joyka
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add joyka's blog to your web]
Links
 

 

Angel Caido Luci ตอนที่ 5

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

Back to Chapter 3

Back to Chapter 4


----------------------------------------------------------

[b] Chapter5 [/b]

หลังจากการประชุมจบลง ทุกคนต่างแยกย้ายไปทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่คาเรนเพิ่งจะเข้ามาทำงานในวันแรก
เธอจึงยังไม่มีงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จริง ๆ งานภาคสนามที่ยังไม่สามารถระบุเป้าได้ มันก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่แล้ว
เลยทำให้ความรู้สึกของเธอเข้าสู่อาการเบื่อหน่ายอีกครั้ง เธอนั่งพิงพนักเก้าอี้ไขว้แขนรองศีรษะของเธอไว้แล้วปล่อยตัวเหยียดยาว สีหน้าเธอค่อนข้างบ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด

ในระหว่างที่คาเรนปล่อยตัวยาวเหยียดด้วยความเบื่อ ริชาร์ดเองก็เดินไปชงกาแฟ เพราะอากาศภายในห้องมันเย็นสบาย
แถมเขาเองก็ไม่ได้มีงานเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนคาเรนเลยทำให้รู้สึกง่วงนอน ความจริงแล้วริชาร์ดเองค่อนข้างติดกาแฟซะมากกว่า เขาเดินถือถ้วยกาแฟมาหยุดที่ตรงคาเรนพลางจ้องไปยังคาเรนที่นั่งหลับตาเหยียด ตัวยาว ในใจคิดถึงความสามารถของเธอที่สามารถวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้เป็นฉาก ๆ ชนิดที่แม้แต่ทาง FBI ที่มีผู้ชำนาญการอยู่ยังคิดไม่ได้ขนาดนี้เลย
แถมสิ่งที่มอเฟียชบอกไว้ถึงผลงานที่เธอทำกับเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นยิ่งทำให้ เขาสนใจผู้หญิงคนนี้มากขึ้น

ระหว่างที่ริชาร์ดเท้าคางดื่มกาแฟบนขอบพาร์ทิชั่นมองไปยังคาเรนที่หลับตา พลางคิดถึงผลงานของคาเรนอยู่นั้น
คาเรนค่อยลืมตาข้างหนึ่งช้า ๆ เธอรู้ตัวนานแล้วว่าริชาร์ดมายืนจด ๆ จ้อง ๆ เธออยู่ แต่เธอก็อยากดูว่าเขาจะพูดอะไร หรือมีธุระอะไรหรือไม่ หากแต่ริชาร์ดก็เอาแต่ยืนมองเฉย ๆ คาเรนเลยแหย่ออกไป

“จะลักหลับสาวน้อยน่ารักในที่ทำงานเหรอค่า~~~” น้ำเสียงคาเรนนั้นยานคางเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน แต่ก็เป็นเพียงการแกล้งทำเพื่อแหย่ริชาร์ดเท่านั้น

คำพูดของคาเรนทำเอาริชาร์ดแทบจะสำลักกาแฟเลยทีเดียว แน่ล่ะอยู่ ๆ มีผู้หญิงมาพูดอะไรที่ดูทำให้ตัวเองเสียภาพพจน์ทั้งที่ไม่ได้แม้แต่จะคิดแบบ นี้ มันก็น่ามีอาการตกใจอยู่บ้างล่ะ แต่กับริชาร์ดนี่ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจเสียมากกว่า

“คุณคาเรนครับ ผมยังไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยนะครับ อย่าพูดอะไรให้คนอื่นเสียหายแบบนี้สิครับ” เขาตอบคาเรนกลับไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดมากทีเดียว

ทว่าดูเหมือนคาเรนเธอไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ตามมาหลังจากที่เธอพูดซักเท่า ไหร่ เธอยันตัวขึ้นมานั่งเก้าอี้ให้เต็มตัวแล้วหมุนเก้าอี้ไปมาพลางลูบปอยผมของ เธอเอง สภาพของเธอไม่เหมือนกับคนเพิ่งตื่นนอนเลยซักนิด ที่ถูกคือเธอไม่ได้นอนหลับแต่เธอแค่หลับตาเฉย ๆ เท่านั้นเอง เธอลูบผมไปมาอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาทางริชาร์ด แล้วทำตาโตใส่เขา

“เราไป...สืบเอาข้อมูลจากเด็กที่เจ้า D-2 ช่วยชีวิตไว้ดีรึเปล่าคะ เห็นว่าเด็กคนนั้นยังพักอยู่ที่บ้านซะด้วย” เธอถามเขาด้วย
สีหน้าสนใจใคร่รู้ในเรื่องนี้อย่างมาก แต่กิริยาท่าทางที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของคาเรนนั้นทำให้ริชาร์ดรู้สึกหนักใจ มากยิ่งกว่า เพราะเขาไม่เคยเจอใครที่เปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วว่องไวแบบนี้มาก่อนเลย

“ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็ พวกตำรวจไปสอบปากคำมาเรียบร้อยแล้วล่ะ ทางเราทำเพียงแค่รวบรวมข้อมูลที่ได้มาก็พอ” ริชาร์ดที่พยายามระงับอารมณ์หงุดหงิดเมื่อสักครู่ตอบคาเรนพลางดื่มกาแฟไป

ดูเหมือนคาเรนที่ได้รับคำตอบจากริชาร์ดจะไม่ค่อยชอบใจสักเท่าใด คงเพราะเธอมองว่า ถ้ามีข้อมูลตรง ๆ น่าจะวิเคราะห์อะไรได้กว้างมากขึ้น และอาจจะเห็นอะไรในสิ่งที่ตำรวจพลาดไป ใจจริงของเธออยากไปเองเลยคนเดียว แต่ ณ เวลานี้คงยังไม่ได้ เพราะเธอไม่มีบัตรประจำตัวที่จะไปแสดงตนเพื่อขอสอบปากคำใด ๆ ทั้งสิ้น แถมการทำงานก็ต้องไปเป็นคู่ ฉะนั้นถ้าเธออยากจะได้ข้อมูลตอนนี้เลย เธอต้องหวังพึ่งริชาร์ดเท่านั้นแล้ว แต่เมื่อริชาร์ดตอบมาเช่นนั้นจะให้คาเรนลงไปดิ้นกับพื้นเพื่อให้ได้อย่างใจ เธอคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่...

คาเรนลุกขึ้นไปหาริชาร์ดแล้วจับที่แขนเสื้อของเขา พลางเขย่าไปมา สายตาของเธอนั้นช่างออดอ้อนเสียเหลือเกิน

“เธอสนใจอยากจะรู้อะไรขนาดนั้นเลยเรอะ?” ริชาร์ดถามแบบขาดเสียไม่ได้ กับการออดอ้อนของคาเรน

“ก็บางที ถ้าไปสอบถามด้วยตัวเองเผื่อมันจะได้อะไรน่าสนใจกว่านี่คะ แถมดิฉันก็มีอะไรที่อยากรู้จากเด็กคนนั้นด้วย” คาเรนอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อนไม่แพ้แววตาของเธอ

ริชาร์ดเองในใจก็คิดว่าถ้าได้ไปหาข้อมูลเองซักหน่อยก็ดี อย่างน้อยอาจจะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการสืบสวนมากกว่านี้ และจะว่าไป ณ ตอนนี้เขารู้สึกว่างมาก ถ้ามีอะไรทำซักหน่อยคงจะดี เขาดื่มกาแฟไปจนหมดแก้ว พลางคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่จะเดินไปทางห้องของมอเฟียช
“ถ้ามอเฟียชโอเค ก็คงไม่มีปัญหา…” เขาหันกลับมาบอกคาเรนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

คาเรนที่ได้ยินดังนั้น ความรู้สึกดีใจแทบพวยพุ่งออกมา เธอรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้นั่งว่าง ๆ น่าเบื่ออีกแล้ว เธอนั่งฮัมเพลงรอคำตอบจากริชาร์ดอยู่ตรงที่นั่งของเธอ ในใจนั้นค่อนข้างมั่นใจอย่างมากว่าจะได้ออกไปทำงานจริง ๆ แน่นอน

ริชาร์ดใช้เวลาพูดคุยกับมอเฟียชไม่นานก็เดินกลับออกมานั่งที่โต๊ะของตัวเอง โดยมีคาเรนจ้องตามอยู่ตลอดเวลา จนริชาร์ดรู้สึกอึดอัดนิด ๆ ซึ่งมันทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าคาเรนนั้น

‘ยังกับเด็กจริง ๆ’

คาเรนเกาะพาร์ทิชั่นด้วยแววตาที่เหมือนเด็ก ๆ รอคำตอบของพ่อแม่ว่าจะพาไปเที่ยวที่ใหน มันยิ่งตอกย้ำความคิดของริชาร์ดเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ในเมื่อมันเป็นอุปนิสัยของเธอคงต้องค่อย ๆ ปรับไปให้เข้ากับหน้าที่การงานเท่านั้นล่ะ
ริชาร์ดถอนหายใจออกมายาว ๆ ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองคาเรนที่เกาะพาร์ทิชั่นจ้องเขาอยู่

“มอเฟียชให้ออกไปได้นะ ดูท่าทางเขาจะสนใจการวิเคราะห์ข้อมูลของเธอพอดูทีเดียวล่ะ” ริชาร์ดพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจนิดหน่อยต่อกิริยาท่าทางขอคำตอบของคาเรน พลางทำให้เขาคิดในใจอีกครั้ง

‘ใครเป็นคนบรรจุคนติงต๊องแบบนี้เข้ารับราชการได้เนี่ย’

ในขณะที่คาเรนชูมือชูไม้ดีใจที่จะได้ออกไปทำงานในภาคสนามเสียที เธอไปจัดแจงเก็บกระเป๋า พร้อมกับไปหาสตีฟเพื่อขอเครื่องบันทึกเสียง เผื่อว่าจำเป็นต้องใช้ในการเก็บหลักฐาน จากนั้นทั้งสองจึงออกจากสำนักงานไปยังบ้านของเด็กสาวที่ได้รับการช่วยเหลือ จาก D-2 ตามที่อยู่ที่ได้มาจากลินดา ซึ่งติดต่อประสานงานขอข้อมูลมาให้

หลังจากที่ทั้งสองเดินออกจากห้องไป ลินดามองทั้งสองแล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย ดูท่าทางเธอจะชอบใจกับลักษณะนิสัยของคาเรนพอสมควรทีเดียว ยิ่งเธอเห็นคาเรนนั้นแหย่ริชาร์ดยิ่งทำให้เธอรู้สึกสนใจมากขึ้น

“เอ้า เอ้า ลินดา จะเป็นแม่สื่อแม่ชักจับคู่ให้สองคนนั่นรึไง” ฟิลด์แหย่ลินดาที่มองตามคาเรนและริชาร์ดที่เดินออกจากห้องอย่างไม่วางตา

“แหม เปล่าสักหน่อย ก็แค่... คิดเฉย ๆ ว่าคาเรนนี่นิสัยขี้เล่นคล้าย ๆ น้องสาวของริชาร์ดเลย” ลินดากล่าวด้วยแววตาที่แฝงความเศร้าไว้ คนที่อยู่ในห้องเมื่อได้คำว่า ‘น้องสาวของริชาร์ด’ บรรยากาศในห้องก็เงียบลงทันที มันเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทุกคนในที่นี้ไม่ค่อยอยากพูดถึงสักเท่าไหร่

สตีฟยังคงกดคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ของเขาต่อไป ราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจสิ่งที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน หากแต่นิ้วมือที่กดคีย์บอร์ดของเขานั้นกลับสั่นอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ความเร็วในการกดของเขาลดลงไปจากปกติมากทีเดียว

คาเรนและริชาร์ดออกจากสำนักงาน FBI ในช่วงเกือบบ่ายโมง จากสำนักงานไปยังบ้านของเด็กสาวผู้เป็นพยานในเหตุการณ์ใช้เวลาไม่มากนัก เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้นเอง เรียกว่านั่งมองทิวทัศน์ข้างทางได้นิดหน่อยก็ถึงแล้ว
บ้านของเด็กสาวมีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะอยู่กันเพียง 3 คนเท่านั้น คาเรนจัดเครื่องแต่งตัวเธอให้เรียบร้อย เพราะเธอนั้นไม่ได้แต่งชุดที่ดูเข้ากับสถานะของเธอในตอนนี้สักเท่าไหร่ ซึ่งต่างจากริชาร์ดที่อยู่ในชุดคลุมสีดำที่ดูภูมิฐานกว่ามาก

“อย่าไปเล่นเป็นเด็ก ๆ ต่อหน้าคนอื่นล่ะ” ริชาร์ดพูดพลางเปิดประตูรถออกไป ดูท่าทางเขายังหวั่น ๆ ว่าคาเรนจะไปทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรกับหน้าที่การงาน ในขณะที่คาเรนที่ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงอาการค้อนริชาร์ดนิดหน่อยก่อนออกจากรถ แล้วเดินตามเขาไป

ริชาร์ดเดินไปกดกริ่งข้างประตูบ้าน สักครู่ผู้หญิงผมสีบลอนด์ยาวคนหนึ่งก็เปิดประตูออกมา
“คุณนายเฮิร์มมิ่ง ใช่รึเปล่าครับ” ริชาร์ดทักออกไปก่อน
“ค่ะ ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าพวกคุณคือ....” เธอถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ตามประสาผู้ที่ออกมารับแขกทั่วไป

ริชาร์ดยกบัตรประจำตัว FBI ที่เตรียมไว้ขึ้นมาแสดงให้ดูทันที
“เจ้าหน้าที่ริชาร์ด โฟลคอน จาก FBI ครับผม” หลังพูดจบเขาผายมือต่อไปยังคาเรน หากแต่คาเรนนั้นไม่ได้มีบัตรให้ออกมาแสดงจึงได้แต่ยืนยิ้มเฉย ๆ ไม่ทันที่คาเรนจะพูดอะไรออกมาริชาร์ดก็พูดแทนเสร็จเรียบร้อย
“ส่วนนี่เจ้าหน้าที่ คาเรน คลาวเรน ผู้ช่วยของผมครับ” คาเรนที่ถูกแนะนำตัวก็ได้แต่เพียงยิ้มให้กับหญิงผู้มาต้อนรับเท่านั้น

“เออ...ไม่ทราบว่า...” ผู้หญิงที่มาเปิดประตูต้อนรับน้ำเสียงอ้อมแอ้ม ริชาร์ดจึงตอบออกไปทันที
“ทางเราอยากได้ข้อมูลจาก เบลลี่ เฮิร์มมิ่ง สักหน่อยน่ะครับ” ริชาร์ดแจ้งความประสงค์ออกไป
แต่ดูท่าทางของคุณนายเฮิร์มมิ่งไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ คงเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของเธอก็ทำให้เธอเป็นห่วงอยู่แล้ว ยังต้องมาให้การซ้ำไปซ้ำมาคงทำให้เธอยิ่งเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นเธอเองก็ดูท่าทางไม่ใช่จะไม่ให้ความร่วมมือ เพียงแค่ดูไม่พอใจเท่านั้นเอง

คุณนายเฮิร์มมิ่งเดินนำทั้งสองไปยังห้องนั่งเล่น ซึ่งลูกสาวของเธอนั่งดูทีวีอยู่ ริชาร์ดดูเหมือนจะเก้ ๆ กัง ๆ เมื่อได้พบหน้าหนูน้อยเบลลี่ คงเพราะเขาไม่ค่อยชำนาญในการพูดคุยกับเด็กซักเท่าไหร่ ยิ่งจะให้คุยเอาข้อมูลแบบนี้เขาเองก็ยังเสียว ๆ ว่าจะไปทำให้เด็กร้องไห้ซะมากกว่า คาเรนที่เห็นท่าทางของริชาร์ดก็นึกขำในใจ จริง ๆ มันก็เป็นเรื่องปกติของผู้ชายส่วนใหญ่เธอจึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร แต่ก็อดขำไม่ได้กับสีหน้าท่าทางของเขา

คาเรนยิ้มออกมานิดหน่อยเมื่อมองไปยังหนูน้อยเบลลี่ เพราะเธอค่อนข้างจะชอบเด็กพอสมควร แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นคลั่งเด็กเหมือนกับคนรู้จักของเธอบางคน เธอมองไปยิ้มไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางคุณนายเฮิร์มมิ่ง

“หนูเบลลี่เป็นยังไงบ้างคะหลังประสพเหตุ” น้ำเสียงของคาเรนแสดงความห่วงใยและแสดงความเป็นมิตรเพื่อผ่อนคลายความรู้สึก ที่ดูไม่ค่อยพอใจของคุณนายเฮิร์มมิ่ง

“อ้ะ...ค่ะ... เธอก็ปกติดีล่ะค่ะ ยังร่าเริงเหมือนเดิม ไม่มีอาการตื่นตกใจกลัว คงเพราะตอนนั้นได้คนลึกลับคนนั้นช่วยไว้ล่ะค่ะ” คุณนายเฮิร์มมิ่งตอบด้วยท่าทาง และน้ำเสียงสบายใจพอสมควร เพราะลูกสาวของเธอนั้นยังคงปลอดภัยทั้งสุขภาพกายและสุขภายใจจนทำให้เธออดขอบ คุณเจ้า D-2 ออกมาไม่ได้

คาเรนที่ได้รับคำตอบยิ้มน้อย ๆ ออกมาหากแต่ในใจเธอกลับพยายามคิดอย่างหนักถึงความเป็นไปได้ที่เจ้าตัวที่น่า จะเป็นอันตรายอย่างนั้นเลือกที่จะช่วยเด็กสาวคนนี้ เธอค่อย ๆ เดินไปหาเบลลี่ แล้วบนโซฟาเดียวกับเธอทันที เบลลี่นั้นยังคงจับจ้องที่หน้าจอทีวีที่ฉายวีดิโอพาวเวอร์พัฟเกิร์ลอยู่ จึงไม่ได้สนใจคาเรนที่ค่อย ๆ ขยับไปใกล้เธอเรื่อย ๆ

ทั้งสองนั่งดูการ์ตูนอยู่ด้วยกันอยู่ครู่ใหญ่ ท่าทางของคาเรนนั้นดูสนใจการ์ตูนอย่างมาก ท่าทางของเธอเหมือนกับลุ้นในฉากที่สามสาวพาวเวอร์พัฟกำลังปราบเหล่าร้าย นั่นทำให้คุณนายเฮิร์มมิ่งยิ้มออกมาและรู้สึกถึงความมิตรของคาเรนได้อย่างดี แต่ริชาร์ดกลับรู้สึกว่าคาเรนนั้นเหมือนลืมจุดประสงค์ในการมาหาเบลลี่ซะแล้ว เขาได้แต่กุมขมับแล้วส่ายหัว พลางคิดในใจ

‘เอาเข้าไป ยัยนี่บ้าสุด ๆ เลยนะนี่’

“คุณนักสืบคะ รับน้ำชาซักแก้วไหมคะ” คุณนายเฮิร์มมิ่งกล่าวถามริชาร์ดที่ปั้นหน้ายุ่งอยู่ นั่นทำให้เขาต้องระงับอารมณ์ของตัวเองเพราะจะเป็นการเสียมารยาทถ้าเขาแสดง กิริยาอะไรที่ไม่ดีออกมา

“ไม่ล่ะครับ ขอบคุณมากครับ” ริชาร์ดตอบปฎิเสธกลับไป เขาไม่มีอารมณ์จะดื่มอะไรทั้งนั้น เพราะตอนนี้เขารู้สึกอยากจะกระโดดไปขย้ำคาเรนที่เหมือนลืมหน้าที่การงานซะ มากกว่า

คาเรนและเบลลี่นั่งดูพาวเวอร์พัฟเกิร์ลจนจบม้วน ริชาร์ดที่รออยู่พอเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหาหวังจะเตือนคาเรนให้ทำงานทำ การซักที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวอะไร คาเรนกลับเป็นฝ่ายคุยกับเบลลี่ออกไปก่อน

“เบลลี่ หนูอยากเป็นใครใน 3 สาวนี่ล่ะจ้ะ”

เบลลี่เอานิ้วไปดูดอยู่ครู่หนึ่งจึงหันกลับมาตอบกลับไป

“หนูอยากเป็นแบบบลอสซัมนะคะ เธอน่ารักดี แล้วก็เป็นคนเก่ง เป็นหัวหน้าด้วยล่ะ” เบลลี่จ้อยาวด้วยน้ำเสียงร่าเริง เธอไม่มีท่าทางเคอะเขินเลยแม้แต่กับคาเรนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก คงเพราะตั้งแต่เมื่อวานเธอเจอทั้งตำรวจ และนักข่าวมาสัมภาษณ์เธอเลยไม่รู้สึกแปลกใจอะไรแล้วถ้าจะมีใครอีกสักคนโผล่ มาคุยกับเธอทั้ง ๆ ที่เธอไม่รู้จัก ส่วนคาเรนที่ฟังคำตอบก็ยิ้มออกมาอย่างเห็นได้ชัด หากแต่ไม่ทันที่เธอจะถามอะไรต่อ เบลลี่ก็เป็นฝ่ายพูดกับเธอก่อน

“พี่หน้าตา สีผมสีตาเหมือนบับเบิ้ลเลยล่ะค่ะ งั้นพี่ก็ต้องเป็นบับเบิ้ลแน่ ๆ เลย” เบลลี่พูดไปยิ้มไป เพราะเธอมองคาเรนที่มีผมสั้นสีทองนัยน์ตาสีฟ้า และท่าทางของเธอตอนที่ดูการ์ตูนกับเธอนั้นไม่เหมือนผู้ใหญ่ในบ้านเลย จึงทำให้เธอคิดว่าคาเรนนั้นคล้ายบับเบิ้ล

“เอ จริงเหยอ~” คาเรนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเลียนแบบบับเบิ้ลซึ่งมักแสดงออกแบบเอ๋อ ๆ ก่อนที่เธอจะถามเบลลี่กลับไป

“แล้วคนที่ช่วยหนูเมื่อคืน ก็เป็นบัตเตอร์คัปอ่ะจิ” เธอถามกลับไปด้วยน้ำเสียงเอ๋อ ๆ แบบเดิม

เบลลี่ที่ได้ยินคำถามก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอเหมือนพยายามนึกภาพของผู้ที่มาช่วยเธอให้สอดคล้องกับเรื่องพาวเวอร์พัฟ เกิร์ล

“ไม่ใช่นะคะ คนที่เค้าช่วยหนูไม่ใช่ผู้หญิงนะคะ แถมมีขนเต็มตัว เขาต้องเป็น โมโจ โจโจ้ แน่ ๆ เลยล่ะ”
เบลลี่ตอบเสียงใสตามประสาเด็ก

“เอ...แต่โมโจ โจโจ้ เป็นตัวร้ายนี่จ้ะเบลลี่” คาเรนค้านออกไป น้ำเสียงค่อนข้างแปลกใจกับคำตอบของเบลลี่นิดหน่อย

“ก็เค้าเหมือนโมโจมาก ๆ เลยนะคะ แค่เค้าไม่ได้เป็นผู้ร้ายเท่านั้นเอง” เบลลี่ยืนยันความคิดตัวเองกลับไป

“ถ้างั้นพี่ว่าเค้าต้องเป็นมังกี้ในเรื่องเด้กเตอร์มากกว่าแน่ ๆ เลย” คาเรนบอกเบลลี่พร้อมรอยยิ้ม

“จริงด้วย มังกี้เป็นลิงที่รักคุณธรรม แล้วก็แข็งแรงมาก ๆ เค้าต้องเป็นมังกี้แน่ ๆ เลย” เบลลี่รับสิ่งที่คาเรนบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที

“งั้นพี่ไปตามหาบัตเตอร์คัปก่อนดีกว่านะจ๊ะบลอสซัม” คาเรนพูดพลางลูบหัวเบลลี่ ก่อนที่จะลุกขึ้นหันไปมองริชาร์ด พร้อมกับชู 2 นิ้วและขยิบตาให้เขา
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะคะ คุณนายเฮิร์มมิ่ง” คาเรนเดินไปบอกคุณนายเฮิร์มมิ่งที่มีสีหน้างุนงง เพราะตั้งแต่ที่ทั้งสองเข้ามาในบ้าน แทบจะไม่มีการซักถามสิ่งใดที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวเลย แถมเจ้าหน้าที่คาเรนก็ทำเพียงนั่งดูและพูดคุยเรื่องการ์ตูนเป็นเพื่อนกับลูก สาวของเธอเท่านั้นเอง

คาเรนเดินนำริชาร์ดออกไป ซึ่งตัวริชาร์ดเองก็งุนงงไม่แพ้คุณนายเฮิร์มมิ่ง แต่ในเมื่อคาเรนกล่าวออกมาเช่นนั้นหมายความว่าเธอคงจะไม่ซักถามอะไรอีกแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้คงยุติเพียงเท่านี้ ริชาร์ดจึงกล่าวขอบคุณคุณนายเฮิร์มมิ่งที่ยังยืนงงอยู่ แล้วเดินออกจากบ้านตามคาเรนที่ยืนไปคอยที่รถแล้ว

คาเรนนั้นเข้าไปยืนคอยข้างหระตูรถ เธอยืนอมยิ้มอย่างมีความสุข กิริยาของเธอทำให้ริชาร์ดค่อนข้างงุนงงอย่างมาก หลังจากที่เขาเปิดประตูรถ และทั้งสองเข้าไปในรถแล้ว เขาจึงเริ่มไล่แก้ข้อสงสัยทันที

“คุณมาทำอะไรของคุณน่ะคุณคาเรน” น้ำเสียงของเขาค่อนข้างหงุดหงิดพอสมควรเพราะเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่คาเรนทำไป เลยสักนิดเดียว

“ก็มาหาข้อมูลของเจ้า D-2 ไงคะ” คาเรนอมยิ้มตอบริชาร์ดกลับไป

ริชาร์ดที่ได้ฟังคำตอบถึงกับขมวดคิ้วจนแทบจะชนกัน เพราะสิ่งที่เธอตอบกับสิ่งที่เธอทำมันไม่เหมือนกันเลย สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงคาเรนที่ไปนั่งดูการ์ตูนและพูดคุยสมมติตัวการ์ตูน อาจจะมีบ้างเรื่อง D-2 แต่มันดูน้อยนิดซะเหลือเกิน

“ขับรถไป ฟังไปก็ได้มั้งคะ” คาเรนกล่าวพลางปรายตามองริชาร์ด เขาเองได้แต่ถอนหายใจแล้วสตาร์ทรถขับออกจากหมู่บ้านไปเท่านั้น

