Group Blog
 
All blogs
 

*** ทุกข์ลดน้อย ด้วย กลอนธรรมะ ของท่านพุทธทาส ***




ความทุกข์

เกิดที่จิต

เพราะเห็นผิด

เรื่องผัสสะ


ความทุกข์

จะไม่โผล่

ถ้าไม่โง่

เรื่องผัสสะ


ความทุกข์

เกิดไม่ได้

ถ้าเข้าใจ


เรื่องผัสสะ







( ผัสสะ คือ การกระทบ ระหว่างสิ่งสองสิ่ง คือ อายตนะภายในกับ อายตนะภายนอก )


ระหว่าง สิ่ง สองสิ่ง มาเจอกัน คือ


สิ่งที่ 1. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

สิ่งที่ 2. รูป รส กลิ่น เสียง เรื่องราวต่างๆ

ทั้ง 2 สิ่งนี้จะมีวิญญาณคือจิตรู้ทุกสิ่ง

เมื่อตา เห็นรูป พอใจ จะเกิดความชอบ ไม่พอใจก็ไม่ชอบ

เกิด สุข และทุกข์ ตามมา

จมูกดมกลิ่น กลิ่นหอม ก็พอใจ กลิ่นเหม็น ก็ไม่พอใจ

เกิดสุข และทุกข์ ตามมา

ลิ้นรับรส รสดีก็พอใจ รสไม่ดี ก็ไม่พอใจ

เกิดสุขและทุกข์ ตามมา

หูได้ยินเสียง เสียงเพราะๆ ก็พอใจ เสียงไม่เพราะ ก็ไม่พอใจ

เกิดสุขและทุกข์ ตามมา

การสัมผัสทางร่างกาย เจ็บก็ไม่พอใจ ไม่เจ็บก็พอใจ

เกิดสุขและทุกข์ ตามมา

การคิดถึงสิ่งต่างๆ การคิดถึงเรื่องราวๆต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เป็นอดีตที่ไม่ดี ก็ขมขื่น เป็นสิ่งดีๆก็พอใจ

เกิดสุขและทุกข์ ตามมา

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเกี่ยวเนื่องอยู่กับ ผัสสะ จะโดยเหตุก็ดี หรือผลก็ดี

เกี่ยวเนื่องกับผัสสะทั้งนั้น

คนเราจะ เกิด กิเลส ขึ้นมา เป็น รัก โลภ โกรธ หลง

จะต้องมีมูลเหตุมาจาก ผัสสะ

หากใครเข้าใจเรื่อง ผัสสะ แล้ว

การปฏิบัติธรรมในการให้ พ้นทุกข์


หรือให้ทุกข์ ลดน้อย ย่อมเป็นการง่ายมากยิ่งขึ้น

เรื่อง กรรม ทั้งหลายก็อยู่ที่ ผัสสะ

จะเป็นกรรมดี หรือ กรรมไม่ดี ก็อยู่ที่ ผัสสะ นั่นเอง

บุคคลใดจะควบคุม เรื่องกรรมดี หรือกรรมไม่ดี

ต้องควบคุมทีผัสสะ จะสามารถ ควบคุมได้มากถึงมากที่สุด

จะอยู่เหนือกรรมได้ ต้องอยู่เหนือ อำนาจของ ผัสสะ

ผัสสะ มีสองอย่าง หรือ สองชั้น

1. ผัสสะที่เพียงแต่ กระทบเฉยๆ

เช่น ตามองเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้รับกลิ่น ลิ้นได้รับรส และใจได้คิดถึงเรื่องราวต่างๆ

2. ผัสสะชั้นที่จิตเข้าไปยึดว่าเป็นของเรา

เป็นการผัสสะด้วยอำนาจของอวิชชา

จะทำให้เกิด เวทนา ( ความพอใจ หรือไม่พอใจ )

จะทำให้เกิด ตัณหา ( ความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือ ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น )

จะทำให้เกิด อุปาทาน ( ความยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นของเรา หรือมีตัวเรา )

จะทำให้เกิด ภพ ( ความเป็นนั่น เป็นนี่ เช่น เป็นคน ผู้หญิง หรือผู้ชาย )

จะทำให้เกิด ชาติ ( การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย )

