*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมาย กองกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

บทวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผมได้เขียนไปแล้วในเรื่องเกี่ยวกับความกล้าหาญของศาลไทยที่จะต้องเติมเต็ม โดยผมขอเรียกร้องให้ท่านกล้าหาญที่จะทำลายกระบวนการรัฐประหารเสียที หากยังยอมรับอำนาจคณะรัฐประหารอย่างนี้ บ้านเมืองก็อยู่ในวงเวียนอย่างนี้เรื่อยไป ... ท่านกล้าต่อสู้อำนาจรัฐประหารหน่อยจะได้ไหมครับท่าน ..... อย่างไรเสีย เงินเดือนที่ท่านได้รับ ก็มาจากภาษีของพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ท่านจะยอมให้ทหารมาฉีกอำนาจอธิปไตยเล่น ๆ ได้อย่างไร ...... ได้เวลาแล้วครับท่านผู้พิพากษาทั้งหลาย




สำหรับบทความข้างนี้ เป็นคำวิจารณ์ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. บางส่วน เกี่ยวกับข้อบกพร่องทางวิชาการของคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ทักษิณฯ ซึ่งจะได้นำมาเสนอ ดังนี้





ประเด็นที่ ๑ ความสัมพันธ์ของคดีกับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙


ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นที่มาของ คตส. เมื่อ คปค.ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และการรัฐประหารก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเป็นสิ่งแปลกปลอมในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประกอบกับพิจารณาทางความเป็นจริงก็เห็นว่าคดีที่ คตส.เลือกขึ้นมาพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดุจกัน

หากแม้นยอมเชื่อกันตามประเพณีของระบบกฎหมายไทยที่ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังคงเห็นว่า เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว และคณะรัฐประหารได้ให้กำเนิดผลิตผลทางกฎหมายจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีการจัดตั้งระบบกฎหมายชุดใหม่ผ่านการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ องค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมายทั้งหลาย ต้องพิจารณาใช้และตีความผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเสียใหม่ให้เป็นไปในทางที่เป็นธรรม คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าองค์กรเหล่านี้ควรกล้าปฏิเสธรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหารด้วยการไม่นำประกาศ คปค.มาใช้บังคับในคดี และไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ริเริ่มจากคณะรัฐประหาร


ประเด็นที่ ๒ ความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน


ศาลฎีกาฯไม่ได้ยกเหตุผลหรืออธิบายให้เห็นชัดเลยว่าการกระทำของบุคคลทั้งสามมีความเป็นกลางหรือไม่ ศาลเพียงแต่บอกว่า “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรม ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว ไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรง” เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้จะไม่ได้แสดงถึง “ความไม่เป็นกลาง” ของบุคคลทั้งสาม ตรงกันข้าม สมมติว่าหากพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้วการกระทำนั้นยังคงมีสภาพร้ายแรงเพียงพอที่จะเห็นได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้ อย่างไรเสียก็คือ “ ความไม่เป็นกลาง” แม้การกระทำนั้นจะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการก็ตาม

เป็นที่ทราบกันดีว่า คตส. แต่งตั้งโดย คปค. และ คปค.เป็นผู้ก่อการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ คตส. เลือกพิจารณาตรวจสอบเฉพาะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ความข้อนี้ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยถึงความไม่เป็นกลางของ คตส. ต่อการพิจารณาเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯได้

เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมและทัศนคติของคตส.และอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคน ในแง่การให้ความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณฯหลายครั้งทั้งก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ คตส. การร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีอภิปรายกับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณฯ การอภิปรายและเขียนบทความวิจารณ์การดำเนินนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณไปในทางไม่เห็นด้วยและเห็นว่าน่าจะส่อทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ การจัดงานเลี้ยงอำลาเนื่องในโอกาส คตส.หมดวาระ โดยจัดทำชื่อรายการอาหารล้อเลียนนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ควรที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย


ประเด็นที่ ๓ การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต


ในการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต รัฐยังคงได้ประโยชน์เท่าเดิม เพียงแต่เงินรายได้ค่าสัมปทานให้แก่รัฐถูกแบ่งจ่ายเป็นสองส่วน กล่าวคือ จ่ายให้บริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจคู่สัญญา (ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ ๑๐๐) กับจ่ายให้กระทรวงการคลังโดยตรงในส่วนที่เหลือ ดังนั้น การที่บริษัททีโอที และบริษัท กสท. โทรคมนาคม มีรายได้ลดลงดังกล่าวจะถือว่ารัฐเสียประโยชน์ไม่ได้ เพราะกระทรวงการคลังได้รับเงินส่วนหนึ่งจากค่าสัมปทานโดยตรงอยู่แล้ว อาจกล่าวได้ว่ารัฐได้ประโยชน์ยิ่งกว่าเดิม เพราะค่าสัมปทานนั้น เดิมบริษัทเอกชนชำระแก่คู่สัญญาเป็นรายปีหรือรายไตรมาส แต่การชำระเงินรายได้ร้อยละ ๑๐ ให้แก่กระทรวงการคลังนั้น เป็นการชำระรายเดือน

ส่วนประเด็นที่ว่ารัฐบาลไม่ได้มีเหตุผลในการเรียกเก็บภาษีเพื่อหารายได้เข้ารัฐนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า การที่รัฐบาลจะเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการประเภทใด เพราะเหตุใด อัตราเท่าใด ย่อมเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารดังที่ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ ๓๒/๒๕๔๘ ได้วินิจฉัยไว้ และการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตก็มีส่วนทำให้รายได้สัมปทานเข้าสู่รัฐโดยตรงโดยไม่ต้องสูญเสียไปให้แก่บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ บริษัท ทีโอที อีกด้วย

สำหรับประเด็นที่ว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้บริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม อ่อนแอลง เพราะได้รับค่าสัมปทานน้อยลงนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการบริหารงาน ตลอดจนให้เงินอุดหนุนตามความเหมาะสมและจำเป็นได้อยู่แล้ว และที่จริงแล้ว การนำเงินค่าสัมปทานส่งกระทรวงการคลังทั้งหมด แล้วให้กระทรวงการคลังอุดหนุนการประกอบกิจการของบริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคมนั้นหากบริษัททั้งสองสามารถแสดงเหตุผลความจำเป็นได้ย่อมเป็นหลักการที่ถูกต้องยิ่งกว่าการให้บริษัททั้งสองได้รับเงินค่าสัมปทานโดยตรงและนำไปใช้จ่ายโดยเสรีอีกด้วย อีกทั้งยังคิดในเชิงนโยบายได้อีกว่า การกำหนดภาษีสรรพสามิตเป็นการกระตุ้นให้บริษัททั้งสองเร่งประกอบกิจการที่เป็นของตนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยเน้นให้บริษัททั้งสองประกอบธุรกิจของตนเอง มากกว่าที่จะพึ่งพิงรายได้สัมปทานอันเป็นสิทธิพิเศษที่รัฐเคยมอบให้ในฐานะที่เดิมเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติซึ่งปัจจุบันสถานะนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว

สำหรับประเด็นที่ว่า รัฐบาลไม่ควรลดรายได้ของบริษัททีโอทีลง เพราะบริษัทเอไอเอสได้รับประโยชน์ในเรื่องการใช้ทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์ซึ่งเป็นของ ทศท.รวมไปถึงการประกอบธุรกิจในลักษณะผูกขาดแต่ผู้เดียวนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์นั้น เป็นทรัพย์สินที่บริษัทเอไอเอส ตกลงสร้างให้แก่รัฐโดยผ่านองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิม ดังนั้น การได้รับสิทธิในการใช้เครื่องและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผลในเชิงนโยบายและการประกอบธุรกิจ สิทธิที่บริษัทเอไอเอสได้รับนี้จึงเกิดจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตอบแทนทางธุรกิจจากการที่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพยสินให้แก่รัฐ ไม่ใช่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิพิเศษในการใช้ทรัพยสินของรัฐแต่อย่างใด นอกจากนี้ การที่บริษัทเอไอเอสตกลงโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิมนั้น ก็เป็นการตกลงโอนให้แก่รัฐโดยบริษัททีโอทีถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น รายได้สัมปทานจึงเป็นของรัฐ กล่าวคือประชาชนทุกคน ไม่ใช่เป็นสิทธิขาดของบริษัททีโอที ในประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิขาดจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรคมนาคมดังนั้น จึงไม่ควรที่จะให้นำภาษีมาหักจากค่าสัมปทานที่บริษัททีโอทีได้รับนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าบริษัทเอไอเอสไม่ได้รับเอกสิทธิจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจบริษัทเอไอเอสเช่นว่านั้น และในทางข้อเท็จจริง บริษัทเอไอเอสก็มีคู่แข่งทางธุรกิจหลายราย ดังนั้น การที่จะกำหนดเป็นการตายตัวว่ารายได้สัมปทานทั้งหมดอันเป็นของแผ่นดินจะต้องตกได้แก่บริษัททีโอที ทั้งหมด ไม่ต้องส่งตรงไปยังกระทรวงการคลังในฐานะภาษีสรรพสามิตเพราะบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิในการใช้ทรัพย์สินของบริษัททีโอทีหรือได้รับสิทธิผูกขาดจากรัฐ คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย

หากคณะรัฐมนตรีไม่มีมติให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทาน ผลที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งต่อประชาชนก็คือ บริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องชำระค่าสัมปทานในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๒๕ และร้อยละ ๓๐ และในกิจการโทรศัพท์ประจำที่ร้อยละ ๑๖ และร้อยละ ๔๓ และจะต้องชำระภาษีสรรพสามิตอีกร้อยละ ๑๐ ซึ่งบริษัทเอกชนเหล่านั้นย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะผลักภาระภาษีสรรพสามิตร้อยละ ๑๐ ไปให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวโดยคณะรัฐมนตรีจึงมีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวเชิงนโยบายที่จะป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อราคาค่าบริการโทรคมนาคมเท่านั้นและมิได้เป็นการขัดขวางลิดรอนอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใดซึ่งศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ ๓๒/๒๕๔๘ ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้รัฐเกิดความเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย

สำหรับประเด็นที่ว่าการตราพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับมีลักษณะเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ เพราะผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดนอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมให้แก่ กทช.แล้ว ยังจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วยนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการจะวินิจฉัยลงไปว่าการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกีดกันคู่แข่งรายใหม่ อันจะทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจโทรคมนาคมอย่างเช่น บริษัทเอไอเอส ดีแทค หรือทรูมูฟ ได้ประโยชน์หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากรายได้ที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะได้รับจากการเข้าตลาด และต้นทุนในการเข้าตลาดว่า ในท้ายที่สุด การเข้าตลาดโดยต้องเสียภาษีสรรพสามิตรด้วยนั้น ผู้ประกอบการรายใหม่จะยังคงได้รับกำไรในการประกอบธุรกิจหรือไม่ และศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าประกอบด้วย

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นได้ว่าบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดนั้น จะไม่ได้เข้าสู่ตลาดโดยฐานของสัญญาสัมปทาน (โดยเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจ) อีกต่อไป แต่จะเข้าสู่ตลาดโดยการได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กทช. ซึ่งเมื่อพิจารณาภาระค่าใช้จ่ายในเบื้องต้นแล้ว พบว่าในขณะที่เกิดปัญหานี้ขึ้น บริษัทประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหลายจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการให้แก่คู่สัญญาฝ่ายรัฐและภาษีสรรพสามิตเป็นจำนวนรวมกันแล้วร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๒๕ และร้อยละ ๓๐ ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายทั้งปวง ในขณะที่หากมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตร้อยละ ๑๐ และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่า USO ให้แก่ กทช. อีกรวมแล้วประมาณในอัตราร้อยละ ๗ ใน พ.ศ.๒๕๔๘ และ ไม่เกินร้อยละ ๖ ในปัจจุบัน รวมแล้วผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่จะมีภาระค่าใช้จ่ายประมาณร้อยละ ๑๗ ใน พ.ศ.๒๕๔๘ และร้อยละ ๑๖ ในปัจจุบัน และยังสามารถหักค่าลดหย่อนต่างๆตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกำหนดได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่าต้นทุนเกี่ยวกับการขออนุญาตในการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ประกอบการรายเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการใหม่แล้ว ต้นทุนของผู้ประกอบการรายเดิมก็ยังสูงกว่าอยู่ดี

คณาจารย์ทั้งห้า จึงเห็นว่า การเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีต้นทุนในการประกอบกิจการสูงกว่าจุดคุ้มทุนจนเข้าสู่ตลาดไม่ได้ นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดิมจะมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ไม่มีฐานลูกค้าเลย แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่จะต้องค่อยๆสร้างฐานลูกค้าของตนขึ้นโดยแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต่างจากกรณีของกิจการอื่นๆทั่วไปที่ย่อมจะมีผู้ที่เข้าตลาดก่อนและหลัง การที่ผู้ประกอบการรายเก่าเข้าสู่ตลาดและรับเอาความเสี่ยงทางธุรกิจต่างๆไปก่อนก็ไม่ใช่ความผิดที่รัฐจะพึงลงโทษโดยการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมในการประกอบกิจการโทรคมนาคมให้สูงกว่ารายใหม่

ในประเด็นที่ว่า หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึงร้อยละ ๒๕ ก็จะทำให้บริษัท ทีโอทีต้องนำค่าสัมปทานที่ได้รับจากบริษัทเอไอเอส ไปชำระให้แก่กรมสรรพสามิตทั้งหมด ทำให้บริษัททีโอทีเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า รัฐไม่ได้สูญเสียรายได้แม้จะมีการใช้ดุลพินิจเช่นนั้น เพราะรัฐยังได้รับรายได้เท่าเดิม นอกจากนี้ การที่จะคาดการณ์ว่าในอนาคต อาจมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตไปเป็นอัตราร้อยละ ๒๕ ทำให้บริษัททีโอทีไม่ได้รับค่าสัมปทานเลยนั้น ก็เป็นการคาดการณ์ในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หากสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงไปจนมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีสรรพสามิต กทช.และรัฐบาลในแต่ละขณะย่อมต้องใช้ดุลพินิจในการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตและค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าให้มีความสมดุลกัน เพื่อความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน

ถึงแม้ว่าคณาจารย์ทั้งห้าจะเห็นว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับ อาจมีข้อโต้แย้งทางวิชาการได้ว่าเป็นการตราพระราชกำหนดที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเห็นว่าการใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรคมนาคมนั้น เป็นการใช้เครื่องมือที่สามารถถกเถียงกันได้ในทางวิชาการว่าไม่น่าจะเหมาะสมและไม่สอดคล้องกับลักษณะของกิจการโทรคมนาคมก็ตาม แต่เมื่อในประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นอันยุติสำหรับการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนด และเมื่อยังไม่ปรากฏว่าหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่มีอยู่นี้จะเป็นอุปสรรค กีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดดังที่ได้แสดงให้เห็นข้างต้น คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับและมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีผลเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่มิให้เข้าตลาด อันจะเป็นการจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการตราพระราชกำหนดดังกล่าว การออกประกาศกระทรวงการคลัง รวมทั้งการมีมติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทานเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการรายใหม่ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้


ประเด็นที่ ๔ การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่


การปรับลดส่วนแบ่งรายได้ให้แก่บริษัทเอไอเอสนั้นแม้จะมีเหตุมาจากการการที่ ทศท.ลดอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายในส่วนของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนแบบพรีเพดก็ตาม แต่ถึงที่สุดแล้วก็เป็นดุลพินิจของคู่สัญญาฝ่ายรัฐซึ่งจะต้องใช้โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ และประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นสำคัญ ไม่ใช่คำนึงถึงประโยชน์ด้านฐานะการเงินขององค์กรแต่เพียงอย่างเดียว

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการมีมติในเรื่องการลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้กับเอไอเอสนั้น คณะกรรมการ ทศท. กำหนดเงื่อนไขให้ ทศท. เจรจากับเอไอเอสให้ได้ข้อยุติในการนำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้ ทศท.เป็นรายเดือน และนำผลประโยชน์ที่เอไอเอสได้รับในครั้งนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้บริการ และหลังจากปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แล้ว ปรากฏว่าเอไอเอสได้ปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ผู้ใช้บริการมากกว่าอัตราที่กำหนดในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเห็นได้ชัดว่า การปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ใช้บริการ ทำให้มีผู้ใช้บริการเพิ่มเติมขึ้น ส่งผลให้ ทศท.มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย การเติบโตของตลาดโทรคมนาคมในแต่ละปี เป็นการเติบโตไปตามสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจและเป็นธรรมดาอยู่เองที่จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือจะเพิ่มขึ้น การที่จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มสูงขึ้นนั้นย่อมไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลายประการประกอบกัน ที่สำคัญก็คือ การลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคเพื่อแข่งขันและแย่งลูกค้าในตลาด จนทำให้บริษัทเอไอเอสมีลูกค้า พรีเพดจำนวนมาก เป็นประโยชน์แก่ทั้งบริษัททีโอที และประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัททีโอทีว่าจะเรียกเก็บค่าสัมปทานจากบริษัทเอไอเอสในอัตราที่สูงและส่วนแบ่งตลาดอาจไม่มาก อีกทั้งประชาชนจะต้องชำระค่าบริการในราคาที่แพง หรือจะเลือกว่าเรียกเก็บค่าสัมปทานน้อยลงเพื่อให้บริษัทเอไอเอสยังคงความได้เปรียบในตลาดไว้บ้าง แต่ก็เป็นประโยชน์แก่บริษัททีโอทีในเรื่องการรักษาส่วนแบ่งตลาดและหวังจะได้รับรายได้สูงมากขึ้นจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นและก็ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์ในค่าบริการที่ลดลง

แม้ศาลฎีกาฯจะเห็นว่าการลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคจะเป็นผลมาจากการแข่งขันกันทางการค้า การที่เอไอเอสปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ลูกค้าจึงเป็นไปตามกลไกตลาดนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า หากไม่มีการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้เสียแล้ว เงื่อนไขของบริษัทเอไอเอสในการแข่งขันในตลาดย่อมเปลี่ยนแปลงไป และบริษัทเอไอเอสก็ย่อมไม่สามารถลดค่าบริการได้ถึงขนาดที่ได้กระทำไปแล้ว อีกทั้งย่อมต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปบ้าง และกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจไม่เติบโตถึงขนาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ประกอบกับการได้รับส่วนแบ่งรายได้ในภาพรวมที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัททีโอที และผลประโยชน์ที่ตกแก่ผู้บริโภคโดยตรงในการได้ใช้โทรศัพท์มือถือในราคาที่ถูกลงและความเจริญเติบโตในอุตสาหกรรมแล้ว คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดเป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัท ทีโอทีที่สืบเนื่องมาจากโครงสร้างที่บกพร่องที่ภาครัฐกำหนดขึ้นก่อนหน้านี้ จึงถือไม่ได้ว่ามีการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอสโดยไม่ชอบ


ประเด็นที่ ๕ การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายรวมหรือโรมมิ่ง (Roaming)


ประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้เจรจาต่อรองให้ตนเองสามารถขยายโครงข่ายโทรศัพท์โดยการร่วมใช้โครงข่ายกับบริษัทลูกของตน กล่าวคือ บริษัทดีพีซีซึ่งได้รับสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่จากบมจ. กสท.ได้หรือไม่และจะสามารถต่อรองเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วมที่บริษัทเอไอเอสชำระให้แก่บริษัทดีพีซี มาหักออกจากค่าสัมปทานที่บริษัทเอไอเอสต้องจ่ายให้แก่บมจ. ทีโอทีได้หรือไม่นั้น เป็นประเด็นการต่อรองทางธุรกิจปกติระหว่างบริษัททีโอทีและบริษัทเอไอเอสที่จะตกลงกัน เป็นทางเลือกในการประกอบธุรกิจของคู่สัญญา

สำหรับประเทศไทย ย่านความถี่ ๙๐๐ MHz ที่จะจัดสรรได้นั้น บริษัทเอไอเอสได้ใช้เต็มจำนวนแล้ว แต่บริษัทเอไอเอสไม่ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน ๑๘๐๐ MHz จากภาครัฐ เพราะย่านคลื่นความถี่ ๑๘๐๐ MHz นั้น บริษัทแทค บริษัททรูมูฟ และบริษัทดีพีซีได้รับสิทธิในการใช้ภายใต้สัญญาสัมปทานของ กสท. และได้ใช้อยู่กันจนเต็มย่าน แล้ว บริษัทเอไอเอส รวมทั้งบริษัททีโอที ซึ่งมีหน้าที่หาคลื่นความถี่ตามสัญญาสัมปทานให้บริษัทเอไอเอส จึงไม่สามารถหาย่านคลื่นความถี่ใดมาใช้ให้เพียงพอกับโครงข่ายการให้บริการของบริษัทเอไอเอสซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดความคับคั่งเป็นผลเสียต่อคุณภาพการให้บริการดังนั้น บริษัทเอไอเอสย่อมไม่มีทางเลือกอื่นในการที่จะขยายข่ายการให้บริการรองรับการขยายตัวของผู้ใช้บริการของตน หนทางแก้ปัญหาจึงมีเหลือทางเดียว คือ ต้องร่วมใช้โครงข่ายโทรคมนาคมที่บริษัทดีพีซีบริหารงานอยู่ โดยใช้วิธีการทางเทคนิคที่เรียกว่า Roaming ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยว่า การขอใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้น เรื่องของการ Roaming จึง เป็นเรื่องปกติวิสัย ไม่ใช่เป็นการเอารัดเอาเปรียบทางธุรกิจแต่อย่างใด

