ยินดีต้อนรับ สู่โลกใบเล็ก และ Personal Blog ของ พ.ต.ท.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้กำกับการ ฝ่ายตรวจสอบสำนวนคดีอุทธรณ์และฎีกาคดี สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ... ขอเชิญท่องสู่แนวคิดหนึ่งทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา ฯลฯ ทั้งของไทยและสหรัฐอเมริกา รวมถึงเรื่องทางการเมืองการปกครอง การท่องเที่ยวในประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เยอรมัน แคนนาดา และ ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตในต่างประเทศ และ การเรียนกฎหมายในต่างประเทศ ของผมในระหว่างศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ระหว่าง ปี ค.ศ. ๒๐๐๓ ถึง ๒๐๐๘ ครับ **** นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้พยายามรวบรวมคำแนะนำและข้อบกพร่องของพนักงานสอบสวนและข้อคิดเห็นในการสั่งคดีของพนักงานอัยการ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานของการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาด้วย รวมถึง การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม เกี่ยวกับคดีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป้นการยกฟ้อง หรือ การลงโทษน้อยกว่าที่ควรจะเป้น ซึ่งเป็นการนำเอาข้อเท็จจริงที่ได้จากคำพิพากษาของศาลยุติธรรมในหน้าที่ของผู้เขียนมาเป็นข้อมูลในการเขียนด้วย ซึ่งน่าจมีประโยชน์สำหรับพนักงานสอบสวนบ้างไม่มากก็น้อย
*** Anti-Coup Forever! ***

 
 

บทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับ Timesonline

เมื่อวาน (๙ พ.ย.๕๒) เห็นข่าวรัฐบาลออกมาแถลงข่าวต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณฯ ที่ดูไบ กับสำนักงานข่าว Times ซึ่งเป็นบทความในเวปไซต์ออนไลน์ พร้อมกับข่าวในเนื้อที่ไม่เหมาะสม บางท่านก็ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฯลฯ พร้อมกับสั่ง กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ตอบโต้ และชี้แจงไปยังสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะ Times ที่ว่า

ผมก็เลยไปค้นหาบทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณฯ ในเวปไซต์ของ Timesonline เพื่ออ่านบทสัมภาษณ์ทั้ง ๑๒ หน้า ที่ท่านกล่าวไว้ ในหัวข้อข่าว "Thaksin Shinawatra: the full transcript of his interview with The Times สัมภาษณ์โดย Richard Lloyd Parry, Asia Editor of The Times, spoke to the ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra at his home in Dubai" เลยขอนำมาวิพากษ์วิจารณ์สักเล็กน้อย

เมื่อได้อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับภาษาอังกฤษแล้ว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณฯ ได้ให้สัมภาษณ์ โดยเนื้อหาหลักได้กล่าวถึง People in Palace Circle ก็คือ บุคคลที่มีอิทธิพลรอบวัง ได้แก่ ประธานองคมนตรี องคมนตรี และ นางสนองพระโอษฐ์ ทั้งหลาย ว่าได้พยายามสร้างอิทธิพลเหนือลูกน้องของตนที่อยู่ในวงราชการ เพราะบุคคลเหล่านี้ ต่างมีอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา อยากให้ลูกน้องตัวเองเป็นใหญ่ และหากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฝ่าฝืนความต้องการของ Palace Circle ก็จะต้องถูกโจมตี ฯลฯ

บทสัมภาษณ์ได้กล่าวถึง การที่มีการถวายฎีกา แล้วพระองค์ยังไม่ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยออกมา ก็เพราะ พระองค์ยังประชวรอยู่ พูดถึงเหตุการณ์ในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ฯลฯ

กล่าวโดยสรุป ผมไม่อาจจะนำเนื้อความมาเผยแพร่ได้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่เห็นว่า สาเหตุของการถูกโจมตีในครั้งนี้ เป็นเพราะท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณฯ ไม่นำเหตุการณ์ในอดีต มาพิจารณาทบทวน ตั้งแต่เหตุการณ์สมัยที่ถูก นสพ.ผู้จัดการ เอาเรื่องไม่จงรักภักดี มาใช้โจมตี โยงไปแม้กระทั่ง พรมแดงที่ปูพื้น .... ... ซึ่งผมมองว่า ตลกสิ้นดี

ท่านน่าจะได้จดจำเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วนำมาพิจารณาว่า เรื่องเกี่ยวกับสถาบัน ถ้าท่านให้สัมภาษณ์ แม้จะไม่มีอะไรที่เป็นการหมิ่นพระองค์ โดยตรงกับพระองค์เลย ก็ยังอาจจะถูกนำมาใช้เป็นประเด็นทางการเมืองได้อย่างง่ายดาย ...






โดยสรุป ใครจะพูดอะไรเกี่ยวกับสถาบันในทางหมิ่นเหม่ ก็อาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน เพราะแม้จะพูดเชิงวิชาการอย่างแท้จริง ก็อาจจะถูกโจมตีได้อย่างง่ายดาย .... และใครก็ตามที่ถูกเอาเรื่องไม่จงรักภักดีมาโจมตีแล้ว ก็ถือว่าแย่ที่สุด เพราะประชาชนชาวไทย จะไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น ยิ่งเอกสารข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษด้วยแล้ว ยิ่งไม่แย่เข้าไปใหญ่ เพราะขนาดข้อมูลเป็นภาษาไทย คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่อ่านเลย นับอะไรเป็นภาษาต่างด้าว .... น่าสงสารจริง ๆ กับใครก็ตามที่มีโดนข้อหา "ไม่จงรักภักดี"


ผมอยากจะให้ลองไปค้นดูประวัติศาสตร์ของโลกนะครับ ... ลองดูกันดี ๆ เถอะ คนที่ทำลายสถาบันกษัตริย์ตัวจริงนั้น แท้จริง เป็นพวกที่อ้างว่าเป็นผู้จงรักภักดีทั้งนั้น ..... คนพวกนี้ จะอ้างสถาบัน เพื่อหากิน หาผลประโยชน์ ปลุกระดมมวลชนเพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น หากหมดประโยชน์เมื่อใด คนเหล่านี้ ก็พร้อมจะทำลายทุกอย่างได้โดยพลัน .... ลองไปค้นหาประวัติศาสตร์กันหน่อย ก็จะรู้ดี อย่าให้ใครมาจูงจมูก ....

 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 9:09:17 น.  


เขมร กับ ไทย ใครตบหน้าใคร ก่อน ..............

เมื่อวาน (๕ พ.ย. ๕๒) ผมได้ฟังข่าวว่า ทางการประเทศกัมพูชา แต่งตั้ง อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คือ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจกับรัฐบาลกัมพูชา นำมาซึ่งความโกรธแค้น แก่รัฐบาลไทย และ คนไทยบางส่วน .... ผมย้ำนะครับ ว่าคนไทยบางส่วน ไม่ใช่คนไทย ทั้งหมด อย่างที่นายกอภิสิทธิ์ฯ ท่านกล่าวแล้วกล่าวอีกในทำนองว่า "คนไทยทั้งแผ่นดิน รู้สึกโกรธแค้น" ฯลฯ ของท่าน