คาเรนนั่งอมยิ้มไป พลางลูบปอยผมตัวเองและฮัมเพลงไป โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดเลย จนริชาร์ดรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น เขาจึงเป็นฝ่ายถามออกไปก่อนด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นล่ะ ผมไม่เห็นคุณจะสืบข้อมูลอะไรเลยนอกจากมานั่งเล่นกับเด็กแค่นั้นเอง”

คาเรนอมยิ้มแล้วหันมามองริชาร์ด เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ ซึ่งมันยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น คาเรนที่เห็นอาการของ
ริชาร์ดจึงตอบออกไปเพราะเธอเองก็กลัวว่าริชาร์ดจะหงุดหงิดซะจนเอารถไปไล่บี้ ใครบนถนน

“จะคุยกับเด็กที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ก็ต้องทำตัวให้กลมกลืน และเป็นกันเองจนเด็กไว้ใจก่อนสิคะ อย่างหนูเบลลี่ที่ท่าทางเป็นมิตรแบบนั้นมันไม่ยากหรอกค่ะ แต่...เอ...รึมันเป็นเรื่องยากของคุณเอ่ย~” คาเรนตอบพลางแหย่ริชาร์ดไปด้วย ซึ่งคำตอบนั้นมันก็เป็นเรื่องจริงในเชิงการสืบสวน เพราะถ้าจะเอาข้อมูลจากเด็กเล็ก ๆ ถ้าจะให้ไปนั่งสอบแบบเป็นทางการ สิ่งที่เด็กให้คงไม่ได้อะไรที่เป็นประโยชน์มากนัก

‘ว่าแต่ยัยนี่ได้ข้อมูลอะไรมาน่ะ’ ริชาร์ดคิดในใจเพราะเขาเองก็นักไม่ออกว่าคาเรนได้อะไรจากเบลลี่บ้าง

คาเรนหันกลับไปมองทิวทัศน์ข้างทางเธอเองก็รู้ว่าริชาร์ดนั้นอยากรู้สิ่งที่ เธอรู้ไว ๆ แม้ว่าเธออยากแกล้งเขานิด ๆ แต่ถ้าแกล้งมากไปคงจะไม่ดีแน่นอน เธอจึงเริ่มร่ายสิ่งที่เธอได้จากการคุยกับเบลลี่ให้เขาฟัง

“ไล่ที่ละเรื่องนะคะริชาร์ด เริ่มจากอย่างแรก จากข้อมูลสรุปโดยรวม เบลลี่มีความเชื่อมั่นว่า D-2 นั้นเป็นฮีโร่ที่มาช่วยเธอ ฉะนั้นเราสามารถสันนิษฐานได้ว่า D-2 นั้นตั้งใจช่วยเบลลี่จริง ๆ ไม่ใช่เพราะดันรถด้วยเหตุว่า มาจ้ะกับเหตุการณ์เลยตกกระไดพลอยโจนไป หรือไม่ใช่เพราะกะจะขย้ำเธอ แต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาก่อน”

“อย่างที่สองนี่เป็นสิ่งยืนยันถึงพฤติกรรมที่แตกต่างจาก D-1 และ D-3 ได้อย่างดี ทั้งเรื่องของนิสัย และวิธีการคิดของเจ้า D-2 น่าจะพูดได้ว่า เมื่อมันทำสิ่งที่ตัวเองต้องทำเสร็จจะหลบออกจากตรงนั้นทันที มันไม่ได้ทำสิ่งต่อเนื่องเกินเลยไปกว่านั้น
แต่ตรงนี้เราอาจจะต้องหาข้อสรุปก่อนว่า เป็นเพราะมันต้องการทำให้สิ่งที่มันทำ ‘เสร็จแล้ว’ หรือ เป็นเพียงเพราะอาการตกใจตื่นกลัวต่อสิ่งรอบ ๆ ตัวเท่านั้น”

“ข้อสองมันยังไงน่ะ คุณคาเรน” ริชาร์ดที่ฟังคาเรนอธิบายอยู่เกิดข้อสงสัยขึ้น คงเพราะเขาไม่ค่อยสิ่งที่คาเรนจะสื่อ

“ก็ง่าย ๆ ค่ะ มันไม่ ทำร้ายสิ่งรอบตัว ซึ่งมาห้อมล้อมมันยังไงล่ะคะ ซ้ำจะมีท่าทางเป็นมิตรซะด้วย เออ...เหมือนปลาโลมาที่มาเล่นกับคนเมื่อคนเข้าไปใกล้ ไม่ใช่แบบหมีที่คนเข้าไปใกล้มันจะตบก่อนเลย”

“อย่างที่สาม...การที่เบลลี่บอกว่า D-2 เหมือนโมโจ เป็นข้อยืนยันว่า มันมีลักษณะรูปร่างแบบลิง หรือ คล้ายลิง หากแต่มีความเป็นไปได้ว่าไม่ใช่ลิงแบบที่ D-3 เป็น เพราะโมโจนั้น แม้จะเป็นลิง แต่รูปร่างของมันไม่ได้ใหญ่โตอะไร แทบจะพูดได้ว่า โมโจ กับ สาว ๆ พาวเวอร์พัฟเกิร์ลมีรูปร่างไม่ต่างกันซักเท่าไหร่ ซึ่งการที่ดิฉันบอกว่าเหมือนมังกี้เธอก็ตอบรับทันที แสดงว่ารูปร่างของมันอาจจะพอ ๆ กับคนธรรมดาด้วยซ้ำไป”

ริชาร์ดที่ขับรถไป ทึ่งในสิ่งที่คาเรนแสดงออกมาให้เห็นจริง ๆ เธอใช้เวลาในการถามเด็กไม่นาน หากแต่สิ่งที่ได้สามารถสรุปข้อมูลได้มากกว่าที่เขาคาดคิดซะอีก ซ้ำยังเป็นข้อมูลซึ่งตำรวจที่สอบปากคำเบลลี่ ยังให้ข้อมูลได้ไม่ชัดเท่านี้เลย

คาเรนนิ่งเงียบมองทิวทัศน์ครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อไป

“และอย่างสุดท้ายนะคะ มันอาจจะมีสติปัญญาใกล้เคียงมนุษย์ก็ได้ ถ้าสิ่งที่ดิฉันคาดไว้ไม่ผิดน่ะนะคะ” เธอกล่าวพลางปรายตามามองที่ริชาร์ด และฮัมเพลงออกมาเบา ๆ ราวกับว่าเธอกำลังสบายใจเรื่องของเจ้า D-2 อยู่เช่นนั้น

ริชาร์ดได้แต่เพียงขับรถต่อไปเรื่อย ๆ ข้อสงสัยในสิ่งที่คาเรนทำก่อนหน้านี้หมดไปแล้ว แต่ความสงสัยใหม่ก็เข้ามาแทนที่

‘คนที่มีความสามารถขนาดนี้ ทำไมถึงได้เลือกที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าแทนที่จะใช้ความสามารถทำประโยชน์ ให้มากกว่านี้กัน’

“ว่าแต่ คุณริชาร์ดคะ” คาเรนเรียกคู่หูของเธอระหว่างที่มองทิวทัศน์ข้างทาง

“หืม?” ริชาร์ดตอบรับกลับไป

“เค้าอยากกินวนิลลาซันเดย์อ่า” คาเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับตอนที่คุยเล่นกับเบลลี่

ริชาร์ดที่ได้ยินเช่นนั้น จากสีหน้าที่แสดงความทึ่งก็เปลี่ยนความเอือมระอาระคนหนักใจ ให้ตายสิ เขาตามอารมณ์ของคุณเธอไม่ทันเลยจริง ๆ

“คุณคาเรน คุณคือบับเบิ้ลตอนโตรึยังไงครับ” ริชาร์ดล้อกลับไป เพราะบุคลิกที่ดูเอ๋อ ๆ ไม่ค่อยเต็มของคาเรนที่แสดงออกมาทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าที่เบลลี่บอกว่า คาเรนนั้นเหมือนบับเบิ้ลคงจะจริง

“เปล่าสักหน่อย ก็แค่อยากกินเฉย ๆ เวลาใช้หัวคิดมาก ๆ มันกินพลังงานชีวิตมากเลยนะคะ นี่ถ้าอยู่ในป่าไม่ต้องมานั่งคิดอะไรแบบนี้หรอก” คาเรนหน้ามุ่ยตอบไป

‘โอเคครับ ผมเข้าใจแล้วครับว่าทำไมเธอถึงได้เลือกจะอยู่ในป่า’ ริชาร์ดคิดด้วยเขาเชื่อว่าที่คาเรนเลือกงานในฐานะเจ้าหน้าที่อนุรักษ์พันธุ์ สัตว์นั้นคงเพราะ ถ้ามาทำงานอะไรในหน่วยงานสืบสวนเธอคงต้องคิดมากแล้วเธอคงจะทานมากกว่าปกติจน อ้วนเป็นแน่

“ยังไงก็ต้องแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ในเวลาราชการแบบนี้จะให้ไปหาอะไรกินข้างนอกตามอำเภอใจคงทำไม่ได้หรอกนะครับ” ริชาร์ดตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

คาเรนที่ฟังคำตอบแล้วก็แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาทันที

‘ก็กะแล้ว’

เธอคิดในใจ บางทีเธอควรหาของกินมาตุนไว้แยะ ๆ ตอนเวลาทำงานจะได้ไม่ต้องออกไปหาของกินหลังจากที่ใช้สมองคิดอะไรต่าง ๆ
----------------------------------------

ห่างออกไปจากเมืองใหญ่ ณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งโอบล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด
เบื้องล่างพื้นดินเป็นห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ดูทันสมัยอย่างมาก ภายในห้องมีหลอดทดลองซึ่งมีสิ่งรูปร่างประหลาดอยู่ภายในซึ่งไม่สามารถบอกได้ ว่ามันมีชีวิต หรือเป็นเพียงสิ่งที่ถูกแช่ไว้เฉย ๆ

ชายในชุดกาวน์สีขาว ใส่แว่นตา รูปร่างซูบผอม นั่งหน้าเครียดอยู่หน้าเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ
ไม่ไกลจากเขา มีชายใส่เสื้อโค้ทสีดำยืนพิงฝาพนังห้องอยู่ เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหมดจดดูอายุแล้วไม่น่าจะเกิน 30 ในมือของเขาถือดาบที่ใส่อยู่ในฟักสีดำ นัยน์ตาของเขาเป็นสีแดง ดูทอประกายน่าสะพรึงกลัวยามที่จับจ้องชายในชุดกาวน์

“ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ ทำไมผลงานของชั้นถึงเลือกที่จะช่วยมนุษยล่ะ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ” ชายในชุดกาวน์กล่าวซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ แต่ประโยคต่าง ๆ ที่เขาพูดนั้นยังคงรูปประโยคที่ผู้อื่นสามารถฟังเข้าใจได้ นั่นคงเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนเสียสติแน่นอน

ชายในชุดโค้ทสีดำดูท่าทางไม่ได้สนใจในสิ่งที่ชายชุดกาวน์กำลังสงสัยสักเท่า ไหร่ เขาเดินจากกำแพงที่เขายืนพิงอยู่มายืนยังข้าง ๆ ชายในชุดกาวน์ สายตาชำเลืองมองลงมายังเอกสารที่ชายชุดกาวน์นั่งดูอยู่ ซึ่งก็คือภาพข่าวจากอินเตอร์เน็ตที่เป็นบทสัมภาษณ์เด็กที่รอดชีวิตเพราะมี สิ่งมีชีวิตประหลาดมาช่วยไว้

“หึ…ก็ไม่ได้ผิดจากที่ข้าคาดไว้สักเท่าไหร่” ชายในชุดโค้ทกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น สีหน้าของเขาไม่ได้ร้อนรนอะไรซึ่งต่างจากชายในชุดกาวน์อย่างมาก

“เป็นไปไม่ได้ ผมไม่ได้ ‘สร้าง’ มันให้มีความคิดที่จะเข้าช่วยเหลือใครสักนิด” ชายชุดกาวน์กุมขมับไปพูดไป ท่าทางดูเขากลุ้มใจมากทีเดียว

“เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าสร้างสิ่งมีชีวิต มันก็ต้องมีสิ่งมีชีวิตที่ผิดไปจากการคำนวณบ้าง ขนาดพระเจ้ายังไม่สามารถสร้างให้สิ่งมีชีวิตมีความคิดไปในทางเดียวกันได้ ทั้งหมดเลยนี่นา” ชายโค้ทดำกล่าวเขายกมือขึ้นมาจับที่บ่าแล้วบีบไหล่ที่ของชายชุดกาวน์เบา ๆ

“ข้าว่า…เจ้าไปหาวิธีสร้างไอ้ภาชนะที่จะใส่พลังงานชีวิต แล้วให้มันทำงานได้เหมือน ‘สิ่งมีชีวิต’ จะดีกว่านะ” ชายโค้ทดำ
กล่าวออกมาเบา ๆ แต่น้ำเสียง และทีท่าของเขาน่ากลัวซะจนชายชุดกาวน์ถึงกับหน้าซีด เหงื่อตกทีเดียว

ชายโค้ทดำผละออกจากชายชุดกาวน์ไป เขาเดินไปยังประตูทางเข้าออกห้องทดลองก่อนจะหันศีรษะมาทางด้านหลังเล็กน้อย แล้วกล่าวออกมา
“ข้า รอความสำเร็จจากเจ้าอยู่นะ…” มันช่างเป็นน้ำเสียงที่กดดันมากมายนัก

ชายโค้ทดำเดินออกจากห้องไป ในห้องเหลือเพียงชายชุดกาวน์นั่งเครียดเพียงลำพัง

“ไอ้ปีศาจเอ้ย”

เขากล่าวออกมาลอย ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

-----------------------------------------

ข้อมูลที่ได้จากเบลลี่นั้น ริชาร์ดให้คาเรนเป็นผู้บอกกับมอเฟียชเอง เพราะเขาคิดว่าเธอสามารถอธิบายได้ดีกว่าเขาที่แทบไม่ได้ซักถามอะไรจากเบลลี่ เลย ซึ่งข้อมูลนั้นได้ถูกส่งต่อไปยังสตีฟให้ช่วยบันทึกและวิเคราะห์เพื่อนำส่ง ศูนย์ใหญ่ทันที ด้วยเพราะเป็นข้อมูลที่มีความน่าสนใจและช่วยการสืบสวนในพื้นที่นิวยอร์คได้ เป็นอย่างดี

คาเรนเดินเกาหัวหน้ามุ่ยออกมาจากห้องของมอเฟียชมานั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง ริชาร์ดที่เห็นสีหน้าท่าทางของคาเรนก็ให้สงสัยว่าเธอไปโดนอะไรจากมอเฟียชมา รึยังไง

“เป็นอะไรไปรึคุณคาเรน” ริชาร์ดถามด้วยน้ำเสียงสงสัย เพราะข้อมูลที่คาเรนมีในมือแล้วไปรายงานกับมอเฟียชไม่น่ามีอะไรที่ผิดพลาด หรือไม่ดีจนโดนบ่นกลับมาแน่นอน

คาเรนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พร้อมกับสีหน้าที่เป็นกังวลใจ
“เค้าอยากกินวนิลาซันเดย์อ่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเอ๋อ ๆ แบบบับเบิ้ล แถมคำตอบของเธอดูไม่เป็นสาระอะไรกับสิ่งที่
ริชาร์ดกำลังสงสัยเลยซักนิด

“คุณนี่ทำตัวเป็นเด็ก ๆ ไปได้” ริชาร์ดกล่าวด้วยสีหน้าน้ำเสียงเอือมระอากับคาเรนจริง ๆ แต่คาเรนที่ฟังอยู่กลับบุ้ยปาก แล้วโยกเก้าอี้หมุนไปมา พลางลูบปอยผมตัวเอง

‘ไม่มีความคืบหน้าเรื่อง D-1 เลยแฮะ...รึว่า จะต้องให้มีเหยื่ออีกซักราย สองรายถึงจะตามรอยได้หว่า’

เธอคิดในใจด้วยความกังวลถึงเจ้า D-1 เพราะมันไม่ได้เป็นมิตรแบบ D-2 แน่นอน แถมยังสามารถหลบซ่อนตัวได้เก่งมาก เก่งซะจนเธอรู้สึกกลัวว่าถ้าจะตามรอย คงทำได้แต่เพียงให้มีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่ม เติมเท่านั้นเอง

ระหว่างที่คาเรนกำลังคิดอยู่นั้น ลินดาก็ถือถ้วยชาร้อนพร้อมบราวนี่มาวางที่โต๊ะของคาเรน
“งั้นก็ทานนี่แก้เครียดก่อนดีไหมคะ” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

คาเรนเงยหน้าไปยิ้มให้เช่นกัน
“ขอบคุณมากเลยค่ะ คุณลินดา” เธอกล่าวขอบคุณพลางยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม

ลินดายืนเท้าแขนที่พาร์ทิชั่น เธอกล่าวพลางมองไปยังริชาร์ดที่นั่งอยู่
“คาเรนนี่ก็ชอบไปแกล้งริชาร์ดเขา เดี๋ยวเขาก็ขย้ำเข้าให้หรอกจ้ะ” เธอกล่าวไปพลางหัวเราะไปพลาง

ริชาร์ดที่นั่งอยู่ ได้ยินก็หันมามองสีหน้าเขาแสดงความหนักใจออกมาให้เห็น
“ผมไม่ใช่ไอ้ตัวประหลาดพวกนั้นนะจะได้ไปไล่ขย้ำใครต่อใครไปเรื่อยนะ” ริชาร์ดหันมาบ่นใส่ลินดาที่แกล้งแหย่เขา โดยคาเรนที่ดูอยู่ก็หัวเราะให้กับกิริยาตอบกลับของริชาร์ด
ขณะนั้นเอง ความคิดของเธอมันจุดประกายบางสิ่งกับคำพูดของริชาร์ด

‘ไล่ขย้ำใครต่อใครไปเรื่อยนะ’

คาเรนหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง คำที่ริชาร์ดพูดนั้นทำให้เธอนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เธอมองข้ามไป

‘ไล่ขย้ำใครต่อใครไปเรื่อย’

ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ใช่แล้วทำไมเธอไม่คิดสงสัยเลยว่าทำไมคนของ FBI ถึงได้ไปเจอกับมันได้
ทำไมเหยื่อเคราะห์ร้ายทั้งสองคนถูกมันฆ่า เพราะมันมาหาพวกเขาเอง ยังงั้นหรือ หรือเพราะ….

‘พวกเขาไปเจอมัน ไม่ใช่มันมาหาพวกเขาเจอ’

--------------------------------------Next to Chapter 6





 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2553 18:55:41 น.
Counter : 273 Pageviews.  

Nephilim's tale ตอนที่ 5

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

Back to Chapter 3

Back to Chapter 4


----------------------------------
[b]Chapter 5[/b]

อนาคิมนั่งอึ้ง คงเพราะอยู่ ๆ มีคนมาบอกว่า นางชื่อ เรฟาอิม ทั้ง ๆ ที่นางไม่เคยรู้เรื่องอะไรเช่นนั้นมาก่อนเลย

เซคิน่าผู้ที่เรียกอนาคิม ว่า เรฟาอิม ก็ยังคงจับจ้องที่อนาคิมอย่างไม่วางตา บรรยากาศรอบ ๆ เงียบอย่างมากเพราะทุกคนต่างงุนงนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

“เจ้าจำคนผิดแล้วมั้ง เซคิน่า” เลออสทำลายความเงียบเป็นคนแรก

“ใช่ ๆ ใช่แล้ว ข้ารู้จักกับอนาคิมตั้งแต่เด็กนางไม่ได้ชื่อนั้นสักหน่อย” เรโนอาช่วยยืนยันอีกเสียง

“...” เซคิน่านิ่งเงียบไป นางขมวดคิ้วใส่เลออสและเรโนอา

“ข้าไม่ได้บอกว่าแม่สาวลิงของพวกเจ้าคือ เรฟาอิมสักหน่อย” น้ำเสียงของเธอราบเรียบ

“เช่นนั้น ทำไมเจ้าเรียกนางว่าเรฟาอิมล่ะ” ชไนเดอร์กอดอกถามเซคิน่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เซคิน่าเอามือไปจับที่คางตัวเอง เธอเงยมองท้องฟ้ายามเย็นหันหัวไปมา

“นั้นสิ” เธอตอบราวกับว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีอะไรเป็นสาระเลย นั้นทำให้เลออส และเรโนอา แทบจะแสดงสีหน้าเอือมระอาออกมาทันที

ยกเว้นชไนเดอร์ที่ยังคงจดจ้องเซคิน่าด้วยสายตาที่ราวกับจะคาดคั้นเอาความ จริงให้ได้

“ข้าว่าเจ้ามีอะไรก็เล่า ก็ถามมาดีกว่านะ เซคิน่า” ชไนเดอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจัง

ทุกคนต่างมองไปที่ชไนเดอร์ด้วยคิดว่าเขาจริงจังไปรึไม่ หากแต่อนาคิมเองก็รู้สึกแบบเดียวกับชไนเดอร์
เธอรู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น

“ท่านเซคิน่า ท่าน...ต้องการถามสิ่งใดจากข้ากันแน่คะ?” อนาคิมกล่าวถามด้วยท่าทางนบน้อบพอควรทีเดียว

เซคิน่าที่รับฟังอยู่ เอียงมองใบหน้าอนาคิมด้วยแววตาแปลกใจ ด้วยไม่คิดว่าอนาคิมจะถามตรง ๆ เช่นนี้
ระหว่างนั้นสำรับอาหารถูกจัดเตรียมเรียบร้อย และนำมาวางไว้ที่โต๊ะที่ทั้ง 5 นั่งอยู่พอดี

“ทานไปคุยไปก็ได้ มันจะได้ไม่เครียดเกินไป” เซคิน่ากล่าวออกมา

“ข้าว่ามันเครียดตั้งแต่เจ้าเริ่มเรื่อง...” เลออสเหล่ตาแซวเซคิน่าแต่ไม่ทันจบประโยคเขาก็โดนถาดอาหารทุบเข้าที่หัวทันที

“ข้าไม่ได้จะหาเรื่องซักหน่อย แค่มีอะไรสงสัยคาใจเท่านั้นเอง” เซคิน่ากล่าวตอบเลออสที่เอามือกุมหัวอยู่

“ถ้างั้นก็คิดซะว่าเป็นการสนทนาระหว่างมื้ออาหารก็แล้วกัน” ชไนเดอร์กล่าวพร้อมกับยิ้มออกมาที่มุมปาก

หากแต่อนาคิมกลับมองไปมารอบ ๆ ตัวนางรู้สึกว่ามันขาดสิ่งใดไปซักอย่าง จนชไนเดอร์สังเกตเห็นจึงเอ่ยถามขึ้น

“มีสิ่งใดรึ อนาคิม?”