กรณีดังกล่าวย่อมเป็นทางเลือกทางธุรกิจที่บริษัททีโอทีกีบบริษัทเอไอเอสจะตกลงกันได้ และเป็นเรื่องในทางนโยบายที่เป็นผลดียังเกิดแก่ประชาชนด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การที่บริษัทเอไอเสใช้โครงข่ายร่วมกับบริษัทดีพีซี ยังเป็นผลดีต่อประเทศในแง่การที่ไม่ต้องมีการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซ้ำซ้อนกันในบางพื้นที่โดยไม่จำเป็นอันจะเป็นการก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและจะเป็นการทำให้เกิดต้นทุนในการประกอบกิจการสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าใช้บริการที่จะต้องสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการที่ศาลฎีกาฯได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทเอไอเอสและบริษัททีโอทีตกลงกันเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วม อันเป็นความรับผิดชอบของบริษัทเอไอเอส มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน เป็นการกระทำความเสียหายให้แก่ ทศท. คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย


ประเด็นที่ ๖ การละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ


ในการจัดให้มีระบบดาวเทียมสำรองนั้น สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ระหว่างกระทรวงคมนาคมกับบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ข้อ ๖ กำหนดไว้ว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่ง ทั้งนี้โดยมีการกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของดาวเทียมดวงที่หนึ่งไว้ในขอ ๘ ของสัญญาดังกล่าวรวมทั้งกำหนดไว้ด้วยว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งอย่างน้อยจะต้องไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมดวงที่หนึ่ง และทดแทนดาวเทียมหลักดวงที่หนึ่งเพื่อสามารถใช้งานได้โดยต่อเนื่อง สัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปไว้

ในกรณีของดาวเทียมไอพีสตาร์นั้น เห็นได้ชัดว่าบริษัทผู้รับสัมปทานมุ่งประสงค์จะให้เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ เพียงแต่ได้พัฒนาเทคโนโลยี่ให้สูงขึ้น ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาว่าดาวเทียมไอพีสตาร์มีคุณสมบัติทางเทคนิคพัฒนาขึ้นเป็นการเฉพาะครั้งแรกของโลกตามที่จดสิทธิบัตรไว้ และปรากฏชัดเจนว่าคุณสมบัติของดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ด้อยไปกว่าดาวเทียมดวงอื่นๆ ด้วยเหตุนี้คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าบริษัทผู้รับสัมปทานได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาแล้ว

การมีดาวเทียมสำรองที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคที่พัฒนาขึ้นใหม่ดีกว่าดาวเทียมหลัก เป็นดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสูงและครอบคลุมพื้นที่การให้บริการมากกว่าย่อมเป็นผลดีต่อการจัดทำบริการสาธารณะ ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ถือว่าเป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม ๓ ดวงต่อดวงได้ด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน แต่เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากในสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศไม่มีที่ใดเลยที่ระบุให้ดาวเทียมสำรองต้องใช้เทคโนโลยีเดียวกับดาวเทียมหลัก เพียงแต่ระบุว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งเท่านั้น

ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนที่จะให้กระทรวงคมนาคมใช้จำนวน ๑ วงจรดาวเทียมตามสัญญา เพราะดาวเทียมไอพีสตาร์ใช้ย่านความถี่เคยู-แบน และย่านความถี่เคเอ-แบน นั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางเทคนิคที่ศาลฎีกาฯสามารถค้นหาข้อเท็จจริงได้เองตามหลักการพิจารณาคดีในระบบไต่สวนแล้วจะเห็นได้ว่า ดาวเทียมไอพีสตาร์สามารถรองรับความถี่ซี-แบนได้ แต่ต้องมีสถานีสัญญาน และกรณีนี้ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำพิพากษาที่แสดงว่ากระทรวงคมนาคมโต้แย้งว่าตนไม่ได้ใช้วงจรดาวเทียมเพราะเหตุว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนแต่อย่างใด

สำหรับกรณีที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักที่สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากเอกสารขอรับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งหวังทางการค้าต่างประเทศนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศข้อ ๑๑ ระบุอนุญาตให้บริษัทสามารถนำวงจรดาวเทียมเหลือจากปริมาณความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้ได้โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงคมนาคม ในการวางแผนการตลาดนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมทั้งในและต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร ในคำพิพากษาดังกล่าวไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าเกิดความขาดแคลนในการใช้วงจรดาวเทียมของผู้ใช้วงจรดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เมื่อปริมาณความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมในประเทศยังมีไม่มากนัก การที่บริษัทนำวงจรดาวเทียมที่เหลือจากความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้โดยได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาฝ่ายรัฐ จึงชอบแล้ว อีกทั้งการวางแผนการตลาดในการนำวงจรดาวเทียมออกให้บุคคลอื่นใช้บริการนั้นไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศโดยคำนวณตามความต้องการของตลาด ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาทางธุรกิจ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการอนุมัติให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองเป็นการกระทำที่ทำให้รัฐเสียหายและเอื้อประโยชน์นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย


ประเด็นที่ ๗ การอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย


การพิจารณาดำเนินการให้รัฐบาลต่างประเทศกู้เงินนั้น เป็นการดำเนินการตามนโยบายในทางบริหารซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวฝ่ายบริหารย่อมมีดุลพินิจที่พิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้านประกอบกัน หากในการเจรจาในทางระหว่างประเทศเกี่ยวกับการให้กู้เงินมีการแลกเปลี่ยนประโยชน์ตอบแทนด้านต่างๆ ไม่ว่าการให้สัมปทานบ่อแก๊ส การช่วยปราบปราม ยับยั้งการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ฯลฯ คณาจารย์ทั้งห้าก็เห็นว่าการเจรจาแลกเปลี่ยนตอบแทนดังกล่าวชอบที่ฝ่ายบริหารจะทำได้ หากอยู่ในกรอบของกฎหมาย และเป็นดุลพินิจโดยแท้ในทางบริหาร เป็นเรื่องในทางนโยบาย ซึ่งหากไม่เหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะตรวจสอบในทางการเมืองต่อไป หากฝ่ายบริหารไม่มีดุลพินิจดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการยากอย่างยิ่งที่ฝ่ายบริหารจะปฏิบัติภารกิจในการปกครองประเทศให้สำเร็จลุล่วงลงไปได้