ความจริง มีคนมากมาย ไม่ได้สนใจอะไรเลย ไม่ว่า ท่านจะเป็นหรือตายอย่างไร และคนส่วนมากก็เชื่อว่า หากประเทศเราเดินอย่างมีระบบที่ดี ใครจะเป็นนายกฯ หากบ้านเมืองเรา มีระบบกฎหมายที่ดี มีผู้พิพากษาที่เป็นกลางอย่างแท้จริง ตัดสินคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่เข้าข้างฝ่ายใด มีนักวิชาการที่มีจริยธรรม โดยเฉพาะที่อยู่สถาบันชั้นนำอย่างจุฬา และ ธรรมศาสตร์ แล้ว ก็จะพยุงสังคมให้เดินไปบนทางเดินประชาธิปไตย ได้อย่างก้าวหน้า และมั่นคง ดังนั้น ไม่ว่า นายกฯ จะเป็นใคร ก็ไม่สำคัญ






ลองหันกลับมามองปัญหาระหว่างประเทศระหว่างไทยกับกัมพูชาบ้าง ปรากฎว่า ทันทีที่กัมพูชา แต่งตั้ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณฯ เป็นที่ปรึกษา พร้อมประกาศกร้าวว่า อย่างไรเสีย ก็จะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณฯ มายังไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ตามสนธิสัญญาที่มีต่อกัน เพราะเห็นว่า เป็นคดีการเมือง รัฐบาลไทย สมัยนี้ โกรธแค้นมาก ประชุมกัน และกำหนดขั้นตอนการตอบโต้ กัมพูชา ทันที พร้อมเรียกตัวทูตไทย กลับบ้านเมืองในทันที เขมร ก็ตอบโต้ เรียกทูตตัวเองกลับเมืองเขาเช่นกัน พร้อมกับประกาศว่า จะส่งทูตกลับมายังเมืองไทย ก็ต่อเมื่อ ไทยส่งทูตกลับเมืองเขาเหมือนกัน

ปัญหาที่ตามมาคือ ต้องถามว่า ใครเดือดร้อน ....... ก็ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่เขาทำมาค้าขาย อย่างน้ำมันที่ไทยส่งให้กัมพูชา วันหนึ่งเป็นสิบล้านบาท การค้าตามแนวชายแดน การท่องเที่ยว ที่คนไทยได้เปรียบดุลการค้าต่อกัมพูชามากมาย ฯลฯ ซึ่งรัฐบาล ก็โกหกประชาชนว่า ไม่ได้กระทบอะไรเลย 5555 ขำแท้ ๆ ๆ






ที่จริง รัฐบาลไทย ลองย้อนกลับมาดูตัวเองสักหน่อยก็ดีว่า ... ระหว่างเรา กับ เขา ใครตบหน้าใครก่อน ..... นายกษิตฯ ทำอะไรไว้บ้าง ก่อนจะมาเป็นรัฐมนตรี ต่างประเทศ ด่าผู้นำเขมรฯ ไว้ว่าอย่างไรบ้าง ฯลฯ เป็นพวกกุ๊ย อันธพาล ฯลฯ ใช่หรือไม่ แล้วนายอภิสิทธิ์ฯ ก็ตั้งคนที่ด่าเขาไว้อย่างสาดเสียเทเสีย มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ นายอภิสิทธิ์ฯ เคยใช้หัวสมองอันปราดเปรื่องคิดบ้างหรือไม่ว่า ถ้าเป็นเรา จะรู้สึกอย่างไร

ตอนนี้ เขาตบหน้ากลับ ในเมื่อ "เมืองไทย" (รัฐบาล และ พวกขุนนางบางส่วน) ไม่ชอบทักษิณฯ ก็ตั้งทักษิณฯ เป็นที่ปรึกษา ตบหน้ารัฐบาลไทยบ้าง จะได้รู้สึกว่า "โดนตบหน้ามันเจ็บ" แค่ไหน




ประเด็นสุดท้าย มาพูดเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนบ้าง ..... ถามว่า รัฐบาลเขมร จะต้องตัว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณฯ ให้ไทยหรือไม่ .... อันนี้จะต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ระหว่างรัฐผู้ร้อง (Requesting state) กับ รัฐผู้ถูกร้องขอ (Requested state) จะผูกพันในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยหลักแล้ว จะต้องเป็นกรณีที่ เป็นความผิดที่ทั้งสองประเทศกำหนดไว้เป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกไม่น้อยกว่า ๑ ปี และไม่เข้าข้อยกเว้น เช่น ไม่ใช่คดีการเมือง หรือ คดีกฎหมายอาญาทหาร หรือ คดีที่มีโทษประหารชีวิต หรือ คดีที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเป็นคดีที่เข้ายกเว้น เช่น คดีการเมืองแล้ว รัฐผู้รับคำขอใหส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็จะไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

คำถามที่ตามมาคือ อะไรคือ คดีการเมือง .... อันนี้ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ให้อภิสิทธิ์แก่ รัฐผู้รับคำร้องขอจะพิจารณาครับ เป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดว่า อะไรคือคดีการเมืองในทัศนคติของรัฐผู้รับคำขอ ประเทศไทย ในฐานะผู้ขอ จะไปบอกว่า "มึงจะต้องแจงโดยละเอียด" ฯลฯ ก็ไม่ได้หรอกครับ เขาก็มีเอกราช และ อำนาจอธิปไตย โดยสมบูรณ์เหมือนไทยนี่แหละครับ ....




โดยสรุป ผมว่าเราควรจะมีเหตุผลกันหน่อย .... ไม่ใช่ เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง แล้วดำเนินการตอบโต้ โดยไม่คิดว่า เราจะได้หรือจะเสียอะไร จะกระทำเพื่อแก้แค้คน ๆ เดียว โดยไม่สนใจประโยชน์ของชาติหรืออย่างไร .... คิดให้รอบและกว้างหน่อยก็ดีนะครับ




สุดท้าย ผมไม่ได้บอกว่า ผมเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะรับตำแหน่งดังกล่าว เพราะทุกอย่างเป็นประเด็นปัญหาทางการเมือง ที่ต้องแก้ไขด้วยกระบวนการทางการเมือง ก็คงแล้วแต่ดุลพินิจของแต่ละคนที่จะทำ ... แล้วคิดด้วยสติปัญญาของแต่ละคนเอง เป็นต้นว่า พรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจจะใช้โอกาสนี้ ประณามการกระทำของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณฯ พร้อมกับปลุกกระแสชาตินิยม และเมื่อคนไร้เหตุผล มีแต่อารมณ์ คนที่ฉลาดเท่านั้น ก็จะได้ประโยชน์ ส่วน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณฯ และพรรคพวก จะใช้เกมส์นี้ ทำอะไร บ้าง ก็ต้องคอยติดตามกันไป

ประเด็นของผม คือ ... ใครตบหน้ากันก่อน ระหว่าง เขมร กับ ไทย ... แล้วไทยเอง เคยเอาเปรียบเขาไว้อย่างไร ดูถูก เหยียดหยามเขาไว้อย่างไรบ้าง ...... ลองพิจารณาทบทวนหน่อยก็ดี ... ถ้ายอมรับความจริงเสียแล้ว ปัญหาทุกอย่างจะแก้ไขได้ไม่ยากนัก ....


 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2552 13:46:33 น.  


... ใกล้สิ้นปีอีกแล้ว...