“เออ....แล้วแล้วมารดาของพระองค์ เอ้ย ของท่านล่ะคะ?” อาคิมพยายามถามให้เป็นแบบปกติที่สุดแต่นางก็ยังกระท่อนกระแท่น

บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงอีกครั้ง ชไนเดอร์หยิบแก้วไวน์ขึ้นมาจิบนิดหน่อย

“มารดาของข้าเสียไปได้เกือบหนึ่งปีแล้วล่ะ” เขาตอบน้ำเสียงเรียบเฉย แต่นัยน์ตาแฝงไว้ซึ่งความเศร้า
อนาคิมรู้สึกผิดที่ไปกล่าวอะไรซึ่งอาจจะทำให้ชไนเดอร์เศร้าใจ นางรีบโค้งศีรษะขอโทษทันที

“ข...ข้าต้องขอโทษท่านด้วยค่ะ”

ชไนเดอร์ส่ายหน้าช้า ๆ แล้วยิ้มออกมา
“ไม่เป็นไรหรอก มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรซักหน่อย ก็เจ้าไม่รู้นี่นา”

“เอ้า ๆ กินก่อน ๆ” เซคิน่ารีบตักอาหารที่มาจัดวางไว้ก่อนเป็นคนแรก

“เฮ้ย!! ปูตัวนั้นข้ามองตั้งแต่มันมาวางแล้วนะ” เลออสท้วงเซคิน่าที่หยิบปูนึ่งตัวใหญ่ไปก่อนใคร

“ของแบบนี้มันใครดีใครได้ต่างหาก เจ้าหมีขนแดงงี่เง่า” เซคิน่าข่มเลออสที่พลาดของที่ตนเองเล็งไว้ทันที

อนาคิม กับ เรโนอาที่เห็นทั้งสองแย่งอาหารกันอยู่ได้แต่แสดงสีหน้าหนักใจ ด้วยไม่คิดว่าพวกระดับหัวหน้าทหารจะเป็นได้ถึงเพียงนี้

“หึหึหึ เรื่องปกตินา พวกเจ้าทั้งสองทานตามสบายเถอะ” ชไนเดอร์กล่าวกับอนาคิมและเรโนอา แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งสองจึงเลยตามเลยไป

อาหารพร่องไปมากพอควรแล้ว เลออส เรโนอาและชไนเดอร์แทบจะนั่งเฉย ๆ ไม่ขยับด้วยความอิ่ม หากแต่อนาคิมยังคงค่อย ๆ ตอดเล็กตอดน้อยอาหารได้เรื่อย ๆ ส่วนเซคิน่านั้นดื่มสุราอย่างสบายใจ

“เอ้า เข้าเรื่องได้รึยังเซคิน่า” ชไนเดอร์ทวงสิ่งที่เซคิน่าทำให้คาใจไว้

“หืม....อืม” เซคิน่าวางแก้วเหล้าลง แล้วมองไปยังอนาคิมที่ยังตักอาหารเข้าปากอยู่

“นี่อนาคิม เจ้าเป็นเด็กกำพร้าใช่รึไม่น่ะ” เซคิน่ายิงคำถามออกมาตรง ๆ จนอนาคิมแทบสำลักอาหารออกมา
เรโนอาที่นั่งอิ่มอยู่ถึงกับตะลึง ไม่คิดว่าเซคิน่าจะตั้งคำถามอะไรที่ดูเสียมารยาทเช่นนี้ หากแต่เลออสกับชไนเดอร์กลับมองเซคิน่าด้วยความสนใจในคำถามที่นางเอ่ยถามขึ้น เพราะทั้งสองรู้ดีว่าเซคิน่าแม้จะขี้เล่นและสนุกสนาน แต่เมื่อถึงเวลาที่จริงจังนางไม่เคยถามสิ่งใดที่ไร้ประโยชน์เป็นแน่

“ท่านเซคิน่าล่ะก็ บิดามารดาของอนาคิมก็คือสามีภรรยาที่อยู่โรงหลอมอาวุธที่เอเวี่ยมยังไงล่ะ คะ”

เรโนอารีบออกตัวรับแทนอนาคิม เซคิน่ามองเรโนอาแล้วทำตาปริบ ๆ

“เจ้านี่ รักเพื่อนมาก ๆ เลยนะ” เซคิน่ากล่าวชมเรโนอาพร้อมส่งยิ้มให้ จากนั้นจึงชี้นิ้วไปทางอนาคิมพร้อมขยิบตา

“เอ้า ตาเจ้าล่ะอนาคิม”

อนาคิมวางช้อนส้อมลงมาวางไว้ที่จาน ท่าทางของเธอดูซึม ๆ ไปราวกับว่าคำถามนั้นมันจี้ใจของเธอ
เธอนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ จึงได้เงยหน้าขึ้นกล่าวท่ามกลางทุกคนที่รอฟังคำตอบอยู่

“ใช่ค่ะ ข้าไม่ทราบว่าบิดามารดาที่แท้จริงของข้าคือผู้ใด”
อนาคิมกล่าวเรียบ ๆ แต่เป็นคำตอบที่ทำให้เรโนอาตะลึงอย่างมาก เพราะนางตลอดเวลาเกือบ 18 ปีที่นางรู้จักกับ
อนาคิม เธอไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้เลยซักนิดเดียว

“เฮ้ ๆ เซคิน่า เจ้าจะบอกว่าแม่ลิงนี่เป็นญาติกับคนที่ชื่อเรฟาอิมนั่นน่ะรึ” เลออสกล่าวถามด้วยน้ำเสียงสงสัยใคร่รู้

“ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ซะทีเดียวหรอกนะ” เซคิน่าตอบเลออสกลับไป

“ข้าว่าข้าอยากรู้จักเรฟาอิมให้มากกว่านี้จริง ๆ คงต้องให้เจ้าเล่าแล้วกระมังเซคิน่า” ชไนเดอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เซคิน่าหันไปมองชไนเดอร์ เธอยักไหล่เล็กน้อย มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ถ้าใครจะสนใจเรื่องของ ‘เรฟาอิม’
ในเมื่อเธอเป็นผู้เปิดประเด็นก่อน

“เรฟาอิมน่ะ เป็นชื่อของนักฆ่าคนหนึ่งในเผ่าของข้าเอง นางไม่ใช่ดาร์คเอล์ฟนะ แต่ ‘เป็นมนุษย์’ นั่นล่ะ”
‘เป็นมนุษย์’ คำ ๆ นี้สร้างความแปลกใจให้เลออสและชไนเดอร์พอควรทีเดียวเพราะปกติเผ่าดาร์คเอล์ฟ ไม่ค่อยยอมรับคนต่างเผ่าไปอยู่ในเผ่าตนเองง่าย ๆ

“ยังไงน่ะ ทำไมนางถึงอยู่กับพวกเจ้าได้ล่ะ” เลออสไม่รอช้ารีบถามก่อนชไนเดอร์ทันที

“ดาร์คเอล์ฟที่อยู่นอกใจกลางหมู่บ้านเป็นผู้เก็บนางได้น่ะ เห็นว่าจริง ๆ ผู้ที่เก็บนางได้ก็กะจะปล่อยนางไว้ทั้งเช่นนั้น แต่ไม่รู้นึกยังไงถึงได้เลี้ยงจนเติบใหญ่ กลายเป็นว่านางมีความผูกพันธ์กับเผ่าเราอย่างมาก แถมด้วยฝีมือของนางถึงขั้นทำให้ผู้อาวุโสในเผ่ายอมรับ และแต่งตั้งให้อยู่เป็นนักฆ่าระดับสองของเผ่าตั้งแต่อายุเพียง 15 ทีเดียวล่ะ”

“เรฟาอิมเป็นคนที่เยือกเย็น แต่ก็เด็ดเดี่ยว เวลาอยู่ในสนามรบนางว่องไวมากซะจน คนในเผ่าแท้ ๆ ที่เรียกว่าบุตรแห่งสายลมยังดูจะเร็วแพ้นางด้วยซ้ำไป”

เลออส เรโนอา และชไนเดอร์หันไปมองอนาคิมเป็นตาเดียวกัน เพราะนึกถึงความเร็วเมื่อครั้งที่นางต่อสู้กับเลออสแล้วก็แทบจะกล่าวได้ว่า นางก็รวดเร็วมาก ๆ เช่นกัน

“แต่ด้วยความที่นางซื่อสัตย์ต่อองค์ชูไนมาน ทำให้นางสละชีวิตเพื่อปกป้องราชบัลลังค์แห่งบาลันเทียร์
‘เมื่อ 150 ปี’ ที่แล้ว”

เซคิน่าย้ำคำว่า 150 ปีที่แล้วชัดเจน นั้นหมายความว่าเรฟาอิมนั่นเสียชีวิตล่วงเลยมานานถึง 150 ปี

“แม้ว่ามันจะ 150 ปีล่วงมาแล้ว แต่ความจำของข้ายังคงแม่นยำอยู่” เซคิน่าเอานิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของอนาคิม

“เจ้ากับนาง พูดได้ว่า ‘พิมพ์เดียวกัน’ ออกมาเลยเชียวล่ะ”

“ข...ข้ามีใบหน้าเหมือนกับเรฟาอิมของท่านงั้นรึ?” อนาคิมถามย้ำ เพราะเธอไม่ค่อยมั่นใจว่าตนเองแปลความที่เซคิน่าบอกถูกต้องรึไม่ เซคิน่าพยักหน้ารับทันที

“ใช่ ซึ่งข้าไม่คิดว่าจะมีคนบนโลกที่เกิดมาด้วยรูปร่าง หน้าตาที่ถอดแบบมาได้เป๊ะเช่นนี้โดยที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด เลย”

“เจ้ากำลังจะบอกว่า เป็นไปได้ที่อนาคิมอาจจะเป็นผู้สืบเชื้อสายของเรฟาอิมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง งั้นรึ”
ชไนเดอร์มองเซคิน่าด้วยความสนใจในสิ่งที่นางกำลังจะตอบ

“เป็นไปได้” เซคิน่าตอบด้วยความมั่นใจ

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่เจ้าไปวุ่นวายเรื่องของฝ่ายในด้วยล่ะ” เลออสถามต่อในสิ่งที่เขาคาใจ
เซคิน่ามองเลออสอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบเอาแผนที่ซึ่งเคยใช้ปรึกษากันเรื่องคีราเนียขึ้นมา

“ไอ้นี่ไงเลออส เจ้าลืมไปแล้วรึ และมันมีลือกันด้วยนะว่า ผู้ที่ได้สิทธิ์ดูแลไอ้ของพวกนี้น่ะ คือ เรฟาอิม” เซคิน่ายืนยิ้มแฉ่งออกมาทันทีที่พูดจบ

“หมายความว่าเจ้าทำไปเพื่อได้มาซึ่ง ‘กุญแจ’ ที่ใช้เปิดสิ่งนั้นงั้นรึ” ชไนเดอร์กล่าวพร้อมกับสายตาที่จริงจัง

“โอ้ แม่ลิงสาวของเรามีค่ากว่าที่ใครจะคาดคิดอีกซะอีก เรียกว่าเป็นโชคของพวกเรารึเปล่านี่” เลออสพูดพลางยิ้มออกออกมา

อนาคิมกับเรโนอาได้แต่ทำหน้างงกับสิ่งที่ทั้งสามพูดคุยกัน ส่วนชไนเดอร์นั้นนิ่งเงียบไป ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่กับเรื่องทั้งหมดนี้

“ข้าคงไม่ใช้อนาคิมเพื่อการนั้นเป็นแน่” ชไนเดอร์กล่าวพลางถอนหายใจออกมา
เลออส กับ เซคิน่าต่างมองไปยังชไนเดอร์ด้วยไม่คิดว่า เขาจะห่วงอนาคิมมากเพียงนั้น

“...ข้า...ก็ไม่ได้บอกว่าจะเอาอนาคิมไปทำกุญแจเสียบประตูที่นั่นสักหน่อย” เซคิน่ากล่าวขึ้นมา

ก...กุญแจ นี่ข้าเป็นกุญแจอะไรงั้นรึ

อนาคิมคิดในใจพลางกุมมือเรโนอาแน่น จนเรโนอาแปลกใจกับกิริยาของอนาคิม

“อืม ๆ ห่วงน่ะห่วงได้ แต่ไม่ต้องออกนอกหน้าขนาดนั้นก็ได้” เลออสแหย่ชไนเดอร์ต่อทันที
ชไนเดอร์แสดงอาการเขินออกมาทันที ไม่คิดว่าตัวเองจะโดนเพื่อนของตนดูออกได้ง่ายเพียงนี้

“ข้าน่ะคิดว่า การที่อนาคิมอยู่กับพวกเรามันน่าจะง่ายต่อการดูแลและคุ้มครองมากกว่าน่ะ” เซคิน่ากล่าวขึ้น

มันยิ่งทำให้อนาคิมสงสัยมากขึ้นว่าทำไมทุกคนต้องให้ความสำคัญกับเธอขนาดนั้น มันกำลังมีเรื่องสิ่งใดกันแน่

หากแต่นางก็ไม่กล้าถามตรง ๆ นางได้แต่ก้มหน้าก้มตารับฟังไป ชไนดอร์เห็นอนาคิมเงียบไป จึงเอ่ยขึ้น

“เจ้าคงสงสัยเรื่องที่พวกเราคุยกันอยู่สินะ อนาคิม”

อนาคิมนั้นก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตาชไนเดอร์ นางค่อย ๆ เงยหน้ามามองเขา แล้วกล่าวช้า ๆ

“ข้า...ไม่... ไม่อาจก้าวก่ายกิจซึ่งอาจจะเป็นเรื่องภายในของพวกท่านได้หรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ไว้เจ้ามารายงานตัวแล้วข้าค่อยเล่าให้เจ้าฟังก็แล้วกัน” ชไนเดอร์กล่าวพร้อมยิ้มให้กับความขี้อายของอนาคิม จนเลออสและเซคิน่ามองชไนเดอร์เป็นตาเดียว และแหย่ชไนเดอร์พร้อมกัน

“จะหาเวลาเกี้ยวพาราสีเป็นการส่วนตัวสินะ”

“ไม่ใช่สักหน่อย!!” ชไนเดอร์กล่าวปฎเสธออกมาพร้อมกัดฟัน เขาเริ่มทนที่โดนทั้งสองแหย่บ่อย ๆ ไม่ไหวแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเพราะส่วนหนึ่งสิ่งที่ทั้งสองแหย่นั้นมันก็เป็นจริง เกือบทั้งสิ้น

เรโนอานั้นได้แต่มองทั้งสามด้วยรอยยิ้ม เธอไม่คิดว่าพวกเขาจะเป็นคนที่สนุกสนานเช่นนี้ เพราะเธอเคยคิดว่าพวกเขาน่าจะเคร่งเครียดและจริงจังจนน่าอึดอัด หากแต่เธอยังรู้สึกติดใจเรื่องของอนาคิมอยู่

เธอหันไปมองอนาคิมสายตาของเธอมีแววในความสงสัยในเรื่องของอนาคิมอย่างมาก

อยู่ ๆ เซคิน่าก็ปรบมือ ทำให้อนาคิมและเรโนอาที่คิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ถึงกับสะดุ้งทีเดียว

“เอ้า ลิงกับแรคคูนวันนี้พวกเจ้าค้างที่บ้านของข้านะ”

นี่ข้าเป็นแรคคูนจริง ๆ รึเนี่ย

เรโนอาคิด เธอแทบจะร้องไห้ในใจให้กับตัวเองที่กลายเป็นแรคคูนไปซะได้

“นั้นสินะ วันนี้พวกเจ้าไปพักกับเซคิน่าก่อนตามที่ตกลงไว้ก็แล้วกัน” ชไนเดอร์กล่าวพลางหยิบแก้วไวน์มาดื่ม

“พวกเจ้าจะยังกินอยู่อีกรึ” เซคิน่าหันไปถามสองหนุ่ม

“อืม ข้าว่าเจ้าชายสุดหล่อของเราคงมีเรื่องคุยยาวแน่ ๆ” เลออสตอบเซคิน่า โดนหันมามองที่ชไนเดอร์

“มีอะไรสนุกมาเล่าให้ข้าฟังบ้างก็แล้วกัน” เซคิน่าพูดพลางลุกจากโต๊ะ อนาคิมและเรโนอาที่เห็นเซคิน่าลุกจึงลุกตาม ทั้งสองโค้งให้กับชไนเดอร์เพื่อเป็นการขอบคุณเรื่องอาหาร ซึ่งชไนเดอร์ก็พยักหน้ารับ

“เฮ้ หวานใจจะไปนอนแล้ว ไม่พูดอะไรซักหน่อยเหรอ” เลออสแหย่ชไนเดอร์ซะอีกที ซึ่งชไนเดอร์ก็สวนด้วยการเอากระดูกที่อยู่ในจานกรอกปากเลออสทันที จนเซคิน่าที่ดูอยู่อดหัวเราะไม่ได้

“เอ้า ไปกันเถอะสาว ๆ ให้หนุ่มเขาทะเลาะกันไปก่อน” เซคิน่าเรียกอนาคิมและเรโนอาที่ยืนดูอยู่ แต่ดูท่าทาง
อนาคิมจะโดนคำแหย่ของเลออสเมื่อครู่ทำเอาเขินอายจนทำอะไรไม่ถูกไปเลย เรโนอาเลยต้องค่อย ๆ ลากเธอออกไป

ทั้งสามเดินออกจากสวนไปเหลือไว้เพียงเลออส กับชไนเดอร์ที่ยังเล่นกันอยู่

ทั้งสองเลิกทะเลาะกันแล้วกลับมานั่งลง ณ ที่เดิม

“เมื่อกี้ข้าพูดจริง ๆ นะ เจ้าไม่คิดจะราตรีสวัสดิ์นางซักนิดเลยรึ” เลออสกล่าวหลังจากที่คายกระดูกออกไปแล้ว

“เจ้าไม่เห็นรึ ขนาดข้าแทบไม่ได้พูดอะไรนางยังอายซะจนตัวแข็งแทบเป็นหิน” ชไนเดอร์ตอบข้อสงสัยของเลออส

“ใช้ไม่ได้เลยนะเจ้า” เลออสยิ้มพลางบ่นใส่ชไนเดอร์

“ว่าแต่เจ้าเถอะ มีการใดรึถึงได้ยังไม่ไปเช่นนี้” ชไนเดอร์หันกลับมาสนใจเรื่องที่เลออสอยากจะคุยด้วย

เลออสเอานิ้วแยงหูตัวเอง พร้อมกับหลับตาข้างนึง
“เจ้าว่าสถานการณ์แบบนี้ เจ้าจะหิ้วอนาคิมไปในสนามรบได้หรือไม่ล่ะ”

เป็นคำถามที่ชไนเดอร์แทบไม่ได้คิดมาก่อน เพราะตัวเขาเองไม่ได้หวังให้นางมาอยู่ในกองทัพ แต่การกลับเป็นว่านางมีตำแหน่งในกองทัพเช่นนี้ คงหลีกเลี่ยงที่จะต้องออกศึกสงครามไม่ได้เป็นแน่

ชไนเดอร์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ใจของเขาเมื่อนึกถึงภาพของนางที่ต้องออกไปรบและต้อง ‘เข่นฆ่า’ มนุษย์ด้วยกันไม่ออกจริงๆ

“เมื่อถีงเวลานั้น....ข้าคงต้องให้นางเป็นผู้กำหนดชะตากรรมตนเองว่าเป็นเช่น ใด”

เลออสได้แต่เพียงนั่งมองชไนเดอร์ด้วยความเป็นกังวลในอนาคตของคนทั้งคู่

มันจะไปรอดกันรึเปล่าหว่า...... เขาคิดก่อนที่จะยกไวน์ขึ้นมาดื่ม

ด้านอนาคิมและเรโนอาเดินตามเซคิน่าไปยังบ้านพักของเธอ ซึ่งค่อนข้างห่างจากบ้านของชไนเดอร์พอควรทีเดียว
พวกเธอเดินตามไปเงียบ ๆ ไม่ได้พูดอะไรกันเลย เรโนอาแม้มีเรื่องในใจเธอก็ยังไม่กล้าถามอะไร ณ เวลานี้

“พวกเจ้านี่เดินเงียบกันจริง ๆ เชียว” เซคิน่าพูดทำลายความเงียบก่อนเป็นคนแรก

แต่ทั้งอนาคิมและเรโนอา ต่างก็ไม่รู้จะคุยกันด้วยเรื่องอะไร แม้ว่ามีเรื่องมากมายอยู่ภายในใจ จนเซคิน่ารู้สึกหงุดหงิดนิดๆ

“ถ้าพวกเจ้าไม่พูด งั้นข้าพูดเอง” เธอกล่าวออกมา

“อนาคิม ข้าว่าเจ้าขี้อายเกินไปหน่อยแล้วนะ” เซคิน่าเล็งไปที่อนาคิมก่อนเป็นอันดับแรก

“เออ...ข้า... ก็ข้าไม่รู้จะกล่าวอะไรออกไปนี่คะ” อนาคิมกล่าวตอบ ซึ่งเรโนอานั้นค่อนข้างเห็นตรงกับเซคิน่า
อนาคิมในเวลานี้แทบจะเป็นคนละคนในยามปกติ แม้ว่าปกติเธอจะขี้อาย แต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่กล้าพูดสิ่งใดเลย

“พวกเจ้าทั้งสองมาที่นี่เพื่อสิ่งใดกันล่ะ” เซคิน่าตั้งคำถามให้ทั้งคู่

“ข้าหวังเพื่อได้ทำงานในวังซึ่งมีเกียรติและฐานะที่ดีกว่าสาวชาวสวนน่ะค่ะ” เรโนอากล่าวตอบไปก่อน

“ข้า...หวังเพียงแค่ได้มาเพื่อ................พบท่าชไนเดอร์เท่านั้น” อนาคิมตอบออกมาอย่างยากลำบาก คงเพราะนางเองยังหวั่นต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอยู่

“แม่แรคคูนสาวน่ะไม่เท่าไหร่ เป้าหมายชัดเจนมาก แต่เจ้าสิแม่ลิงสาว เจอแล้วจะทำไมรึ...?” เซคิน่าถามต่อ

“ข...ข้าก็ยังไม่รู้เหมือนกัน” อนาคิมตอบแบบกระอ้อมกระแอ้ม

“...งั้นข้าแนะให้ เจอครั้งหน้าเจ้าจับชไนเดอร์กดซะเลย” เซคิน่าแหย่อนาคิมกลับไปทันที

อนาคิมที่ฟังคำของเซคิน่ารู้สึกตกใจจนรีบส่ายมือปฎิเสธทันที

“ม...ไม่นะ ข้าไม่อาจเอื้อมอะไรเช่นนั้นหรอกค่ะ และท่านชไนเดอร์คงไม่…” ไม่ทันที่อนาคิมจะกล่าวจบ

“ชไนเดอร์หวังในตัวเจ้าจริง ๆ นะ” เซคิน่าบอกด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“เออ ข้า...” อนาคิมยังคงไม่พูดอะไรออกมามาก
เซคิน่าถอนหายใจออกมาแรง ๆ นางรู้สึกว่าอนาคิมนี่น่ารำคาญเอาเรื่องเหมือนกัน

“มันก็เป็นเรื่องของพวกเจ้าสองคนน่ะนะ ข้าคงไปยุ่งอะไรมากไม่ได้ คงพูดได้แต่ว่าชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนัก
จะทำอะไรก็รีบทำซะจะได้ไม่ต้องมาเสียดายในภาพหลังยามเมื่อหมดโอกาสนั้นไป แล้ว”

“เอ้า ถึงบ้านข้าละ” เซคิน่าชี้ไปยังบ้านชั้นเดียวรอบ ๆ บ้านไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากรั้วไม้ธรรมดา
ภายในบ้านพักแบ่งห้องออกเป็นไม่กี่ห้องเท่านั้นเอง

“ตามสบาย ๆ ข้าอยู่ที่นี่ผู้เดียวล่ะ จริง ๆ ต้องบอกว่านาน ๆ จะกลับมาพักซักทีด้วยซ้ำไป” เซคิน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสบายใจหากแต่เรโนอาเอานิ้วปาดดู เธอพบว่าที่นี่มีขี้ฝุ่นอนู่ค่อนข้างมาก เธอจึงเอาไม้ขนไก่มานั่งปัดอย่างต่อเนื่องทันที

“เจ้าไม่ต้องทำความสะอาดขนาดนั้นก็ได้ นี่ก็ค่ำแล้วนา” เซคิน่าปราม

“ไม่ค่ะ ข้าว่าควรทำความสะอาดซักนิดนึง” ว่าแล้วเรโนอาก็ใช้ให้อนาคิมเอาผ้าห่มและผ้าปูออกไปสะบัดฝุ่นออก

เซคิน่านั้นมองดูเฉย ๆ เพราะสำหรับนางในฐานะหน่วยสอดแนม การอยู่กลางดินกินกลางทรายเป็นเรื่องปกติ ที่นั้นจะรกขนาดใหนเธอจึงไม่รู้สึกอะไร

“ท่านเซคิน่าไปชำระร่างกายก่อนก็ได้ค่ะ หรือจะให้อนาคิมไปต้มน้ำร้อนให้ก็ได้นะคะ” เรโนอาออกคำสั่งเสร็จสรรพจนเซคิน่าอดหัวเราะไม่ได้ ที่อยู่ ๆ ก็ได้สาวใช้มาทำงานบ้านถึงสองคน

“น้ำร้อนน่ะมีพวกทหารเขามาทำไว้ให้แล้วล่ะ แต่เอาเถอะข้าไปอาบก่อนก็ได้ เดี๋ยวพวกเจ้าค่อยไปต่อก็แล้วกัน” เซคิน่ากล่าวพลางถอดชุดที่ใส่อยู่โยน ๆ ไปทันที เรโนอาที่มองอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเซคิน่าจะเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัวเช่นนี้

เรโนอา กับ อนาคิมช่วยกันทำความสะอาดที่พักจนเรียบร้อย พอดีกับที่เซคิน่าอาบเสร็จออกมาพอดี
“เอ้า ตาพวกเจ้าต่อ ว่าแต่พวกเจ้าคงไม่มีชุดนอนสินะ งั้นเอาของข้าใส่ไปก่อนก็แล้วกัน” เซคิน่ากล่าวพลางเปิดตู้หาเสื้อผ้าให้อนาคิมและเรโนอา

ระหว่างนั้นเรโนอาและอนาคิมได้ถอดเสื้อผ้าออกเพื่อไปอาบน้ำ
“เจ้าอาบก่อนก็ได้นะเรโนอา” อนาคิมบอกเพื่อนของเธอ

“ไม่ ข้าจะอาบพร้อมเจ้า” น้ำเสียงของเรโนอานั้นดูดุอย่างมาก จนอนาคิมไม่กล้าปฎิเสธออกไป ทั้งสองจึงเข้าไปพร้อมกันใน

ห้องน้ำนั้นค่อนข้างกว้างพอสมควรทีเดียว อ่างน้ำก็พอที่จะลงไปสองคนได้สบาย ๆ

อนาคิมยกน้ำร้อนในถังเทใส่อ่าง ซึ่งเรโนอาแช่อยู่

เรโนอานั้นจับจ้องอนาคิมไม่วางตาจนอนาคิมนั้นอายทีเดียว
“จ...เจ้ามองอะไรน่ะ เรโนอา” อนาคิมถูกมองจนต้องถามออกมา

“ทำไมเจ้าไม่เคยบอกข้าเลยล่ะ ว่าเจ้าไม่ใช่ลูกสาวของท่านลุงครูทัสกับท่านป้าเคย์ซ่าน่ะ” เรโนอาเริ่มถามในสิ่งที่สงสัย

อนาคิมที่ฟังคำถาม ก็นิ่งเงียบไป จริง ๆ เธอเองไม่ได้อยากให้ใครรู้เท่าไหร่ แต่ในเมื่อรู้แล้วก็จะให้ทำอย่างไรได้

“ข้าไม่ได้อยากปกปิดเจ้าเท่าไหร่หรอก แต่ข้าก็ไม่อยากให้ผู้อื่นรอบกายข้ารู้เรื่องนี้มากนัก ข้าเกรงว่าท่านแม่จะไม่สบายใจ” อนาคิมตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
เรโนอาที่ฟังคำตอบก็ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดออกไปดี เพราะอย่างไรเสียเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวที่อนาคิมมีสิทธิ์ที่จะ บอก หรือ ไม่บอก ใครก็ได้
เรโนอาเลื่อนตัวลงไปในอ่างเหลือเพียงตาที่เลยพ้นน้ำ อนาคิมยังคงตักน้ำร้อนมาราดตัวเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายตาที่เรโนอาจับจ้องอยู่ แล้วเธอก็ค่อย ๆ เลื่อนตัวขึ้นจนโผล่ออกมาเหนือน้ำ

“ข้าไม่คาดคั้นเรื่องส่วนตัวของเจ้าหรอก แต่อย่างน้อยถ้าเจ้ามีความทุกข์ ก็มาระบายให้ข้าฟังก็ได้” เรโนอากล่าวขึ้นมา ซึ่งทำให้อนาคิมหันมามองเรโนอา และส่งยิ้มให้

“อืม ถ้าข้ามีเรื่องทุกข์ใจอะไร ข้าจะมาปรึกษาเจ้าก่อนก็แล้วกัน” อนาคิมรับคำที่เรโนอาขอ
ทั้งสองใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำสักพักจึงออกมาจากห้องน้ำ

“แท่นแท้น!!” เซคิน่าโผล่มาในชุดนอนที่บางใสจนแทบจะเห็นสัดส่วนทั้งหมดในร่างกายทีเดียว
ในมือถือชุดนอน 2 ชุดซึ่งดูแล้วค่อนข้างบางมากทีเดียว

“เอ้า ๆ เจ้าทั้งสองใส่ซะ” นางยื่นชุดให้อนาคิมและเรโนอา แต่ทั้งสองได้แต่ทำหน้าแหย ๆ เพราะชุดที่ได้มาเมื่อมาดูชัด ๆ ก็เรียกว่าบางไม่แพ้ชุดที่นางใส่อยู่เลย

“ท่านไม่มีชุดที่เป็นแบบมนุษย์ปกติบ้างเลยรึคะ” เรโนอาถามขึ้น ในขณะที่อนาคิมนั้นนุ่งชุดที่เซคิน่าให้ทันที

