*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมาย กองกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

การอภิปรายว่าด้วย กม.การต่อต้านการทรมานฯ อุ้มหายและดักฟัง

สำหรับ เทปบันทึกภาพและเสียง นี้ เป็นการอภิปรายและให้ความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การต่อต้านการทรมาน การอุ้มหาย และร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.วิ.อาญา ว่าด้วยการให้อำนาจดักรับข้อมูล หรือ การดักฟัง ข้อมูลของผู้ต้องหา หรือผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  




ผมขอเชิญชวนท่านที่ติดตาม เว็บล๊อกนี้ ลองฟัง และให้ข้อคิดเห็นในคอมเม้นท์ เพื่อผมจะได้นำไปแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายต่อไป ครับ 


สำหรับผู้ที่สนใจติดตามฉบับเต็ม ซึ่งมีผู้อภิปราย หลายท่าน เช่น  กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม  มูลนิธิผสมผสานวัฒนธรรม ดร.ปกป้อง ศรีสนิท และ อื่น ๆ   เชิญเข้าชมได้ตามลิงก์ข้างบนครับ 




 

Create Date : 06 มกราคม 2558    
Last Update : 6 มกราคม 2558 16:58:59 น.
Counter : 552 Pageviews.  

รายงานผลกระทบจากการใช้ พ.ร.บ.ฯ คอมพิวเตอร์ ปี พ.ศ.๒๕๕๕

ผมได้ร่วมงานกับคณะทำงานของ iLaw และ มูลนิธิของเยอรมัน ในการศึกษาผลกระทบของ พรบ.ฯ คอมพิวเตอร์ฯ ไว้  และเพิ่งจะมีการสัมมนาเมื่อวันที่ ๗ พ.ย.๕๕ ที่ผ่านมา ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จึงขอเอาเผยแพร่ครับ  




สำหรับเนื้อหา ก็จะเป็นไปตาม ลิงก์ (คลิ๊ก) ที่แนบมาพร้อมนี้ครับ ถ้าสนใจลองเข้าไปดูครับผม  ในรายงานดังกล่าว ก็จะมีสาระสำคัญ ได้แ่ก่  

๑) ที่มาของการวิจัย 
๒) ข้อเท็จจริงและคดีที่เกิดขึ้นในรอบ ๔ ปีที่ผ่านมาหลัง พ.ร.บ.ฯ บังคับใช้ 
๓) ข้อบกพร่องและข้อเสนอแนะในการแก้ไข พรบ.ฯ คอมฯ  
๔) ศึกษาเปรียบเทียบกับ กม.อเมริกา ฯ จีน ฯ มาเลยฯ และ ไทย ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมหรือปิดกั้นสื่อออนไลน์ ฯ  
๕) ข้อเสนอแนะต่าง ๆ 



 ข้อมูลเบื้องต้น :  
ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เผยแพร่งานวิจัยหัวข้อ "ผลกระทบจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และนโยบายของรัฐกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" 

ซึ่งมีคณะวิจัยประกอบด้วย 

๑) นางสาวสาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หัวหน้าคณะวิจัย) 

๒) พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมาย กองกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
และ

๓) นางสาวอรพิณ ยิ่งยงพัฒนา โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน

สถานที่ : ณ ห้องประชุม 222 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วันเวลา :  เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 : 13.00 น.


ลองเข้าไปรับฟังกันนะครับ  




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2555 1:45:53 น.
Counter : 771 Pageviews.  

Rule of Engagement กับ คอป. และ แนวทางปฏิบัติของตำรวจ ในการชุมนุม

เมื่อหลายเดือนก่อน  ผมได้รับเชิญจาก คอป. ร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสและเยอรมัน เพื่อเสวนาทางวิชาการ เกี่ยวกับ Rule of Engagement หรือ กฎการใช้กำลัง ต่อกรณีการสลายการชุมนุมของรัฐบาล ในปี พ.ศ.๒๕๕๓ ของนายอภิสิทธิ์ ฯ ต่อผู้ชุมนุมชาวเสื้อแดงทั้งหลาย  คอป. พยายามค้นหาความจริงว่า รัฐบาลและทหาร ใช้กำลังสลายการชุมนุม ถูกต้องตามกฎการใช้กำลังหรือไม่ ในเหตุการณ์สำคัญ ๆ  จะมี ๒ กรณี คือ ๑๐ เม.ย.๒๕๕๓ ที่สี่แยกคอกวัว กับ  ต้นเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๓  ที่บริเวณแยกราชประสงค์  

เจ้าหน้าที่ คอป. เริ่มต้นด้วยการเปิดคลิ๊ป ของ  Al Jazeera เท่านั้น  และเน้นที่มีชายชุดดำยิงทหาร  เท่านั้นจริง ๆ  แล้วถามผู้เชี่ยวชาญว่า อย่างนี้ ทหารยิงประชาชนได้ไหม ????   