เดือนพฤศจิกายน กำลังเคลื่อนเข้ามา ลมหนาวเริ่มพัดเข้ามาสัมผัสร่างกายในยามเช้า ๆ ทำให้อากาศเย็นลง รู้สึกสบายตัวอย่างมาก อากาศอย่างนี้ ทำให้คิดถึงตอนอยู่ห่างไกลจากไทย ในดินแดนลุงแซมไม่น้อยเลยครับ จำได้ว่า ตอนอยู่อเมริกานั้น ถ้าเป็นเดือนพฤศจิกายน ในรัฐอิลลินอยส์เริ่มจะหนาวในระดับสัก ๒๐ ถึง ๓๐ กว่าองศาฟาเรนไฮน์แล้ว ใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีมาตั้งแต่ สิงหาคม ก็เริ่มจะร่วงไปจนหมดต้นแล้ว ในช่วงเวลานี้ ผมจะไปช่วยเก็บกวาดใบไม้ ที่ลานหน้าบ้านพี่มยุรี ซึ่งท้ายที่สุด ก็จะลำบากพี่มยุรี เลี้ยงข้าว แล้วก็จ่ายค่าแรงงานให้ผมทุกปีไป ... เขียนมาถึงตรงนี้ ก็อยากจะบอกว่า "คิดถึงทุกคนที่รู้จักกันที่อเมริกาครับ รักษาสุขภาพกันให้ดี ๆ นะครับ"

ผมมาอยู่เมืองไทย ปีครึ่งแล้ว ทุกอย่างดูจะไปได้สวย แม้จะมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นในชีวิตบ้าง เช่น มีโทรศัพท์ และข้อความลึกลับเข้ามาบ่อยครั้ง ในช่วงครึ่งปีแรก มีคนสืบความเคลื่อนไหวชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งเปิดสอนวิชาภาษาอังกฤษให้เพื่อนร่วมงานที่จะไปสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาแบบฟรีตอนกลางวัน หลังรับประทานอาหาร ก็ยังมีข้อความมากระแนะกระแหน ทางโทรศัพท์ ฯลฯ หลังจากใช้ความอดทน นิ่งเฉยอยู่พักใหญ่ ก็ดูจะไม่เป็นผล เลยใช้วิธีการทางตำรวจสืบหา และขอร้องว่าอย่าทำอีกเลย เพราะไม่อยากจะทำร้ายใครโดยวิธีการทางกฎหมาย แล้วก็ได้รับความกรุณา เงียบหายไป แม้ว่านาน ๆ จะมีข้อความแปลก ๆ มารบกวนบ้างก็ตาม

ในช่วงปีแรก ผมได้แสวงหาแหล่งสอนพิเศษอย่างมากมาย แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ จนกระทั่ง ต้องไปฝากเนื้อฝากตัวกับอาจารย์ผู้ใหญ่ และ ฝากเนื้อฝากตัวกับผู้ใหญ่ที่เขารู้จักกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผมจึงได้รับโอกาสให้ไปถ่ายทอดความรู้ที่ร่ำเรียนมาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พอสมควร ผมจึงมั่นใจว่า ความจริงแล้ว คุณวุฒิ มันแค่เรื่องรอง แต่เรื่องเส้นสาย หรือ Connection networks มันสำคัญมากกว่ามาก ๆ

ผมยังได้รับจัดสรรบ้านพักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากพากเพียรขอห้องพักตำรวจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ใช้เวลาประมาณ ๙ ปี จึงได้รับจัดสรรห้องพักโทรม ๆ มา ๑ ห้อง ต้องใช้เงินซ่อมแซมไปกว่า ๔ หมื่นบาท ตั้งแต่ พื้น ประตู กระจก มุ้งลวด ระบบน้ำ ระบบไฟ ฯลฯ ต้องซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด ไม่งั้นอยู่ไม่ได้เลย

สำหรับห้องพักที่ผมได้รับจัดสรร ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการหรอกครับ เพราะผมอยากได้บ้านพักแถวอนุสาวรีย์ชัยสุมรภูมิ ที่ส่วนใหญ่มักจะมีแต่เด็กเส้น หรือ ลูกน้องของผู้บังคับบัญชาระดับบิ๊ก ๆ จึงได้ขอให้ผู้บริหารของตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้จัดสรรให้ ซึ่งผมไม่อยากใช้วิธีการนั้น แม้ผมจะเป็นสต๊าฟหน้าห้องในระดับ ตร. มาด้วยก็ตาม แต่ก็อยากจะลองดูว่า ถ้าขอแบบไม่ใช้เส้นจะได้หรือไม่ และจะใช้เวลาเท่าใด ....

แน่นอนครับ พิสูจน์มาเรียบร้อยแล้ว ผมไม่ได้รับจัดสรรบ้านพักที่ผมต้องการ แถมยังต้องใช้เวลาถึง ๙ ปี ในการได้รับจัดสรรห้องพักโทรม ๆ ดังกล่าว ... ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ รัฐบาลจะหันมามอง จัดสรรบ้านพักให้ตำรวจให้พอเพียงเสียที เพราะปัจจุบัน มีห้องพักแค่สามหมื่นห้อง แต่ตำรวจมีประมาณ ๒.๔ แสนคน ต้องวิ่งแย่งกันอย่างเดียวเท่านั้น แย่จริง ๆ




หันกลับมาเรื่องบ้านเมือง แม้จะใกล้สิ้นปี แต่ดูปัญหาทางการเมืองไม่เคยจะหมดสิ้นไป เมื่อไหร่ นักการเมืองไทย มันจะคิดเรื่องประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริงบ้างก็ไม่รู้ มาแต่ละพรรคการเมืองก็พอกันหมด โดยเฉพาะ "นักกู้สู้สิบทิศ" มีแต่ผลงานน้ำลายกับการทุจริตคอรัปชั่น ที่เคยประณามคนอื่นไว้ พร้อมกับ การใช้มาตรการไร้มาตรฐานตลอดเวลา ประมาณ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทุกอย่างมีแต่สร้างภาพไปหมด .. อย่างเช่น กรณีคุณยายไฮ ... ไม่รู้นายกฯ จะนั่งเครื่องบินไปแจกเงินทำไมให้มันสิ้นเปลือง ผมว่าค่าใช้จ่ายที่นายอภิสิทธิ์ฯ ใช้จ่ายไป พร้อมกับข้าทาสบริวารในการป้องกันรักษาความปลอดภัยฯลฯ น่าจะมากกว่าเงินที่คุณยายไฮฯ ได้รับ ไม่น้อยกว่า ๑๐ เท่า .. ไม่เข้าใจจริง ๆ ทำไมไม่โอนเข้าบัญชี ที่ไปบอกให้เขาเปิดบัญชีไว้ ละครับ ... หรือว่าต้องการแค่สร้างภาพ และนำเงินงบประมาณของรัฐไปหาเสียง ซึ่งส่อไปในทางขัดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ....




สุดท้าย ผมว่าทุกคนคงอยากจะเห็นระบบกฎหมายที่เข้มแข็ง จริงจัง และตรงไปตรงมาเสียที ใครทำดีทำชั่ว ก็ตามล้างตามเช็ดกันตรงไปตรงมา ไม่ใช่เอาวิธีการทางเมืองไปกลั่นแกล้ง โดยใช้ศาลที่มีอคติไม่เป็นกลางทางการเมืองบางคนเป็นเครื่องมือในการดำเนินการ (ซึ่งก็มีความหวังว่า ศาลที่เอียงบางคนเหล่านั้น จะไม่มีอยู่จริงในแผ่นดินไทย หรือ ถ้ามี ก็กลับเนื้อกลับตัว กลับใจ รักษาความเป็นกลางขึ้นมาได้ในที่สุด ) ..... ก็หวังว่า หลังจากสิ้นปีแล้ว บุคคลที่เกี่ยวข้อง จะได้สำนึก กลับมาทำให้ทุกอย่างที่ไม่ดี มันดีขึ้นมา แล้วสิ่งที่เลวร้ายก็ขอให้มันผ่านพ้นไป

 

Create Date : 27 ตุลาคม 2552
Last Update : 27 ตุลาคม 2552 8:29:29 น.  