“ไม่มีหรอก ข้าเป็นพวกดาร์คเอล์ฟนะ จะให้ชอบรสนิยมอะไรแบบมนุษย์เนี้ย มันยากนา” เซคิน่าตอบปฎิเสธ
เรโนอาได้แต่จำใจต้องใส่เท่านั้น เธอหันไปมองอนาคิม ซึ่งนุ่งห่มชุดที่ได้มาเรียบร้อยแล้ว เธอแทบจะลมจับทีเดียว
เพราะอนาคิมในชุดเช่นนี้ดูเซ็กซี่มีเสน่ห์มากซะจนราวกับไม่ใช่อนาคิมที่นาง รู้จักมาตลอด

“ก็สบายดีนะ เย็น ๆ ดี” อนาคิมบอกเรโนอาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ใช่ม้า ใช่ม้า” เซคิน่ายิ้มให้กับคำตอบของอนาคิมทันที เรโนอาได้แต่ทำใจใส่ ๆ มันไปซะ

เซคิน่านั้นนอนบนเตียงของตน ส่วนอนาคิมและเรโนอานั้นปูผ้านอนที่พื้นของห้อง

ระหว่างที่ทั้งสองนั่งปูผ้าอยู่ เซคิน่าก็ลุกขึ้นมาแล้วเอ่ยขึ้น
“นี่เจ้าแรคคูน ข้าลืมบอกไปเลยล่ะ”

ห่ะ!! นี่ข้าเป็นแรคคูนจริง ๆ รึนี่.... เรโนอาได้แต่ถามตัวเองในใจ

“เจ้าน่ะ จะต้องมารายงานตัวกับเจ้ากรมทหารนะ คิดว่าเจ้าคงอยู่รับใช้ในส่วนนั้นล่ะ” เซคิน่าบอกที่ทำงานของเรโนอาให้นางทราบ
เจ้ากรมทหารนั้นเป็นผู้ดูแลในส่วนของการจัดหากำลังพล และรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับกำลังพล ปกติจึงมักไม่ได้ออกไปในแนวหน้า งานแบบนี้ก็ไม่ต่างจากงานในวังเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นไปตามที่เรโนอาคาดการณ์ไว้แต่แรก

เซคิน่าหันไปชี้ที่อนาคิมเป็นรายต่อไป

“ส่วนเจ้า ต้องไปขึ้นตรงกับชไนเดอร์ ฉะนั้นเลิกทำตัวขี้อายในทุกสถานการณ์ได้แล้ว มิเช่นนั้นงานจะเสียหมด”

ทำเอาอนาคิมนั้นเกร็งอย่างมาก ที่ต้องไปทำงานอยู่ใกล้ ๆ กับคนที่ตัวเองมีใจให้
“เอานาทำตัวตามสบาย ชไนเดอร์ไม่รีบปล้ำเจ้าตั้งแต่วันแรกหรอก ฮะฮะฮะ” เซคิน่าหยอกอนาคิมอย่างสนุกสนาน

ในขณะที่อนาคิมหน้าแดงด้วยความเขินอายอย่างมาก

“ลืมอีกแล้ว เจ้าลิงเตรียมตัวได้เลย เจ้าหมีขนแดงรอประมือกับเจ้าอีกครั้ง ครั้งหน้าคงต้องจริงจังกันหน่อยนะ”
เซคิน่าเตือนเรื่องของเลออสที่หมายจะประชันฝีมือกับอนาคิมอีกครั้ง อนาคิมที่ได้ยินเช่นนั้น นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเธอก็ยิ้มออกมาทันที

“นั่นก็ เป็นสิ่งที่ข้ารอพิสูจน์เช่นกัน” ทีท่าของอนาคิมผิดไปจากก่อนหน้าแทบจะหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว
เล่นเอาเซคิน่าตามอารมณ์ของนางไม่ทันเลย

“เจ้านี่ท่าทางจะชอบเรื่องการต่อสู้น่าดูเลยนะ” เซคิน่าเอ่ยถามด้วยความสนใจ

“ค่ะ ข้าชอบเรื่องอะไรเช่นนี้มากกว่าเรื่องงานบ้านงานเรือนซะอีก” อนาคิมตอบ เธอดูสดใสขึ้นเมื่อได้พูดถึงเรื่องที่ชอบ

“หึ เหมือนเรฟาอิมจริง ๆ” เซคิน่ายิ้มให้กับอนาคิมอีกครั้ง

อนาคิมหันไปมองเซคิน่า เธอค่อนข้างสงสัยเรื่องความสัมพันธ์ของเรฟาอิมและเซคิน่าแต่ก็ไม่กล้าถามออก ไป

หากแต่ดูเหมือนเซคิน่าจะมองออกว่าอนาคิมนั้นมีข้อสงสัยอยู่
“เจ้าสงสัยอะไรล่ะ ถามมาได้เลย ตอบได้ข้าจะตอบ” เซคิน่าเปิดทางทันที

“เออ เรื่องกุญแจ....” ไม่ทันที่อนาคิมจะพูดจบ เซคิน่าสวนขึ้นมาทัน

“ไม่ ไม่ ไม่ เรื่องนั้นชไนเดอร์บอกเองว่าจะเป็นคนเล่าให้เจ้าฟัง ข้าไม่กล้าไปแย่งเวลาที่หมอนั้นจะได้อยู่กับเจ้าอย่างมีความสุขหรอกนะ” นางกล่าวพร้อมกับหัวเราะขบขันในความคิดของตัวเอง

อนาคิมได้แต่ทำหน้าเขินอาย เรียกว่ามีชื่อชไนเดอร์เมื่อไหร่เธอพร้อมที่จะอายได้ทันที

“เอ้า เรื่องอื่น ๆ” เซคิน่ายังคงยิ้มต่อ

เรโนอายกมือขึ้นทันที

“ท่านเซคิน่าอายุเท่าไหร่แน่คะ?”

เซคิน่าดูไม่แปลกใจกับคำถาม เพราะถ้าย้อนไปตอนที่เธอเล่าเรื่องเรฟาอิม นางพูดเหมือนตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ ทั้ง ๆ ที่เรื่องมันล่วงเลยมานานกว่า 150 แล้ว

“อืม ข้าน่ะ ปีนี้ก็คง 280 ปีเศษได้แล้วล่ะ” คำตอบของนางทำเอาอนาคิมกับเรโนอาอ้าปากค้าง 280 ปีแต่ยังคงเป็นสาวสวยได้เช่นนี้ ย่อมเป็นที่น่าแปลกใจอย่างมาก

“พวกเจ้าแปลกใจอะไรกัน เผ่าเอล์ฟน่ะ อายุเฉลี่ยหลายร้อยปีเชียวนา ท่านผู้เฒ่าของข้าบางคนอายุตั้งพันกว่าปียังมีเลย”
นั้นยิ่งทำให้อนาคิมกับเรโนอาตะลึงหนักกว่าเดิม

“เรโนอา แบบนี้ท่านอาจารย์มีอาน่าอายุเท่าไหร่กันล่ะ” อนาคิมหันไปถามเรโนอาที่อ้าปากหวออยู่

“ยัยวารีคลั่งนั่น น่าจะ 250 ปีขึ้นไปได้แล้วล่ะ” เซคิน่ากล่าวตอบให้ในทันที

“วารีคลั่ง??” เรโนอาตื่นจากภวังค์เพราะคนที่เซคิน่าเอ่ย

“หึ อาจารย์ของพวกเจ้าน่ะ เคยเป็นจอมเวทย์ระดับต้น ๆ ของเมืองนี้เลยนะ ฉายานั่นได้เพราะตอนศึกเมื่อประมาณร้อยกว่าปีก่อน นางใช้เวทย์น้ำถล่มพวกออร์คเถื่อนที่มาบุกเมืองซะราบเลย”
เซคิน่าสาธยายวีรกรรมของมีอาน่าให้ทั้งสองฟัง อนาคิมกันเรโนอายิ่งตะลึงไปใหญ่ ใครจะคาดคิดว่าอาจารย์ที่สอนเรื่องงานบ้านงานเรือนที่ดูเรียบร้อยเช่นนั้นจะ มีวีรกรรมให้เล่าขานจนมีฉายาเช่นนี้

“อ...เออ ท่านเซคิน่า ข้าจะถามเรื่องของเรฟาอิมอีกได้รึไม่คะ” อนาคิมถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“ได้สิ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก” เซคิน่าตอบรับอย่างสบาย ๆ

“เรฟาอิมผู้นั้นเป็นอะไรกับท่านรึคะ?” ในที่สุดอนาคิมก็ได้ถามในสิ่งที่เธออยากจะถามสักที

เซคิน่าแสดงสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงได้เริ่มพูดออกมา

“จริง ๆ ข้ากับเรฟาอิมน่ะ เป็นเหมือนคู่แข่งกันเลยล่ะ” เซคิน่าพูดไปยิ้มไป

“นางเป็นสตรีเพียงคนเดียวในตอนนั้นที่ข้าหวังจะล้มให้ได้ แต่ไม่ว่าจะพยายามซักกี่ครั้ง นางก็จะนำข้าอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ จนข้าอดอิจฉาในตัวนางไม่ได้เลย ยิ่งนางมีความสุขุมเยือกเย็น ยิ่งทำให้นางมีความน่าเกรงขามอย่างมาก”

เซคิน่านอนลงบนเตียงมองไปยังเพดานของห้อง

“หากแต่นางไม่ใช่คนไร้น้ำใจ แม้ในสนามรบนางก็ยังช่วยพวกพ้องหลายครั้งหลายครา นั่นยิ่งทำให้ข้ารู้สึกว่าข้าอยากจะไปให้ถึง ณ จุดเดียวกับนาง แต่...”

เซคิน่าหยุดคำครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อ

“นางกลับเลือกเส้นทางที่จะช่วยราชวงศ์บาลันเทียร์ แทนที่จะก้าวไปสู่ความรุ่งเรืองในฐานะสุดยอดนักฆ่า”

อนาคิมที่ฟังอยู่เอ่ยถามขึ้นทันที

“บาลันเทียร์... ก็เป็นต้นราชวงศ์เฟรโดน่า ที่เขาเล่าขานกันน่ะสิคะ”

“อืม ชูไนมานน่ะเป็นกษัตริย์ที่เก่งกาจมาเลยล่ะในยุคนั้น แต่เพราะความคิดที่เกินตัวไปหน่อยเลยพยายามไขว่คว้าอำนาจแห่งพระเจ้าไว้ใน มือ ผลสุดท้ายเลยทำให้สิ่งที่ตัวเองพยายามก่อร่างสร้างขึ้นมาต้องพบจุดจบ ดีนะที่ไม่พากันฉิบหายไปทั้งราชวงศ์”

“ข้าล่ะเสียดายฝีมือของเรฟาอิมจริง ๆ นางไม่น่าไปรับใช้คนเช่นนั้นจนต้องเอาชีวิตไปทิ้งเลย”

เซคิน่าเล่าไปถอนหายใจไป

“แต่เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 150 ปีก่อน เรื่องสายเลือดของข้ากับนางคงไม่...” อนาคิมพูดค้างไว้ เซคิน่าลุกขึ้นมามองอนาคิมอีกครั้ง แววตาของนางยังคงเป็นแววตาที่ให้ความสนใจใคร่รู้อยู่เช่นเดิม

“ที่โต๊ะอาหารน่ะ ข้าไม่ได้พูดถึงคนผู้หนึ่ง ซึ่งนางคนนั้นอาจจะมีความสัมพันธ์กับเจ้ายิ่งกว่าเรฟาอิมก็เป็นได้”
เซคิน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเย็นชา สิ่งที่นางเอ่ยทำให้อนาคิมตั้งใจฟังอย่างมากเพราะมันอาจจะเกี่ยวข้องกับชาติ กำเนิดของเธอเอง

“นางผู้นั้น เปรียบได้ดั่งเงาของเรฟาอิม จะว่าอย่างไรดีล่ะ เหมือนกับเงาที่สะท้อนในกระจก ถ้าเรฟาอิมเป็นด้านสว่างที่แสดงความเป็นผู้มีความซื่อสัตย์และรักในพวกพ้อง นางผู้นั้นก็เป็นผู้ที่พร้อมจะทรยศและเข่นฆ่าทุกคนที่ขวางทางของนางอย่างไร้ ความปรานี...”

เซคิน่าหรี่ตาลง เธอนึกย้อนไปถึงภาพในอดีตที่เธอเคยสู้กับนางผู้นั้น
“นางผู้นั้นเก่งกาจไม่แพ้เรฟาอิม ทั้งยังโหดเหี้ยม และบ้าคลั่ง นางประกาศชื่อของนางในฐานะหัวหน้าเหล่าโจรแห่งหุบเขาปีศาจ ‘เอนิม’ ”

อนาคิมทวนคำของเซคิน่าช้า ๆ
“เอ...นิม….”

พลางคิดในใจ ‘ทำไมชีวิตข้าถึงได้มีคนหน้าเหมือนนะ’


------------------------------------------------------Next to Chapter 6




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2553 18:53:03 น.
Counter : 215 Pageviews.  

Red Tear of Lilim ตอนที่ 5

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

Back to Chapter 3

Back to Chapter 4


----------------------------------------------------
[b]Chapter5[/b]

ลิลิธนั้นได้แต่นั่งดูลูซิเฟอร์ที่นั่ง ลูบผมตัวเองอยู่นานสองนาน ดูลูซิเฟอร์เหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างตั้งแต่ที่ลิลิธบอกว่าพลังของนางนั้น เหมือน ‘หลุมดำ’

“ทำไมรึ พลังของข้ามันแปลกมากขนาดนั้นเชียวรึ?” ลิลิธเริ่มเปิดคำถามใส่ก่อน

ลูซิเฟอร์ที่นั่งลูบปอยผมตัวเองถึงกับสะดุ้ง เหมือนกับถูกปลุกออกจากภวังค์ นางทำหน้าแปลกประหลาดใจระคนหนักใจที่ต้องตอบคำถามของลิลิธ

“ถ้ามันยากนัก ไม่ต้องตอบข้าก็ได้” ลิลิธพูดแกมค้อนนิด ๆ จนลูซิเฟอร์ปั้นหน้าไม่ถูก

“ไม่ใช่ว่ามันยากหรอก แต่มันเป็นของแปลกน่ะ” ลูซิเฟอร์พยายามตอบ

“ไอเซ็ทก็บอกว่าแปลก แต่นางก็ไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย แล้วข้าจะรู้ได้เช่นไร” ลิลิธนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ลูซิเฟอร์
จริง ๆ ไอเซ็ทก็ให้หนังสือที่บรรยายทุกอย่างไว้แล้วล่ะ แต่นางรู้สึกขี้เกียจอ่าน นางรู้สึกว่าให้คนอื่นอธิบายจะดีกว่า

“ฮะฮะฮะ พอไอเซ็ทไม่ตอบก็เลยมาถามข้าสินะ” ลูซิเฟอร์กล่าวพลางมองลิลิธด้วยสายตาขบขัน
ลิลิธถอนหายใจออกมาอย่างแรง ดูนางคาใจในสิ่งนี้มาก

“เหนือฟากฟ้าแห่งอีเดนขึ้นไป...” ลูซิเฟอร์เริ่มกล่าวอะไรบางอย่าง ลิลิธที่ทำหน้าเบื่อ ๆ รีบหันมามองด้วยความสนใจทันที
ลูซิเฟอร์ที่เห็นเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มออกมา

“ที่นั่นเราเรียกมันว่า ห้วงอวกาศ ซึ่งมันกว้างใหญ่ยิ่งกว่าท้องมหาสมุทร หากแต่มันเป็นดินแดนที่มืดมิด ปราศจากซึ่งเหล่าสิ่งมีชีวิตใด ๆ ในห้วงอวกาศนั้นมีดาราจักรซึ่งประกอบด้วยดวงดาวมากมายน้อยใหญ่ล่องลอยอยู่ บ้างก็มีแสงในตัวเปล่งแสงสุกสว่างออกมา บ้างก็ไม่มีแสงในตัวเอง บ้างก็มีสีสันสวยงาม บ้างก็เป็นเพียงก้อนหินขนาดมหึมาเท่านั้นเอง”

ลิลิธที่นั่งฟังอยู่ ใบหน้าของนางแสดงความสนใจอย่างยิ่งราวกับเป็นเด็กที่ได้ฟังนิทานจนจินตนาการโลดแล่นไปไกล

“ดวงดาวต่าง ๆ ล่องลอยหมุนเวียนไปตามเส้นทางของมัน อาจมีบ้างที่เกิดการชนกัน จนมีการระเบิด และสูญหายไปจากห้วงอวกาศ หรือเกิดดวงดาวดวงใหม่”

“ทว่าที่แกนกลางของดาราจักรที่ดวงดาวของเราอยู่นั้น…” ลูซิเฟอร์หยุดคำ นางเงยหน้ามาจ้องที่ใบหน้าของลิลิธ

“มีสิ่ง ๆ หนึ่งที่ผิดแปลกไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น..... มันมีสภาพเหมือนหลุม ที่ขุดไว้ให้เหล่าสัตว์ที่ไม่ทันระวังตัวตกลงไป
หากแต่มันมิใช่หลุมจริง ๆ เจ้าสิ่งนั้นมีสภาพที่ ‘ดึงดูด’ ทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่แสงสว่างเข้าสู่ใจกลางของมัน สิ่งที่มันดูดกลืนไป ไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ว่า มันหายไป ณ ที่แห่งใด เจ้าสิ่งนั้นล่ะ ที่เราเรียกว่า ‘หลุมดำ’ ….เข้าใจเปล่าแม่เด็กน้อยช่างสงสัย”
ลูซิเฟอร์กล่าวลงท้ายแบบกวน ๆ ในแบบของนาง

ลิลิธเอามือข้างหนึ่งทุบไปบ่นฝ่ามือ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใส ๆ

“มันเหมือนกับพวกน้ำวนในทะเลงั้นสินะ”

“คล้ายจะเป็นเช่นนั้น หากแต่น้ำวนเราสามารถเข้าไปเก็บในสิ่งที่มันดูดลงไปได้ และน้ำวนมิได้มีแรงดึงดูดมากพอจะเป็นอันตรายกับผู้ที่มีความสามารถสูง แต่หลุมดำนั้นมีอานุภาพสูงกว่า ทุกสิ่งจะถูกมันดูดหายไปจนสิ้น ต่อให้เทวทูตที่มีพลังสูงมาก ๆ ยังเอาตัวรอดจากมันได้ยากเลย”

ลิลิธถึงกับหน้าซีด นางไม่คิดว่าจะมีอะไรเช่นนี้ แถมดันเป็นสิ่งที่นางมีอยู่ในตัวอีกต่างหาก
“แล้วข้าจะเป็นเช่นไรกัน” นางถามลูซิเฟอร์ทันที

ลูซิเฟอร์ลูบปอยผมตัวเอง พลางแสดงสีหน้าครุ่นคิด
“ข้าว่าคงไม่เป็นอะไร ตราบเท่าที่เจ้าสามารถควบคุมมันได้ หรือไม่ได้ใช้มัน หากแต่ข้าเองก็ไม่สามารถรับประกันสิ่งใดได้ เพราะหลุมดำก็เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดอยากเข้าไปท้าทายอำนาจของมัน” ลูซิเฟอร์กล่าวตอบ

“แม้แต่พระผู้เป็นเจ้ากระนั้นหรือ?” ลิลิธถามด้วยน้ำเสียงสงสัยอย่างยิ่ง ทว่าคำถามของนางนั้นช่างเป็นการท้าทายยิ่งนัก

“เจ้านี่น้า คิดแต่ละคำถามได้น่าปวดเศียรเวียนเกล้าจริง ๆ ...ข้าตอบไม่ได้หรอก ใครจะไปเดาพระทัยของพระองค์ท่านได้ทุกครั้งไปเล่า” ลูซิเฟอร์กล่าวตอบ ดูนางเป็นกังวลพอควร นางเงยหน้าขึ้นเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้

“เอ...ลิลิธ เจ้าว่าไอเซ็ทเป็นผู้ที่จะสอนเจ้างั้นรึ? เจ้าสนิทสนมกับนางแล้วรึ?” ลูซิเฟอร์เป็นฝ่ายถามบ้าง

“อืม นางเป็นเทวทูตที่ดีมากเลยล่ะ ไม่นับที่นางขี้เล่นมากไปน่ะนะ” ลิลิธตอบไปยิ้มไป ในขณะที่ลูซิเฟอร์นั้นทำหน้าประหลาดใจออกมาทันที

“น่าแปลกใจดีนะ นางเป็นเทวทูตที่ปกติไม่ค่อยสนใจสิ่งใดเลย นางดูจะสนุกแต่กับการทดลองของนางเพียงอย่างเดียว
การที่มาสนใจเจ้านี่ แสดงว่าเจ้ามีดีอะไรสินะ” ลูซิเฟอร์แสดงความคิดเห็นออกมา ซึ่งมันทำให้ลิลิธนึกถึงวันแรกที่พบไอเซ็ท นั่นทำให้ลิลิธถึงกับหน้าแดงออกมาเลยทีเดียว

“ข้าไม่ได้มีดีอะไรซักหน่อย ก็แค่...นะ ก็...นะ” ลิลิธตอบตะกุกตะกัก จนลูซิเฟอร์ยิ้มออกมาหน่อย ๆ

“นางเป็นผู้ปัญญามากผู้หนึ่ง การที่เจ้าสนิทและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากนางก็ไม่เลวหรอก ระวังแค่...” ลูซิเฟอร์หยุดคำไว้
ซึ่งมันทำให้ลิลิธคาใจอย่างยิ่ง ระวังอะไร? ระวังทำไม?

“อย่าเป็นศัตรูกับนาง” ลูซิเฟอร์กล่าวต่ออย่างเบา ๆ ลิลิธได้แต่เพียงแสดงสีหน้าตกตะลึง เพราะที่เห็นในวันนี้นั้น ดูยังไงนางก็น่าจะเป็นฝ่ายถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งเสียมากกว่า ลูซิเฟอร์ยิ้มออกมา นางยกนิ้วชี้ส่ายไปมาเป็นเชิงปฎิเสธ

“เจ้าอย่ามองผู้อื่นเพียงภายนอก หรือจากสิ่งที่เห็นด้วยตา ข้ารับรองได้ ฉายา ‘ผู้วิเศษแห่งลุ่มทะเลสาบแดง’ มิได้ ได้มาเพราะโชคช่วยเป็นแน่” นางเตือนลิลิธ ซึ่งลิลิธได้แต่หรี่ตาลงเล็กน้อย ดูนางยังไม่ค่อยเชื่อลูซิเฟอร์ซักเท่าไหร่

ทันใดนั้นนางก็เอามือทุบที่ฝ่ามือตัวเองอีกครั้ง

“เกือบลืมไปเลย เจ้าว่าข้าควรเรียนเวทย์สายใหนดีล่ะ” ลิลิธถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ลูซิเฟอร์ลูบปอยผมตัวเองอีกครั้งก่อนตอบไปอย่างรวดเร็ว

“ได้ทุกสายล่ะ” คำตอบช่างเรียบง่ายเสียจริง ๆ

“หา?” แต่คำตอบมันง่ายเกินไปจนลิลิธอุทานออกมา

“จริง ๆ นะ ถ้าไอเซ็ทดูเจ้าไม่ผิดจริง ๆ เจ้าสามารถศึกษาเวทย์มนต์ได้ทุกสายเลย แต่ข้าคงตอบไม่ได้ว่าออกมาแล้วมันจะดีมากน้อยเพียงใด” ลูซิเฟอร์อธิบายขยาย ลิลิธที่นั่งฟังอยู่ ก็เลยหยิบหนังสือฝึกเวทย์มนต์ขึ้นมาให้ลูซิเฟอร์ดู

ลูซิเฟอร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“ไอเซ็ทคงอยากดูก่อนน่ะว่าถ้าเจ้าผ่านขั้นต้นไปได้ เจ้าควรจะไปทิศทางใด” ลูซิเฟอร์ตอบตามที่นางคิด

“สรุปว่าข้าต้องลองก่อนสินะ” ลิลิธพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย

“ว่าแต่ทำไมถึงได้อยากฝึกเวทย์มนต์อะไรแบบนี้ขึ้นมาล่ะ ข้านึกว่าเจ้าจะชอบพวกงานศิลปะ หัตถกรรม หรือเกษตรซะอีก”
ลูซิเฟอร์ย้อนถามลิลิธไป

“ข้าว่า... อนาคตข้าคงต้องมีเรื่องกับนามาฮ์ และอาแกรทบ่อย ๆ เป็นแน่ เลยศึกษาไว้อย่างน้อยก็ป้องกันตัว” ลิลิธตอบ

“นี่เจ้าเข้าบ้านนั่นไม่ถึงอาทิตย์ก็มีเรื่องกับแม่แกะทอง กับ แม่กระทิงแดงแล้วรึ” น้ำเสียงลูซิเฟอร์หนักใจหน่อย ๆ

“ท่านรู้จักพวกนางทั้งสองบ้างรึไม่ ถ้าทราบก็เล่าให้ข้าฟังบ้างสิ” ลิลิธเอาแขนวางทับกันบนโต๊ะแล้วยื่นหัววางบนแขนพลางขยับไปมา พร้อมกับรอยยิ้มแสดงความสนใจออกมา

“รู้สึกเจ้านี่จะมีความสุขกับการให้ข้านินทาผู้อื่นจริง ๆ นะ” ลูซิเฟอร์ปั้นหน้าเอือมออกมา หากแต่ลิลิธไม่รู้ร้อนรู้หนาวเท่าไหร่ ยังคงส่งยิ้มที่เป็นเหมือนการคะยั้นคะยอให้ลูซิเฟอร์เล่าให้ฟัง

“อา อา เล่าก็เล่า” ลูซิเฟอร์ตอบโดยมีลิลิธที่ยิ้มกว้างอยู่

“นามาฮ์น่ะนะ เป็นเทวทูตแห่งน้ำ นางออกจะมีนิสัยเย่อหยิ่ง และถือตนพอควรทีเดียว เท่าที่ข้ารู้คือนางเป็นพวกชอบสร้างอะไรแปลก ๆ แผลง ๆ เป็นประจำ”

ลิลิธที่ฟังลูซิเฟอร์เล่าถึงตรงนี้ ภาพของเจ้าพวกดอกไม้ที่กินสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มันผุดขึ้นมาในหัวทันที ทำให้นางยิ้มแหย่ ๆ ออกมาให้ลูซิเฟอร์เห็น

“แต่โดยปกตินางก็ไม่ค่อยยุ่งอะไรกับใครอยู่แล้ว เว้นแต่ใครจะไปทำอะไรให้นางไม่พอใจ นั่นก็คงอีกประเด็นหนึ่ง”