สำหรับกรณีที่เป็นปัญหานี้ แม้จะได้ความว่าบริษัทไทยคมจะได้จำหน่ายสินค้าและให้บริการให้รัฐบาลสหภาพพม่า อันอาจมองได้ว่าการจำหน่ายสินค้าและให้บริการดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าก่อนหน้านี้บริษัทไทยคมก็ได้ขายสินค้าให้แก่รัฐบาลพม่าตามพันธะสัญญาที่มีต่อกันมาแต่เดิมอยู่แล้ว นอกจากนี้การซื้อสินค้าและบริการด้านคมนาคมนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ชื้อเป็นสำคัญว่าจะซื้อจากบริษัทใด เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ารัฐบาลพม่าไม่สามารถที่จะซื้อสินค้าและบริการดังกล่าวจากประเทศหลายประเทศได้ เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง เมื่อรัฐบาลพม่าเคยซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมอยู่ก่อนแล้ว กรณีจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยที่รัฐบาลพม่าจะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมต่อไปอีก ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นคณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่พอที่จะฟังได้ว่าคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าเพื่อให้รัฐบาลพม่าไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทไทยคมโดยเฉพาะอันมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทไทยคมและบริษัทชินคอร์ป


ประเด็นที่ ๘ การดำเนินการตามข้อกล่าวหาทั้งห้ากรณีเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของชินคอร์ปหรือไม่


การมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรจะต้องเป็นผลมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ ซึ่งเท่ากับระบบกฎหมายเรียกร้องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล (causation) ในเรื่องดังกล่าว หากการมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงผิดปกติ หรือการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร ไม่ได้เป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แล้ว ศาลย่อมไม่อาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า การดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา หากไม่อยู่ในรูปของมติคณะรัฐมนตรี ก็เป็นการสั่งการโดยรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น คณะกรรมการ ทศท. เป็นต้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้สั่งการหรืออนุมัติโดยตรง และไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พตท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งให้รัฐมนตรีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่กล่าวหาเลย กรณีที่ พตท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวพันโดยตรงก็คือกรณีที่เรื่องที่อนุมัตินั้นอยู่รูปของมติคณะรัฐมนตรี แต่แม้กระนั้นในทางกฎหมายก็ถือว่าคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรกลุ่ม (collegial organ) แยกออกต่างหากจากนายกรัฐมนตรี ในการออกเสียงในคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็มีคะแนนเสียงหนึ่งคะแนนเสียงเท่ากับรัฐมนตรีอื่น จึงไม่อาจถือว่าการกระทำของคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการกระทำของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ ลำพังแต่ข้อกฎหมายที่ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในฝ่ายบริหาร มีอำนาจบังคับบัญชา กำกับดูแลหน่วยงานทั้งหลายทั้งปวงของรัฐในฝ่ายบริหารยังไม่เพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำ และการกระทำคือการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แต่อย่างใด โดยเหตุที่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ขาดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล คณาจารย์ทั้งห้าจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับการที่ศาลฎีกาฯสั่งให้ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นของแผ่นดิน

แม้จะถือตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯในคดีนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ แต่การที่ศาลฎีกาถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ปส่วนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระแรก คือวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นต้นไป เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นั้น ย่อมไม่อาจอธิบายให้รับกับข้อเท็จจริงได้ เพราะแท้จริงแล้วการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งทำให้ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรตามที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัยนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมานับตั้งแต่วันแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ได้เกิดภายหลังในห้วงเวลาที่แตกต่างกันไป ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ในทางข้อเท็จจริงที่จะถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นในส่วนที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ปได้เกิดขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สำคัญไม่น้อยกว่านั้น ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ป สามารถเกิดจากปัจจัยอื่นด้วยก็ได้ อย่างเช่น ภาวะของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เมื่อศาลฎีกาฯไม่ได้วินิจฉัยแยกแยะว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นการเอื้อประโยชน์แต่ละกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด แต่วินิจฉัยว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไม่สมควรนับตั้งแต่วันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีสาเหตุเพียงประการเดียว คือเกิดจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ จนนำไปสู่การพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๖,๓๗๓,๖๘๗,๔๕๔.๗๐ บาท ที่ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาในลักษณะเช่นนี้ คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้


รองศาสตราจารย์.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓




 

Create Date : 11 มีนาคม 2553    
Last Update : 30 ตุลาคม 2558 9:48:32 น.
Counter : 278 Pageviews.  

ความกล้าหาญที่ยังต้องเติมให้เต็มของศาล กับ ปรากฎการณ์ นักวิชาการไทย ทหาร และสื่อมวลชนเลือกข้าง ...

สืบเนื่องจากผลคำพิพากษา ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายอยู่แล้วว่า อย่างไรเสีย ทักษิณฯ ก็ต้องแพ้อย่างแน่นอน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าทักษิณ จะถูกยึดสักกี่หมื่นล้านบาท แล้วจะมีการแบ่งส่วนเงินรางวัลที่สามารถยึดทรัพย์ได้ให้แก่ใครสักกี่พันล้านบาท แล้วรัฐบาล จะเอาเงินนี้ไปใช้คืนหนี้ ที่กู้มาเพื่อให้พรรคพวกเอาไปบริหารงานทั้งในส่วนของรัฐ และส่วนตัว ตามที่เขาเรียกว่า "กู้มาโกง" สักเท่าไหร่ก็ตาม ไม่เกี่ยวข้องเลย เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ... แต่ที่ต้องมากล่าวสักนิด เพราะรู้สึกเสียใจมาก ๆ กับจุดยืนของศาลยุติธรรม ที่ไม่มีความกล้าหาญ ที่จะทำให้การรัฐประหารหมดสิ้นจากแผ่นดินไทยเสียที

จนถึงปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๓ นับจากปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น "ประชาธิปไตย" ก็รวมเข้าไปประมาณ 78 ปีแล้ว มีการรัฐประหาร โดยกลุ่มทหาร "ผู้รักบ้านเมือง" โดยอ้างว่า รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกนั้น "ทุจริต คดโกง ฯลฯ" มาโดยตลอด เลยจำต้องมา "ช่วยชาติ" กันอย่างเต็มที่ แต่ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร เราก็จะพบว่า ผู้นำรัฐประหารกับพรรคพวก จะร่ำรวยผิดปกติตลอด ไม่รู้เป็นอะไรไป เป็นอย่างนี้ทุกที และเกือบทุกครั้ง ก็จะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกร้องให้ทหารมาทำรัฐประหาร มีการมอบดอกไม้ ซึ่งเป็นภาพที่น่าสังเวชใจเป็นที่สุด ทำให้รู้สึกสมเพชกลุ่มคนเหล่านี้ยิ่งนัก เพราะไม่เคยได้เรียนรู้เลยว่า อย่างไรเสีย รัฐประหาร คือ สิ่งที่เลวร้ายที่สุด จะอ้างเหตุผลสวยหรูดีงามเพียงใด มันก็คือสิ่งเลวร้ายอย่างไม่อาจจะถวิลหาได้แม้แต่น้อย

ที่บอกว่า น่าเสียใจกับจุดยืนของศาลยุติธรรม ที่ตัดสินในคดีความต่าง ๆ ก็คือ ความไม่กล้าหาญเพียงพอที่จะทำลายระบบรัฐประหารให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทย เพราะท่านผู้พิพากษาทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ฯลฯ ต่างยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร ที่ออกคำสั่งหรือข้อบังคับ ฯลฯ ให้มีผลเป็นกฎหมายได้ ทั้ง ๆ ที่ คณะรัฐประหาร ได้ฉีกรัฐธรรมนูญที่ประชาชนทั้งประเทศได้ให้ฉันทานุมัติไว้ ซึ่งถ้าจะเปรียบ ก็คือ แม่ผู้ให้กำเนิดลูก ....