เรื่องวุ่น ๆ ในวงการตำรวจ ...... เกิดขึ้นจากอะไรกันหนอ

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เข้ามาสั่งราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างออกหน้าออกตา หลังจากมีการปล่อยข้อมูลว่า การสอบสวนคดีอาญาเกี่ยวกับคดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่คืบหน้า เพราะมีปัญหาอุปสรรคบางประการ ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรกันแน่ที่ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ถึงขนาดที่นายอภิสิทธิ์ฯ ต้องแลกกับทุกอย่าง เพื่อเข้ามาสั่งราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้ามหน้าข้ามตา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาแต่ไหนแต่ไร

การเข้ามานายอภิสิทธิ์ฯ ทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ฯ ต้องเดินทางไปราชการ ยังต่างประเทศบ้าง ไปราชการต่างจังหวัดบ้าง ฯลฯ จากนั้น ก็ได้มีการสั่งให้ พล.ต.อ.วิเชียรฯ ซึ่งมีตำแหน่งที่ปรึกษา ไม่ใช่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ทำหน้าที่รักษาราชการแทน ในตำแหน่ง ผบ.ตร.

หลังจากนั้น ก็มีข่าวเรื่องการจัดทำบัญชี หรือโผรายชื่อ ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งกันใหม่ ตั้งแต่ระดับ นายพล ลงมา เพื่อรองรับการปรับปรุงโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เพิ่งมีก่อนหน้านี้ไปแล้ว มีการปรับเพิ่มเติมมากมายขนาดที่ว่า น่าสงสัยว่า ตำรวจไทย เดินไปถูกทางแล้วหรือไม่ เราต้องเพิ่มเติมตำรวจจำนวนมากเท่าไหร่ จึงจะเพียงพอ หากสูตรการคำนวณ เป็นการใช้คณิตศาสตร์แบบง่าย ประมาณว่า จำนวนประชากร ต่อจำนวนตำรวจ ดังนี้ เราก็ต้องเพิ่มตำรวจขึ้นมากมายมหาศาล แต่ถ้าคิดอย่างอื่น เราอาจจะลดตำรวจไปได้เยอะ กว่าครึ่งก็เป็นไปได้ เช่น การมีตำรวจเอกชน ประจำมหาวิทยาลัย ที่ได้รับมอบอำนาจในการตรวจค้น จับกุม ดำเนินคดีเอง ในเขตของตนเอง ที่คล้ายคลึงกับตำรวจมหาวิทยาลัยในอเมริกา ฯลฯ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาอาชญากรรม การปรับปรุงบทบาทหน้าที่ให้ถูกต้อง ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่มีแนวทางที่เป็นไปได้

ด้าน ผบ.ตร. ตัวจริง เสียงจริง ท่านก็ถือว่า ท่านมีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยตำรวจ หรือ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ท่านก็คงทราบดีว่า การแต่งตั้ง คนอื่นรักษาราชการแทน ดังเช่น กรณีนายอภิสิทธิ์ฯ ดำเนินการอยู่นั้น น่าจะขัดต่อกฎหมายตำรวจ เนื่องจาก กฎหมายตำรวจ หมวด ๔ ว่าด้วยการรักษาราชการแทน และการปฏิบัติราชการแทน นั้น ได้กำหนดไว้ในมาตรา ๗๒ ที่ว่า กรณีตำแหน่งข้าราชการตำรวจในตำรวจแห่งชาติว่างลง หรือ ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ผู้บังคับบัญชาจะมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนได้ โดยกรณีของ ผบ.ตร. นั้น นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจสั่งการ

การใช้ดุลพินิจสั่งการให้ผู้ใดเป็นผู้รักษาราชการแทนตำแหน่ง ผบ.ตร. นั้น ไม่ใช่ว่า ตั้งได้ตามใจชอบ คือ ชอบคนนั้น ก็เลยตั้งเข้า หรือ ไม่ชอบเขา ก็เลยไม่ตั้ง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน จึงมีกรอบกฎหมายในการดำเนินการ ไม่เช่นนั้น เกิดว่านายกรัฐมนตรี เห็นว่า ร้อยตำรวจตรี อภิสิทธิ์ฯ มีความเหมาะสมในการรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ก็เลยตั้ง ร้อยตำรวจตรี อภิสิทธิ์ฯ เป็นผู้รักษาราชการแทน

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีกรอบในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน เป็นต้นว่า ตามมาตรา ๗๒ นี้ จะต้องเป็นกรณีที่ ตัวผู้บัญชาการตำรวจแหงชาติ ตายลงไป ไม่มีบุคคลดำรงตำแหน่งนั้น ก็อาจจะต้องตั้งบุคคลอื่นไปรักษาราชการแทน หรือ ยังไม่ตาย แต่ว่าไม่อาจจะปฏิบัติราชการได้ เช่น ป่วยหนัก จะตายแหล่ ไม่ตายแหล่ ทำงานไม่ได้แน่นอน เช่นนี้ ก็อาจจะตั้ง ผู้รักษาราชการแทนได้ แต่กรณีที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปต่างประเทศ หรือ ไปต่างจังหวัด เช่นนี้ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะตั้งผู้รักษาราชการแทนได้ ผมจึงเห็นว่า การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนในกรณีของคุณอภิสิทธิ์ฯ สั่งการ จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎหมาย

ประการต่อไป หากมีเงื่อนไขที่ทำให้ ต้องตั้ง ผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. แล้ว ก็จะต้องดูเงื่อนไขตามกฎหมายเฉพาะนั้น ๆ เช่นกรณีนี้ มีกฎหมายตำรวจ มาตรา ๗๒ กำหนดว่า ให้นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งจากผู้ที่มีความเหมาะสม ... ซึ่งความเหมาะสม จะต้องมีกรอบของกฎหมายตำรวจเอง เช่น ตามมาตรา ๗๒ วรรคสองเอง ก็ได้กำหนดแนวทางไว้แล้วอย่างชัดเจน คือ จะต้องให้ผู้ดำรงตำแหน่งรอง เป็นผู้รักษาราชการแทน หากไม่มีตำแหน่งรอง ก็ให้ตำแหน่งผู้ช่วย ฉะนั้น กรณีที่มีตำแหน่งรองอยู่ จะแต่งตั้งให้ผู้อื่น ที่ไม่ใช่ตำแหน่งรองทำหน้าที่รักษาราชการแทนไม่ได้

ผู้เขียนเห็นว่า การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน จะต้องมีกรอบว่าด้วยการกำหนดอาวุโส ในกฎกระทรวง หรือ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการกำหนดอาวุโส ซึ่งลำดับอาวุโส ไล่เรียงกันไป จากตำแหน่งที่ รอง ผบ.ตร. ที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งก่อน ตำแหน่งที่ปรึกษา แม้จะเทียบเท่า รอง ผบ.ตร. ก็หาใช่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ไม่ หากพิจารณาถึงบริบทในเรื่อง เงินประจำตำแหน่ง หรือ อำนาจตามกฎหมายในการพิจารณาสั่งการ เช่น ตำแหน่งที่ปรึกษา นั้น ไม่อาจจะสั่งการใด ๆ ในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาได้ ซึ่งจะต้องอาศัยอำนาจตามตำแหน่งเฉพาะตัวที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อาญา เป็นการเฉพาะ เช่น การกำหนดตัวพนักงานสอบสวน หรือ กำหนดให้ตำแหน่ง ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. หรือ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในการพิจารณาความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๔๕ ซึ่งจะมอบอำนาจไปยังตำแหน่งอื่น ๆ ก็ไม่ได้