“ส่วนอาแกรท นั้นนางเป็นเทวทูตแห่งภาพมายา เท่าที่เห็นข้าว่านางเป็นประเภทที่ชอบเอะอะโวยวาย แถมนางออกจะเอาแต่ใจแล้วก็ชอบแสดงออกทางร่างกายมากไป” ลิลิธทำตาแป๋วพลางคิดในใจ ‘เห็นภาพมากเลยล่ะลูซิเฟอร์’

“ถ้าให้พูดถึงอิทธิฤทธิ์ของสองสาวนี่ล่ะก็ นามาฮ์ค่อนข้างจะมีพลังเวทย์สูงพอตัวทีเดียว แต่ถ้าเทียบกับไอเซ็ท ข้าว่านางยังห่างชั้นอยู่มาก”

“หา?” ลิลิธอุทานอีกครั้งกับสิ่งที่ลูซิเฟอร์กล่าว

“ก็วันนี้ ไอเซ็ทบอกข้าเองว่า ไม่อยากสู้กับนามาฮ์เพราะค่อนข้างแพ้ทางนาง” ลิลิธเล่าให้ลูซิเฟอร์ฟัง

“ก็อาจจะ การแพ้ชนะในเรื่องนี้มันวัดกันที่พลังเวทย์อย่างเดียวไม่ได้ ใครมีลูกเล่นและพลิกแพลงได้ดีกว่า
แม้พลังเวทย์จะน้อยกว่า ก็ชนะได้นะ” ลูซิเฟอร์อธิบายแก้ข้อสงสัยของลิลิธ

“ส่วนแม่กระทิงแดงน่ะ นางไม่ได้มีพลังเวทย์ที่เป็นเวทย์มนต์จริง ๆ แต่นางน่ะแรงช้างสารมาก ๆ ข้าเคยเห็นนางประลองกับพวกลูกน้องของมิคาเอล นางจับพวกนั้นเหวี่ยงปลิวไปไกลมากเชียวล่ะ”

‘นี่ถ้าวันนี้ข้าโดนตบ หัวของข้าจะปลิวมั้ยนั่น’ ลิลิธคิดไปพลางเช็ดเหงื่อไป

“ฉะนั้นถ้าเจ้าจะฝึกเวทย์มนต์เพื่อรับมือนาง ก็ลองคิดให้ดี ๆ ว่าจะรบกับพวกนางยังไง” ลูซิเฟอร์บ่ายมือออกราวกับว่านี่เป็นสิ่งที่ลิลิธต้องไปทำการบ้านเอาเอง ลิลิธที่รับฟังก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพราะมันก็ยากอยู่ที่ต้องมาเจอกับผู้ที่เก่งกาจถึง 2 คนพร้อมกัน

“ยังกับว่าข้ามาอยู่ในสนามรบเลย” ลิลิธกล่าว

“ก็อย่างที่ข้าบอกเจ้าตั้งแต่ย่างเท้าเข้าไป ณ ที่นั่นล่ะ” ลูซิเฟอร์กล่าวตอบด้วยสีหน้าเย็นชา
ลิลิธขยับตัวไปพิงเก้าอี้ นางดูหนักใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นพอควร

“ข้าว่าเจ้าลองศึกษาหนังสือเล่มนั้นก่อน แล้วค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ ก็ได้ อย่าเพิ่งไปหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่านะ” ลูซิเฟอร์พูดพลางขยิบตาให้ลิลิธ

“ตอนนี้ข้าขอไปพักผ่อนก่อนก็แล้วกัน วันนี้ข้าวุ่นมาเกือบทั้งวันเลยล่ะ”

“อืม ขอบใจเจ้ามากนะที่ให้คำแนะนำข้า แล้วก็ราตรีสวัสดิ์นะลูซิเฟอร์” ลิลิธกล่าวขอบคุณและลาลูซิเฟอร์พร้อมกัน
แสงจากจี้ห้อยคอหายไป ลิลิธเก็บมันมาห้อยคอตามเดิม

ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายแก่ ๆ นางจึงใช้เวลาที่มีอย่างเหลือเฟือนั่งอ่านเจ้าตำราเวทย์เบื้องต้น
เวลาผ่านไปกว่า 5 ชั่วโมง เหล่าสาวใช้ของลิลิธยกสำหรับมาให้ที่ห้องสมุด ด้วยเพราะไม่เห็นเจ้านายของตัวกลับมายังห้อง

“ขอบใจนะ โซฟิอา เชดิม” ลิลิธกล่าวต่อสาวใช้ทั้ง 2 โดยที่สายตายังจดจ้องอยู่ที่ตำรา รู้สึกว่านางกำลังสนุกกับตำรามากทีเดียว นางยกมือยกไม้ วาดวงแหวนเวทย์ในอากาศบ้าง ไม่ก็ยกมือตั้งท่าเป็นเชิงปล่อยพลังเวทย์บ้าง
นางนั่งฝึกอยู่เช่นนี้จนเวลาล่วงเลยไปจนยามสอง

ในขณะที่ลิลิธกำลังศึกษาเวทย์อย่างตั้งใจนั้น ที่ห้องของไอเซ็ท นางเองก็รื้อค้นตำราสารพัดมาอ่าน เพื่อพยายามทำความเข้าใจพลังของลิลิธ จนแม้แต่อาหารเย็นนางก็ไม่ทาน ด้วยตื่นเต้นกับสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้าง
สำหรับนางที่สนใจลิลิธ โดยเฉพาะในฐานะสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากพอดูทีเดียว

แอ๊ด~

เสียงประตูถูกเปิดออก

“ข้าไม่ทานอะไรหรอก พวกเจ้าเอากลับไปเถอะ” ไอเซ็ทพูดขึ้นมาทันที

“งั้น ข้าจะป้อนให้เจ้าเอง” น้ำเสียงที่กล่าวออกมาเป็นเสียงผู้ชาย ทำให้ไอเซ็ทต้องหันไปมอง
ซามาเอลนั่นเอง เขามายังห้องของไอเซ็ท และถือสำรับอาหารมาด้วย

“ซามาเอล นี่ท่าน!?” ไอเซ็ทพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ

“ทำไมรึ ข้ามาหาภรรยานี่แปลกมากรึ?” ซามาเอลตอบพลางเดินเอาสำรับอาหารวาง
ไอเซ็ทถอนหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวขึ้น

“ไม่แปลกหรอก แค่ไม่คิดว่าท่านจะมาหาข้าในวันนี้ ข้านึกว่าท่านจะไปหานามาฮ์ซะอีก”
ซามาเอลเดินมาทางด้านหลังของไอเซ็ท เขาโอบกอดนางก่อนที่จะบรรจงประทับริมฝีปากไปบนแก้มของนาง

“ท่านนี่น้า มีอารมณ์กับข้าด้วยรึ” ไอเซ็ทกล่าวประชดออกมา

“ถ้าไม่มี ข้าจะมาหาเจ้ารึ เทพธิดาแห่งจันทราผู้งดงาม” ซามาเอลตอบนัยน์ตาแฝงความเจ้าชู้ได้เต็มเปี่ยม
ไอเซ็ทหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางปิดหนังสือ แล้วหันไปมองซามาเอล

“คารมณ์ของท่านนี่ดูเกินจริงไปนิดนะ”

“ไม่หรอก อย่างน้อย ๆ ในดินแดนของข้าเจ้าก็เป็นเทวทูตที่เลื่องชื่อว่างดงามมากองค์หนึ่งนี่นา” ซามาเอลกล่าวตอบ

ไอเซ็ทยังคงหัวเราะเบา ๆ แล้วยิ้มเล็กน้อย ด้วยเพราะผู้ที่ชมนางในที่เช่นนี้ก็เห็นจะมีแต่ซามาเอล

“อย่างไรเสีย เจ้าก็มาทานอะไรกับข้ากลางแสงเทียนก่อนดีกว่ามั้ย” ซามาเอลกล่าวพลางยิ้มออกมา

“ข้าคงขัดท่านไม่ได้สินะ แม้ว่าจะมีเรื่องที่ข้าอยากค้นคว้าก็ตามที” ไอเซ็ทกล่าวตอบพร้อมรอยยิ้มกลับไป

บนโต๊ะของไอเซ็ทนั้น ซามาเอลเนรมิตให้มีเทียนขนาดพอเหมาะ แล้วใช้เวทย์มนต์ดับไฟในห้องทั้งหมด เลยเพียงแสงสว่างจะเทียนบนโต๊ะเท่านั้น ทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้ที่คลุมด้วยผ้าสีฟ้า
ไอเซ็ทและซามาเอลค่อย ๆ ทานอาหารเหล่านั้นช้า ๆ

“นาน ๆ กลับมาทานอะไรในคฤหาสน์ตัวเองก็ดีเหมือนกันนะ” ซามาเอลเอ่ยขึ้น

“ข้าว่าวันนี้ท่านกลับดึกกว่าทุกทีนะ” ไอเซ็ทตั้งข้อสังเกต

“วันนี้มีเรื่องวุ่น ๆ ให้พวกข้าไปจัดการน่ะ” ซามาเอลตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

“ว่าแต่ พวกเจ้าเถอะ มีคนมาฟ้องข้าว่าจะมีเรื่องกันรึ” ซามาเอลถามไอเซ็ทกลับไปบ้าง น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉย
ไอเซ็ทที่ฟังอยู่ยกแก้วไวน์ทรงสูงขึ้นจิบนิดหน่อย ก่อนที่จะยิ้มออกมา

“ก็แค่... เรื่องไม่เป็นเรื่องเท่านั้นล่ะ” ไอเซ็ทตอบแบบไม่ยี่หระเท่าไหร่

“ข้าก็เห็นเจ้าไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลยซักครั้ง” ซามาเอลตอบพร้อมรอยยิ้มเช่นกัน
ไอเซ็ทเอานิ้วแตะที่ริมฝีปากตนเอง ท่าทีเหมือนจะกล่าวอะไรบ้างอย่าง เธอค่อย ๆ ปรายตามองไปที่ซามาเอล

“ข้าถามท่านจริง ๆ เถอะซามาเอล ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับลิลิธบ้างรึไม่”

“ข้าก็รู้ พอ ๆ กับเทวทูตผู้เปี่ยมไปด้วยปัญญาเช่นเจ้ารู้นั่นล่ะ” ซามาเอลตอบกลับ ทีท่าของเขาสงบนิ่งพลางยิ้มที่มุมปาก

“ท่านนี่นะ ชมข้าซะจน ข้าแทบจะบินได้เลย” ไอเซ็ทยกไวน์ขึ้นมาจิบอีกครั้ง

อาหารพร่องไปไม่มากนัก คงเพราะทั้งสองเองก็ไม่ได้หิวมากนัก หากแต่ก็ทานไปพอเป็นพิธีเท่านั้นเอง
ซามาเอลลุกขึ้นเดินไปหาไอเซ็ท แล้วดึงตัวนางขึ้นจากเก้าอี้ ริมฝีปากของซามาเอลเข้าใกล้ใบหน้าของไอเซ็ทอีกครั้ง

“ซามาเอล ท่านนี่ใจร้อนจริง ๆ นะ” ไอเซ็ทกล่าวพร้อมกับใช้นิ้วแตะที่ริมฝีปากของซามาเอล

“ถ้าข้าใจเย็น เวลาที่จะได้อยู่กับเจ้า ก็น้อยลงไปอีกน่ะสิ” ซามาเอลตอบพร้อมรอยยิ้ม

“ฉะนั้นข้าก็ควรสนองความต้องการของท่านโดยไวสินะ” ไอเซ็ทปรายตามองซามาเอลพร้อมรอยยิ้ม

“ควรจะเป็นเช่นนั้น” ซามเอลกล่าวตอบ

ก่อนที่แสงเทียนจะถูกเวทย์มนต์ทำให้มันดับไป
และห้องก็ตกอยู่ภายในความมืด

ทางด้านลิลิธที่อ่านตำราอย่างคร่ำเคร่งจนแทบไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัว เวลาล่วงเลยจนยามสามแล้ว
นางลองเวทย์มนต์ต่าง ๆ แม้ว่าจะเป็นแค่พื้นฐานไม่ใช่เวทย์มนต์ใหญ่โตอะไร นางก็รู้สึกภูมิใจแล้วก็สนุกไปกับมัน
จนกระทั่ง ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในจิตสำนึกของนาง ลิลิธนั่งทบทวนไปมาอยู่ซักครู่จึงได้เริ่มทำการ ‘ลองทำ’ ดู

เสียงโครมครามในห้องสมุดดังอย่างต่อเนื่อง มันดังมากพอที่จะได้ยินทั้งคฤหาสน์

หากแต่ไอเซ็ทและซามาเอลที่อยู่ด้วยกัน ณ เวลานี้ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงหายใจของทั้งสองเท่านั้น
ส่วนอาแกรทนั้นแม้จะรำคาญแต่นางก็รู้สึกขี้เกียจที่จะลุกออกไปอาละวาด ณ เวลานี้
คงมีเพียงนามาฮ์เท่านั้นที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตาที่ทอประกายสีทองของเธอมันดูส่องสว่างในยามราตรีอย่างมาก
ดูนางไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่กับเสียงโครมครามในห้องสมุด แต่เธอก็ไม่ได้แสดงกิริยาใด ๆ ออกมามากกว่านี้
เธอค่อย ๆ ข่มตาหลับไปพร้อมกับความคิดที่ว่า

‘พวกทำแต่เรื่องไร้สาระ...’

ภายในห้องสมุด หนังสือมากมายตกลงมากองเต็มไปหมด ชั้นหนังสือจำนวนมากล้มทับกันระเนระนาด
จนมองไม่เห็นร่างของลิลิธ ชั้นหนังสือตรงกลางห้องค่อย ๆ ขยับทีละนิด ๆ จนมันพลิกกลับไปและเปิดช่องออกมา
ร่างที่ออกมาจากชั้นหนังสือคือ ลิลิธ นั่นเอง
เนื้อตัวของเธอมอมแมมไปหมด เพราะกองหนังสือ และชั้นหนังสือที่สุมทับเธอ ทว่าเธอไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดออกมาแต่อย่างใด กลับแสดงสีหน้าดีใจอย่างที่สุด พร้อมกับยิ้มออกมา

เธอยกฝ่ามือของตัวเองขึ้นมาดู พลางขยับนิ้วไปมา เสียงหัวเราะออกจากปากของเธอราวกลับว่าเธอทำอะไรบางอย่างสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้

“ฮะฮะฮะ มันต้องแบบนี้สิ” เธอยิ้มอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่แสดงความพอใจต่ออะไรบางอย่าง

เธอหันไปมองผลงานของเธอที่ทำไว้เบื้องหลัง รู้สึกว่าตอนนี้เธอจะรู้สึกตัวนิด ๆ แล้วว่ามันดูท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ
ลิลิธยืนทำตาปริบ ๆ อยู่ครู่ใหญ่ เหล่าโกเลมที่มีหน้าที่เฝ้าห้องสมุดต่างเดินเข้ามาดูสภาพสถานที่ซึ่งก่อน หน้านี้มันคือห้องสมุดที่เป็นระเบียบเรียบร้อย หากแต่ ณ เวลานี้มันเหมือนกันกองขยะในห้องกว้างซะมากกว่า

ลิลิธเดินไปที่โกเลมที่มีหน้าที่เผ้าห้องสมุด
“ข้าฝากพวกเจ้าจัดการด้วยนะ” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มแหยๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องสมุดไป
----------------------------------------------

รุ่งเช้า ณ ห้องสมุด
“...”
ไอเซ็ทได้แต่เพียงยืนตะลึงอยู่ ณ ทางเข้าของห้องสมุด นางหันซ้ายหันขวา มองสภาพโดยรอบของที่นั้น สภาพของมันดูไม่เหมือนห้องสมุดเลย ราวกับว่าโดนพายุโหมกระหน่ำ จนห้องสมุด กลายเป็นโรงเก็บขยะ เหล่าหนังสือกระจุยกระจาย แถมชั้นหนังสือยังล้มระเนระนาดอีก

“นี่มันอะไรกัน ใครจะให้คำตอบข้าได้บ้าง” ไอเซ็ทเท้าเอวถามเหล่าโกเลมที่กำลังเก็บกวาดอยู่ น้ำเสียงนางไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก เพราะนางจะมาหาตำราไปใช้ในงานของเธอ และเอาไว้ใช้สอนลิลิธ

“ท่านลิลิธเป็นผู้ทำน่ะครับ” โกเลมชายตนหนึ่งกล่าวขึ้น

“หา~?” ไอเซ็ทลากเสียงยาว นางไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่ ใครจะเชื่อว่าผู้หญิงตัวคนเดียวจะสามารถถล่มห้องสมุดซึ่งมีชั้นหนังสือแต่ละ ชั้นสูงกว่า 8 ฟุตให้ลงมาล้มระเนระนาดบนพื้นได้จนเกือบหมดห้องสมุด

เว้นแต่...

‘นางทดสอบเวทย์มนต์ในห้องสมุดยังงั้นรึ?’

ไอเซ็ทตั้งคำถามขึ้นภายในใจ แต่นางก็พยายามสลัดความคิดนี้ทิ้งไป เพราะ
ณ ตั้งแต่ตอนที่นางให้ตำราเวทย์ลิลิธไป มันเป็นช่วงเวลาเพียงไม่นานนัก ไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำไป
การที่ลิลิธจะใช้เวทย์มนต์ได้ถึงขนาดนี้มันออกจะแปลกไปหน่อย แต่นางก็ยังไม่อาจจะทิ้งข้อสงสัยไปได้

ไอเซ็ทเห็นว่าคงต้องใช้เวลาจัดห้องทั้งวันเป็นแน่ จึงเดินออกจากห้องสมุดไป
ที่ด้านนอกห้องสมุดนั้นไอเซ็ทได้พบกับนามาฮ์ที่เดินมาดูเหตุการณ์ด้วยเช่นเดียวกัน
ดูท่าทางนางจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่กับสิ่งที่เห็นภายใน

“แม่โกเลมนั่นทำอะไรอีกรึ ไอเซ็ท” นามาฮ์กล่าวถามน้ำเสียงไม่พอใจ

“ข้าไม่รู้หรอก เพราะข้าไม่ได้ตัวติดกับนางสักหน่อย” ไอเซ็ทตอบพร้อมกับยักไหล่ทั้งสองข้าง

นามาฮ์เลิกคิ้วพลางใช้พัดที่ถือมาด้วยปิดปากตัวเอง ก่อนจะกล่าวทั้ง ๆ ที่พัดปิดปากอยู่
“เช่นนั้นรึ ข้านึกว่าเจ้ากับแม่โกเลมนั่นตัวติดกันซะอีก”

น้ำเสียงค่อนขอดของนามาฮ์ทำให้ไอเซ็ทไม่ชอบใจนัก
แต่นางก็พยายามสะกดอารมณ์ของตัวเองไว้ นางเอานิ้วแตะที่ริมฝีปากตัวเองพลางปรายตาไปยังนามาฮ์ แววตาของไอเซ็ทแฝงความรู้สึกขบขันไว้ไว้พอควรทีเดียว

“ข้าก็อยากจะเกาะติดแม่นางโกเลมของเจ้าอยู่หรอก หากแต่เมื่อคืนตัวข้าดันไปติดกับซามาเอล ก็เลยไม่สามารถไปเกาะติด
ลิลิธได้น่ะสิ” น้ำเสียงของไอเซ็ทราวกับเย้ยหยั่นนามาฮ์ก็ไม่ปาน

สายตานามาฮ์จากเดิมที่ดูถูกไอเซ็ท กลับเปลี่ยนเป็นความรู้สึกไม่พอใจปนริษยา จนไอเซ็ทก็รู้สึกได้ นางจึงส่งยิ้มกลับไป
“เชอะ!!” นามาฮ์หันหลังกลับแล้วเดินฉับ ๆ ทิ้งไอเซ็ทไป

ไอเซ็ทมีเหงื่อออกนิดหน่อย พลางคิดในใจ ‘ตั้งแต่ลิลิธมาอยู่นี่ ทำไมชีวิตมันช่างตื่นเต้นท้าทายเสียจริง ๆ’
ว่าแล้วเธอก็เดินไปยังห้องลิลิธเพื่อจะได้สอบถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องสมุด

ไอเซ็ทเดินมาถึงห้องของลิลิธ เธอเปิดเข้าไปทันที
“ลิลิท!!” ไอเซ็ทเรียกชื่อผู้เป็นเจ้าของห้องด้วยเสียงอันดัง

ฟรี้~~~~

สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงลิลิทที่ยังไม่ตื่นจากนิทรา ในห้องมีสาวใช้ 2 ตนเดินจัดเตรียมน้ำร้อน และเสื้อผ้าให้ลิลิธ
ไอเซ็ทหันไปยังสาวทั้ง 2 แล้วชี้ไปยังลิลิธ โซฟิอาเดินไปหาไอเซ็ทแล้วกล่าวขึ้น
“ท่านลิลิธกลับมายังห้องเมื่อเวลาประมาณยามสามได้น่ะเจ้าค่ะ ก็เลยคงยัง...”

ไม่ทันที่จะพูดจบไอเซ็ทใช้นิ้วของนางแตะไปที่ริมฝีปากของโซฟิอา แล้วส่ายนิ้วไปมา

“พวกเจ้าออกไปก่อน” ไอเซ็ทสั่งสาวใช้ทั้ง 2

โซฟิอาและเชดิม ย่อตัวรับคำสั่งแล้วเดินจากห้องไป เหลือเพียงไอเซ็ทที่อยู่ในห้องกับลิลิธเท่านั้น

นางเดินไปหาลิลิธที่เตียง จากนั้นจึงนั่งลงข้าง ๆ เตียงอย่างช้า ๆ ด้วยไม่อยากรบกวนลิลิธให้ตื่นซะก่อน
ไอเซ็ทนั่งมองลิลิธด้วยแววตาที่เอ็นดูอย่างมาก นางค่อย ๆ ลูบผมของลิลิธช้า ๆ
ลิลิธนั้นขยับตัวเล็กน้อย

อือ~

นางครางออกมานิดหน่อย ผ้าห่มเลื่อนลงไปจนเกือบหมด เผยให้เห็นเรือนร่าง และผิวสีขาวนวลของนาง
ซึ่งไม่ได้นุ่งห่มสิ่งใดเลย ไอเซ็ทยิ้มแหย ๆ ออกมาพลางคิดในใจ

‘สรุปว่าเจ้าหล่อนชอบเปลือยกายเป็นนิสัยเลยสินะเนี่ย’

ไอเซ็ทหัวเราะออกมาเบา ๆ เพราะลิลิธนั้นดูใสซื่อกว่าที่นางคิดไว้

‘พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่ไม่มีใครหยั่งถึงได้จริง ๆ’

เธอคิดพลางลูบศีรษะลิลิธไป
ลิลิธขยับตัวนิดหน่อย นางจับมือของไอเซ็ทไว้แน่น

‘ข้าไปทำให้นางรำคาญรึเปล่าเนี้ย’

ไอเซ็ทคิดในใจ
ลิลิธที่จับมือของไอเซ็ทไว้นั้น ดึงมือของนางเข้าปากแล้วกัดเต็มแรงทันที

“โอ้ย!!”

ไอเซ็ทร้องออกมาเต็มเสียง ตัวสะดุ้งโหยง ดึงมือออกจากปากของลิลิธทันที

“อึม ๆ เอื้ออ้าง” นางละเมอออกมา แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

นางค่อย ๆ ลุกขึ้นมาทำตาปรือด้วยความงัวเงียจากการที่เพิ่งตื่นนอน แล้วหันซ้ายหันขวาก่อนที่จะยกนิ้วโป้งให้ไอเซ็ท
“อร่อยมากเลยล่ะ อายเซ็ท” ลิลิธกล่าว

นางโดนไอเซ็ทเขกหัวเข้าไปทีนึง อาการงัวเงียหลังตื่นแทบหายเป็นปลิดทิ้ง นางเอามือกุมศีรษะตัวเอง
มีน้ำตาเล็ดออกมานิดหน่อย
“ฮือ...เขกหัวข้าทำไมล่ะ ไอเซ็ท”

“คิดซะว่าเป็นการชดใช้ที่เจ้ากัดมือข้าเต็มแรงก็แล้วกัน” ไอเซ็ทตอบกลับไป

“ว่าแต่เจ้านั่งฝึกเวทย์มนต์ทั้งคืนเลยรึ” นางถามสิ่งที่สงสัยทันที

“อืม ๆ อ่านไปแล้วก็เพลินดีเหมือนกันล่ะ” ลิลิตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

“แล้วเจ้าก็ลองเวทย์มนต์ในห้องสมุดงั้นรึ” ไอเซ็ทถามต่อไป

“อืม ๆ ก็...นิดหน่อย...น่ะ...นะ...” ลิลิธตอบเว้นจังหวะเป็นช่วง ๆ สีหน้าเจื่อนลงไปทันใด

“คงไม่นิดหน่อยแล้วกระมัง ขนาดทำให้ห้องสมุดวินาศสันตะโรได้เยี่ยงนั้น” ไอเซ็ทกล่าวด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัยบางอย่างไว้

“เดี๋ยว...พวกโกเลมก็จัดเข้าที่ได้ใช่รึเปล่า” ลิลิธกล่าวน้ำเสียงเหมือนคนพยายามเลี่ยงความผิด

“ข้าว่ากว่าจะเสร็จ เจ้าอาจจะได้โดนนามาฮ์จับกินไปซะก่อนน่ะสิ” ไอเซ็ทตอบน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ยิ้มที่มุมปากนิด ๆ

“ห่ะ!!” ลิลิธอุทานด้วยความตกใจขึ้นทันที

“ข้าล้อเล่นนา นางไม่ได้พิศมัยจะกินเจ้าหรอกนา” ไอเซ็ทปลอบลิลิธที่ทำสีหน้าเหมือนหวาดกลัว

“แต่... ถ้านางจะกิน ข้าคงช่วยเจ้าไม่ได้หรอกนะ” นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ลิลิธได้แต่ทำหน้าเศร้าสำนึกผิดในสิ่งที่ทำไป ไอเซ็ทมองลิลิธแล้วยิ้มออกมานิดหน่อย

“นามาฮ์ไม่กินใครหรอกนา ข้าก็พูดไปงั้นล่ะ” นางพูดพลางลูบหัวลิลิธเบา ๆ
ลิลิธปั้นหน้ายุ่งทันที

“ข้าว่าเจ้าไปอาบน้ำ แต่งตัวก่อนดีกว่านะ” ไอเซ็ทไล่ลิลิธให้ไปจัดการสารรูปที่ดูไม่ค่อยได้ของตัวเองซะ

ลิลิธค่อย ๆ ขยับลงจากเตียงทั้งสภาพเปลือยกาย เธอเอามือป้องปากแล้วเรียกชื่อสาวใช้ทั้งสอง
“โซ-ฟี-อา....เช-ดิม....”