ทุกอย่างจะทำให้เกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

เช่น เมื่อตาเห็นรูป จิตเข้าไปจับด้วยอวิชชา

ก็จะเกิดความพอใจ หรือไม่พอใจ

หากพอใจ ก็อยากเข้าไปใกล้ หรือ อยากได้เป็นเจ้าของ

หาทาง มีความพยายามจะเอามาเป็นของตน

หากได้มาง่าย เช่น มีเงินจับจ่ายซื้อหา

ก็เกิดความพอใจ มีความสุขกับสิ่งนั้นๆ

แต่หากพยายามแล้วแต่ไม่ได้มาครอบครอง

จะเกิดความเสียดาย หรือเกิดความทุกข์ในใจขึ้น

จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า มีความพอใจมากหรือน้อย

ผัสสะ ที่ควรปฏิบัติอยู่เป็นประจำคือ

ผัสสะที่สักแต่ว่ากระทบเฉยๆ ไม่มีจิตที่เป็นอวิชชา เข้าไปยึดมั่นถือมั่น

ไม่ให้เกิด ความพอใจ หรือไม่พอใจ

หากเกิด ความพอใจ ขึ้นแล้ว ให้หยุดแค่นั้น อย่าให้เกิด ความอยากได้ หรืออยากทำอะไรๆก็แล้วแต่

หากเกิดความอยากขึ้นแล้ว ให้หยุดความอยากให้ได้

หากหยุดไม่ได้ จะเกิด ความยึดมั่น และเกิด ความทุกข์ หรือ สุข แน่นอน


ผัสสะชนิดที่เกิดการกระทบเฉยๆ นี้ บุคคลทั่วๆไปจะกระทำได้ยากยิ่งนัก

จะต้องหมั่นฝึกจิตของตนเอง ให้เป็นคนมีสติ และรู้เท่าทันจิตของตัวเอง อยู่เสมอๆ

ด้วยการไม่ให้การกระทบ ที่เป็นอวิชชา

เข้ามามีบทบาทหรืออยู่เหนืออำนาจ การกระทบ

ระหว่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับ รูปรส กลิ่น เสียง สัมผัส นี้

หากไม่ปฏิบัติจนเคยชิน

หรือเป็นการกระทบต่อบุคคลปกติโดยทั่วๆไปเกิดผัสสะ

จะเป็นการกระทบที่เรียกว่า กระแส ปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้นมา ( คลิกดูรายละเอียด )

***********************************


ขณะใด จิตไม่ มีตัวกู

นิพพานก็ ปรากฏอยู่ ณ จิตนั่น

พอตัวกู เกิดได้ ในจิตนั้น

สังสารวัฏฏ์ ก็พลัน ปรากฏแทน






เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง

เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน

ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน

ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา


ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ

ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา

เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา

เปรมปรีดา คืนวัน สุขสันต์จริง

ใจสกปรก มืดมัว และเร่าร้อน

ใครมีเข้า ควรเรียก ว่าผีสิง

เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง

แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอุบาย

คิดดูเถิด ถ้าใคร ไม่อยากตก

จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย

ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย

ก็สมหมาย ที่เกิดมา อย่าเชือนเอย





จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง

ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น

กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน

ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว อย่างหัวที

ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา

ไม่มีท่า ทุกข์ทน หม่นหมองศรี

ศิลปะ ในชีวิต ชนิดนี้

เป็นเคล็ดที่ ใครคิดได้ สบายเอย







*** เรียนศาสนา ***


คำนี้ฟัง วนเวียน " เรียนศาสนา "