นอกจากนี้ การใช้อำนาจของ นายกรัฐมนตรี ก็ยังมีปัญหาในตัวเอง เพราะ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งโดยใช้อำนาจตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน มอบอำนาจให้ รองนายกรัฐมนตรี ดำเนินการควบคุมดูแล บังคับบัญชา การปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การที่นายกจะเข้ามาดูแลเอง โดยไม่ได้ยกเลิกคำสั่งเก่า ทำให้ ตำรวจมีผู้บังคับบัญชาสองคนซ้อน หากคนแรกสั่งซ้าย แต่คนที่สองสั่งขวา ฯลฯ ก็จะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุนี้ การที่นายกรัฐมนตรี จะใช้อำนาจในการควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ซึ่งเป็นอำนาจ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ นายกรัฐมนตรี ก็ควรจะต้องยกเลิกคำสั่งมอบอำนาจเดิมเสียก่อน จึงจะชอบด้วยวิธีการปฏิบัติราชการ




สุดท้าย ผู้เขียน ก็ไม่ได้ตอบคำถามว่า เรื่องยุ่ง ๆ ทั้งหมด เกิดจากอะไร ... จะเป็นไปตามข่าวลือที่ว่า การแต่งตั้งของตำรวจ มีเงินสะพัดกว่าพันล้านจริงหรือไม่ ผู้เขียนก็ไม่อาจจะทราบได้ ก็ได้แต่ได้ยินมาเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้พูดคุยกับคนจ่ายตังค์ ฯลฯ และตั้งแต่รับราชการมา ก็ไม่เคยจะต้องใช้เงินซื้อตำแหน่ง เลยไม่ทราบว่า มีระบบนี้จริงหรือไม่

ที่จริง ท่านนายกรัฐมนตรี น่าจะทำอะไรที่ได้ประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย หากต้องการทราบความจริงเกี่ยวกับข่าวลือนี้ ก็ควรจะต้องทราบว่า การปราบปราบการทุจริตนั้นเป็นภารกิจอันสำคัญยิ่งยวด ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ไทยเข้าเป็นภาคีไปแล้ว เหตุใด ไม่สั่งการให้สืบสวนสอบสวนในทางลับ ใช้อำนาจในการดักฟัง และเรียกข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินฝ่ายเดียว โดยใช้อำนาจพิเศษตามกฎหมายพิเศษที่ให้ไว้อย่างเหลือเฟือกับองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างไม่คุ้มค่าเงินของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ..... ทำความจริงให้กระจ่างเสียที แล้วเชื่อว่า จะเกิดประโยชน์สูงสุดในการทำให้หน่วยงานราชการไทยมีการพัฒนาและปรับตัวเองอย่างจริงจังในที่สุด





ผู้เขียน ก็อยากทราบเหมือนกันว่า การตั้งตำรวจมาสอบสวนเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ในการแต่งตั้งนั้นจะได้ความจริงอย่างไร .......... จะเหมือนที่ใคร ๆ คาดไว้หรือไม่ คือ ไม่มีอะไรในก่อไผ่ ...................... ต้องรอดูกันไป

 

Create Date : 19 สิงหาคม 2552
Last Update : 19 สิงหาคม 2552 11:38:53 น.  


ความเคลื่อนไหวของกฎหมายการแพทย์ เกี่ยวกับสิทธิในการแสดงเจตจำนงค์ที่จะตาย ตาม กฎหมายไทย

เนื่องจาก มี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒ บัญญัติให้คนไข้สามารถทำหนังสือแสดงเจตจำนงค์ที่ประสงค์จะตาย ไม่รับการรับษาของแพทย์อีกต่อไป หรือ ต้องการตายเพื่อหลีกเลี่ยงการทรมาน

กระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภา ได้มีการประชุมหารือเมื่อวันที่ ๓๑ ก.ค. ๕๒ ที่ผ่านมา เพื่อ ระดมความคิดเห็นว่า ร่างที่เสนอนั้น ดีหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้เป็นภาระของแพทย์ในการตัดสินใจว่าควรยุติการตายหรือไม่ ควรที่ญาติของผู้ป่วยจะเป็นผู้แสดงหลักฐานให้ศาลเชื่อว่า ผู้ป่วยประสงค์จะตายจริง ๆ เท่านั้น และแพทย์ควรปฏิบัติตามคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่ใช่แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจเอง

กฎหมายนี้ จึงกลายเป็นว่า กลายเป็นภาระของแพทย์ที่จะต้องตัดสินใจ แทนที่จะกลายเป็นภาระของญาติผู้ป่วยที่จะดำเนินการเอง ดังเช่นในสหรัฐฯ ญาติผู้ป่วย จะต้องแสดงหลักฐานต่อศาลว่า ผู้ป่วยนั้น ประสงค์จะตายแล้ว ไม่อยากรักษาตัวต่อไปในสภาพที่เป็นผัก ฯลฯ

ในความคิดของผม แทนที่จะแพทย์จะรอดพ้นจากการถูกฟ้อง แพทย์นั่นแหละที่จะถูกฟ้องมากขึ้น ไม่ได้รับความคุ้มกันตาม มาตรา ๑๒ แต่ประการใด





ลองดูตัวอย่าง คดีที่ศาลไทยได้พิพากษาไว้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ สักเล็กน้อย (ขอขอบคุณข้อมูลจาก Source ที่อ้างข้างล่างบทความนี้ด้วยครับ)





เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ได้มีคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีที่พนักงานอัยการได้ฟ้องคณะแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและข้อหาอื่น ๆ โดยศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย และขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

อย่างไรก็ดี ในคำพิพากษาที่ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นนั้นนับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการวินิจฉัยถึงการตายในทางการแพทย์คือการยอมรับว่าผู้ป่วยที่ "แกนสมองตาย" หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "สมองตาย" (braindeath) นั้นเป็นบุคคลที่ตายแล้วในทางกฎหมายน่าเชื่อว่าคดีนี้คงจะต่อสู้กันถึงศาลฎีกา ซึ่งก็เป็นผลดีเพราะจะได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานว่าการที่บุคคลอยู่ในสภาพสมองตายนั้นจะถือว่าเป็นบุคคลที่ตายแล้วในทางกฎหมายหรือไม่ และหากแพทย์ยุติการช่วยชีวิตโดยถอดเครื่องช่วยหายใจออกจะมีความผิดทางอาญาฐานหนึ่งใดหรือไม่