สาวใช้ทั้งสองเข้ามาในห้องทันทีเมื่อผู้เป็นนายเรียกหา

ไอเซ็ททำหน้าหนักใจพลางคิดในใจ

‘นี่ถึงขนาดตั้งชื่อให้โกเลมรับใช้ด้วยรีนี่’

ระหว่างที่ลิลิธเดินไปที่ห้องน้ำ นางหันมาหาไอเซ็ทและกล่าวด้วยเสียงอันดัง

“วันนี้ข้ามีอะไรจะอวดเจ้าด้วยล่ะ ข้าอุตส่าห์พยายามฝึกทั้งคืนเชียวนา”

ลิลิธกล่าวพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง หากแต่ไอเซ็ทกลับรู้สึกว่า ปัญหาในชีวิตของนางกำลังขยายวงกว้างออกไปยังไงยังงั้น
----------------------------------------------

“ว่าแต่เมื่อครู่เจ้าฝันอะไรถึงได้กัดข้าน่ะ” ไอเซ็ทเอ่ยถามขึ้น
“หืม ก็แค่ฝันว่าได้กินอาหารมื้อใหญ่ มีเนื้อย่างท่าทางน่ากินด้วยล่ะ แหะ ๆ” ลิลิธตอบพลางหัวเราะแก้เขิน
ไอเซ็ทเกาหัวก่อนจะถามกลับไป “เจ้าไม่ได้ทานอะไรรึเมื่อคืน ถึงได้ฝันถึงของกินเช่นนี้”
“ทานนา ก่อนนอน ข้าทานไปตั้ง 3 ชุดเชียวล่ะ” ลิลิธตอบพร้อมรอยยิ้ม หากแต่ไอเซ็ทกลับปั้นหน้าหนักใจให้กับคำตอบของนางและคิดในใจ
‘พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตที่สามารถกินได้แบบไม่บันยะบันยังหรือนี่กระไร’


-------------------------------------------------------Next to chapter 6


แถม




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2553 10:43:53 น.
Counter : 325 Pageviews.  

Angel Caido Luci ตอนที่ 4

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

Back to Chapter 3



----------------------------------------------------------

[b]Chapter 4[/b]

ท่ามกลางยามราตรี ในคืนที่แสงจันทร์ส่องสว่าง
มุมหนึ่งในนิวยอร์คซิตี้
เสียงไซเรนรถพยาบาลดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่างล้วนวิ่งไปยังสถานที่ซึ่งเกิดอุบัติเหตุ

ณ ที่แห่งนั้นเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกคันหนึ่งเสียหลัก คาดว่าคงเพราะเบรกของรถมีปัญหา ตัวรถพลิกคว่ำแล้วพุ่งเข้าใส่ฝูงชน
มีประชาชนจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากที่เกิดเหตุมีประชาชนพลุกพล่าน
ประชาชนจำนวนมากร่ำร้องด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ได้รับ เหล่าพยาบาลเข้าทำการปฐมพยาบาล
และพาผู้บาดเจ็บนำส่งไปยังโรงพยาบาลที่อยู่บริเวณนั้น

ที่ปลายสุดของจุดที่รถบรรทุกพุ่งเข้าชน ปรากฏร่างของเด็กสาวคนหนึ่งยืนนิ่งไม่ไหวติง
บุรุษพยาบาลคนหนึ่งเดินไปหาหนูน้อยที่ยืนนิ่ง ณ ที่นั่น

“หนู ๆ หนูไม่เป็นไรนะ” เขาจับที่ตัวเด็กน้อย ที่ยังมีอาการสั่นเทาอยู่

“เขาช่วยหนูไว้” หนูน้อยพูดกระท่อนกระแท่น

“เขา?” บุรุษพยาบาลถามย้ำ

“ค่ะ คนตัวใหญ่ ๆ แต่มีขนตามตัวด้วยล่ะ”
“เขายันตัวรถไว้ แล้วรถก็มาไม่ถึงหนู” เด็กน้อยบอกเล่าสิ่งที่ตัวเองประสบให้บุรุษพยาบาลฟังแบบซื่อ ๆ

ท่ามกลางความงุนงงของเหล่าผู้คนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
มีเงา ๆ หนึ่งกระโดดข้ามจากตึกหนึ่ง ไปยังอีกตึกหนึ่ง

ท่ามกลางยามราตรี ในคืนที่แสงจันทร์ส่องสว่าง
-----------------------------------------

“อ่ะ...อือออ.......” เสียงของคาเรนลอดออกมาจากกองผ้าห่ม
เธอค่อย ๆ ขยับตัวเพื่อคลายผ้าห่มที่พันตัวเธออยู่ หากแต่เหมือนว่ามันจะพันกันยุ่งเหยิงไปซักหน่อย
เธอจึงดิ้นแรงขึ้น แรงขึ้น และแรงขึ้น

ตึง!!!

“อ...โอ้ย!!” เธอร้องด้วยความเจ็บปวด เช่นเคยเหมือนทุกวันที่เธอจะต้องตกเตียงเป็นกิจวัตรประจำวัน

เธอค่อย ๆ ขยับไปมาซักพัก ผ้าห่มที่พันกันเริ่มคลายออก เธอโผล่หัวออกมาจากกองผ้าห่ม
“ฮ้าาาา~” เธออ้าปากออกมาเอาอากาศเข้าปากเต็มที่ เพราะตอนที่อยู่ในผ้าห่มเธอหายใจได้ไม่เต็มที่นัก

เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นพลางคิดในใจ

‘น่าซื้อผ้านวมมารองข้าง ๆ เตียงแฮะ’

ก่อนที่จะเดินออกไปเก็บจานขนมที่โต๊ะเครื่องแป้งที่เธอเอามาทานเมื่อคืนระหว่างหาข่าวของเจ้าสัตว์ประหลาด
พร้อมทั้งทบทวนเรื่องที่เธอต้องทำในวันนี้ เธอตัดสินใจที่จะไปยัง FBI เพื่อให้คำตอบแก่มอเฟียช

เธอเดินลงมาที่ชั้น 1 เอาจานมาเก็บที่ห้องครัว เธอเหลือบมองทางลงไปห้องใต้ดินแว่บนึงแล้วเกาหัวพลางนึกถึงงานที่ต้องทำความ สะอาดถ้าหากเธอคิดที่จะใช้ห้องใต้ดินเพื่อฝึกซ้อมยิงปืน ด้วยเพราะเธอไม่คิดว่าทาง FBI จะให้เธอเข้าไปซ้อมยิงด้วยกาลิอ้อน และเบลิอ้อน ซึ่งเป็นของที่ไม่ได้ถูกต้องตามกฏหมายแน่ ๆ

เธอทำความสะอาดจานเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปเข้าห้องน้ำ เพื่อล้างหน้าแปรงฟัน ระหว่างนั้นเธอเปิดวิทยุไว้เพื่อรับฟังข่าวสาร ข่าวต่าง ๆ รายงานไปเป็นเรื่องปกติทั่ว ๆ ไปซึ่งเธอก็ฟังด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
จนกระทั่ง

“เมื่อเวลา 22.45 คืนที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะซาร่ารูสเวลท์ ได้เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกเล็กพลิกคว่ำ ทำให้รถลื่นไถลไปตามขอบทางทำให้มีผู้บาดเจ็บ 24 ราย จากการสอบสวนพบว่าระบบเบรคของรถมีปัญหาจึงทำให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีเด็กสาวผู้หนึ่งรอดจากการถูกรถพุ่งเข้าชนได้อย่างน่า อัศจรรย์ เด็กสาววัย 8 ขวบบอกเพียงว่า มีชายลึกลับมีขนตามตัวมาช่วยเธอไว้ จากการตรวจสอบส่วนหัวของรถที่พุ่งไปหาเธอ มีร่องรอยเป็นฝ่ามือขนาดใหญ่กดลงไป ความคืบหน้า ทางสำนักข่าวจะได้รายงานต่อไป”

สายตาที่ดูสะลึมสะลือของคาเรนเบิกกว้างทันที ร่างกายเธอแทบจะหายจากความงัวเงียยามตื่นนอนเป็นปลิดทิ้ง
เธอรีบล้างหน้าแปรงฟัน ปิดวิทยุ แล้ววิ่งขึ้นไปเปิดคอมพิวเตอร์ของเธอเพื่อหาข่าวอ่านทันที
เนื้อหาของข่าวจากเว็บไซต์ไม่ได้ต่างจากที่รายงานผ่านวิทยุนัก หากแต่มีภาพข่าวและสัมภาษณ์เด็กสาวจากที่เกิดเหตุ
แค่นั้นก็มากพอที่จะยืนยันเหตุการณ์ได้แล้ว

“เจ้านั่นที่อยู่ในเมืองนี้ เป็นมิตรกับมนุษย์งั้นรึ??”

น้ำเสียงของเธอไม่ค่อยเชื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นมาช่วยเด็กสาวคนนี้จริง ๆ มันทำให้เธองุนงงกับพฤติกรรมของมันมากขึ้นไปอีก

คาเรนรีบอาบน้ำแต่งตัวทันที เธอคิดว่าบางทีเธอคงจะต้องตอบตกลงที่จะร่วมมือกับ FBI ซะแล้ว เพราะ ณ เวลานี้ความอยากรู้อยากเห็นของเธอมันมากเสียเหลือเกิน คาเรนจัดการภารกิจอย่างรวดเร็ว แล้วปิดบ้านเพื่อเดินทางไปยัง FBI ทันที


ณ สำนักงาน FBI สาขานิวยอร์ค ผู้คนยังไม่มากนัก เพราะคาเรนมาถึงที่หมายในเวลาค่อนข้างเช้าอย่างมาก
เธอเดินตรงไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์ทันที

“จะติดต่อเรื่องอะไรคะ?” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เอ่ยถามขึ้น

“ติดต่อคุณมอเฟียช โอวิธแผนกสืบสวนคดีพิเศษค่ะ ช่วยเรียนเขาว่า คลาวเรน คาเรนขอพบค่ะ” คาเรนตอบ

“รอสักครู่นะคะ” เจ้าหน้าที่รีบติดต่อให้ทันที

คาเรนยืนเคาะนิ้วกับโต๊ะประชาชัมพันธ์ มันออกจะเป็นอาการที่ดูร้อนรน
แต่ไม่แปลกนักสำหรับคาเรนในเวลานี้ ดูเหมือนเธอจะให้ความสนใจต่อเจ้าสิ่งนั้นอย่างมาก อาจจะเพราะความท้าทายและความน่าสนใจของมันช่างมีมากมายเหลือเกิน

เธอยืนคอยประมาณ 5 นาที เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จึงได้เดินกลับมาหาคาเรน
“คุณคะ คุณโอวิธเชิญที่แผนกสืบสวนคดีพิเศษได้เลยค่ะ แผนกจะอยู่ที่ชั้น 5 จากลิฟท์ เดินไปทางซ้าย เดินไปจนสุดนะคะ” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์กล่าว

“ขอบคุณค่ะ” คาเรนยิ้มรับ พลางแลกบัตรและเดินผ่านยามไปทางลิฟท์ทันที

เมื่อมาถึงชั้น 5 เธอเดินตรงไปตามที่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์บอกทันที
ที่สุดของทางเดิน ห้องนั้นติดป้ายไว้ชัดเจน

‘แผนกสืบสวนคดีพิเศษ (สำนักงานชั่วคราว)’

คาเรนหยุดมองป้ายอยู่ครู่ใหญ่ เธอรวบรวมลมหายใจ ก่อนที่จะเปิดประตูห้องเข้าไป

ภายในห้อง ภาพของเจ้าหน้าที่ประมาณ 2 - 3 คนเงยหน้ามองเธอเป็นตาเดียวกัน
คาเรนดูท่าทางตื่น ๆ เล็กน้อย เธอรู้สึกแปลกประหลาดกับสถานที่พอสมควรเธอจึงได้แต่ยืนนิ่งเงียบ เจ้าหน้าที่คนอื่นก็ได้แต่มองเธอเท่านั้น การโดนมองเช่นนี้มันช่างน่าทำให้ความมั่นในตัวเธอลดลงไปจริง ๆ เธอสำรวจตัวเองทันทีว่าเผลอทำอะไรป้ำ ๆ เป๋อ ๆ รึไม่ คงเพราะวันนี้เธอใส่กระโปรงสั้นด้วยความรีบแทบจะคว้าอะไรได้ ก็คว้ามาใส่เลย ซึ่งตามปกติเธอชอบที่จะใส่กางเกงมากกว่าแท้ ๆ

“คุณคาเรน!!” เสียงชายผู้หนึ่งเรียกเธอ คาเรนมองไปตามเสียงนั้น นักสืบแอธร่อนนั่นเอง

“อรุณสวัสดิ์ครับ ไม่คิดเลยนะครับ ว่าคราวนี้คุณจะเป็นฝ่ายบุกมาถึงที่ทำงาน” นักสืบแอธร่อนกล่าวแกมหยอก

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ดิฉันมาขอพบคุณโอวิธน่ะค่ะ” คาเรนแจ้งความประสงค์ไปทันที

“อืม... หัวหน้าไปแผนกวิเคราะห์ข้อมูลน่ะครับ”
“เชิญนั่งทางนี้ก่อนครับ” นักสืบแอธร่อนเชิญเธอไปนั่งที่โซฟารับรองแขก เหล่าเจ้าหน้าที่กลับไปทำงานกันตามปกติ
“จะดื่มอะไรรึเปล่าครับ?” เขาเอ่ยถามขึ้น

“อ่ะ... ไม่ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” คาเรนตอบ คำพูดของเธอดูตะกุกตะกัก

“ดูคุณตื่น ๆ นะครับเนี้ย” นักสืบแอธร่อนที่สังเกตท่าทางของคาเรนเอ่ยถามขึ้น

“ก็ค่อนข้างรู้สึกแปลก ๆ น่ะค่ะ คงเพราะตัวเองไม่ค่อยได้ทำงานในที่คนแยะ ๆ แบบนี้น่ะค่ะ” คาเรนตอบคำถาม
นักสืบแอธร่อนรู้สึกแปลกใจกับนิสัยของคาเรนพอควร เพราะที่พบกันครั้งแรกเธอออกจะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงทีเดียว หากแต่วันนี้เธอกลับดูเหมือนเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองไปซะดื้อ ๆ
“คุณนี่เป็นคนแปลก ๆ กว่าที่ผมคิดไว้อีกนะครับ” นักสืบแอธร่อนกล่าวตรง ๆ

“ค่ะ เพื่อนดิฉันก็มักบอกว่าดิฉันน่ารักแบบแปลก ๆ เสมอล่ะค่ะ” คาเรนล้อเล่นกลับไปจนนักสืบแอธร่อนที่ฟังอยู่อดขำไม่ได้ ดูเหมือนว่าคาเรนจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวได้แล้วเพราะท่าทางของเธอดูผ่อนคลายมากขึ้น

“วันนี้มาตอบข้อเสนอของหัวหน้าสินะครับ” นักสืบแอธร่อนถามพลางยกถ้วยกาแฟขึ้นมาดื่ม
คาเรนนั้นแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย เพราะเธอนั้นคิดว่าเรื่องที่เธอถูกเสนอให้มาช่วยงานแผนกสืบสวนคดีพิเศษจะ เป็นความลับอะไรซะอีก สายตาของเธอแสดงความแปลกใจจนนักสืบแอธร่อนสังเกตเห็นได้

“ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ จริง ๆ เจ้าหน้าที่ในแผนกนี้แต่ละคนก็ถูกดึงตัวจากหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกันทำงานเฉพาะกิจทั้งนั้นล่ะครับ” นักสืบแอธร่อนพูดพลางยิ้มที่มุมปาก

“ผิดคาดมากเลยนะคะเนี้ย ดิฉันนึกว่าทุกคนในที่นี้เป็นคนของ FBI ทั้งหมดซะอีก” คาเรนพูดพลางมองดูบรรยากาศในที่ทำงาน มันทำให้เธอนึกถึงทุกคนที่สำนักงานกองอนุรักษ์พันธุ์สัตว์

ประตูสำนักงานถูกเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้ผู้เปิดมันคือมอเฟียช เขาสังเกตเห็นคาเรนที่นั่งอยู่ที่โซฟาสำหรับรับแขก จึงเดินเข้าไปหาทันที มอเฟียชเข้าเขย่ามือคาเรนเป็นการทักทาย

“สวัสดีครับคุณคาเรน มาแต่เช้าเลยนะครับ” เขายิ้มออกมาเล็กน้อย

“ค่ะ ดิฉันคิดว่า ควรให้คำตอบไว ๆน่ะค่ะ” คาเรนกล่าวตอบพร้อมรอยยิ้มเช่นกัน
มอเฟียชที่เห็นเช่นนั้นจึงผายมือไปทางห้องของเขา

“ถ้ายังงั้น ก็เชิญเลยครับ” เขาออกเดินไปยังห้องนั้นทันที
คาเรนเดินตามมอเฟียช ไปในห้องหัวหน้าแผนกสืบสวนคดีพิเศษทันที

มอเฟียชนั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งของเขา และเชิญให้คาเรนนั่งลง
คาเรนค่อย ๆ นั่งลงช้า ๆ พร้อมทั้งจ้องมองไปยังมอเฟียช

“คำตอบล่ะครับ?” มอเฟียชกล่าวถามพลางเอามือมาประสานกันที่หน้าคางของตนเอง

คาเรนยิ้มกว้างออกมาทันที
“ไม่ปฎิเสธค่ะ แต่ว่าทางดิฉันเองก็คงต้องแจ้งบางอย่างให้ทางนี้ทราบไว้ด้วย”
เธอตอบพร้อมข้อแม้ ซึ่งมอเฟียชเองก็พยักหน้าและรอรับฟังอยู่

“อย่างแรกดิฉันทำงานในฐานะเจ้าหน้าของอุทยานมาตลอด ฉะนั้นเรื่องระเบียบปฏิบัติของ FBI อาจจะไม่สันทัดนะคะ”
“อย่างที่สองดิฉันแค่เพียงมาช่วยงาน หากภาระกิจเสร็จสิ้นดิฉันก็คงขอกลับไปทำที่หน่วยงานเดิม”
“และอย่างสุดท้ายดิฉันขอที่จะใช้อาวุธหนักในบางครั้งเพื่อตามตัวคนร้ายนะคะ”

มอเฟียชยิ้มออกมาทันที เขาไม่ค่อยพบใครที่กล้ายื่นข้อแม้ในการร่วมงานมาให้เห็นบ่อยนัก
“ไม่คิดบ้างรึครับว่า ทางผมจะปฎิเสธ” มอเฟียชแย็บกลับไปทันที

“ไม่คิดค่ะ เพราะถ้าดูจากสิ่งที่คุณกล่าวเมื่อครั้งก่อน ทางดิฉันก็พอสรุปได้ว่า ทางหน่วยงานของคุณมีความต้องการในตัวดิฉันมากพอสมควรทีเดียว” คาเรนตอบทั้งรอยยิ้ม

มอเฟียชแสดงสีหน้ายอมรับในความคิดของคาเรน เพราะสิ่งที่เธอคิดไว้นั้นไม่ผิดเลย ทางเบื้องบนกำชับเขามาไม่ว่าจะวิธีใหนให้นำเธอมาร่วมทีมให้ได้จริง ๆ

“ข้อ 1 และ 2 นั่นผมคิดว่าไม่มีปัญหา แต่ข้อ 3 ผมว่าคงแล้วแต่สถานการณ์ล่ะครับ” มอเฟียชตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

“ค่ะ ดิฉันทราบดี เพียงแต่ว่าถ้าต้องรับมือกับพวก มัน ดิฉันว่เตรียมของหนักไว้ก็ดี” คาเรนตอบรับ

มอเฟียชหัวเราะออกมานิดหน่อย
“เอาเถอะครับ ถึงเวลาคงจะได้รู้กัน ครั้งแรกผมนึกว่า คุณจะขอคู่หูเป็นนักสืบโมลเดอร์ หรือ นักสืบสกัลลี่ซะอีก”

“ดิฉันไม่คิดว่าคุณคือ หัวหน้าสกินเนอร์หรอกค่ะ” คาเรนพูดพร้อมรอยยิ้ม

“คุณนี่ดูยังไงก็ไม่น่าใช่ผู้ที่จัดการเจ้าสิ่งนั้นเลยนะครับ” มอเฟียชกล่าว
คาเรนยักไหล่นิดหน่อย

“บางครั้ง อะไรที่ดูไม่น่าเชื่อมันมักเป็นจริงเสมอล่ะค่ะ”

มอเฟียชลุกขึ้นจากโต๊ะ เขาเดินไปยังประตูห้อง ก่อนเปิดประตูเขากล่าวขั้น
“เดี๋ยวผมจะแนะนำเพื่อนร่วมงานในที่นี้ให้คุณรู้จักนะครับ”

คาเรนลุกตามมอเฟียชไป มอเฟียชที่เดินออกไปก่อนจึงเริ่มแนะนำตัวคาเรนทันที
“โอเคครับ ทุกคน คุณผู้หญิงท่านนี้คือคุณคลาวเรน คาเรน สมาชิกใหม่ของหน่วยเรา เธอจะมาอยู่ประจำในฐานะเจ้าหน้าที่ภาคสนามนะครับ” เขาแนะนำสั้น ๆ

“ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ จริง ๆ เรียก คาเรน เฉย ๆ ก็ได้ค่ะ” คาเรนกล่าวต่อจากมอเฟียชทันที

หลังจากคาเรนกล่าวจบ มอเฟียชค่อย ๆ แนะนำสมาชิกแต่ละคนในหน่วยงานต่อ เขาเริ่มจากเจ้าหน้าที่หญิงผมยาวสีบลอนด์
“นี่เจ้าหน้าที่ลินดา เฮอร์มิ่ง เป็นเลขาและงานธุรการของแผนกเรา” ลินดาส่งยิ้มให้คาเรน

“นักสืบแอธร่อน นักสืบดูลอน และนักสืบฟิลด์ คิดว่าคุณคาเรนรู้จักแล้วนะครับ” คาเรนพยักหน้ารับ เพราะทั้งสามคนคาเรนได้พบและพูดคุยบ้างแล้ว มอเฟียชเดินลึกเข้าไปยังเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังขะมักเขม้นอยู่ที่หน้าจอคอม

“ส่วนคนนี้คือ เจ้าหน้าที่สตีฟ เวสท์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของเรา” สตีฟยกมือทักทายคาเรนโดยไม่ได้มองหน้า

“ส่วนคนสุดท้าย” มอเฟียชเดินไปยังชายผู้หนึ่งใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ตัดผมสั้นจนเกรียน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข็ม
“เจ้าหน้าที่ริชาร์ด โฟลคอน เขาจะเป็นผู้ที่ทำงานร่วมกับคุณในฐานะคู่หูครับ” คาเรนยิ้มให้เขาทันที แต่ริชาร์ดดูท่าทางไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน

“หัวหน้าครับ ผมไม่ใช่พี่เลี้ยงนะครับ ถึงได้ให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบนี้มาทำงานภาคสนามกับผม” ริชาร์ดกล่าวน้ำเสียงไม่พอใจเท่าไหร่ ตัวเขาที่ลุกขึ้นสูงเกือบ 7 ฟุตซึ่งสูงใหญ่กว่าคาเรนที่สูงเพียง 5 ฟุต 8 นิ้ว เขาจึงมองว่าคาเรนนั้นดูเด็กไป

มอเฟียชมองริชาร์ดอย่างเยือกเย็น เขาพูดขึ้นอย่างเรียบ ๆ
“คุณคาเรนเองในหน่วยงานเก่าก็จัดว่ามีฝีมือที่สูงอยู่นะครับคุณริชาร์ด และที่สำคัญเธอยังเป็นผู้จัดการเจ้านั่นอีกด้วย”

จัดการเจ้านั่น มันเป็นคำที่ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ตามเรื่องนี้โดยละเอียดถึงกับตะลึง ด้วยไม่มีใครคิดว่าผู้ที่จะจัดการเจ้าสัตว์ประหลาดจะเป็นผู้หญิงที่ รูปร่างบอบบางคนนี้

“หา!! ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เนี่ยะนะ” ริชาร์ดอุทานด้วยไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นคนที่จัดการสัตว์ประหลาดที่สังหารเจ้า หน้าที่ของ FBI ไปถึง 2 คน

คาเรนได้แต่เพียงยืนมองริชาร์ดนิ่ง ๆ เธอไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรือรู้สึกไม่ดีกับริชาร์ด เพราะเธอเองก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้เมื่อคราวที่รู้จักกับมาร์คใหม่ ๆ

“ค่ะ ดิฉันเป็นคนยิงมันตายเองกับมือ” คาเรนย้ำความมั่นใจให้ริชาร์ด
“ดิฉันเอาพริกไทยโรยใส่หน้ามัน แล้วตอนที่มันเผลอดิฉันเลยเอาไรเฟิลกรอกปากมันน่ะ” คาเรนอธิบายแบบติดตลก คนในสำนักงานหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่ดูริชาร์ดไม่ขำตามเลย เขาลงไปนั่งกอดอกลงกับเก้าอี้ของเขา

“ถ้าเป็นคำสั่งยังไงผมก็ปฎิเสธไม่ได้สินะ”

“ใช่แล้วครับ คุณริชาร์ด” มอเฟียชตอบข้อสงสัยที่เหมือนประชดของริชาร์ด

“ถ้าอย่างนั้น ขอฝากเนื้อฝากตัว ฝากกายฝากใจด้วยนะคะ” คาเรนพูดต่อจากมอเฟียช พร้อมขยิบตาให้ริชาร์ด ทำเอาริชาร์ดถึงกับอึ้งหน้าแดงไปเลย จนคนในสำนักงานแทบจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา คงไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าหน้าที่คนใหม่ของแผนกจะเป็นคนที่บ๊องได้ขนาดนี้ ริชาร์ดแทบจะทนไม่ได้เขาลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟี้ยด พอควรทีเดียว

หลังจากที่ริชาร์ดเดินออกไป คาเรนหันไปหามอเฟียสแล้วถามขึ้น
“ดิฉันจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่คะ”

