ไม่คิดจะเลี้ยงนกอีกเลย

เพลงนางนวลเราก็ชอบ

เป็นเพลงโปรดเพลงหนึ่งของเรา

เราชอบเพราะเพลงนี้ความหมายดี

บินไปเถอะนก บินไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง.......






เนื้อเพลง นางนวล

ศิลปิน เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์



นางนวลเจ้าเอยทะเลกว้างใหญ่

เห็นเพียงแต่ขอบฟ้าไกล

ตัวเจ้าก็ยังคงบินมุ่งไป

อาจจะเหนื่อยแต่ความหวังก็ยังมี

นางนวลเจ้าเอย เจ้าบินเรื่อยไป

เหมือนดังว่าใจรู้ดี

จุดหมายในใจเจ้าคงต้องมี

ห่างจากตรงนี้ไปอีกไกล

หากวันไหนคลื่นลมกระหน่ำ

เจ้าคงช้ำเมื่อมองไม่เห็นใคร

แต่นางนวลเอย เจ้าไม่เคยท้อใจ

กลับยังบินตรงไปเหมือนเช่นเคย

นางนวลเจ้าเอยเจ้าคงมั่นใจ

แม้มันจะไกลลับตา

คงพบอะไรที่ดีสักครา

อยู่ที่ขอบฟ้าอันห่างไกล

หากวันไหนคลื่นลมกระหน่ำ

เจ้าคงช้ำเมื่อมองไม่เห็นใคร

แต่นางนวลเอย เจ้าไม่เคยท้อใจ

กลับยังบินตรงไปเหมือนเช่นเคย

นางนวลเจ้าเอยเจ้าคงมั่นใจ

แม้มันจะไกลลับตา

คงพบอะไรที่ดีสักครา

อยู่ที่ขอบฟ้าอันห่างไกล

อยู่ที่ใจเจ้านางนวลเอย







 

Create Date : 18 เมษายน 2553    
Last Update : 18 เมษายน 2553 20:50:51 น.
Counter : 790 Pageviews.  

*** ปูม้าผัดใบขึ้นฉ้าย ***






เครื่องปรุง ก็มี

1. ปูม้าสดๆ ตัวเล็ก 2 กิโลกรัม

แกะกระดองออก แกะนมปูออก ล้างให้สะอาดตัดก้ามขาออกครึ่งนึ่ง

แบบในรูปนะคะ

2. กระเทียมกลีบใหญ่สุดๆ 5-6 หัว ตำหรือสับให้ละเอียด

3. ผงกระหรี่ พอประมาณ ( ใส่พอหอมๆ )

4. ใบขึ้นฉ้าย 2 ขีด

4. น้ำมันหอย พอประมาณ

6. ซ๊อสภูเขาทองพอประมาณ

7. น้ำตาลทรายนิดหน่อย

8. น้ำมันมะกอกสำหรับเจียวกระเทียมให้เหลืองหอม







วิธีปรุง

เอาน้ำมันมะกอกเจียวกระเทียมให้เหลืองหอม

ใส่ปูลงไป เอาน้ำเปล่าใส่เยอะหน่อยพอให้ท่วมปู

ใส่ผงกระหรี่ น้ำมันหอยน้ำตาลทราย ซอสภูเขาทอง

ชิมรสให้ออกเค็มนิดๆ ( อย่าเค็มมากจะไม่อร่อย ) แล้วผัดให้ปูสุก

น้ำที่ใส่จะแห้งเหลือนิดหน่อย เอาใบขึ้นฉ้ายใส่ลงผัดพลิกไปมาสองสามที

ปูผัดใบขึ้นฉ้ายก็จะสุกหอมได้ที่พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ








 

Create Date : 18 มีนาคม 2553    
Last Update : 18 มีนาคม 2553 17:15:12 น.
Counter : 306 Pageviews.  

1  2  

รักดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




นามแฝง ชื่อ รักดี

ชอบดอกไม้ รักหมา

ไม่รังเกียจแมว

ไม่อาลัยในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน

และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ไม่กังวลหรือเป็นทุกข์

กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง












Friends' blogs
[Add รักดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.