จากคำพิพากษาของศาลอาญาข้างต้นสรุปได้ว่าศาลเห็นว่าผู้ป่วยทั้งสองรายในคดีที่ประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บที่ศรีษะแพทย์ตรวจแล้วพบว่าฐานสมองแตกหักและสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงทำให้แกนสมองเคลื่อนไป มีผลทำให้ผู้ป่วยทั้งสองรายนี้แกนสมองตายไม่รู้สึกตัวและไม่หายใจแพทย์ประสาทศัลยศาสตร์ตรวจและวินิจฉัยผู้ป่วยทั้งสองรายนี้ ๒ ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันเกินกว่า ๖ ชั่วโมงเกณฑ์การตรวจและวินิจฉัยสมองตายกระทำ โดยการตรวจสมองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศของแพทยสภาว่าด้วยเรื่องเกณฑ์การตรวจและวินิจฉัยสมองตายพบว่าผู้ป่วยทั้งสองรายนี้แกนสมองตาย ไม่รู้สึกตัวและไม่หายใจอย่างแน่นอนแม้หัวใจยังเต้นอยู่ก็โดยอาศัยเครื่องช่วยหายใจ มิได้เต้นเองตามธรรมชาติถือได้ว่าการดำรงอยู่ของชีวิตผู้ป่วยทั้งสองรายนี้สิ้นสุดลง กล่าวคือผู้ป่วยทั้งสองรายนี้สิ้นชีวิตหรือถึงแก่ความตายตั้งแต่ครั้งแรกที่ไม่หายใจแล้ว และโจทก์ไม่มีหลักฐานใดมานำสืบแสดงให้เห็นได้ว่ามีการใช้ยาหรือหากมีการทำโดยประการใด ๆ ทำให้ผู้ป่วยทั้งสองรายนี้แกนสมองตายโดยเจตนา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าผู้ป่วยทั้งสองรายนี้ประสบอุบัติเหตุและถึงแก่ความตายแล้วก่อนจะมีการผ่าตัดนำอวัยวะออกไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ปัญหาการตายทางการแพทย์ที่เรียกว่าสมองตายนี้ได้เกิดขึ้นมาช้านานแล้วและในทางปฏิบัติแพทย์ก็จะยุติการช่วยชีวิตผู้ป่วยเพื่อปล่อยให้ตายโดยสงบ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเกิดจากความยินยอมของญาติผู้ป่วยด้วย แต่ในทางกฎหมายก็ยังข้อโต้เถียงกันอยู่ตลอดมาว่าการตายทางการแพทย์เช่นนี้ จะถือว่าเป็นการตายทางกฎหมายด้วยหรือไม่ เพราะหากทางกฎหมายไม่ยอมรับว่าเป็นการตายด้วยโดยถือว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ ก็จะทำให้แพทย์เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่ากระทำการที่มีโทษรุนแรง นั่นคือความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘ ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดฆ่าผู้อื่นมีความผิดต้องรับโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกไม่เกินยี่สิบปี" และหากเป็นการฆ่าผู้อื่นด้วยเหตุอุกฉกรรจ์ตามมาตรา ๒๘๙ เช่น ฆ่าผู้อื่นด้วยโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฯลฯ ก็จะมีความผิดต้องระวางโทษหนักยิ่งขึ้นคือประหารชีวิตสถานเดียว

อนึ่ง แม้การยุติการช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยโดยการถอดเครื่องมือต่าง ๆ ออกจะมิใช่เป็นการลงมือฆ่าโดยตรง แต่แพทย์ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยการละเว้นการกระทำตามมาตรา ๕๙ วรรคท้ายแห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งบัญญัติว่า

"การกระทำให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย" เพราะบุคคลทั่วไปยังมีความคิดกันว่าแพทย์มีหน้าที่ต้องช่วยชีวิตผู้ป่วย หากแพทย์ยุติการช่วยชีวิตเพื่อป้องกันการตายก็อาจถือว่าเป็นการหระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยการละเว้นการกระทำได้เช่นกัน

ในขณะที่ยังมีการโต้แย้งกันในทางหลักวิชาการแพทย์ซึ่งถือว่าผู้ป่วยสมองตายคือผู้ที่ตายแล้วในทางการแพทย์ กับหลักวิชานิติศาสตร์ที่ยังไม่ยอมรับกันว่าการตายโดยอาการสมองตายนั้น เป็นการตายแล้วอย่างแท้จริงกล่าวคือในทางกฎหมายนี้มีหลักถือมาช้านานในการพิสูจน์ความตายของบุคคลก็คือ ต้องตายตามธรรมชาติโดยหมดลมหายใจและหัวใจหยุดเต้นอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติแพทย์ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั้งของรัฐและของเอกชนก็ยังมีความจำเป็นต้องยุติการรักษาคนไข้สมองตายต่อไป ด้วยเหตุผลที่อาจสรุปได้ดังนี้

ประการแรก เป็นเหตุผลทางด้านเศรษฐศาสตร์เนื่องจากผู้ป่วยประเภทนี้อยู่ในสภาพสิ้นหวังที่จะรักษาให้ฟื้นคืนเป็นบุคคลปกติได้ การรักษาโดยการช่วยต่อชีวิตไปไม่มีที่ยุติย่อมเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งฝ่ายรัฐหรือฝ่ายเอกชน โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่ค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าปกติอย่างแน่นอน

ประการที่สอง เป็นเหตุผลทางด้านสิทธิมนุษยชนเพราะการที่บุคคลหนึ่งที่มีอาการสมองตายและมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการใช้เครื่องช่วยชีวิตไปตลอดชีวิตนั้น ย่อมก่อให้เกิดความทุกขเวทนามากกว่าจะเกิดประโยชน์แก่บุคคลนั้นเอง และมีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปล่อยให้เขาหมดสภาพบุคคลไปน่าจะเหมาะสมยิ่งกว่า

ประการที่สาม เป็นเหตุผลความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ตับ ไต หัวใจ ฯลฯ เพื่อนำอวัยวะจากผู้ที่มีอาการสมองตายไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่รอการรักษา ซึ่งต้องทำให้ผู้ป่วยสมองตายนั้นสิ้นชีวิตเพื่อต่อชีวิตผู้อื่น

การวินิจฉัยว่าผู้ใดมีอาการสมองตายหรือไม่นั้น แต่เดิมไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอนขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการรักษาจะวินิจฉัยและตัดสินใจตามที่เห็นสมควร แต่ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เนื่องจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้แถลงการณ์ว่าได้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจให้กับคนไข้โรคหัวใจที่รอการบริจาคอยู่เป็นรายแรกของประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ โดยได้หัวใจจากผู้ป่วยสมองตายที่ยุติการช่วยชีวิตความยินยอมของญาตินับเป็นความสำเร็จทางการแพทย์ไทยอันน่าภาคภูมิใจยิ่ง ขณะเดียวกัน ก็เกิดข้อวิตกกังวลในทางกฎหมายขึ้นมาว่า การที่ทำให้ผู้ป่วยสมองตายต้องหมดชีวิตลงเพื่อนำเอาอวัยวะไปปลูกถ่ายให้ผู้อื่นนั้น จะเกิดปัญหาในทางกฎหมายแก่แพทย์ที่ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะในความผิดต่อชีวิตหรือไม่ประการใด

ดังนั้น จึงได้มีการจัดสัมมนาทางวิชาการครั้งใหญ่ในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเรื่องนี้ ที่หอประชุมใหญ่จุฬาฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่าย อาทิ แพทย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย กลุ่มศาสนา ทนายความ ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ฯลฯ โดยทางแพทย์ยืนยันว่าผู้ที่สมองตายนั้นถือว่า เป็นการตายแล้วและแพทย์สามารถยุติการรักษาชีวิตเพื่อนำเอาอวัยวะไปปลูกถ่ายต่อไปได้ ส่วนทางนักกฎหมายจำนวนหนึ่งยอมรับว่าผู้ป่วยสมองตายนั้นถือว่าตายแล้ว แต่จำนวนหนึ่งก็ยังเห็นว่าน่าจะเป็นการตายธรรมชาติทั่วไปอย่างแท้จริง ส่วนการตายด้วยภาวะสมองตายนั้นยังไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอนที่จะวินิจฉัยและอาจเกิดการยุติชีวิตผู้ป่วยโดยอ้างว่าอยู่ในสภาวะสมองตายโดยไม่สมควรหรือมีเหตุผลแอบแฝงจึงหาข้อยุติไม่ได้

ในที่สุดผู้เขียนซึ่งได้ร่วมการสัมมนาด้วยจึงเสนอว่าเมื่อทางแพทย์ยืนยันว่าผู้ที่สมองตายนั้นถึงแก่ความตายแล้วและจำเป็นต้องยุติการช่วยชีวิตผุ้ป่วยด้วยเหตุผลความจำเป็นต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยกรณีสมองตาย แพทยสภาเป็นองค์กรที่ควบคุมดูการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ก็ควรมีบทบาทในการกำหนดหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่าบุคคลใดสมองตายซึ่งควรยุติการช่วยชีวิตโดยแพทย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เป็นระบบและอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองในทางกฎหมายแก่แพทย์ผู้ทำการยุติการช่วยชีวิตผู้ป่วยและเพื่อคุ้มครองผู้ป่วยมิให้ต้องถูกยุติชีวิตด้วยเหตุผลอันไม่สมควร