ไม่แน่ว่า เรียนอะไร ทำไมหนอ

เรียนนักธรรม เรียนบาลี ยังมิพอ

ก็เรียนต่อ กัมมัฏฐาน การปัสสนา



เรียนเรียนไป ก็ได้ สักว่าเรียน

บ้างก็เปลี่ยน เป็นอาพาธ บ้าศาสนา

มีหลายอย่าง บ้าระห่ำ เกินธรรมดา

กระทั่งบ้า ลาภยศ อดนิพพาน



เรียนศาสนา นั้นต้องมี ที่ตาหู

ไม่ให้เกิด ทุกข์อยู่ ทุกสถาน

เรียนให้รู้ ตรงที่จะ ชักสะพาน

อย่าให้เกิด อาการ มารรบกวน



เรียนตรงตรง ลงไป ที่ตัวทุกข์

ดูให้ถูก กรรมวิธี กี่กระสวน

สะกัดกั้น การปรุงแต่ง แห่งกระบวน

จิตปั่นป่วน สงบได้ ทุกข์หายไป







พระพุทธะ ตรัสรู้ จิตอยู่ว่าง

ได้ยินสิ่ง ทุกอย่าง แถลงไข

เหมือนมันฟ้อง ตัวเอง เซ็งแซ่ไป

ว่าไม่มี สิ่งไหน น่ายึดเอา



มาเพื่อเป็น ตัวกู และของกู

อย่าหลงตู่ มันเข้า เพราะความเขลา

เอาของเป็น อนัตตา มาเป็นเรา

จะต้องเศร้า โศกระบม ตรมใจแรง



แม้กรวดดิน หินไม้ และใบหญ้า

มันปรึกษา ข้อความ ที่งามขำ

ว่าทำไฉน สัตว์ทั้งหลาย จะร่ายรำ

ด้วยจิตว่าง เพราะวางธรรม ทั้งปวงเอย






อย่าเข้าใจ ไปว่า ต้องเรียนมาก

ต้องปฎิบัติ ลำบาก จึงพ้นได้

ถ้ารู้จริง สิ่งเดียว ก็ง่ายดาย

รู้ดับให้ ไม่เหลือ เชื่อก็ลอง



เมื่อเจ็บไข้ ความตาย จะมาถึง

อย่าพรั่นพรึง หวั่นไหว ให้หม่นหมอง

ระวังให้ ดีดี นาทีทอง

คอยจดจ้อง ให้ตรงจุด หลุดได้ทัน



ถึงนาที สุดท้าย อย่าให้พลาด

ตั้งสติ ไม่ประมาท เพื่อดับขันธ์

ด้วยจิตว่าง ปล่อยวาง ทุกสิ่งอัน

สารพัน ไม่ยึดครอง เป็นของเรา



ตกกระได พลอยกระโจน ให้ดีดี

จะถึงที่ มุ่งหมาย ได้ง่ายเข้า

สมัครใจ ดับไม่เหลือ เมื่อไม่เอา

ก็ดับเรา ดับตน ดลนิพพาน






มีปากอย่าง ใจอย่าง หนทางสุข

ไม่เกิดทุกข์ เพราะยึดมั่น ฉันแถลง

คำว่าพระ พุทธองค์ ทรงแสดง

อย่าระแวง ว่าฉันหลอก ยอกย้อนเลย



อย่ายึดมั่น สิ่งใดใด ด้วยใจกู

ว่าตัวกู ของกู อยู่เฉยๆ

ปากพูดว่า ตัวกู อยู่ตามเคย

ใจอย่าเป็น เช่นปากเอ่ย เหวยพวกเรา







นั่นลูกตา มองเห็น ไม่เป็นหมัน

เขาใช้มัน เล็งแล แก้ปัญหา

อยู่ในโลก อย่างไร ไม่ทรมาน์

พิจารณา ตรองไป ให้จงดี



อยู่ให้เหมือน ลิ้นงู ในปากงู

ไม่เคยถูก เขี้ยวงู อยู่สุขศรี

อยู่ในโลก ไม่เคยถูก เขี้ยวโลกีย์

เป็นเช่นนี้ อุปมา อย่าฟั่นเฟือน


คิดดูบ้าง นั่งได้ ในปากงู

ไม่เคยถูก เขียวงู อยู่เสมือน

นั่งในห้อง แสนสบาย ภายในเรือน

มีเค้าเงื่อน เหมือนพระ ภควันต์



อยู่ในโลก ไม่กระทบ โลกกระธรรม

อยู่เหนือกรรม เหนือทุกข์ เป็นสุขสันต์

ใครมีตา รีบเคารพ นอบนพพลัน

รีบพากัน ทำตาม ยามนี้เอย






ความแก่หงอม ย่อมทุลัก ทุเลมาก

ดั่งคนบอด ข้ามฟาก ฝั่งคลองหา

วิธีไต่ ไผ่ลำ คลานคร่ำมา

กิริยา แสนทุลัก ทุเลแล


ถ้าไม่อยาก ให้ทุลัก ทุเลมาก

ต้องข้ามฟาก ให้พ้น ก่อนตนแก่

ก่อนตามืด หูหนวก สะดวกแท้

ตรองให้แน่ แต่เนิ่นเนิ่น รีบเดินเอย






ปิดปิดตา อย่าสอดส่าย ให้เกินเหตุ

บางประเภท แกล้งทำบอด ยอดกุศล

มัวสอดรู้ สอดเห็น จะเป็นคน

เอาไฟลน ตนไป จนไหม้พอง



ปิดปิดหู อย่าให้แส่ ไปฟังเรื่อง

ที่เป็นเครื่อง กวนใจ ให้หม่นหมอง

หรือเร้าใจ ให้ฟุ้งซ่าน พาลลำพอง

ผิดทำนอง คนฉลาด อนาจใจ


ปิดปิดปาก อย่าพูดมาก เกินจำเป็น

จะเป็นคน ปากเหม็น เขาคลื่นไส้

ต้องเกิดเรื่อง เยิ่นเย้อ เสมอไป

ถ้าหุบปาก มากไว้ ได้แท่งทอง







อันความจริง ตัวกู มิได้มี

แต่พอเผลอ มันเป็นผี โผล่มาได้

พอหายเผลอ ตัวกู ก็หายไป

หมดตัวกู เสียได้ เป็นเรื่องดี



สหายเอ๋ย จงถอน ซึ่ง " ตัวกู "