วันนั้น ผมจึงอดรนทนไม่ได้ พูดไปตรง ๆ ว่า มีข้อเท็จจริงมากมายที่ จนท. คอป. เสนอไม่ตรงกับความจริง เพราะเสนอไม่ครบถ้วน เช่น  ก่อนการสลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัวนั้น  รัฐได้กระทำการอะไรบ้าง เช่น การโฆษณาชวนเชื่อทางโทรทัศน์ว่า กลุ่มประชาชนจะมาล้มล้างสถาบันสำคัญ ( คำสัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ฯ)  การใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยกระป๋องแก๊สน้ำตาลงมาจากฟากฟ้า ระยะสูงใส่ฝูงชน  การใช้กระสุนจริงยิงใส่ประชาชน  รายงานผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญที่ยืนยันว่า กระสุนที่ใช้ยิงมาจากทิศทางที่ทหารตั้งกองกำลังอยู่เสียส่วนใหญ่ ฯลฯ   การปฏิบัติการในเวลากลางคืน ฯลฯ  


เท่าที่ผมรู้สึกได้  ผมเข้าใจของผมเองว่าเจ้าหน้าที่ คอป. พยายามจะโยงว่ามี ชายชุดดำ ดังนั้น ทหารจึงใช้กระสุนจริงยิงได้ทุกสถานการณ์  รวมถึงที่แยกราชประสงค์ด้วย  ซึ่งผมและผู้เชี่ยวชาญจาก ฝรั่งเศสและเยอรมัน  (ภายหลังจากที่ผมได้ให้ข้อมูลทั้งหมด โดย คอป. ไม่ได้โต้แย้งแม้แต่น้อย แต่อาจจะเคือง ๆ  ที่ไปเปิดเผยความจริงหลายส่วนทำให้ เขาไม่ได้ธงคำตอบอย่างที่เขาต้องการ)  ก็โต้แย้งอย่างหนักว่า ไม่ใช่หรอก  การที่จะอ้างชายชุดดำ มายิงใส่ประชาชนคนอื่น ไม่สามารถกระทำได้โดยเด็ดขาด  แม้ชายชุดดำจะอยู่ในกลุ่มประชาชนนั้น  จนท. ก็ยิงเข้าใส่ประชาชนไม่ได้ ต้องถอยมา ป้องกัน และตั้งรับ ไม่ใช่ยิงกะบาลประชาชนทีละราย 


ผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสและเยอรมัน รวมทั้งผม ได้พูดถึงหลักการใช้กำลัง คือ หลักสัดส่วนและหลักความร้ายแรงน้อยที่สุด และ หากจะใช้กำลัง หรืออาวุธจริง ๆ  จะใช้ได้ต่อเมื่อประชาชนใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ก่อน และจะใช้อาวุธยิงประชาชนผู้นั้นได้ เฉพาะในจุดที่ไม่สำคัญ ไม่ทำให้เสียชีวิตเท่านั้น  เช่น ยิงแขน ยิงขา เพื่อยับยั้ง ไม่ใช่เพื่อฆ่าให้ตาย 


หลักการที่สำคัญ คือ การ Monitor หรือ เฝ้าระวังการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา ไม่ใช่ เฮ่ย กูสั่งแล้วนะ ให้ใช้อาวุธแค่จำเป็นเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น แล้วปล่อยให้เจ้าหน้าที่ไปใช้ดุลพินิจยิงตายแล้วตายอีก ตายทุกวัน กูก็ไม่สนใจ เพราะกูสั่งการเป็นหลักกฎหมายไปแล้ว 


หลักการใช้กำลังที่สำคัญ คือ การ Monitor นี่แหละ  ถ้าสั่งแล้ว Monitor เห็นว่า มันมีผลร้ายแรง ต้องสั่งหยุดทันที  แล้วประเมินกันใหม่ว่าจะทำอะไรอย่างไร ?  หากผิดพลาดก็ต้องแก้ไขทันที ไม่ใช่รอให้ตาย ๙๐ กว่าศพ แล้วบอกว่า ไม่รู้ เจ้าหน้าที่ทำเอง  อย่างนี้ผิดร้ายแรง


ผลการเสวนาวันนั้น  คอป. ท้ายที่สุด ต้องยอมรับหลักการของคณะผู้เชี่ยวชาญและผมไป  เข้าใจว่า ทำให้ คอป. หนักใจมาก เพราะได้ยินว่า มีการ Focus Group ไปหลายครั้ง  พร้อมกับได้ข้อสรุปไปแล้วว่า ผู้ชุมนุมเท่านั้นที่ผิดกฎหมาย  สลายการชุมนุมชอบด้วยกฎหมาย   .... กลุ่มผม สรุปตรงกันข้าม  .... แล้วเขาก็จะไม่เชิญผมไปอีกแน่นอน 555555555555555555




สำหรับเอกสารต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ผมพยายามจะเสนอให้ ตร. สั่งการออกมา เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจของเราสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง กรณีที่จะต้องใช้มาตรการในการควบคุมการชุมนุม  ตามหลักสากล  โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 




เนื่องจาก ตร.มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยส่วนรวม ในขณะที่ประชาชนมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเปิดเผยและปราศจากอาวุธเพื่อแสดงความคิดเห็น เสนอข้อเรียกร้อง หรือต่อต้านการบริหารราชการของรัฐบาลซึ่งเสรีภาพดังกล่าวอาจถูกจำกัดได้โดยกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะได้ใช้ที่สาธารณะหรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามนัย มาตรา๖๓ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติเพื่อใช้ในการจัดการชุมนุมสาธารณะแต่ประการใดทำให้ ตร. ประสบความยากลำบากในการตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการชุมนุมสาธารณะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป มีความร้ายแรงถึงขนาดที่จะต้องใช้กำลังในการยุติการชุมนุม

เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักกฎหมายและหลักกฎการใช้กำลัง(Rule of Engagement) ศปก.ตร. จึงได้จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายกับการชุมนุมโดยฝ่าฝืนกฎหมายสำหรับในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจกจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนำลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ กม. ใน http://www.tsd.police.go.th ในเอกสารลำดับที่ ๓๑ แล้วแต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการชุมนุมสาธารณะจึงกำหนดหลักเกณฑ์ ดังนี้