ต่อมา แพทยสภาได้ออก "ประกาศแพทยสภาเรื่องเกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย" ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๒ กำหนดหลักเกณฑ์การวินิจฉัยว่า เมื่อใดจึงจะถือว่าผู้ป่วยมีอาการสมองตายเช่นต้องไม่รู้สึกตัวและอยู่ในเครื่องช่วยหายใจและต้องทำการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอีกว่าจะไม่มีอาการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลาอย่างน้อย ๑๒ ชั่วโมง จึงจะถือได้ว่าสมองตาย ส่วนวิธีการปฏิบัติในการวินิจฉัยสมองตายนั้นต้องกระทำโดยคณะแพทย์ไม่น้อยกว่า ๓ คน และต้องไม่ประกอบด้วยแพทย์ผู้จะกระทำการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะรายนั้น โดยผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือผู้รับมอบหมายต้องลงนามรับการวินิจฉัยสมองตาย และรับรองการตายด้วย และต่อมาแพทยสภาได้ออกประกาศฉบับที่ ๒ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๙ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในเรื่องการวินฉัยและการทดสอบว่าผู้ใดสมองตายอย่างแท้จริง รวมทั้งลดระยะเวลาการตรวจสอบจาก ๑๒ ชั่วโมง เป็น ๖ ชั่วโมง จึงจะถือว่าสมองตาย

อนึ่ง ผู้ป่วยที่สมองตายและแพทย์ได้ทำการยุติการช่วยชีวิตแล้วนั้น สามารถนำอวัยวะไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยรายอื่น ๆ ได้ ทั้งนี้ตาม "ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่๓) พ.ศ. ๒๕๓๘ ออกตามพระราชบัญญัติวิชาชีพกรรม พ.ศ.๒๕๒๓" ข้อ๓ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ด้วย

จากหลักเกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายตามประกาศของแพทยสภาและการนำอวัยวะของผู้ป่วยสมองตายที่แพทย์ยุติการช่วยชีวิตไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยรายอื่น ๆ ตามข้อบังคับของแพทยสภาดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงกำหนดหลักเกณฑ์ทางการแพทย์เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่าแพทย์ดังกล่าวให้ทำการยุติการช่วยชีวิตผู้ป่วยสมองตายคนใดแล้วนำเอาอวัยวะไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยรายอื่น ๆ นั้นเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่แพทยสภากำหนดไว้หรือไม่ แต่ยังเป็นเพียง "ข้อเท็จจริง" เพราะว่าข้อบังคับหรือประกาศของแพทยสภานั้นมิใช่กฎหมายโดยตรงเพียงแต่ออกโดยอำนาจของกฎหมายเท่านั้นยังไม่อาจใช้เป็นข้อยกเว้นทางกฎหมายโดยตรงในความผิดต่ชีวิตตามมาตรา ๒๘๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่อย่างน้อยก็เกิดผลในทางกฎหมาย คือ หากแพทย์ผู้ใดได้ยุติการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยสมองตายถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่แพทยสภากำหนดก็ย่อมยืนยันในข้อเท็จจริงว่า แพทย์ผู้นั้นกระทำการด้วยความสุจริต (goodfaith) มิได้มีเจตนาฆ่าผู้ป่วยเหมือนผู้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา ๒๘๘ หรือมาตราการ ๒๘๙ ของประมวลกฎหมายอาญา เพื่อพนักงานสอบสวนพนักงานอัยการ และศาลจะได้นำไปประกอบการพิจารณาว่าสมควรฟ้อง หรือสมควรลงโทษแพทย์ผู้นั้นหรือไม่ประการใด

ดังนั้น หากมีการร้องเรียนกล่าวหาในทางคดีอาญา หรือ คดีแพ่งว่าแพทย์ผู้ทำการยุติชีวิตผู้ป่วยที่สมองตายกระทำการอันมิชอบ เช่น ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่แพทย์สภากำหนด หรือปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือกระทำโดยประมาทหรือการยุติชีวิตผู้ป่วยนั้น ๆ กระทำโดยมีเหตุผลอื่นแอบแฝงและจากการสอบสวนคดีอาญามีมูลน่าเชื่อว่าอาจจะเกิดการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาจริงก็อาจจำต้องฟ้องแพทย์ผู้ยุติการช่วยชีวิตผู้ป่วยสมองตายเพื่อพิสูจน์ในศาลต่อไป

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ....ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษตามร่างมาตรา ๑๐ มีข้อความว่า

"บุคคลมีสิทธิทำคำสั่งเป็นหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นเพียงเพื่อยึดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

การทำเช่นการตามคำสั่งตามวรรคแรกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"

ร่างกฎหมายมาตรานี้อาจจะผ่านการเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่หรือจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในชั้นที่สุดประการใดก็ต้องคอยติดตามผลการพิจารณาต่อไป แต่ก็นับเป็นก้าวใหม่ของกฎหมายไทยเริ่มมีการยอมรับการตายโดยทางการแพทย์และให้แพทย์เป็นผู้ยุติการช่วยชีวิตของบุคคลอย่างเป็นทางการได้ อนึ่ง เมื่อพิจารณาข้อความในร่างมาตรา ๑๐ เท่า ที่ปรากฏในปัจจุบันดังกล่าว เห็นว่ามีลักษณะคล้ายกับการทำ "พินัยกรรมชีวิต" (Living will) ในต่างประเทศ กล่าวคือบุคคลสามารถทำหนังสือกำหนดการตายของตนโดยทางการแพทย์ไว้ได้ล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และใช้ครอบคลุมได้ทั้งกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะสมองตายและที่ยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ แต่ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยของตน สำหรับการตายประการหลังนี้น่าจะหมายความว่า กรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในสภาพสมองตาย แต่ไม่ต้องการทรมานจากการเจ็บป่วยต่อไปเช่นเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายจะใช้วิธี "ปฏิเสธรับการรักษาจากแพทย์เพื่อช่วยชีวิต" ได้ เพราะที่อังกฤษได้เคยเกิดคดีขึ้นแล้วเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๕ ศาลสูงของอังกฤษได้พิพากษายอมให้คนไข้สตรีซึ่งป่วยหนักเป็นอัมพาตครึ่งตัวและมีชีวิตอยู่ในห้องไอซียูโดยแพทย์ใช้ท่อช่วยหายใจไว้ให้มีสิทธิตายตามประสงค์ของผู้ป่วย และพิพากษาให้แพทย์ชดใช้เงิน ๑๐๐ ปอนด์ แก่เธอฐานใช้เครื่องช่วยหายใจล่วงล้ำในตัวเธอโดยเธอไม่ยินยอมอีกด้วย และการยุติการทรมานของผู้ป่วยโดยแพทย์ตามรางมาตรา ๑๐ นี้จะถึงขั้นยอมให้แพทย์ลงมือปลิดชีวิตให้ เช่น ด้วยการฉีดยาพิษให้ตายซึ่งเรียกว่า "การฆ่าด้วยการความกรุณา" หรือไม่เพราะปัจจุบันมีบางประเทศ เช่น รัฐสภาเนเธอร์แลนด์เพิ่งลงมติเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ให้ประกาศใช้กฎหมายลักษณะนี้ได้โดยให้มีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นต้นมา