ทหาร และข้าราชการทั้งหลาย ก็คือ ลูก ๆ ของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะไปมีอำนาจอะไรไปทำร้ายแม่ ตบตี กระทืบ แล้วฆ่าแม่ทิ้งเสียเล่า .... ดังนั้น หากศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลในแผ่นดินไทย ซึ่งรับเงินเดือนจากพี่น้องประชาชนชาวไทย เจ้าของอำนาจอธิปไตย ไม่กล้าหาญที่จะตัดสินว่า การกระทำของคณะรัฐประหาร คือสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมาย ยอมรับไม่ได้ แล้วนำให้นำตัวนายทหารเหล่านั้นที่ก่อการรัฐประหาร มาจำคุกเสียให้เข็ดหลาบ .... ก็เท่ากับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย อันมีผลทำให้การรัฐประหารยังดำรงอยู่ในแผ่นดินไทยโดยไม่สิ้นสุด ....ในฐานะนักกฎหมายคนหนึ่ง ผมได้แต่ฝันว่า สักวัน ศาลทั้งหลายที่รับเงินเดือนจากพี่น้องประชาชนชาวไทย จะกล้าหาญ ที่ตัดสินกลับแนวคำพิพากษาเดิมที่ว่า "ใครยึดอำนาจสำเร็จ ... เป็นรัฐาธิปัตย์" มาเป็นว่า ใครก็ตามที่ฉีกรัฐธรรมนูญ ต้องโทษประหารชีวิตอย่างเดียว ไม่ว่าจะดำรงอำนาจอยู่ต่อไปได้หรือไม่ และไม่ว่าจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเอง ก็ไม่ทำให้ความผิดถูกลบล้างไป ......






ขอกลับมาพูดเรื่องปรากฎการณ์นักวิชาการ และ สื่อมวลชนเลือกข้าง ที่ปรากฎในแผ่นดินไทย ที่จริงแล้ว นักวิชาการ และสื่อมวลชน เปรียบเสมือนกลไกที่สำคัญที่สุดที่จะผลักดันให้ความจริง ความเป็นกลาง และความสงบเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย แต่ปรากฎการณ์ปัจจุบัน นักวิชาการและสื่อมวลชนบางส่วน หาได้ทำหน้าที่เช่นนั้นไม่ นักวิชาการ ต่างเล็งเห็นว่า หากเข้าข้างฝ่ายใด จะได้ประโยชน์ ได้มีชื่อเสียง หรืออย่างน้อยก็ไม่ถูกโจมตี ... ก็เลือกจะเข้าข้างนั้น สังเกตได้จาก ช่วงที่เสื้อเหลืองชุมนุม ...นักวิชาการไทยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ออกมาพูดว่า "ประชาชนต้องมาก่อน ห้ามใช้กำลังทำร้ายประชาชน แม้เขาจะทำผิดกฎหมายอะไรก็ตาม จะยึดสนามบิน ยึดอาคารที่ทำการของรัฐ ยึดทำเนียบ ก็เป็นการกระทำที่สงบ ฯลฯ" เพราะเขาใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ... ทั้ง ๆ ที่ปรากฎว่าในกลุ่มนั้น มีการจัดกำลัง ใช้อาวุธ และบางส่วนก็มีระเบิดร้ายแรง .... อีกทั้งยังสร้างความเสียหายแก่ผลประโยชน์มหาชน นับเป็นแสน ๆ ล้าน

แต่นักวิชาการ รวมถึงสื่อมวลชนก็เสนอข่าวไปในทางเดียวกัน ว่าประชาชนสามารถกระทำการดังกล่าวได้ หรือ อย่างน้อย ก็ไม่วิพากษ์วิจารณ์ หรือหลบหน้าไม่พูดอะไร โดยเฉพาะตอนยึดสนามบิน ที่สร้างความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ประเทศอีกหลายร้อยปีหลายพันปีเลยเดียว เพราะประวัติศาสตร์โลกจะจารึกเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไว้ โดยเฉพาะ เหตุการณ์การยึดทำเนียบและสนามบิน โดยเสื้อเหลือง ก็ไม่ได้ถูกดำเนินคดีมาจนถึงปัจจุบัน ... เพราะอะไรไม่มีใครตอบได้ .... รัฐบาลเท่านั้นที่จะตอบคำถามได้


ในทางตรงกันข้าม หากเป็นการชุมนุมของคนเสื้อแดง หรือ กลุ่มอื่น ๆ นักวิชาการ ต่างเงียบ หรือ อย่างน้อยก็หลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดอย่างเดียวกัน คือ ห้ามทำร้ายประชาชน .... แต่นักวิชาการ ก็มีข้อแก้ตัว เพราะมีแหล่งข่าวจากรัฐบาล และสื่อมวลชน ประกาศโครม ๆ ว่า ไอ้กลุ่มนี้แหละ พวกล้มกระดาน เป็นศัตรูของชาติ มุ่งก่อการร้าย ... ซึ่งคำพูดนี้ คือ คำพูดของนายอภิสิทธิ์ และ แกนนำรัฐบาล เมื่อเหตุการณ์ เมษายน 2552 "ซึ่งคำพูดลักษณะนี้ ไม่ควรจะออกมาจากปากของคนที่เป็นรัฐบาลแม้แต่น้อย เพราะเป็นคำพูดที่สร้างความเกลียดแค้นชิงชัง อย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติไทย" ไม่รู้ว่า เอาสมองส่วนไหนมาคิดได้ เพราะข้อมูลดังกล่าว ทุกครั้งที่ประชาชนที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล หรือกลุ่มต่อต้านรัฐบาล จะมาชุมนุม เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจะประกาศกฎหมายความมั่นคง เพื่อจำกัดการชุมนุม โดยอ้างว่า "มีแหล่งข่าว" ว่าจะก่อเหตุการณ์ร้าย ฯลฯ

นักวิชาการและสื่อมวลชนทำอะไร ... สนับสนุนรัฐบาล .... ไม่มีอะไรมาก นักวิชาการบางท่านจากสำนักกฎหมายธรรมศาสตร์ ไม่ใช่แค่เงียบ ยังพูดถึงวิธีการ หรือขั้นตอนหลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างต่อประชาชน ... ผมก็จำได้อีกว่า นักวิชาการท่านนี้แหละ ที่คัดค้านการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในสมัยที่ไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปัตย์ ดำเนินการกับผู้ชุมนุม ....