๑.เจ้าหน้าที่ตำรวจพึงระลึกว่าประชาชนย่อมมีเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุมโดยสงบเปิดเผยและปราศจากอาวุธ ในขณะเดียวกันการใช้เสรีภาพดังกล่าวก็จะต้องไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอื่นจนเกินสมควรเช่น สิทธิและเสรีภาพในการเดินทางและสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองที่ดำรงชีวิตเป็นปกติสุขดังนั้น การใช้เสรีภาพในการชุมนุมที่ขัดต่อหลักการดังกล่าวจึงถือเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เช่นการชุมนุมเพื่อปิดล้อมประตูเพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าออกที่ทำการการใช้ไม้รั้วลวดหนาม ยางรถยนต์ราดน้ำมันขวางถนนไว้เพื่อให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพจนไม่กล้าที่จะเข้าไปหรือออกจากที่ทำการราชการอันเป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นย่อมไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญตามนัยคำพิพากษาศาลปกครอง ที่ ๑๖๐๕/๒๕๕๑ ลง ๙ ต.ค.๕๑

๒.ในกรณีที่ไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมที่สงบอันจะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญาและการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติพ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๖ (๓) และ (๔) ย่อมมีอำนาจที่จะยุติการชุมนุมได้โดยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่จะเป็นและเหมาะสมตามหลักสากลที่ใช้ในการยุติการชุมนุมของประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อให้ภารกิจในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

๓.ในภาวะปกติที่ยังไม่มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น โดยปกติย่อมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและก่อนที่จะมีการใช้กำลังตามกฎการใช้กำลังในการยุติการชุมนุม ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์จะต้องเตรียมการดังนี้

๓.๑การสืบสวนและสอบสวนเพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์และการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายต่างๆ (รายละเอียดปรากฏตาม คู่มือหน้า ๑๙ – ๒๖) ในภายหลัง ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ในการระหว่างการชุมนุมอาจจะไม่เอื้ออำนวยต่อการจับกุมผู้กระทำผิดดำเนินคดีในทันทีซ้ำยังก่อให้เกิดการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น ผู้บัญชาการเหตุการณ์ จึงต้องดำเนินการพิจารณาจัดตั้งห้องปฏิบัติในการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อสั่งการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ตลอดจนการอำนวยการแฝงตัวเพื่อหาข่าวตลอดจนจัดให้มีการจัดเก็บพยานหลักฐานในการดำเนินคดีเมื่อสถานการณ์เหมาะสมในภายหลังได้โดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่บันทึกภาพและเสียงคำปราศรัย ตลอดจนพฤติการณ์ต่าง ๆในระหว่างการชุมนุม โดยการบันทึกข้อเท็จจริงให้ต่อเนื่องโดยไม่ตัดต่อเท่าที่จะทำได้รวมถึงการจัดให้มีการประชาสัมพันธ์หรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation) เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบและเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชุมนุมและแนวทางปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

๓.๒การแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนและการรวบรวบพยานหลักฐาน ให้ดำเนินการเมื่อพิจารณาเห็นว่าการดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนท้องที่ไม่สามารถดำเนินการได้ โดยให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนระดับบก. บช. หรือ เสนอให้ ตร. แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน (รายละเอียดปรากฏตามคู่มือ หน้า ๕๒ – ๕๖)

๓.๓การจับกุมและการควบคุม เมื่อมีการจับกุมผู้กระทำผิดแล้วให้พิจารณาความเหมาะสมในการจัดหาสถานที่ควบคุมตัวผู้กระทำผิดให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและขีดความสามารถในการป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายจากการจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้ ซึ่งปกติจะควบคุมที่สถานีตำรวจแห่งท้องที่นั้นแต่ถ้าพิจารณาแล้วการควบคุมตัวจะทำให้เกิดความความไม่ปลอดภัยหรือผู้ต้องหามีจำนวนมาก ก็ให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนดำเนินการประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อใช้สถานที่อื่นในการควบคุมตัวผู้กระทำผิดเป็นการชั่วคราวได้ ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.ระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๖ บทที่ ๒ ข้อ ๑๓๙ (รายละเอียดปรากฏตาม คู่มือ หน้า ๕๖ – ๕๗ )

๓.๔การสรุปสำนวนการสอบสวน การทำความเห็นทางคดี และ สืบพยานล่วงหน้าเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐอำนาจการสั่งคดีเป็นของ ผบ.ตร. จึงให้ให้หัวหน้าพนักงานสอบสวน สรุปมีความเห็นเสนอผบ.ตร. ต่อไป ในกรณีที่จำเป็นต้องคุ้มครองพยานหรือสืบพยานไว้ล่วงหน้าเนื่องจากพยานมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศหรือทางคดีมีลักษณะยุ่งยากหรือจะมีการทำลายพยานหลักฐาน หรือข่มขู่พยาน ก็ให้พนักงานสอบสวนประสานงานยังพนักงานอัยการเพื่อพยานไว้ล่วงหน้าและให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนติดตามผลคดีอย่างต่อเนื่อง ( รายละเอียดปรากฏตาม คู่มือ หน้า ๕๗-๕๘)

๔.ในกรณีที่จะต้องมีการใช้กำลังเพื่อยุติการชุมนุม ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ประเมินสถานการณ์และสั่งให้มีการปฏิบัติตามขั้นตอนการของการใช้กฎการใช้กำลังโดยเคร่งครัดซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีไป โดยอาจจะสรุปขั้นตอนได้ ดังนี้

๔.๑การเจรจา และขอความร่วมมือให้ชุมนุมโดยสงบ และไม่กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งจะเรียกว่า“แนวเจรจาขั้นสุดท้าย”