“จริง ๆ ตามกำหนดน่าจะเป็นวันจันทร์หน้า แต่จะเริ่มวันนี้เลยก็ได้ครับ” มอเฟียชกล่าวตอบพร้อมกับยื่นมือให้คาเรน
คาเรนจับมือมอเฟียชแล้วเขย่าเล็กน้อย
“หวังว่าเราจะทำงานกันได้ด้วยดีนะครับ”
“ดิฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ” คาเรนกล่าวตอบมอเพียช

หลังจากที่แนะนำตัวเสร็จสิ้น ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงาน โดยมอเฟียชจะเรียกประชุมทั้งแผนกในตอน 10 โมง
ระหว่างนี้คาเรนจึงไปจัดโต๊ะที่นั่งของเธอเอง โต๊ะของคาเรนนั้นอยู่ติดกับโต๊ะของริชาร์ด ณ เวลานี้เธอยังไม่มีของอะไร
เธอจึงจัดวางของที่เป็นอุปกรณ์สำนักงานตามที่จำเป็นไปก่อน ระหว่างนั้นริชาร์ดที่กระฟัดกระเฟี้ยดออกไปก็เดินกลับเข้ามา
ดูท่าทางเขาจะงงเล็กน้อยที่คาเรนมานั่งข้างเขา คาเรนที่เห็นริชาร์ดก็ยังมีอารมณ์ยั่วเขาด้วยการชูแขนแล้วโง้งเข้าหากันเป็น รูปหัวใจและส่งยิ้มให้ ริชาร์ดแสดงสีหน้าหนักใจจนเห็นได้ชัด

ในใจเขาตอนนี้รู้สึกยิ่งกว่าพี่เลี้ยงเด็ก เขากำลังคิดว่ากำลังต้องไปทำงานร่วมกับคนบ้าซะมากกว่า หากแต่ภายในสำนักงานกลับอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ คงเพราะริชาร์ดนั้นปั้นหน้าเครียดตลอดและไม่เคยมีใครกล้าแหย่ริชาร์ดมาก่อน ด้วย นี่เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีคนในสำนักงานกล้าล้อเล่นกับริชาร์ดเช่นนี้

“คุณคาเรนครับ ไอ้การแหย่ผมแบบนี้มันสนุกมากรึไงครับ” ริชาร์ดเดินเข้ามาคุยกับคาเรนตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่พยายามอดกลั้นอย่างยิ่ง

คาเรนที่จัดของจึงเงยหน้าขึ้นไปมอง
“ไม่สนุกเท่าไหร่ค่ะ คุณโฟลคอนไม่ค่อยยอมเล่นกับดิฉันเหมือนหัวหน้าสกินเนอร์เลย” คาเรนตอบด้วยน้ำเสียงใสซื่อหากแต่คิดตลกนิด ๆ

ริชาร์ดรู้สึกเส้นประสาทกระตุกด้วยความโมโห เพราะเหมือนว่าคาเรนไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับอารมณ์โกรธของเขาเท่าไหร่เลย ทว่าคาเรนกลับยิ้มออกมาแล้วปรายตาไปที่ริชาร์ด

“ดิฉันเข้าใจค่ะ ว่าคุณต้องการบรรยากาศที่เป็นการเป็นงาน แต่ว่าบางครั้งจะผ่อนคลายอารมณ์บ้างก็ดีต่อสุขภาพตัวเองนะคะ” คาเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากขึ้น จนทำให้ริชาร์ดที่เหมือนจะตวาดคาเรนต้องหยุดกิริยานั้นไว้

เขาถอนหายใจออกมาแรง ๆ ก่อนที่จะกล่าวออกมา
“ยังไงซะในเวลางานก็อย่ากวนผมให้มากก็แล้วกัน”
“ได้ค่า~ คู่หู” คาเรนตอบรับ แต่ก็ยังออกกวนนิด ๆ

คาเรนจัดของจนถึงเวลาที่มอเฟียสเรียกเข้าประชุม ทุกคนไปพร้อมกันในห้องประชุมซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็พอจุเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเข้าไปได้ และมีอุปกรณ์ในการนำเสนองานทุกอย่างครบถ้วน เมื่อทุกคนมาพร้อมกัน มอเฟียสจึงเริ่ม
เปิดการประชุมทันที

“จริง ๆ ผมว่าจะเรียกประชุมพร้อมกันในวันจันทร์ แต่ที่เรียกกันในวันนี้เลยเพราะเห็นว่า เจ้าหน้าที่ของเราก็ครบแล้ว
ผมคงไม่ต้องแนะนำคุณคาเรนให้ทุกคนแล้วนะครับ ก็ขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน สตีฟขอภาพและข้อมูลด้วย”

สตีฟกดคีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊คซึ่งต่อเข้ากับโปรเจคเตอร์อย่างรวดเร็วภาพที่ขึ้นจอ เป็นภาพเหตุการณ์อุบัติเหตุเมื่อคืนวาน
โดยเป็นภาพของรถบรรทุกที่พลิกคว่ำอยู่ สตีฟขยับแว่นตาตัวเองเล็กน้อยแล้วจึงเริ่มให้ข้อมูล

“จากที่มีการเก็บข้อมูลและหลักฐานทั้งจากที่เกิดเหตุ พยานแวดล้อม ตัวรถยนต์ ค่อนข้างแน่ชัดตรงกันครับ ว่ามีการปรากฏตัวของ D-2 จริง ๆ”

สีหน้าของคาเรนแสดงความสนใจออกมาอย่างมาก พลางคิดในใจ

‘เจ้านั้นถูกเรียกว่า D-2 งั้นรึ’

“ในที่เกิดเหตุทางหน่วยพิสูจน์หลักฐานสามารถเก็บเศษขนของ D-2 ได้จำนวนมากทีเดียว และที่ตัวรถรอยมือขนาดใหญ่นั่น
ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่รอยนิ้วมือของมนุษย์แต่อย่างใด”

“สรุปว่ามันเข้าช่วยเด็กสาวนั่นจริง ๆ สินะ” นักสืบดูลอนกล่าวขึ้นมา

“ถ้าดูตามสภาพการณ์ก็คงแบบนั้นล่ะครับ” สตีฟตอบอย่างเรียบ ๆ

คาเรนลูบปอยผมเธอช้า ๆ ก่อนที่จะยกมือขึ้นถาม

“เชิญครับ คุณคาเรน” มอเฟียชที่สังเกตเห็นคาเรนยกมือ จึงเปิดโอกาสให้เธอถามทันที

“ทางหน่วยงานที่พิสูจน์ได้มีการทดสอบเส้นขนของมันบ้างรึไม่คะ” คาเรนกล่าวถามขึ้น

“หมายถึงพิสูจน์ DNA น่ะรึครับ?” สตีฟถามย้ำ

“ไม่ใช่ค่ะ หมายถึง ความแข็งของมันค่ะ” คาเรนตอบข้อคำถาม หากแต่เป็นการตอบที่ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยในใจมากขึ้น

“หมายความว่ายังไงความแข็ง เธอจะเอาขนมันไปถักเสื้อเกราะหรือยังไง” ริชาร์ดกล่าวแถมแกมเหน็บนิด ๆ

“...” คาเรนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“เส้นขนของมันก็ปกตินะครับ สามารถใช้กรรไกรตัดขาดได้สบาย ๆ เลยล่ะครับ” สตีฟกล่าวตอบ

มอเฟียชที่ฟังคำถามอยู่ เกิดความสนใจในสิ่งที่คาเรนกล่าว จึงถามกลับไป

“คุณคาเรนกำลังสงสัยอะไรยังงั้นรึครับ ถ้าเป็นข้อมูลใหม่พวกผมก็อยากฟังเหมือนกัน”
คาเรนมองมอเฟียช สายตาของเธอค่อนข้างแปลกใจต่อคำตอบของสตีฟ และต่อข้อมูลที่ทุกคนได้รับ

“ตัวที่ดิฉันจัดการไป กระสุน 7.62 นาโต้ ยิงมันไม่เข้าน่ะค่ะ” สายตาของทุกคนในห้องประชุมเริ่มให้ความสนใจต่อสิ่งที่คาเรนกล่าวออกมา

“คุณคาเรนจะบอกว่า ขนของมันกันกระสุนได้งั้นรึ” นักสืบดูลอนถามขึ้น

“เป็นไปได้ยังไง” ริชาร์ดพูดแบบไม่เชื่อเท่าไหร่

“ดิฉันคิดเช่นนั้น เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา...” เธอหยุดคำไปครู่หนึ่ง ในห้องเงียบเพื่อรอฟังในสิ่งที่เธอจะพูด

“พวกดิฉันที่ประสพเหตุ พยายามใช้อาวุธที่มีระดมยิงมัน ไม่ว่าจะปืนพก หรือ ไรเฟิล ก็ไม่สามารถทำร้ายมันได้เลย ดิฉันคิดว่าจำนวนปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุ กับ บาดแผลบนตัวมันคงยืนยันได้” คาเรนอธิบายต่อ

หลายคนหันไปมองมอเฟียชที่กำลังแสดงสีหน้าครุ่นคิดอยู่ทันที
“ถูกของคุณคาเรน ในที่เกิดเหตุไล่ตามเส้นทางที่คุณคาเรน และเจ้าหน้าที่อีกคนได้ให้การไว้ ทีมเก็บหลักฐานพบปลอกกระสุนตลอดเส้นทาง แถมจำนวนไม่ใช่น้อย ๆ แต่เมื่อเทียบกับบาดแผลบนตัว D-3 แล้วมันเป็นคนละเรื่องกันเลย”
มอเฟียชตอบทุกคนในห้องประชุม

“แต่ผลพิสูจน์ในห้องแลปของ D-3 ขนมันอ่อนนุ่มมากเลยล่ะครับ” สตีฟกล่าวค้านตามข้อมูลที่เขาได้รับ

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องใหม่นี่ล่ะ” ริชาร์ดเอ่ยถามขึ้น

“ดิฉันกำลังคิดว่ารูปแบบและพฤติกรรมของเจ้าสัตว์ประหลาด แต่ละตัวไม่เหมือนกันค่ะ” คาเรนตอบ

“เออ ทางเราเรียกพวกมันว่า D ตามด้วยนัมเบอร์น่ะครับ เลข 1 คือตัวที่ปรากฏที่วอชิงตัน เลข 2 คือที่นิวยอร์ค และ เลข 3 คือที่เพนซิลวาเนีย” นักสืบฟิลด์อธิบาย

“ช่วยอธิบายให้ละเอียดอีกนิดสิครับคุณคาเรน” นักสืบแอธร่อนกล่าวต่อจากนักสืบฟิลด์

คาเรนแสดงสีหน้าไม่แน่ใจออกมานิดหน่อยก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ
“เท่าที่ดิฉันรวบรวมข้อมูลเท่าที่ทำได้ พบข้อมูลแปลก ๆ นิดหน่อยน่ะค่ะ อย่างที่หนึ่ง พวกนี้มีอุปนิสัยการกินไม่เหมือนกัน ตัวที่ดิฉันพบ เออ D-3 น่ะค่ะ มันกินสัตว์ทุกชนิดที่มันทำร้าย ในขณะที่ D-1 มีการฆ่าคนแต่ไม่มีร่องรอยการกิน ยิ่งเจ้า
D-2 นี่ไม่มีหลักฐานการฆ่าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ไปกินเลย”

“อย่างที่สองรูปแบบวิธีการโจมตีเหยื่อของ D-1 กับ D-3 ค่อนข้างแตกต่างกัน คือ D-1 เหมือนว่าจะพุ่งเข้าทำร้ายเป้าหมายแม้ว่าเป้าหมายจะไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างกรณีผู้เสียชีวิตที่เป็นเด็ก แต่เจ้า D-3 กลับมีลักษณะคล้ายสัตว์ป่า เออ...อารมณ์เหมือนเจอหมูป่าในป่าน่ะค่ะ ถ้าเราเดินผ่านมันห่าง ๆ มันก็ไม่สนใจ แต่ถ้าเราเข้าใกล้ มันก็จะวิ่งเข้าชนเรา”

ทุกคนฟังที่คาเรนกล่าวแล้วอดทึ่งไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งมาแต่เธอกลับมีข้อมูลในมือและวิเคราะห์มันออกมาได้อย่างน่าสนใจ

“จริง ๆ เธอเป็นนักสืบโมลเดอร์แปลงเพศมารึเปล่าน่ะ” ริชาร์ดแหย่คาเรนน้ำเสียงติดตลก

“งั้นคุณก็คงเป็นสกัลลี่แปลงเพศมาเหมือนกันแน่เลย” คาเรนแหยกลับไปพร้อมรอยยิ้ม เพราะริชาร์ดชอบขัดเธอบ่อย ๆ ราวกับนักสืบสกัลลี่ที่ชอบขัดเวลานักสืบโมลเดอร์สันนิษฐานอะไร

สำหรับคนอื่น ๆ ในห้องประชุมล้วนแปลกใจกับกิริยาของริชาร์ด แต่ก็ไม่ได้สนใจมากเท่ากับสิ่งที่คาเรนกล่าว

มอเฟียสครุ่นคิดอย่างหนักทีเดียว ส่วนสตีฟนั้นพยายามกรอกข้อสงสัยของคาเรนกรอกลงคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็วทันที

“ดิฉันอยากเสนอในทางหน่วยมุ่งการไล่ล่าไปยังตัวที่วอชิงตันก่อนค่ะ เพราะเจ้าตัวนั้นดูท่าทางจะดุร้ายกว่าทางนิวยอร์คมาก
อีกอย่าง ถ้ามันมีนิสัยแบบสัตว์ ดิฉันคาดไม่ผิด อีกไม่น่าเกิน 4 วันจะมีเหยื่ออีกรายที่วอชิงตันค่ะ”

หลายคนคิดตรงกันว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่สร้างความน่าหวาดหวั่นจริง ๆ

“ทำไมคุณคิดแบบนั้นล่ะครับ คุณคาเรน”
“ถ้าคิดว่านี่เป็นอุปนิสัยการล่า เมื่อเอาเวลาของการเกิดเหตุมานั่งคำนวณ ดูเหมือนจะมีช่วงห่างที่น่าจะลงตัวน่ะค่ะ”
คาเรนอธิบายต่อข้อคำถามที่นักสืบฟิลด์กล่าวถามออกมา

“ความรู้ของเจ้าหน้าที่อุทยานที่คุ้นเคยกับสัตว์ป่างั้นรึ” ริชาร์ดกล่าวพลางเกาหัว

“หลาย ๆ อย่างที่คุณคาเรนกล่าวก็น่าสนใจอยู่ คงต้องฝากให้สตีฟส่งเรื่องให้กับทางฝ่ายพิสูจน์หลักฐานลองหาความเป็นไปได้ดู ” มอเฟียชมอบหมายงานให้สตีฟทันที

สายตาของมอเฟียชแสดงความมุ่งมั่นและกล่าวออกมา “เราคงต้องทำงานแข่งกับเวลาซักหน่อยแล้ว”
คาเรนยิ้มออกมานิดหน่อย เธอมองไปที่ภาพของเด็กที่ D-2 ช่วยชีวิตได้

‘...ถ้ามันไม่ใช่ของที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ผู้ที่สร้างมันคิดจะทำอะไรกันแน่นะ’

เธอลูบผมตัวเองไปคิดไป ในขณะที่ริชาร์ดจ้องมองด้วยแววตาสงสัยในความสามารถและความคิดของคาเรนเป็นอย่างยิ่ง

--------------------------------------Next to Chapter 5





 

Create Date : 30 มกราคม 2553    
Last Update : 30 มกราคม 2553 16:09:49 น.
Counter : 283 Pageviews.  

Red Tear of Lilim ตอนที่ 4

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

Back to Chapter 3

----------------------------------
Chapter4
ลิลิธและไอเซ็ทหยุดอยู่ที่ทุ่งดอกไม้ที่มีชีวิต หลังการสาธิตโดยไอเซ็ท ลิลิธได้แต่เพียงแสดงสีหน้าหวาดหวั่นต่อสิ่งที่เห็น
มันช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดจริง ๆ ยิ่งพอไอเซ็ทกล่าวว่ามันคือสิ่งที่นามาฮ์สร้างขึ้น นางยิ่งหวั่นใจต่อมันมากขึ้น

“เจ้ากลัวมันรึ” ไอเซ็ทถามออกมาตรง ๆ จากที่เห็นทีท่าของลิลิธ
“อืม จะว่าเช่นนั้นก็ได้ ข้าไม่เคยพบสิ่งใดมีลักษณะการดำรงชีวิตเช่นนี้ แม้ว่าจะมีการประหัตประหารอีกฝ่ายบ้าง แต่มันก็หาใช่เช่นนี้ไม่” ลิลิธกล่าวตอบด้วยความประหวั่น แม้ว่านางจะกล่าวเช่นนั้นแต่นางกลับเอากิ่งไม้ไปนั่งแหย่มัน

“อืม มันก็น่ากลัวอยู่หรอก เจ้าพวกนี้น่ะ เท่าที่ข้าเคยมาทดสอบ มันโจมตีได้ไม่เลือกจริง ๆ ขอแค่เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวเข้าไปในระยะโจมตีของพวกมัน แม้มันจะกินไม่ได้มันก็โจมตีเช่นที่เจ้าเห็นวิหคจำลองของข้านั่นไง” ไอเซ็ทกล่าวถึงสรรพคุณของดอกไม้พวกนี้จากที่นางเคยเก็บข้อมูลและศึกษาอย่าง ลับ ๆ

“เอ มันมีของเหลว มีกลิ่นคล้ายโลหิตเลย” ลิลิธทำจมูกฟุตฟิตเหมือนนางได้กลิ่นจริง ๆ
“เจ้านี่นะ เป็นสุนัข หรือแมวรึเปล่า จมูกดีจริง ๆ” ไอเซ็ทหยอก ลิลิธที่ฟังอยู่ก็หันมามองไอเซ็ทพร้อมพยายามทำปากแบบแมวใส่ไอเซ็ท
“อืม จริง ๆ ข้าเป็นแมวล่ะ” ลิลิธลองกวนใส่ไอเซ็ทบ้าง ทำเอาไอเซ็ทหัวเราะออกมาด้วยไม่คิดว่าจะมีใครที่หยอกเล่นกับนางได้เช่นนี้

“ว่าแต่เจ้าต้นไม้พวกนี้ มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่นามาฮ์สร้างขึ้นรึ? สร้างขึ้นเพื่อการใดล่ะ?” ลิลิธพูดพลางเอากิ่งไม้มานั่งเขี่ยเจ้าต้นไม้ประหลาดนั่น ให้มันไล่งับกิ่งไม้ของนาง รู้สึกว่านางกำลังสนุกสนานที่ได้แหย่พวกมัน ไอเซ็ทที่เห็นเช่นนั้นก็อดแปลกใจกับนิสัยของลิลิธไม่ได้จริง ๆ

“เจ้านี่นะ บอกว่ากลัวอยู่เมื่อสักครู่แท้ ๆ ตอนนี้กลับเล่นกับมันซะแล้ว”
ลิลิธยังคงเล่นกับพวกมันอย่างสนุกสนาน เหมือนเด็กที่ได้ของเล่นที่ถูกใจ ไอเซ็ทได้แต่ยิ้มระคนหนักใจ รู้สึกว่าตัวเองเป็นพี่เลี้ยงเด็กจริง ๆ

“นามาฮ์เป็นผู้สร้างเจ้าพวกนี้จริง ๆ หากแต่ข้าคงตอบไม่ได้หรอกว่านางสร้างมันมาเพื่อการใด ผู้ที่จะตอบได้คงมีเพียงซามาเอลเท่านั้นกระมัง ข้ารู้เพียงว่า เจ้าพวกนี้เป็นพวกที่น่ารำคาญมาก ๆ เพราะมันทำให้ข้าไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตที่ปล่อยให้พวกมันใช้ชีวิตอิสระ ได้ เพราะถ้ามายังบริเวณนี้ ก็ได้มีอันโดนจัดการไปหมด” ไอเซ็ทอธิบายด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายพอควร
ลิลิธเขี่ยพวกมันไปมา ดูเหมือนนางรับฟัง แต่ไม่ได้คิดเรื่องนี้จริงจังเท่าไหร่

“ว่าแต่ ทำไมเหมือนเจ้าจะไม่ชอบนามาฮ์เอาซะเลย ทั้ง ๆ ที่นางเพียงแค่มองเจ้าด้วยสายตาแปลก ๆ และเจ้ายังพบนางเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเอง” ไอเซ็ทถามกลับไปบ้าง
ลิลิธหยุดเขี่ยพวกต้นไม้ นางลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะกระโปรงนางออก นางหันไปมองไอเซ็ทนิดหน่อย ก่อนเงยขึ้นมองท้องฟ้าสีครามแล้วกล่าวขึ้น

“ข้าก็ตอบไม่ได้หรอก หากแต่ข้ารู้สึกถึงบางสิ่งที่นางส่งมันออกมาจากตัว มันดูน่ากลัว ไม่ใช่ว่ามันน่ากลัวจนทำให้ข้ากลัว แต่มันรู้สึกถึงความไม่เป็นมิตร แม้ว่านางจะอยู่เฉย ๆ ก็ตามที”

“ไม่เหมือนเจ้าไง แม้จะดูทะลึ่ง และยียวนกวนประสาทแต่ข้ากลับรู้สึกว่า เจ้ามีความเป็นมิตรมากมายกว่านามาฮ์ซะอีก”
ลิลิธกล่าวพร้อมกับหันมายิ้มให้ไอเซ็ท คำพูดของลิลิธทำให้ไอเซ็ทเขินจนหน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องเพราะไอเซ็ทเองก็ไม่เคยได้รับการตอบรับอย่างฉันท์มิตรจากผู้อื่น เฉกเช่นที่ได้จากลิลิธ

“เอ้า ไปที่อื่นกันเถอะ ยังมีอีกหลายที่ ๆ ที่เจ้าน่ารู้จักไว้” ไอเซ็ทหันหลังเดินออกจากที่นั่นทันทีโดยมีลิลิธเดินยิ้มตามไป
ไอเซ็ทพาออกจากทุ่งดอกไม้ประหลาดนั่น แล้วขึ้นไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้ห้องของอาแกรท พื้นที่แถบนี้เป็นทุ่งหญ้า มีรั้มล้อมไว้เป็นวงกว้าง มีสัตว์ต่าง ๆ หลายชนิดอยู่ ซึ่งมันเป็นสัตว์จริง ๆ ที่อยู่ในอีเดน ลิลิธค่อนข้างแปลกใจพอควร นางหันมามองไอเซ็ททันที แม้ไม่ได้กล่าวอะไรแต่ไอเซ็ทก็คาดเดาได้จึงชิงตอบไปก่อน

“จุดนี้เป็นพื้นที่ของอาแกรทน่ะ นางค่อนข้างชอบพวกสัตว์ต่าง ๆ ที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างทีเดียวล่ะ ที่นี่จึงมีสัตว์นานาชนิดเฉกเช่นเดียวกับอีเดน และนางก็ลงมาดูแลด้วยตัวเองบ่อย ๆ ด้วยล่ะ”

“ใช่แล้ว ข้าเลยต้องมาเจอพวกเจ้าที่นี่ไง” เสียง ๆ หนึ่งดังออกมาจากด้านหลัง

ไอเซ็ทและลิลิธหันไปมองเป็นตาเดียวกัน และได้พบกับ อาแกรทที่ยืนเท้าเอวจังก้าอยู่ ดูท่าทางนางเหมือนจะไม่ค่อยสบอารมณ์ซักเท่าไหร่กับการพบกับลิลิธและไอเซ็ทใน ที่ทางของนาง

“พวกเจ้ามาทำอะไรกันมิทราบ” อาแกรทถามเสียงแข็ง ด้วยสีหน้าที่แสดงความไม่พอใจอย่างมาก
ลิลิธก้าวออกมาด้านหน้าไอเซ็ททันที ด้วยนางต้องการรับผิดชอบในเรื่องนี้ไม่ให้ไอเซ็ทเดือดร้อนไปด้วย

“ข้าขอให้ไอเซ็ทช่วยแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ในเขตคฤหาสน์แห่งนี้ให้น่ะ”
อาแกรทมองลิลิธด้วยหางตา นางดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับลิลิธสักเท่าใด ในขณะเดียวกันลิลิธก็จ้องเขม็งที่อาแกรทแบบไม่ยอมวางตา ราวกับนางกำลังแสดงตัวว่า หาเกรงในอาแกรทไม่

“ให้ตายสิ ข้าไม่ชอบสายตาของเจ้าเลยซัดนิด” อาแกรทกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอย่างที่สุด นางก้าวเข้าหาลิลิธ

“ข้าจะทำให้เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นมิได้อีก” อาแกรทเงื้อมมือขึ้น หมายจะตบลิลิธ
ฝ่ามือของนางฝาดลงตรงไปที่หน้าของลิลิธทันที

เปรี๊ยะ!!!!