และถอนทั้ง " ตัวสู " อย่างเต็มที่

มีกันแต่ ปัญญา และปรานี

หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้เอย






อันความจริง ของกู มิได้มี

แต่พอเผลอ ของกูมี ขึ้นจนได้

พอหายเผลอ ของกู ก็หายไป

หมดของกู เสียได้ เป็นเรื่องดี

สหายเอ๋ย จงถอน ซึ่ง ของกู

และถอนทั้ง ของสู อย่างเต็มที่

ของเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ทุกนาที

เพราะไม่มี ของใคร ที่ไหนเอย






ความเป็นพระ คือจิตพราก จากกิเลส

รู้สังเกต ไม่ประมาท ฉลาดเฉลียว

สำรวมระวัง รักษาใจ ไปท่าเดียว

เพื่อหลีกเลี้ยว ภัยทั้งสาม ไม่ตามตอม



จากเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติ

เห็นเสนียด ในร้อนเย็น ทั้งเหม็นหอม

ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ออมชอม

กิเลสล้อม ลวงเท่าไร ไม่หลงลม



จิตสะอาด ใจสว่าง มโนสงบ

ทั้งครันครบ กายวจี ที่เหมาะสม

ความเป็นพระ จึงชนะ เหนืออารมณ์

โลกนิยม กระหยิ่มใจ จึงไหว้แล






ความอยาก เป็นเหตุให้ เกิดความทุกข์นอ

ไม่อยากทุกข์ ก็ปลง ปลิดแล้

ความอยาก นั่นมีสาม ประเภท

อยากได้ อยากเป็น แม้ อยากสูญ



อุปทาน เป็นเรื่องให้ หลงอยาก

คือยึด ที่นั่นพูน พอกรั้น

ทุกสิ่ง ใช่ตน กราก เข้ายึด

เกิดชอบ เกิดชัง ชั้น กรวดทราย



กายเน่า ไพล่ยึดให้ เป็นตน ขึ้นมา

หลงรัก ยิ่งชู้ชาย รักชู้

รูปเสียง เสาะเปรอปรน กายเน่า

เบาหนัก ก็เข้าสู้ เพื่อมัน



อารมณ์ ความคิด ทั้ง ดวงใจที่คิด

มิใช่ ตัวตน อัน ยึดได้

เป็นเพียง สิ่งเป็นไป ตามเหตุ ที่มี

เขาก็ หลงยึดไว้ ว่าตน







เรือของธรรม แล่นฝ่า ทะเลไฟ

เรือของคน อย่างไร ยังไม่แน่

เห็นทีจะ ขี้ขลาด และอ่อนแอ

จึงต้องแพ้ แก่เนื้อหนัง นั่งเฝ้าดู



จะออกไป นอกโลก ต้องฝ่าไฟ

จะหมดทุกข์ ต้องไป เหนื่อสิ่งคู่

จะพ้นตาย ต้องพราก จากตัวกู

เผากิเลส ต้องอยู่ ใจกลางไฟ


คนเขลาเขลา เหมาเหมา ไปตามเขลา

ไม่อยากเข้า ใกล้ไฟ เพราะกลัวไหม้

ไฟของธรรม มีไว้ เพื่อดับไฟ

ที่ไหม้ใจ ของสัตว์ ในบัดดล


ตบะไฟ กรรมฐาน เปรียบปานไฟ

เผากิเลส สิ้นไป เหลือมรรคผล

อันไฟธรรม มีไว้ ดับไฟคน

ดับแล้วพ้น ทะเลไฟ ฝ่าไปเอย








บัดนี้เมฆ ลอยพ้น ยอดเจดีย์

ทั้งโรงโบสถ์ มากมี และวิหาร

เมฆรวมตัว เป็นภาพ พิศดาร

บอกอาการ พ้นแล้วโว้ย โปรยยิ้มมา