๔.๒ประชาสัมพันธ์ และแจ้งเตือนให้ทราบขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ทุกขั้นตอน โดยการใช้เครื่องขยายเสียงและป้ายคำเตือนประกอบการใช้เครื่องขยายเสียงนั้น โดยจัดทำป้ายประกาศต่อผู้ชุมนุมและบันทึกภาพและเสียงประกอบกันไว้ เช่น โปรดชุมนุมโดยสงบ,การปิดเส้นทางจราจร ถือว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ, การปิดกั้นหรือกระทำการขัดขวางการเข้าออกสถานที่ราชการถือเป็นการชุมนุมไม่สงบ, ห้ามผู้ชุมนุมรุกล้ำเข้าไปในสถานที่ราชการ, หากรุกล้ำเข้าสถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องใช้มาตรการเพื่อยุติการยุติการชุมนุม ฯลฯ  , เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะใช้มาตรการ ดังนี้ ......”

๔.๓เมื่อได้แจ้งเตือน ภายหลังขั้นตอน “แนวเจรจาขั้นสุดท้าย” แล้ว อาจจะการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องยึดหลักว่า การใช้กำลังจะต้อง “กระทำเพื่อป้องกันตนเองหรือบุคคลอื่นตามสมควรและได้หลักสัดส่วนของภยันตรายเท่านั้น” โดยแถวแนวของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องห่างจากแนวผู้ชุมนุมไม่น้อยกว่า ๒๕ เมตรเพื่อให้เป็นไปตามระยะปลอดภัยในการใช้สารเคมีภัณฑ์ เช่น แก๊สน้ำตา ส่วนการใช้อาวุธปืนในการป้องกันตนเองนั้นให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันตนเองหรือบุคคลอื่นแต่เฉพาะภยันตรายที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิตและใกล้จะถึงเท่านั้น และในการยิงด้วยอาวุธปืนจะต้องยิงในจุดที่ไม่ทำให้ผู้ชุมนุมอาจเสียชีวิตได้เท่านั้น

ก่อนการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องประกาศให้ยุติการชุมนุม มิฉะนั้นจะเป็นความผิดตาม ป.อาญามาตรา ๒๑๖ และ จะมีการใช้กำลังในการยุติการชุมนุมต่อไป สำหรับการใช้กำลังจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

(๑)การแสดงกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยการจัดรูปขบวนประกอบโล่และกระบอง ต่อผู้ชุมนุม

(๒) การใช้คำสั่งเตือนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยการประกาศและป้ายข้อความประกอบกัน

(๓)การใช้มือเปล่าจับกุม หรือมือเปล่าจับล็อกบังคับ

(๔)การใช้เครื่องพันธนาการ ปืนยิงตาข่าย

(๕)การใช้คลื่นเสียง ซึ่งจะต้องเปิดดังไม่เกิน ๑๖๐ เดซิเบลเพื่อมิให้เกิดอันตรายเกินสมควร

(๖)การใช้น้ำฉีด โดยการฉีดลงพื้น หรือฉีดใส่ตัวผู้ชุมนุมแต่จะต้องระมัดระวังมิให้ฉีดในบริเวณที่บอบบางของร่างกาย เช่น ดวงตา เป็นต้น

(๗) การใช้อุปกรณ์เคมี เช่น แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไท ทั้งนี้การใช้แก๊สน้ำตา จะต้องเริ่มจากปริมาณน้อย เพื่อให้ผู้ชุมนุมแตกกระจายตัวออกจากกันแล้วจึงเริ่มใช้แก๊สน้ำตาในปริมาณมากขึ้น ทั้งนี้ การขว้างแก๊สน้ำตา จุดตกของแก๊สจะต้องห่างจากฝูงชนในกรณีที่เป็นที่คับแคบ อากาศไม่ถ่ายเท ไม่ควรใช้แก๊สน้ำตา และจะหลีกเลี่ยงไม่ขว้างใส่บุคคลโดยตรง

(๘)การใช้กระบอง หรืออุปกรณ์การตีซึ่งจะต้องไม่ตีในจุดสำคัญที่อาจทำให้ผู้ถูกตีเสียชีวิตได้

สำหรับรายละเอียดวิธีการปฏิบัตินั้นของกองบัญชาการ กองทัพภาคที่ ๑ กองทัพบก จะมีรายละเอียด ดังนี้

(๑)กฎการใช้กำลังของทหาร มี ๓ ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ๑) เจรจา ๒) แจ้งเตือน และ ๓)การใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก

(๒)มาตรการจากเบาไปหาหนัก เมื่อมีการชุมนุมไม่งบให้ดำเนินการ ๗ ขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก ได้แก่ ๑) การจัดรูปขบวนประกอบโล่ กระบอง ๒)การแจ้งเตือนผู้ชุมนุมให้ทราบถึงขึ้นตอนว่าจะมีการใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม ๓)การใช้โล่ผลักดันผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ ๔) การใช้คลื่นเสียงและการใช้น้ำฉีด ๕)การใช้อุปกรณ์เคมี หรือแก๊สน้ำตาชนิดขว้าง ๖) การใช้กระบอง และ ๗)การใช้กระสุนยางที่ยิงจากปืนลูกซอง

(๓)ขั้นตอนการใช้กำลัง จากข้อ (๒) ใน ๑) – ๔) เป็นอำนาจหน้าที่ของ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่จะต้องตัดสินใจ ส่วนการใช้มาตรการ ข้อ (๒) ใน ๕) – ๗)เป็นหน้าที่หน้าที่ของผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการใหญ่ ทั้งนี้เพื่อดำเนินการในแต่ละขั้นตอนเสร็จสิ้นลงจะต้องมีการแจ้งเตือนผู้ชุมนุมถึงขั้นตอนการปฏิบัติต่อไปทุกครั้ง