กลุ่มนายทหาร ที่เป็นผู้นำกองทัพในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการกับปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยจากการชุมนุม ได้แก่ พล.อ.อนุพงษ์ฯ ท่านออกแถลงการณ์ต่อหน้าสื่อมวลชนว่า จะใช้วิธีการเจรจากับกลุ่มเสื้อเหลืองเป็นหลัก ..... แถมท่านยังได้กระทำการที่น่านับถือมาก ๆ คือ การเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก เพราะปัญหาการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง

ท่านอนุพงษ์ฯ จัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง อย่างไร ... แตกต่างกันหรือไม่ ท่านคงได้เห็นมาแล้ว ในเหตุการณ์เมษายน 2552 ..... กองทัพได้นำอาวุธสงครามมาใช้ในการควบคุมการชุมนุม โดยโฆษก ก็หน้าด้านว่า ใช้ลูกปืนหัวกระดาษ ....ซึ่งตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินมาก่อน แม้จะได้เรียนเรื่องอาวุธมาพอสมควร แต่เมื่อฝ่ายค้านออกมาถาม และเสนอข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลและโฆษกกองทัพบกโกหก จึงได้ยอมรับว่า ใช้กระสุนซ้อมยิง ซึ่งไม่ได้ทำมาจากกระดาษ ... เพราะมันไม่มีอยู่จริง นั่นเอง

ผมแปลกใจกับท่าที ของกองทัพมาก ๆ ทำไม ไม่พูดอย่างเดียวกัน เช่น ปัญหาการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง แล้วก็เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ลาออกเพื่อแก้ไขปัญหาการเมือง ทำไม นักวิชาการ ไม่พูดอย่างเดียวกัน ว่า ประชาชนต้องมาก่อน กลุ่มผู้มีความคิดแตกต่าง คือ พี่น้องประชาชน อย่าใช้กำลังกับเขา ... ต้องเน้นการเจรจา ทำไม สื่อมวลชน จึงเลือกข้าง ทั้ง ๆ ที่สื่อมวลชน มีหน้าที่ต้องเสนอข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมา (Impartiality and objective) ไม่มีอคติ (unbiased) และต้องเสนอรากเหง้าของปัญหา (root of conflict cause) ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพได้อย่างแท้จริง

เหล่านี้ เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย .... หากไม่แก้ไขปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเหล่านี้ ก็ยากที่จะทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้นได้ในแผ่นดินไทย .... อีกทั้ง ผมโดยส่วนตัวยังเชื่อว่า "No Justice, No Peace" หรือ หากการปฏิบัติของรัฐบาลยังก่อความไม่เป็นธรรม ไม่มีความยุติธรรม เลือกปฏิบัติ หลายมาตรฐาน .... ก็ยากที่จะก่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นมาได้





รัฐบาลบางที ต้องหันไปมองวิธีการใหม่ ๆ นอกจากเรื่องหลัก Good Governance หรือ การเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์เท่านั้น มาเป็น Collaborative Governance (คลิ๊กเพื่ออ่านเพิ่มเติม) กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ จะต้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการกำหนดนโยบายร่วมกันอย่างเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันให้ได้

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเริ่มกระบวนการที่จะให้มีการพูดคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้ในที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ เลย มุ่งแต่จะใช้กำลังทหารปราบปรามอย่างเดียว รับรองว่า ปัญหามันแค่ถูกซุกไว้ใต้พรมเท่านั้น มันจะรอการปะทุขึ้นมาตลอด ไม่มีทางหมดสิ้นไปได้ ... มองกันยาว ๆ สักนิดก็ดีนะครับ ท่านรัฐบาลครับ ...






 

Create Date : 10 มีนาคม 2553    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 8:56:13 น.
Counter : 261 Pageviews.  

ความขัดแย้ง หลัง 26 กุมภาพันธ์ จะเป็นอย่างไร ?

ช่วงนี้ ผมมีโอกาสที่ดีมากที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งเลย คือ ได้ร่วมกิจกรรมกับ Peace & Conflict Studies ของ Rotary International ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการโอกาสสัมมนา และได้รับความรู้อย่างมากมายเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมระดับต่าง ๆ




สิ่งที่ผมจะกล่าวนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ภายหลังมีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์จำนวน ๗.๖ หมื่นล้านบาท ของท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะขอกล่าวไว้สักเล็กน้อยก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีในวันพรุ่งนี้ (๒๖ ก.พ. ๕๓)

ผมโดยส่วนตัวเชื่อว่าคดีนี้ ไม่มีความยุติธรรมตั้งแต่ต้นแล้ว แน่นอนที่สุด จำเลยในคดีนี้ ท่านอาศัยจังหวะอำนาจในฐานะรัฐบาลแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ท่านได้ประโยชน์จากการขายหุ้นโดยไม่ต้องเสียภาษี ฯลฯ แต่ถามว่า คนที่อยู่ในสถานะที่ได้ประโยชน์เช่นเดียวกับท่านจำนวนมหาศาล เหตุใด จึงไม่ถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน และตราบใดที่กฎหมายดังกล่าวยังใช้ได้อยู่เพราะผ่านกระบวนการทางรัฐสภา เหตุใด จึงมีการฟ้องร้องลงโทษโดยอาศัยพื้นฐานข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนั้น มาดำเนินการเฉพาะตัวจำเลยผู้นี้ผู้เดียว ....

ผมกลับมองว่า ที่จริงกระบวนการที่ท่านได้กระทำไป แม้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบในทางการเมืองเท่านั้น หาได้มีความรับผิดทางกฎหมายแต่อย่างใดไม่ กระบวนการที่ถูกต้อง ก็คือ ฝ่ายค้าน หรือสังคมจะต้องเรียนรู้ และทำให้ประชาชนเชื่อว่า สิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ควรจะเชื่อใจให้เขาเป็นรัฐบาลอีกต่อไป






มีรายงานวิจัยจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับ Social Justice เพื่อหาคำตอบว่า จะทำอย่างไรให้คนเชื่อฟังและเคารพตำรวจ เคารพศาล และเคารพกฎหมาย พร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของตำรวจและคำพิพากษาของศาล ซึ่งท่าน Tom Tyler ได้เขียนไว้ในตำราของท่านหลายเล่ม เช่น TRUST IN THE LAW: ENCOURAGING PUBLIC COOPERATION WITH THE POLICE AND COURT, New York: Russell Sage Foundation, 2002. ก็ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า ปัจจัยที่จะทำให้คนเคารพเชื่อฟังกฎหมายได้ ก็คือ กระบวนการและกฎหมายที่ใช้กับจำเลยนั้นมีความถูกต้อง เป็นธรรม และเสมอภาค เสมือนเหมือนกับที่จะใช้บังคับกับคนอื่น ๆ หรือไม่ และการบังคับใช้นั้น เต็มไปด้วยความเคารพให้เกียรติในฐานะที่เขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีหรือไม่ หาใช่ว่า ถ้าเป็นคดีของกลุ่มหนึ่ง ตำรวจ และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม จะต้องทำด้วยความรวดเร็ว แต่ถ้าเป็นคดีของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ตำรวจ ฯลฯ ก็จะดองคดีไว้ โดยไม่สนใจต่อความรู้สึกของสังคม หากเป็นเช่นนี้แล้ว รับรองว่า ไม่มีทางที่ความสงบเรียบร้อยและความเคารพเชื่อฟังกฎหมายจะเกิดขึ้นได้






เอาละครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครที่เป็นคนเริ่ม ใครที่ดำเนินการต่อ ก็ต้องรับว่าตนเองมีส่วนในการสร้างปัญหาสังคมด้วยเช่นกัน หากจะแก้ไขปัญหากันจริง ๆ ก็คงจะต้องดำเนินการอย่างเสมอภาค ซึ่งง่าย ๆ ทางหนึ่ง ก็คือ ใครที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ทั้งหมด จะต้องถูกดำเนินคดีและยึดทรัพย์ทั้งสิ้น ..... อย่าปล่อยให้คนเรารู้สึกว่า เอ ทำไม ต้องเป็นไอ้หมอนี่ คนเดียวเท่านั้น ที่จะโดน และไม่ว่าจะทำอย่างไร ไอ้หมอนี่อีกนั่นแหละ จะต้องพ่ายแพ้คดีในที่สุด




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 8:56:28 น.
Counter : 212 Pageviews.  

ความสมัครสมานสามัคคีใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ..... จะมีบ้างไหม

ตั้งแต่เหตุการณ์ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบัน (๒๗ พ.ย. ๕๒) เป็นระยะเวลาที่แสดงให้เห็นถึงความขาดแคลนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องเครื่องไม้เครื่องไม้ในการปฏิบัติงาน ไม่ใช่เรื่องแฟลตที่พักตำรวจที่ขาดแคลนไปเกือบ ๒ แสนห้อง ไม่ใช่เรื่องเงินเดือนที่ต่ำต้อย เมื่อเทียบกับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมด้วยกัน ที่ตำรวจในระดับปฏิบัติการ มีเงินเดือนต่ำกว่า พนักงานอัยการ และศาล มากกว่าสิบเท่าตัว (เมื่อรวมสวัสดิการ เงินประจำตำแหน่ง และ ค่าใช้จ่ายที่ได้รับเพิ่มเติม) แต่เรื่องที่ขาดแคลนที่สุด .... น่าจะเป็นเรื่อง "ความสมัครสมานสามัคคี น้ำหนึ่งใจเดียว และความตั้งใจแน่วแน่ ซึ่งจะนำไปสู่คำว่า "ทำไม่ได้ ไม่มี" .... ที่น่าจะเป็นเรื่องซึ่งขณะนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่างแล้งเสียเหลือเกิน ....ครับ

ผู้เขียน ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจคนหนึ่ง ที่ยังมีหัวใจเต็มเปี่ยมที่อยากจะรับราชการตำรวจ (แม้จะมีช่องทางอื่นให้โฉบเฉี่ยวไปได้มากมายก็ตาม) และพัฒนาองค์กรนี้ให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ได้เห็นสภาพสำนักงานตำรวจแห่งชาติในลักษณะนี้ ตั้งแต่เริ่มกลับมารับราชการใหม่ ๆ กลางปี พ.ศ.๒๕๕๑ แล้วยิ่งรู้สึกว่า มันเป็นโอกาส ที่จะได้ขายความคิดต่าง ๆ นานา เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก้าวไปสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น และทัดเทียม กับองค์กรตำรวจ นานาอารยะประเทศเสียที แต่ระหว่างทางเดิน ก็รู้สึกว่า มันช่างยากเย็นกันเสียจริง ๆ ที่จะถึงจุดนั้น ..... และไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือเปล่า




ผมขอไปนึกก่อนว่า จะเขียนเรื่องนี้ออกมาอย่างไรดี ..... วันนี้ ขอบ่นเบา ๆ เอาไว้ที่ก่อน .... นึกออกเมื่อไหร่ จะมาเขียนต่อครับ




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 8:56:40 น.
Counter : 256 Pageviews.  

ไปสัมมนากับศาลมาอีกแล้ว ...

วันจันทร์ที่ ๒๓ ถึง พุธที่ ๒๕ พ.ย. ๕๒ ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมกับศาลยุติธรรม โดยสถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ เพื่อสัมมนาเกี่ยวกับ กระบวนการยุติธรรมในยุคใหม่ ที่ Rose Garden หรือ สวนสามพราน นครปฐม

ที่จริง เป็นความตื่นเต้นของผมอย่างยิ่ง ที่จะได้มีโอกาสเข้า Rose Garden เป็นครั้งแรก ทั้ง ๆ ที่ ผ่านสถานที่แห่งนี้ มาตั้งแต่สมัยเป็น นักเรียนนายร้อยตำรวจ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ถึง ๒๕๓๗ หรือ ประมาณยาวกว่า ๑๕ ปีที่ผ่านมาแล้วครับ

ผมพบว่า มันช่างสวยงามจริง ๆ เป็นโรงแรมที่ติดกับแม่น้ำนครชัยศรี ที่ทอดผ่านจากสุพรรณบุรี ไปยังปากอ่าวที่สมุทรสาคร เรียกชื่อแตกต่างกันไป ตั้งแต่แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำนครชัยศรี และ แม่น้ำท่าจีน เป็นต้น สายน้ำแห่งนี้ ยังมีชีวิตดำเนินไปอย่างสงบสุข ชาวบ้านยังปลูกผักบุ้งริมแม่น้ำ กับมีผักกะเฉด ปลูกสลับกันไปมา เขาเก็บผักบุ้งและผักกะเฉดเป็นสินค้าพื้นบ้านไปขาย โดยใช้เรือเล็ก ๆ ในการเก็บผลผลิตของพวกเขา ผมอิจฉาชีวิตพวกเขาจริง ๆ ที่เดินไปอย่างเรียบ ๆ ง่าย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ ไม่ต้องเร่งรีบ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรแบบเรา ๆ

ภายในบริเวณโรงแรมก็ประกอบด้วยสวนที่มีต้นกุหลาบที่ผลิบานอยู่เป็นจำนวนมาก กับต้นไม้ใหญ่ ๆ ในบริเวณสวน พร้อมกับมีตลาดน้ำจำลองในวันเสาร์อาทิตย์ เรียงลำดับกันไป โดยมีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางของพื้นที่




เอาละครับ กลับมาที่เนื้อหาการประชุมสัมมนา กันสักนิด ท่านโด่ง ก็ได้เชิญบุคลากรในวงการยุติธรรมและภาคเอกชน รวมถึง NGO มาร่วมด้วย ท่านวิทยากร เป็นชาวเยอรมัน พูดภาษาอังกฤษได้ชัดดี และมีคนแปลเรียบร้อย โดยท่านแนะนำให้เราดำเนินการค้นหาคำตอบจากหัวข้อที่ท่านตั้งมา โดยพวกเราจะต้องหมุนเวียนไปตามกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งคงจะเป็นเจตนารมณ์ให้เรารู้จักกันด้วยอีกทางหนึ่ง

วันต่อมา ก็มีประธานประจำกลุ่ม นำคุยเรื่องต่าง ๆ เช่น การมีส่วนของประชาชนในการพัฒนาหรือปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ซึ่งผมก็ว่า ความคิดภาคเอกชน น่าสนใจดี ซึ่งผมก็รู้เฉพาะกลุ่มของผมเท่านั้น ดังนั้น หากได้ข้อมูลสมบูรณ์มาจาก สถาบันวิจัยฯ แล้วจะนำมาเขียนต่อนะครับ วันนี้เล่าเรื่องทั่ว ๆ ไปแค่นี้ก่อน ครับ

ใครว่าง ๆ ไม่รู้จะไปไหน ลองไปเที่ยวสวนสามพรานดูซิครับ ว่าน่าพักผ่อนขนาดไหนครับ เที่ยวไทย ครึกครื้น เศรษฐกิจไทย คึกคัก ครับ




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 9:01:33 น.
Counter : 295 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.