แรงตบของอาแกรทปะทะเข้ากับอะไรสักอย่างเข้าอย่างจัง มันเป็นเหมือนกำแพงใส ๆ ปรากฏอยู่ไม่ห่างจากตัวลิลิธนัก

“ข้าไม่เห็นว่าการกระทำซึ่งใช้เพียงอารมณ์ และกำลังของเจ้าจะเป็นผลดีนะ อาแกรท” เสียงอันเยือกเย็นของไอเซ็ทดังขึ้น
นางคว้าตัวลิลิธไปทางด้านหลัง แล้วขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าอาแกรทแทน

“และข้าก็ไม่คิดว่า การที่เจ้าทำเช่นนี้จะทำให้ซามาเอลรู้สึกพอใจเจ้านะ” ไอเซ็ทมองอาแกรทด้วยสายตาที่เย็นชา แฝงความเย้ยหยั่นไว้

“จ...เจ้า” อาแกรทถึงกับพูดอะไรไม่ออก นางไม่คิดว่าไอเซ็ทจะออกหน้ามาขวางนางด้วยตัวเอง

ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้าเห็นตามที่ไอเซ็ทกล่าวนะ อาแกรท”

เสียง ๆ หนึ่งดังมาจากอีกด้าน ผู้เป็นเจ้าของเสียงค่อย ๆ เดินมาอย่างช้า ๆ รอบ ๆ ตัวมีผู้ติดตาม 4 ตน
ผู้เป็นเจ้าของเสียงคือ นามาฮ์ นั่นเอง

“การมาทะเลาะในที่เช่นนี้มันดูไม่เหมาะไม่ควรแต่อย่างใดเลยนะ” นางพูดพลางใช้พัดของนางปิดที่ปาก สายตามองกวาดไปยังภรรยาของซามาเอลทั้ง 3 อย่างช้า ๆ

“ข้าว่าควรเลิกราต่อกันจะดีกว่านะจริงรึไม่...ไอเซ็ท” ไอเซ็ทยิ้มที่มุมปาก ก่อนพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับสิ่งที่นามาฮ์กล่าว

“เจ้าเองก็ไม่ควรใช้กำลังนะอาแกรท มือของเจ้าจะเปื้อนเศษดินของโกเลมซะเปล่า ๆ” คำพูดของนามาฮ์ที่กล่าวเตือน
อาแกรท แต่กระทบกระเทียบไปถึงลิลิธ

ลิลิธไม่พอใจนามาฮ์อย่างมาก ยิ่งสายตาของนางส่อแววเหยียดหยามนางราวกับเป็นเพียงเศษขยะที่นึกจะเขี่ยทิ้ง เมื่อใดก็ได้ มันยิ่งทำให้นางอยากจะเข้าไปโต้ตอบอะไรบ้างเสียจริง ๆ

หากแต่ไอเซ็ทนั้นจับมือของลิลิธ และบีบไว้แน่นเป็นการห้ามไม่ให้ลิลิธทำสิ่งใดซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมออกไป
ลิลิธจึงพยายามระงับอารมณ์ แต่นั่นก็ไม่อาจห้ามไม่ให้นางมองนามาฮ์ด้วยสายตาที่ดุดันและแข็งกร้าวกลับไปได้
นามาฮ์ยิ้มออกมาเล็กน้อย สายตานางดูเหมือนพอใจที่ได้ยั่วโมโหลิลิธ นางหันหลังกลับไป

“ข้าว่า ข้ากลับเข้าข้างในดีกว่า วันนี้คงไม่เหมาะมาดื่มชาแล้วรับอากาศดี ๆ เป็นแน่” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนขอด
อาแกรทเดินแยกไปอีกทาง ดูเหมือนนางเองก็ไม่ค่อยพอใจนามาฮ์ซักเท่าไหร่ แต่เพราะไม่อยากมีเรื่องเลยต้องทำตามไป
ลิลิธและไอเซ็ทยืนมองอาแกรท กับนามาฮ์เดินจนลับตาไป

“งื่อ~~~” ไอเซ็ทครางออกมา ดูนางมีเหงื่อออกมาเล็กน้อย
ลิลิธที่เห็นเช่นนั้นถึงกับตกใจ ด้วยไม่คิดว่าไอเซ็ทจะถึงกับเหงื่อตก

“อ...ไอเซ็ท เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?” ลิลิธถามไอเซ็ทด้วยความเป็นห่วง

“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก อาแกรทน่ะไม่ใช่ปัญหาข้ารับมือนางได้สบาย ๆ แต่กับนามาฮ์ข้าไม่อยากปะทะกันตรง ๆ เพราะความสามารถของข้าค่อนข้างแพ้ทางนางอยู่มากทีเดียว” ไอเซ็ทกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจอยู่

ลิลิธรู้สึกผิดที่เหมือนตัวเองเป็นสาเหตุให้ไอเซ็ทต้องมายุ่งยากกับเรื่อง เช่นนี้ ความรู้สึกอยากรู้จักสถานที่ต่าง ๆ แทบมลายหายไปสิ้นมีเพียงความว้าวุ่นใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หากแต่ไอเซ็ทยังคงเดินต่อไป โดยกล่าวเพียงว่า

“เจ้าควรรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี้อีกซักอย่าง”
ไอเซ็ทเดินไปทางเหนือซึ่งเป็นจุดที่ใกล้กับห้องของลิลิธ

ณ ที่แห่งนั้นมันยังเป็นที่โล่ง ยังไม่มีการสร้างสิ่งใด ๆ เนื่องจากซามาเอลนั้นจัดแบ่งที่ว่าง ๆ ให้ภรรยาแต่ละคนดูแลกันเอง ที่นี่จึงเป็นที่ว่างให้ลิลิธจัดการเองว่าจะใช้ทำอะไร

ลิลิธยืนมองที่ว่างเปล่า มันมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นอยู่ไม่มากนัก พื้นที่มีมากเฉกเช่นเดียวกับที่ไอเซ็ทได้รับ
หากแต่ลิลิธมิได้คิดว่าจะทำสิ่งใดบนที่แห่งนี้ไม่ นางยังคงสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มากกว่า

“ที่ตรงนี้ เป็นที่ ๆ ส่วนของเจ้านะลิลิธ” ไอเซ็ทกล่าว

“มันจะมีประโยชน์อะไร ปลูกดอกไม้ เลี้ยงสัตว์ แต่ต้องมาอยู่ภายใต้การกดดันเช่นนี้!!” ลิลิธกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้น
ไอเซ็ทเดินไปรอบ ๆ ตัวลิลิธ นางยิ้มนิด ๆ ก่อนเอ่ยออกมา

“มันมีประโยชน์ ถ้าเจ้าใช้ที่นี่เป็นเหมือนสวนสำหรับฝึกเวทย์มนต์ หรือ วิชาต่าง ๆ ไงล่ะ”
ลิลิธถึงกับหันมามองไอเซ็ทอย่างรวเร็ว นางไม่ค่อยเข้าใจคำแนะนำของไอเซ็ทเท่าไหร่

“เจ้าน่ะนะ ไม่ได้ไร้ความสามารถแน่นอน ข้ารับรองได้เลย เพียงแต่เจ้าจะก้าวไปถึงขั้นที่จะเทียบชั้นกับนามาฮ์ได้รึเปล่า
คงต้องขึ้นอยู่กับตัวเจ้าแล้วล่ะ” ไอเซ็ทกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่แฝงเลศนัยบางอย่างไว้

นางยกมือทั้ง 2 ข้างแล้วผายออก
“และข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะศึกษาเวทย์มนต์ แล้วไปทดลองกับของในห้องตัวเองหรอกนะ”
“อีกอย่าง ข้าว่าอย่างเจ้านี่น่าจะเรียนรู้อะไรได้หลาย ๆ อย่าง กว่าพวกข้าที่เหมือนถูกกำหนดมาว่าควรจะชำนาญเรื่องอะไร
มาตั้งแต่เกิด” ไอเซ็ทอธิบาย

“เอ๋! ถูกกำหนดมา?” ลิลิธค่อนข้างงุนงงกับสิ่งที่ไอเซ็ทกล่าว

“ใช่ เหล่าเทวทูตน่ะ ถูกกำหนดมาให้มีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งตายตัว แม้จะมีความสามารถในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ แต่ไม่อาจเป็นได้เกินกว่าสิ่งที่ถูกกำหนดมา” ไอเซ็ทอธิบาย

ลิลิธก้มมองดูตัวเอง จริง ๆ นางไม่ได้คิดที่จะศึกษาเวทย์มนต์ต่าง ๆ เพื่อไปรบรากับผู้ใด หากแต่ถ้ามันจำเป็นอย่างน้อยเพื่อป้องกันตนเอง นางก็อาจจะต้องกระทำ นั่นทำให้นางถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ

“เช่นนั้น ข้าเองก็คงไม่มีทางเลือกสินะ”

“อืม คงจะอย่างนั้น” ไอเซ็ทตอบโดนที่หันไปมองทางอื่น

ลิลิธเงยหน้ามามองไอเซ็ท สวยตามุ่มมั่นอย่างมาก
“เช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าเป็นผู้สอนข้าได้หรือไม่?”

ลิลิธถามในสิ่งที่ไอเซ็ทไม่คาดคิด นางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ด้วยความรู้สึกอึ้งกับสิ่งที่ถูกถาม
“ข้าเนี้ยนะ” ไอเซ็ทกล่าวย้ำ

“ใช่ เจ้านั่นล่ะ” ลิลิธเองก็ตอบย้ำไป

ไอเซ็ทแสดงสีหน้าหนักใจทันที เพราะนางเองไม่เคยเป็นอาจารย์ไปสอนอะไรใครมาก่อน ไม่ใช่ว่านางทำไม่ได้ เพียงแต่นางไม่มั่นใจในตัวเองนัก

“ข้าคิดว่า การเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วตัวเองศึกษาเอง มันอาจจะไปได้ช้ากว่าการมีผู้ชี้แนะแนวทางน่ะ” ลิลิธกล่าว
ซึ่งมันก็ไม่ผิดซะทีเดียว การมีผู้สอนมันทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้โดยง่ายกว่า

ไอเซ็ทเอานิ้วแตะริมฝีปากตัวเอง ยืนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ได้น่ะได้ แต่ข้าคงสอนเจ้าได้เพียงพื้นฐาน เพราะลึก ๆ มันคงแตกออกไปตามถนัดของเจ้าเอง”
ไอเซ็ทตอบรับโดยมีข้อแม้

ลิลิธพยักหน้ารับทันที แม้เพียงพื้นฐาน มันก็ดีกว่าไปนั่งงมเอาเอง
“งั้น ข้าว่าตอนนี้เจ้าไปทานอะไรให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า เพราะนี่ก็เที่ยงวันแล้ว ช่วงบ่ายข้าจะรอเจ้าที่ห้องสมุด ก็แล้วกัน”
ไอเซ็ทกล่าวต่อลิลิธ เพราะเวลานี้ก็ควรเป็นเวลาที่ต้องรัปประทานอะไรบ้างแล้วด้วยนางเองในตอนเช้าก็ไม่ได้ทานอะไรเลย

ทั้งสองกลับห้องของตนเองไป
ที่ห้องของลิลิธ สาวใช้นำสำรับอาหารมารอแล้ว ราวกับรู้ว่าลิลิธนั้นกำลังกลับมา
ภายในห้องสะอาดหมดจด สาวใช้ทั้งสองทำงานตามที่นางสั่งอย่างเรียบร้อยจริง ๆ
จะว่าไปลิลิธไม่รู้ชื่อของสาวใช้ทั้งสองเลย ระหว่างทานอาหารนางจึงถามสาวใช้ไป
“ว่าแต่พวกเจ้าชื่ออะไรบ้างล่ะ?”

สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากัน คงเพราะมันออกเป็นเรื่องแปลกที่ผู้เป็นนายสนใจจะถามชื่อของ โกเลมที่สร้างจากดิน
“พวกข้าเป็นเพียงโกเลมที่เกิดจากเวทย์มนต์ของท่านซามาเอล ข้าทั้งสองจึงไม่มีนามหรอกเจ้าค่ะ”

“...” ลิลิธนิ่งเงียบไป แต่นางกลับคิดว่าควรจะตั้งชื่อให้สาวใช้ดีกว่า อย่างน้อยเวลาเรียกใช้ มันจะง่ายกว่าเรียกห้วน ๆ
นางชี้นิ้วไปยังสาวใช้ที่มีผมสีทอง

“เจ้าชื่อโซฟิอา”

จากนั้นนางก็เลื่อนมือ ชี้ไปยังสาวใช้ผมสีเงิน
“ส่วนเจ้าชื่อ เชดิม”

“ตามนี้ละกัน” ลิลิธกล่าว
สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากัน ทั้งสองคงไม่อาจปฎิเสธได้เพราะพวกนางถูกสร้างมาให้เชื่อฟังในสิ่งที่ผู้เป็นนายสั่ง

ลิลิธมองหน้าทั้งสองก่อนถามขึ้น
“เจ้าทั้งสองทำงานอะไรได้ขนาดใหนน่ะ”

“พวกข้าทำได้แทบทุกสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางเวทย์มนต์เจ้าค่ะ” โซฟิอากล่าว

“ไม่จำกัดเวลาเจ้าค่ะ เพราะพวกเรานั้นไม่ได้สร้างมาให้มีความรู้สึกเหนื่อย” เชดิมเสริม
ลิลิธครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่

“ถ้าเช่นนั้น ที่ตรงบริเวณพื้นที่สวนตรงส่วนของข้า ข้าคงต้องให้พวกเจ้าช่วยสร้างอะไรให้ซักอย่างแล้ว”
ลิลิธกล่าวพร้อมรอยยิ้มกับแผนการที่นางวางไว้

หลังจากทานอาหารเสร็จสิ้น นางให้โซฟิอาและเชดิมไปจัดการวัดพื้นที่ และวาดภาพที่ดินในส่วนของนางมา
ส่วนลิลิธนั้นนางมุ่งตรงไปยังห้องสมุดทันที

ณ ห้องสมุด ลิลิธพบกับไอเซ็ทที่นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือรออยู่แล้ว

“โฮ้~ มาไวกว่าที่ข้าคิดซะอีก” ไอเซ็ทกล่าวชมลิลิธเล็กน้อย ก่อนจะวางหนังสือแล้วลุกขึ้นยืน

“ข้าก็มาตามเวลาที่เจ้านัดนั่นล่ะ” ลิลิธกล่าวตอบ

“งั้นก็มานั่งนี่” ไอเซ็ทเดินไปยังโต๊ะเล็ก เพราะโต๊ะที่นางนั่งนั้นมันค่อนข้างใหญ่เกินไปสำหรับสิ่งที่นางจะทำ

“โต๊ะใหญ่ ๆ ก็วางหนังสือได้ดีนี่นา” ลิลิธกล่าว

“ก่อนที่จะเรียนอะไร ข้าคิดว่าควรรู้ก่อนว่าเจ้านั้นเหมาะจะเรียนเวทย์สายใหนน่ะ”
“ฉะนั้น ข้าคิดว่าโต๊ะเล็ก ๆ นี่ล่ะทดสอบง่ายดี” ไอเซ็ทตอบ

ลิลิธไปนั่งตรงข้ามกับไอเซ็ท นางดูงงเล็กน้อย

“ลิลิธยื่นมือของเจ้าออกมาสิ” ไอเซ็ทสั่งลิลิธที่ยังดูงง ๆ ต่อสิ่งที่ไอเซ็ทจะทำ
ลิลิธยื่นมาซ้ายไปให้ ไอเซ็ทใช้มือทั้งของข้างของนางเองจับมือลิลิธไว้
นางลูบมือของลิลิธไปมานิดหน่อยก่อนกล่าวขึ้น

“มือเจ้านี่นุ่มดีนะ น่าเอามาลูบแก้มดีจัง” นางพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าทะเล้น
ลิลิธขมวดคิ้วใส่ไอเซ็ททันที

“เจ้านี่นะ ขยันเล่นจริง ๆ เชียว”

“งื่อ~~ ก็มือเจ้านุ่มจริง ๆ นะ” ไอเซ็ทกล่าวทั้งรอยยิ้ม

แต่ลิลิธยังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ดี
“อ่ะ อ่ะ จริงจังก็ได้” ไอเซ็ทยิ้มแหย่ เพราะผิดหวังนิด ๆ ที่ลิลิธไม่เล่นด้วยกับนาง
ไอเซ็ทจับมือลิลิธนิ่งเงียบ นางค่อย ๆ หลับตาลง เพ่งสมาธิไปยังลิลิธ

ไอเซ็ทล่องลอยไปในมโนคติของลิลิธ สิ่งที่นางพบในนั้นราวกับว่าจำลองออกมาเหมือนกับใต้มหาสมุทรลึก
นิ่ง เงียบ และมืดสนิท……..
ทุกสิ่งดูมืดมน และเงียบมาก ๆ
ไอเซ็ทรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ปกติการเข้าไปดูส่วนลึกของจิตใจนั้น แม้จะเป็นเทวทูตที่มีอำนาจมากเพียงใด นางไม่เคยเจออะไรเช่นนี้มาก่อน
ราวกับว่า
ส่วนลึกในใจของลิลิธนั้น ไม่มีสิ่งใดนอกจากความมืดมิด
ไอเซ็ทที่อยู่ในมโนคตินั้น หยุดนิ่งคิดพิเคราะห์อยู่นาน จนเริ่มรู้สึกแปลกใจกับบางอย่าง
สติของนางเริ่มเลือนลาง
ทำไมล่ะ?
เพราะภายในนี้มันมืดงั้นรึ

ไม่ใช่! นี่มันเหมือนกับว่าพลังของนางกำลังถูกดูดกลืนเข้าไป
ความมืดของลิลิธกำลังดูดกลืนพลังของนางไปเรื่อย ๆ

ตึง!!

ไอเซ็ทสะบัดมือออกจากลิลิธ จนนางเผลอผลักตัวเองจากโต๊ะ มันก็เลยทำให้นางตกจากเก้าอี้ลงมา
ลิลิธที่เห็นเช่นนั้น จึงรีบเข้าไปดูไอเซ็ททันที

“เจ้าเป็นอะไรรึไม่ไอเซ็ท” ลิลิธถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
ไอเซ็ทนั้นยังคงนิ่งเงียบ สีหน้าซีดเผือดจนเห็นได้ชัด นางค่อย ๆ กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อบนใบหน้า

‘พระผู้เป็นเจ้า สิ่งที่ท่านสร้างมันเหนือกว่าสิ่งที่ผู้ใดจะดาดเดาได้จริง ๆ’

ไอเซ็ทคิดในใจ ด้วยความรู้สึกตื่นตะหนกต่อสิ่งที่นางเพิ่งประสพมา

ลิลิธยื่นมือไปจับไอเซ็ทแล้วพยุงนางขึ้นอย่างช้า ๆ

“ขอบใจเจ้ามาก ข้าไม่เป็นไรหรอก แรงผลักในใจของเจ้ามันแรงไปหน่อยก็เท่านั้นเอง” ไอเซ็ทขอบคุณลิลิธพลางลุกขึ้น
ทั้งสองไปนั่งบนโต๊ะที่เดิม ลิลิธรอคำตอบในสิ่งที่ไอเซ็ททำอยู่

หากแต่ไอเซ็ทยังคงนิ่งเงียบ ด้วยพยายามใช้ความคิดวิเคราะห์สิ่งที่นางเพิ่งพบเป็นครั้งแรก

ไอเซ็ทเอามือมาประสานกันที่หน้าคางของนาง พร้อมทั้งมองไปยังลิลิธก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง
“พลังที่เจ้ามีน่ะ เป็นพลังที่ข้าไม่เคยเจอมาก่อน...” ไอเซ็ทตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทั้ง ๆ ที่ยังคงหลับตาอยู่

“ไม่เคยเจอ?” ลิลิธสงสัยขึ้นมาทันที นางมีอะไรต่างจากผู้อื่นขนาดนั้นเชียว ด้านไอเซ็ทนั้นก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองลิลิธอีกครั้ง

“ใช่ ข้าไม่เคยเจอเทวทูตองค์ใดมีพลังแบบนี้ พลังที่มืดมิด เป็นพลังที่พร้อมจะดูดกลืนสิ่งต่าง ๆ เข้าไปสู่ใจกลางของมัน
ราวกับ...” ไอเซ็ทค้างคำพูด พร้อมกับใบหน้าที่สงสัยของลิลิธ

“หลุมดำ ณ ใจกลางดาราจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล”

“หลุมดำ... งั้นรึ?” ลิลิธไม่รู้จักสิ่งนี้มาก่อน
ไอเซ็ทถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางนั่งเท้าคาง สีหน้าแสดงความหนักใจ

“อืม จะว่ายังไงดีล่ะ เทวทูตแต่ละองค์กำเนิดจากสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยมากมักเป็นธรรมชาติที่แสดงเป็นธาตุในรูปแบบต่าง ๆ ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรพวกนี้ หากแต่เจ้าไม่ใช่ สิ่งที่เจ้ามีกลับเป็นสิ่งที่ไม่น่ามีอยู่บนโลกนี้ ราวกลับว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้สร้างเจ้าจากธุลีดินจริง ๆ แต่จุดเริ่มต้นของเจ้าเริ่มจากสิ่งอื่นมาก่อน”

“หืม? แล้วหลุมดำคือ?” ลิลิธกล่าวถามเพราะคำตอบของไอเซ็ทไม่ค่อยจะอธิบายสิ่งที่นางต้องการซักเท่าไหร่

“ข้าให้เจ้าไปอ่านเป็นการบ้านวันนี้ก็แล้วกัน”

“เอาเป็นว่า รูปแบบพลังของเจ้าเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่าย ๆ หากแต่มันไม่มีตำราใดกล่าวไว้ตรง ๆ เนี้ยสิ” ไอเซ็ทตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย จริง ๆ แล้วนางรู้สึกขี้เกียจที่จะอธิบาย เพราะนางคิดว่าน่าเอาเวลามาหาคำตอบเรื่องพลังของลิลิธมากกว่า

ลิลิธขมวดคิ้วหนักขึ้น ในขณะที่ไอเซ็ทเดินไปที่ชั้นหนังสือ นางหยิบหนังสืออกมาจากชั้นเพียงสองเล่ม
“เจ้าอ่านซะ เล่มนี้จะช่วยเจ้าคลายสงสัยเรื่องหลุมดำ ส่วนอีกเล่มข้าอยากให้เจ้าลองฝึกปฎิบัติดูก่อน” ไอเซ็ทแจกแจงสิ่วที่นางหยิบออกมา

“สงสัยวันนี้จะได้แค่นี้แน่จริง ๆ” ไอเซ็ทบ่นออกมา ด้วยเพราะนางเจอสิ่งที่ไม่คาดฝัน ทำให้ตารางที่นางคิดไว้มีอันล้มเหลว

“ทำไมล่ะ?” ลิลิธกล่าวถาม

“ข้าคิดว่า ข้าคงต้องใช้เวลารู้จักสิ่งที่เจ้ามีให้มากขึ้นกว่านี้น่ะ ข้าเองก็คงต้องไปศึกษาเพิ่มเติมแล้ว”
ไอเซ็ทกล่าวพลางเอาหนังสือที่ตัวเองอ่านก่อนหน้าไปวางไว้ที่ชั้นพัก เพื่อให้พวกข้ารับใช้มาจัดการเก็บเข้าที่

“เจ้านั่งอ่านศึกษาเรื่องต่าง ๆ ก่อนก็ได้ แล้วพรุ่งนี้ลองมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง” ไอเซ็ทกล่าวก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป

ในห้องสมุดเหลือเพียงลิลิธที่นั่งงงอยู่ นางไม่ค่อยเข้าใจถึงสิ่งที่ไอเซ็ทพูดเท่าไหร่
นางปั้นหน้างงอยู่พักใหญ่ นางจึงนึกขึ้นได้

‘ลองถามลูซิเฟอร์ดีกว่า’

นางจึงควักจี้ห้อยคอที่ลูซิเฟอร์ให้ออกมา แล้วตั้งสมาธิเรียกหาลูซิเฟอร์ทันที

ภาพจากจี้ลอยขึ้นมา เป็นภาพลูซิเฟอร์ที่ดูอิดโรยเหมือนเจออะไรน่าปวดเศียรเวียนเกล้ามา

“อือ~ สวัสดียามบ่ายลิลิธ” ลูซิเฟอร์ยกมือเป็นเชิงทักทาย แต่ท่าทางของนางนั้นดูเพลียซะจนเหมือนจะโบกมือลาซะมากกว่า

“เจ้าเป็นอะไรน่ะลูซิเฟอร์?” ลิลิธถามด้วยสงสัยในสภาพที่ดูอิดโรยของลูซิเฟอร์

“ข้าเพิ่งจัดการปัญหาบางอย่างในที่นี่เสร็จน่ะ ว่าแต่เจ้าเถอะ มีสิ่งใดรึ?” ลูซิเฟอร์อธิบายและถามความต้องการจากลิลิธ นางไม่ได้รู้สึกรำคาญหรือเหนื่อยหน่าที่จะต้องตอบคำถามอะไรจากลิลิธ แต่ถ้ามันเสร็จสิ้นไว ๆ ก็คงดี

“ข้ากำลังศึกษาเรื่องเวทย์มนต์ แต่ข้ามีข้อสงสัยบางประการน่ะ” ลิลิธกล่าวตอบ

“อะไรรึ!?” ลูซิเฟอร์เปลี่ยนสีหน้าเป็นสนใจในสิ่งที่ลิลิธพูดทันที แน่ล่ะ สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างจะลองเล่นของที่มีแต่เทวทูตใช้กันทั้งที

“เมื่อซักครู่ ข้าให้ไอเซ็ทลองดูน่ะว่าข้าจะเรียนอะไรดี นางดูแล้วบอกว่าพลังของข้ามันเหมือนหลุมดำอะไรนี่ล่ะ มันคือสิ่งใดกันรึ” ลิลิธอธิบายด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่งุนงง

ดวงตาของลูซิเฟอร์เบิกกว้าง ท่าทางที่ดูอิดโรยเมื่อครู่แทบหายไปหมดสิ้น
สีหน้าของนางเต็มได้ด้วยความประหลาดใจ ระคนความตกตะลึง

‘หลุมดำงั้นรึ บ้านา เรื่องเช่นนี้ไม่น่าเป็นไปได้’

ลูซิเฟอร์ปั้นหน้ายุ่ง และลูบปอยผมตัวเองหลายครั้ง

‘ทำไม ‘สิ่งที่ไม่น่ามีในผู้ใด’ นางผู้นี้จึงมีมัน’

ลูซิเฟอร์ครุ่นคิดอย่างหนัก ลิลิธได้แต่เฝ้ามองลูซิเฟอร์โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด พลางแปลกใจในปฎิกิริยาของทั้งลูซิเฟอร์และไอเซ็ท ที่แสดงออกมาแทบไม่แตกต่างกันสักเท่าใด

‘ข้ามีอะไรแปลกประหลาดเช่นนั้นหรือ?’

คำถามผุดขึ้นในใจนาง
---------------------------------------------

“ว่าแต่เจ้าสนิทกับไอเซ็ทแล้วรึ” ลูซิเฟอร์ถามสีหน้าดูตื่น ๆ เล็กน้อย
“อืม นางน่ารักดีนะ ท่านรู้จักนางด้วยรึ?” ลิลิธถามกลับด้วยไม่คิดว่าลูซิเฟอร์จะรู้จักไอเซ็ท
หากแต่ลูซิเฟอร์กลับตีหน้าเศร้า ลงไปนั่งพับเพียบกับพื้น
“น...นี่เจ้าเสียความบริสุทธิ์ให้ไอเซ็ทแล้วรึ เหตุใดเจ้าจึงทิ้งซามาเอล หันไปมีอะไร อะไรกับสตรีด้วยกันได้ลงคอ”
แม้จะแสดงกิริยาเหมือนเสียใจแต่ก็มีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาให้ลิลิธได้ยิน
“....” ลิลิธนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ไม่ใช่ซักหน่อย เจ้าอย่ามาพูดเองเออเองสิ” ลิลิธกล่าวทั้งใบหน้าเอือมระอาต่อมุกตลกของลูซิเฟอร์

--------------------------------------Next to Chapter 5




 

Create Date : 27 มกราคม 2553    
Last Update : 27 มกราคม 2553 9:54:35 น.
Counter : 270 Pageviews.  

1  2  3  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.