๕.กรณีที่สถานการณ์รุนแรง จนรัฐบาลประกาศสถานการณ์ความมั่นคงหรือสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วให้ถือปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับหลัก นิติรัฐและนิติธรรม สำหรับขั้นตอนการปฏิบัติเป็นไปตาม คู่มือ หน้า๒๖ – ๕๐

อนึ่งในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการใด ๆ ผู้บังคับบัญชาจะต้องคำนึงถึงหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนและหลักผลประโยชน์สาธารณะของรัฐโดยส่วนรวม การใช้มาตรการใด ๆ ตามกฎหมาย จึงจำต้องสอดคล้องกับหลักความชอบด้วยกฎหมายหลักสัดส่วน และหลักความรุนแรงน้อยที่สุดที่มาตรการดังกล่าวยังสามารถทำให้รักษาผลประโยชน์สาธารณะของรัฐไว้ได้ มาตรการต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นจึงเป็นเพียงแนวทางในการปฏิบัติซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบในการดำเนินการให้สอคล้องกับสถานการณ์ตามข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีโดยผู้บัญชาการเหตุการณ์จะต้องประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและสั่งการให้ใช้มาตรการที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป ทั้งนี้ ปฏิบัติอื่น ๆ ให้ยึดถือตามนโยบายรัฐบาล คู่มือ และคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย 




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2555    
Last Update : 8 สิงหาคม 2555 8:47:17 น.
Counter : 1275 Pageviews.  

การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสหรัฐอเมริกา

พ.ต.ท.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ



1.หลักประกันทางกฎหมายในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

สหรัฐอเมริกา ให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิด (Freedom of Expression) อย่างจริงจัง โดยได้มีการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือ The First Amendment ซึ่งมิให้รัฐตรากฎหมายใด ๆ ในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิด เสรีภาพในการตีพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์ หรือ สิทธิในการชุมนุม และ การเรียกร้องให้รัฐบาลในการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยเหตุนี้ การจำกัดเสรีภาพดังกล่าว จึงไม่อาจกระทำได้ บนปรัชญาการปกครองระบอบประชาธิปไตย และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารโดยเสรีในลักษณะ Free Market of Information ซึ่งจะทำให้สังคมได้รับรู้ความจริงและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย องค์กรศาลได้พัฒนามาตรการเพื่อให้เป็นไปตาม The First Amendment โดยย่อดังนี้ หากเป็นการแสดงออกซึ่งความเห็นที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐอาจจะกระทำได้เพียงการกำหนดวิธีการ เวลา หรือ สถานที่ในการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ( เรียกข้อกำหนดดังกล่าวว่า Content-neutral regulation ) ส่วนกฎเกณฑ์ที่ประสงค์จะห้ามหรือจำกัดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาสาระ ( เรียกข้อกำหนดนี้ว่า Content-based regulation) ศาลจะพิจารณาว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวนั้นด้วยมาตรฐานที่เข้มข้น (Strict scrutiny) ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญตามหลัก First Amendment หรือไม่ ซึ่งโดยปกติศาลจะวินิจฉัยว่า กฎเกณฑ์ของรัฐที่จำกัด Content-Based ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในขณะที่เป็นกฎที่จัดระเบียบการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเวลา (Time) สถานที่ (Place) หรือ วิธีการ (Manner) ในลักษณะ Content-neutral ที่ไม่ได้มีผลเป็นการห้ามการแสดงความคิดเห็น ศาลจะพิจารณาตามหลัก Rationale standard กล่าวคือ พิจารณาว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าว มีเหตุผลที่ดีเพียงพอหรือไม่ หากผ่านมาตรฐานดังกล่าว กฎเกณฑ์ดังกล่าวก็จะชอบด้วยหลัก First Amendment

2. ข้อยกเว้นเกี่ยวกับหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ในสหรัฐอเมริกา ได้แบ่งประเภทของถ้อยคำ (Speech / Expression) เป็นสองประเภท ได้แก่ การแสดงออกซึ่งความเห็นที่ไม่ได้รับคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเลย ตัวอย่างเช่น ถ้อยคำที่มีลักษณะสื่อทางเพศลามกอนาจาร (obscenity) การแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยการหลอกลวง (fraudulent misrepresentation) การใส่ความให้ร้าย (defamation) การสนับสนุนหรือยุยงให้มีการกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง (advocacy of imminent lawless) และ ถ้อยคำที่ยั่วยุให้มีการต่อสู้หรือทำร้ายกัน (fighting words) รวมถึงกรณีที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองมิให้มีการกระทำผิดต่อเด็กหรือเยาวชน หรือ โพสต์ในอินเตอร์เนต เป็นต้น

ประเภทที่สอง ได้แก่ ถ้อยคำที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หากรัฐประสงค์ที่จะกำหนดระเบียบหรือกฎเกณฑ์ในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวแล้ว ย่อมถือเป็นการจำกัดและควบคุมการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นในเนื้อหานั้นโดยตรง (content-based) อันถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ

สำหรับในกรณีแรก เป็นกรณีที่ถ้อยคำที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนั้น จะมีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพใน 2 ลักษณะ ได้แก่ การจำกัดเนื้อหาที่จะแสดงออก และ การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็น ในกรณีที่รัฐตรากฎเกณฑ์ในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยตรง จะเข้าข้อสันนิษฐานว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เว้นแต่ รัฐจะพิสูจน์ให้ศาลเชื่อตามมาตรฐานขั้นสูงสุด (Strict scrutiny) ว่ามาตรการดังกล่าวเข้าองค์ประกอบ 3 ประการ ดังนี้