ตะโกนร้อง บอกสหาย สิ้นทั้งผอง

ว่าไม่ต้อง เสียเที่ยว เที่ยวค้นหา

อนันตสุข ในโลกนี้ ที่หวังมา

เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าแล


สุขแท้จริง ไม่วิ่ง ไปตามโลก

อยู่เหนือความ ทุกข์โศก ทุกกระแส

มือเท้าเหนียว เหนี่ยวขึ้นไป คล้ายตุ๊กแก

ไม่อยู่แค่ พื้นโบสถ์ โปรดคิดดู


ลอยเหนือยอด โบสถ์ไป ในเวหา

ลอยพ้นไป เหนือฟ้า ที่เทพอยู่

ถึงความว่าง ห่างพ้น จากตัวกู

ไม่มีอยู่ ไม่มีตาย สบายเอย






ความเอ๋ย ความตรัสรู้

หยุดเวียนว่าย คล้ายครู ผู้ชี้เช่น

คือรู้ชัด เกิดแก่ตาย ฝ่ายลำเค็ญ

อวิชชา ตัณหาเป็น ผู้ปลูกทุกข์

ฆ่าตัณหา นายช่าง ให้วางวาย

อวิชชา ดับหาย ก็ลุสุข

มรรคมีองค์ แปดประการ ทางผ่านทุกข์

ไปสู่สุข คือฆ่า ตัณหาเอย








พระเอ๋ย พระนิพพาน

คือความผ่าน ไปกระทั่ง ถึงฝั่งฝา

แห่งห้วงน้ำ ความทุกข์ ซึ่งบุกมา

มิรู้ว่า กี่ชาติ อนาถนัก

เคยเหยียบซ้ำ รอยเก่า ไม่ก้าวไป

บัดนี้ได้ ชำนะทุกข์ สุขใจหนัก

แต่นี้ไป แม้ใคร จะชังรัก

ใครหนอจัก จับเราได้ ไม่เห็นเอย






อันตัวกู ตัวสู มิได้มี

แต่พอโง่ มันเป็นผี โผล่มาได้

พอหายโง่ กูสู ก็หายไป

พอโง่ใหม่ โผล่ใหม่ ดูให้ดี


แต่ละข้าง ต่างยึด ว่าตัวกู

จึงเกิดการ ต่อสู้ กันอย่างผี

ต่างหมายมั่น แก่กัน ฉันไพรี

ทั้งเปิดเผย ลับลี้ มีทั่วไป


ที่ด้อยกว่า สู้ว่ากู ก็มีดี

ที่เด่นกว่า ข่มขี่ เขาเข้าไว้

ที่พอกัน กันท่า ไม่ว่าใคร

ล้วนแต่ใคร โด่งเด่น เป็นธรรมดา


เอาพระธรรม กวาดล้าง อย่างไม้กวาด

สำหรับฟาด หัวสัตว์ ที่ข้างฝา

ตกกระเด็น เป็นเหยื่อ แก่ไก่กา

ที่เก่งกว่า คืออย่าโง่ ให้โผล่เอย











 

Create Date : 28 มิถุนายน 2548    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2556 12:58:28 น.
Counter : 1299 Pageviews.  


รักดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




นามแฝง ชื่อ รักดี

ชอบดอกไม้ รักหมา

ไม่รังเกียจแมว

ไม่อาลัยในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน

และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ไม่กังวลหรือเป็นทุกข์

กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง












Friends' blogs
[Add รักดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.