อย่างไรก็ดี แม้จะมีกฎหมายรับรองการตายโดยทางการแพทย์ไว้อย่างเป็นทางการก็ตามแพทย์และโรงพยาบาลก็ต้องระมัดระวังควบคุมดูแลให้การปฏิบัติได้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดโดยเคร่งครัด หากกระทำโดยประมาทหรือโดยที่ยังไม่มีเหตุสมควร หรือโดยมีเหตุผลอื่นแอบแฝง ก็อาจเกิดปัญหาทางคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง (กรณีโรงพยาบาลของรัฐ) ติดตามมาได้เสมอ จึงขอฝากเป็นข้อสังเกตไว้ ณ ที่นี้ด้วย


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก http://www.dtl-law.com







สำหรับบทความข้างล่างนี้ เป็นเรื่องที่เขียนในเวปส่วนตัวที่เป็นภาษาอังกฤษ จึงนำมาเผยแพร่ในที่นี้ด้วยครับ





Thai Medical Law Movement


Living Will is the new concept of the Thai medical law adopted in Thailand recently. In 2007, the National Assembly, under the 2006 coup's sponsor, adopted the National Healt Act of 2007. The provision according to section 12 provides that:

[A]t any period, a patient shall enjoy the right to stop medical service, which merely to prolong death, at the end of life expansion, or to stop painful from sickness by expression of the living will or advance directive to the medical personnel.

To further proceed the living will must comply with the form and details prescribed in the Minister's Rule in according with this Enabling Act.

The medical personnel who perform in accordance with the living will, or advance directive shall be immuned and privileged from civil and criminal charge."

This law aims at assuring the physicians and the other medical personnel to avoid being sued after they practice and stop any medical treatment as the living will requires. The Minister of Health and the Medical Council of Thailand began the hearing process on July 31, 2009 to enact the Minister's Rule complying with the clause 2 of the section 12.

When reading the draft, I found that the draft provides the directive how the doctors decide when the medical treatment should end; it, however, cause undesirable impacts to the medical personnel themself. The drafting rule requires them to consider it the patient physical body and mentality can be further treated. In other words, the treatment should be stopped because the patients become the vegetative status or other signs of brain death, including the multiple failure of human bodily organs. The burden under this rule,then, is on the sholder of the physicians, instead of the patient's relatives.

I totally disagreed with this law and I think that the patient, either by himself or his relative, should have the burden to prove that the patient intended to die with dignity without "unnecessary medical treatment." Prolongating the death is undesirable and the patient should be able to exercise the right to self-determination. However, the relatives should file the ex patre motion to court, under the preponderance test, to show the actual intention to death peacefully of the patient. The physicians should have duties to cure the patient as long as it can but subject to the patient's will, not to kill anyone. In addition, the doctors should have had vere limited duties to consider if to stop treatment by himself only when the clear evidence show that the patient become death or the treatment is totally useless!

 

Create Date : 06 สิงหาคม 2552
Last Update : 6 สิงหาคม 2552 12:25:49 น.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  
POL_US
 

Location :
UIUC: ILLINOIS Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

คลิ๊ก เพื่อ Update
http://www.siriphon.com หรือ http://www.jurisprudence.bloggang.com





ประวัติผู้เขียน

และ

ตัวอย่างการเขียน Resume







กองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ค้นหากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนได้ที่นี่







University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members






ผู้เขียนสำเร็จการศึกษาจาก ทวีธาภิเศก และ เตรียมทหาร ป.ตรี ทางรัฐประศาสนศาสตร์ จากนายร้อยตำรวจ จากนั้น ได้ศึกษากฎหมายและรัฐศาสตร์ ที่ ธรรมศาสตร์ และ เนติบัณฑิต ทั้งในระดับ ป.ตรี และ โท ก่อนได้รับทุนรัฐบาลศึกษาต่อ ป.โท (LL.M) - เอก (JSD) ทางกฎหมาย ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๓ ถึง ปี ๒๐๐๘ ปัจจุบัน กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองผู้กำกับการฝ่ายตรวจสอบสำนวนอุทธรณ์และฎีกาคดี สำนักงานกฎหมายและคดี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว

ตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบก่อนมาศึกษาต่อ ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน, นิติกร - ที่ปรึกษาและคณะกรรมการทางวิชาการและกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหลายคณะ

นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่พิจารณาคดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง เกี่ยวเนื่อง คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร ฯลฯ ที่พนักงานอัยการในเขตกรุงเทพมหานคร สั่งไม่ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา ๑๔๕ เพื่อเสนอความเห็นชอบหรือเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้อัยการสูงสุดชี้ขาดต่อไป

ก่อนหน้านี้ เคยทำหน้าที่เป็นฝ่ายวิจัยและพัฒนากำลังพล ของกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและสอบสวน ในระหว่างทำหน้าที่สารวัตรงานนโยบายและแผน และ สารวัตรงานธุรการและกำลังพล ของกองคดี ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ถึง ๒๕๔๔

ปัจจุบัน ผู้เขียนได้กลับเข้ารับราชการ ในตำแหน่งนิติกร ประจำส่วนตรวจสอบสำนวนคดีอุทธรณ์และฎีกา สำนักงานกฎหมายและสอบสวน แล้ว ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และให้คำหารือ เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของตำรวจ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายอาญา กฎหมายรัฐธรรมนูญ และ กฎหมายปกครอง รวมทั้งระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการฯ ยุติธรรมและตำรวจ ของวุฒิสภา ตั้งปี ปี พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นต้นมา

สำหรับเนื่อหาใน Blog นี้ เป็นความพยายามที่จะตอบแทนภาษีของประชาชน ที่ได้ส่งเสียให้ผู้เขียนมาเรียนต่อในต่างประเทศ จนจบระดับสูงสุดทางกฎหมาย จึงประสงค์จะถ่ายทอด ความรู้ และประสบการณ์ ที่ผู้เขียนได้พบเห็น เรียนรู้ ระหว่างการมาอยู่ในสหรัฐฯ รวมถึง การสะท้อนความเห็นที่มีต่อระบบกฎหมายกับหลักนิติรัฐ อีกทั้ง ยังกล่าวถึงประเด็นปัญหาทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับหลักกฎหมายมหาชนที่น่าห่วงใยในประเทศไทย ซึ่งหวังว่า จะเป็นประโยชน์ในทางวิชาการ หรือ ให้ข้อคิดเห็น สำหรับบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ได้มีความยั้งคิดบ้าง ไม่มากก็น้อย

อนึ่ง เนื่องจากผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้รอบรู้ในทุกเรื่อง หากมีเนื้อหาใดผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือมีทัศนคติที่แตกต่างกันไป แล้วผู้อ่านได้กรุณาแนะนำไว้ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งในการปรับปรุงเนื้อหาต่อไป





***คำขวัญประจำใจ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ ชาติหวังกำลังฝีมือ เจ้าคือความหวังทั้งมวล *** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน : Happiness is only real when shared! *** คำประกาศอิสรภาพ ของสหรัฐฯ *** มนุษย์เกิดมาเสมอภาคกัน .... มนุษย์เรามีสิทธิ์ติดตามไล่ล่าหาความสุข .... We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776]





POL_US: [POOR] ENGLISH VERSION

POL_US: [POOR] ENGLISH VERSION





ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!





Forum แลกเปลี่ยนแนวคิดในการสมัครเรียนต่อปริญญาโทในสหรัฐฯ : http://www.gomasterdegree.com


Online Users
   


Locations of visitors to this page

[Add POL_US's blog to your weblog]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com