1.มาตรการนั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์อันจำเป็นอย่างยิ่งของรัฐ (Compelling government objective)

2. มาตรการนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็น (Necessary) ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ และ

3. มาตรการนั้น เป็นวิธีการที่รุนแรงน้อยที่สุด และแคบที่สุด (Narrowly as possible to achieve that objective) กล่าวคือ ไม่มีช่องทางอื่นที่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว

หากรัฐสามารถพิสูจน์ได้ครบองค์ประกอบทั้งสามประการข้างต้น ก็จะถือได้ว่ามาตรการดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ในกรณีที่รัฐประสงค์จะออกกฎเกณฑ์ทั่วไปที่เป็นเพียงการจัดระเบียบเกี่ยวกับวิธีการแสดงความคิดเห็น เวลา หรือ สถานที่ ในลักษณะเป็น Content-neutral รัฐจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า มาตรการที่ใช้ดังกล่าวนั้น ครบองค์ประกอบ 3 ประการ ดังนี้

1.กฎเกณฑ์นั้น เพื่อคุ้มครองประโยชน์อันสำคัญของรัฐ (Significant governmental interest)

2. เป็นวิธีการที่รุนแรงน้อยที่สุด (Narrowly tailored to serve that governmental interest) และ

3. ต้องมีทางเลือกอื่นในการแสดงความคิดเห็น (Alternative channels) ให้แก่ประชาชน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่ใช่การจำกัดเนื้อหาของคำพูดดังกล่าวแล้ว ศาลจะพิจารณาไม่เข้มข้นมากนัก ซึ่งถ้ารัฐบาลพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอตามหลัก Rationale standard แล้ว ศาลก็จะถือว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ในกรณีที่รัฐได้ตรากฎเกณฑ์ในการควบคุมการแสดงความคิดเห็นใด ๆ นอกจากจะต้องผ่านมาตรฐาน Judicial review ข้างต้นแล้ว กฎเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องไม่มีลักษณะที่มีผลบังคับใช้กว้างขวางเกินสมควร (Overbreadth) และจะต้องไม่มีลักษณะที่คลุมเครือ (Vagueness)

3.หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสื่อออนไลน์

ในสหรัฐอเมริกานั้น สื่อสารมวลชน (media) จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐไม่อาจจะกำหนดข้อปฏิบัติต่อสื่อสารมวลชนในทางไม่ชอบธรรมได้ อันเป็นการยับยั้งใช้ในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว (Chilling effect) รวมถึงการยับยั้ง หรือ ตรวจสอบการพิมพ์ก่อนจัดพิมพ์ (Prior restraints) โดยมีกฎหมายพิเศษในการควบคุมสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับภาพโป๊ หรือความมั่นคงของรัฐ ได้แก่

1.กฎหมายที่ว่าด้วยการสื่อสาร หรือ The Communications Act of 1934 แก้ไข 1996, 2003

Telecommunication Act ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 501, 502, 507 และ มาตรา 509 หรือ Communication Decency Act ( CDA ) ได้มีบทบัญญัติคุ้มครองเด็กฯ เช่น มาตรา 502 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสิ่งลามกอนาจาร หรือ การรบกวนรังควานโดยใช้เครื่องมือสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ( Obscene or Harrasing use of telecommunications facilities under the Communications Act of 1934) มาตรา 507 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสิ่งลามกอนาจาร ซึ่งกระทำโดยใช้คอมพิวเตอร์ (Clarification of current laws regarding communication of obscene materials through the use of computer) และ มาตรา 509 ว่าด้วยอำนาจในการจัดการการสื่อสารในโลกออนไลน์ ของสมาชิกในครอบครัว ( Online Family Empowerment) ผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว จะต้องระวางโทษในลักษณะเดียวกัน คือ ปรับและจำคุกไม่เกิน 2 ปี เว้นแต่เป็นผู้ให้แก่ผู้ให้บริการทางอินเตอร์เนต สำหรับบทกำหนดโทษ ได้แก่ โทษปรับไม่เกิน 50,000 เหรียญ หรือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น

2.กฎหมายว่าด้วย Child Pornography Prevention Act of 1996 (CPPA)

CPPA มาตรา 2256(8)(B) นั้น ห้ามการกระทำการใด ๆ ในลักษณะ ภาพเสมือนจริง (Visual depiction) ไม่ว่าจะสร้างขึ้นโดยวิธีการใด กล่าวคือ หากภาพดังกล่าวมีลักษณะเป็นภาพที่เด็กหรือผู้เยาว์กำลังกระทำการทางเพศ (engaging in sexually explicit conduct) มาตรา 2258(2) ห้ามการผลิตภาพยนตร์โป๊ โดยเจตนาที่จะให้เห็นว่าเป็นภาพเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้แสดงเพื่อชักชวนหรือกระตุ้นในความต้องการทางเพศ หรือร่วมเพศ มาตรา 2256(8)(D) ห้ามการโฆษณาโดยใช้ภาพเด็กในการโฆษณาวัตถุลามกอนาจาร

3.กฎหมายว่าด้วย Children’s Online Protection Act

กฎหมายนี้ กำหนดโทษทางอาญา สำหรับกรณีที่มีการเสนอเนื้อหาผ่านระบบออนไลน์ โดยเสนอหรือโพสต์ไว้บนเวปไซต์เพื่อการค้า หากเนื้อหานั้นมีลักษณะไม่เหมาะสม หรือ offensive ต่อเด็ก นอกจากนี้ ยังมี Children’s Internet Protection Act ซึ่งกำหนดให้โรงเรียน และห้องสมุดจะต้องใช้มาตรการในการป้องกัน หรือตรวจสอบ (Filters) มิให้มีการกระทำผิดตามกฎหมายนี้

4.กฎหมายว่าด้วย Protect Act of 2003

กฎหมายนี้ ห้ามหลอกลวงเกี่ยวกับชื่อเวปไซต์นั้น โดยกำหนดให้เป็นความผิด หากมีการใช้ชื่อ Domain name เพื่อเป็นการหลอกลวงให้บุคคล ใด ๆ เข้าไปในเวปไซต์นั้น เพื่อเข้าไปดูภาพลามกอนาจาร หรือ เป็นการหลอกลวงเด็กให้เข้าไปในเวปไซต์ โดยเนื้อหานั้นเป็นอันตรายต่อเด็ก

5.กฎหมายว่าด้วย Adam Walsh Child Protection and Safety Act of 2006

กฎหมายนี้ ได้ห้ามการกระทำการซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำ หรือ ภาพดิจิตอล เพื่อหลอกลวงผู้อื่น ในการเข้าไปดูภาพลามก หรือ หลอกลวงเด็กเพื่อเข้าไปดูวัตถุหรือสื่อที่เป็นอันตรายต่อเด็ก

6.กฎหมายว่าด้วย Stored Communications Act

กฎหมาย นี้ ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกหมายเรียกข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์ออนไลน์ได้ ดังนั้น ชื่อบัญชีและรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และ การใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งรวมถึง Internet Protocol address จะต้องถูกเก็บบันทึกไว้ และ จะต้องส่งมอบให้เจ้าหน้าที่เมื่อได้รับการร้องขอ

7.กฎหมายว่าด้วย Communications Assistance for Law Enforcement Act of 1994

กฎหมายนี้ ให้พัฒนาการดักฟัและเข้าถึงข้อมูล (Interception technologies) และ บังคับให้ service providers จะต้องสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ใช้บริการให้สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว

8. กฎหมายว่าด้วย USA PATRIOT Act

กฎหมายนี้ USA PATRIOT Act 2001 ที่ให้อำนาจแก่หน่วยงานความมั่นคงของรัฐ รวมถึง FBI สามารถใช้เทคโนโลยี ในการเฝ้าระวังระบบอีเมลล์ และ เข้าถึงข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้ ในกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายต่อผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

9.กฎหมายว่าด้วย SPAM

CAN-SPAM Act of 2003 โดยกำหนดให้บริษัทหรือผู้โฆษณาจะต้องแสดงข้อความชัดเจนเพียงพอให้ทราบอีเมลล์ที่ส่งไปเป็นโฆษณา โดยจะต้องมีคำว่า ADV อย่างชัดเจน
4.นโยบายของรัฐในการการควบคุมเนื้อหาบนโลกอินเตอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา จะมีการควบคุมเสรีภาพบนโลกออนไลน์ 2 ลักษณะ ได้แก่ กรณีที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สำหรับเด็ก และ ความมั่นคงของรัฐ ซึ่งอาจจะมีการดำเนินการหลายวิธี เช่น การกลั่นกรองตรวจสอบการใช้อินเตอร์เน็ต (Filter) หรือ การปิดกั้น (Block) รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลเวปไซต์ที่ผู้ใช้บริการได้ใช้บริการในกรณีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ เป็นต้น เช่น ตามกฎหมาย Children’s Internet Protection Act กำหนดเงื่อนไขให้แก่โรงเรียนและห้องสมุด จะต้องพัฒนาให้ระบบอินเตอร์เนตนั้นปลอดภัยสำหรับเยาวชนและเด็ก โดยโรงเรียนและห้องสมุดจะต้องมีระบบป้องกัน หรือ ระบบ Filter ในระบบอินเตอร์ที่เชื่อมต่อของโรงเรียนหรือห้องสมุดนั้น และ กฎหมาย Child Online Protection Act (COPA) ก็ยังได้กำหนดให้ผู้ให้บริการทางอินเตอร์ หรือ ISPs จะต้องมีการแจ้งแก่ผู้รับบริการว่า มีการติดตั้งระบบ software ในการกลั่นกรองข้อมูลนั้น ผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต ก็เห็นพ้องด้วย และ ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลในการปิดกั้น Child Pornography ด้วยเช่นกัน

กรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐประสงค์จะได้ข้อมูลบางประเภท เช่น Account records และ Subscriber information หรือ ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อผู้สมัครใช้อีเมลล์ และรายละเอียดข้อมูล จากบริษัทผู้ให้บริการทางอินเตอร์ หรือ Internet Service Provider กรณีนี้ รัฐบาลได้ตรารัฐบัญญัติชื่อว่า Stored Communications Act ( 18 U.S.C.§§ 2701-2712 ) ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกหมายเรียกข้อมูลดังกล่าวได้ ดังนั้น ชื่อบัญชีและรายละเอียดข้อมูลดังกล่าว จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม Fourth Amendment ซึ่งรวมถึง Internet Protocol address ที่ใช้ในการสนับสนุนการสนทนาหรือสื่อสาร

ในด้านความมั่นคง รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ดำเนินการมาตรการที่ดูเสมือนว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างมาก ได้แก่ การใช้มาตรการตรวจสอบทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Surveillance Laws) โดยเฉพาะในยุค Digital Age สภาคองเกรส ได้ตรากฎหมาย ในปี ค.ศ.1994 ที่เรียกว่า Communications Assistance for Law Enforcement Act ซึ่งได้มีการพัฒนาระบบการดักฟังและเข้าถึงข้อมูล หรือ Interception technologies และ บังคับให้ service providers จะต้องสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ใช้บริการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ National Security Agency (NSA) ยังได้มีการใช้เทคโนโลยี Internet spy เป็นต้นว่า "Carnivore" ซึ่งทำให้ FBI มีความสามารถในการตรวจสอบ ดักฟัง และ วิเคราะห์ระบบอีเมลล์ได้จำนวนมหาศาล ทั้งผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย และบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่อาจจะเข้าถึงข้อมูลของเอกชนได้ตามอำเภอใจ โดยกฎหมาย Privacy Protection Act of 1980 ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่าการค้นจะนำไปสู่การยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความคิด เช่น การตีพิมพ์ หรือ การโพสต์ข้อความหรือบทความใน World Wide Web เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องปฏิบัติตาม Privacy Protection Act (PPA) (42 U.S.C. §2000aa) โดยจะต้องขอรับความเห็นชอบจากผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ( Deputy Assistant Attorney General ) แผนกคดีอาญา และ The Computer Crime and Intellectual Property Search (CCIPS) ซึ่งเป็นฝ่ายวิเคราะห์และสนับสนุนข้อมูลที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ของกระทรวงยุติธรรมก่อนเสมอ เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ก็ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถใช้หมายเรียกเพื่อขอพยานหลักฐานจากสำนักพิมพ์ หรือ บุคคลที่มีลักษณะเดียวกัน เช่น Internet-based journal, publisher of role-playing gamesได้ โดยจะต้องละเว้นจากการค้นหากไม่จำเป็น

5.ปฎิกริยาจากสังคมอเมริกัน

จากข้อเท็จจริงที่มีการพัฒนาระบบการดักฟังโดย National Security Agency (NSA) และ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ที่มีการใช้ เทคโนโลยี Internet spy เป็นต้นว่า "Carnivore" ซึ่งทำให้ FBI มีความสามารถในการตรวจสอบ ดักฟัง และ วิเคราะห์ระบบอีเมลล์ได้จำนวนมหาศาล ทั้งผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย และบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกัน ทำให้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการที่ฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างว่า เพื่อความปลอดภัยของชาติ จึงจำเป็นจะต้องทำการตรวจสอบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับการต่อต้านจากประชาชนชาวอเมริกันบางส่วน รวมถึง หน่วยงานเอกชนไม่แสวงกำไร เช่น American Civil Liberties Union ได้ดำเนินการรณรงค์เพื่อต่อต้านการละเมิดสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่รู้สึกว่ามาตรการที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้ในการป้องกันภัยจากการก่อการร้ายนั้น ไม่ว่าจะเป็นตรวจสอบเวปไซต์ หรือ อีเมลล์ ฯลฯ เป็นสิ่งที่เลวร้ายจนไม่อาจจะยอมรับได้ แต่ในสภาวะปกติทั่วไป รัฐบาลสหรัฐอเมริกา จะไม่ใช้วิธีการปิดกั้นเวปไซต์ (Blocking) ที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล แต่อาจจะมีการตรวจสอบเวปไซต์ หรือ การกลั่นกรองเวปไซต์ (Filtering) จะมีเฉพาะตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาพลามกอนาจาร หรือที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงจากภัยการก่อการร้าย ส่วนการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติของสาธารณะเท่านั้น รัฐบาลสหรัฐอเมริกา จึงไม่มีการใช้มาตรการที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติรัฐมาใช้เพื่อดำเนินการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างในทางการเมืองได้ แม้แต่ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงภายใน หรือ DOMESTIC SECURITY ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้ง HOMELAND SECURITY DEPARTMENT ขึ้นมา และมีการนิยามถึงอำนาจหน้าที่อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการดำเนินการกับการก่อการร้ายที่ก่อภยันตรายอย่างร้ายแรงขึ้นโดยบุคคลภายนอก หรือต่างชาติเป็นสำคัญ โดยการก่อการร้ายนั้น ได้ถูกนิยามไว้ว่า หมายถึง การดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำการที่เป็นภยันตรายต่อชีวิตมนุษย์ หรือ จะมีผลอย่างแน่แท้ในการทำลายสาธารณูปโภคหรือทรัพยากรสำคัญของชาติอย่างร้ายแรง และ เป็นการกระทำที่ละเมิดหรือขัดต่อกฎหมายอาญาของสหรัฐฯ และการกระทำดังกล่าวข้างต้น จะต้องปรากฏว่า เป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการข่มขู่หรือภัยคุกคามต่อพลเรือน หรือ ต้องการบังคับรัฐบาลโดยวิธีการเดียวกัน หรือ การกระทำที่เป็นการทำลายล้างอย่างร้ายแรง การลอบสังหาร หรือ การลักพาตัว ดังนั้น กฎหมายนี้ จึงไม่ได้ให้อำนาจใด ๆ แก่รัฐบาลในการใช้อำนาจพิเศษกระทำการใด ๆ ต่อประชาชนของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้พิจารณาถึง กฎหมายบริหารราชการในภาวะฉุกเฉินหรือ NATIONAL EMERGENCY MANAGEMENT นั้น ก็ได้มีการกำหนดนิยามไว้เกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้แก่ ภาวะภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีอำนาจเข้าไปแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัตินั้นเป็นสำคัญ โดยตามกฎหมายนี้ ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า Federal Emergency Management Agency หรือ FEMA ขึ้น โดยให้มีอำนาจในการระดมสรรพกำลังและทรัพยากรในการช่วยเหลือประชาชนเป็นสำคัญ





 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2553 17:30:33 น.
Counter : 4909 Pageviews.  

การจำกัดเสรีภาพในการพูด การคิด การเขียน ในประเทศจีน

หลักกฎหมายเกี่ยวกับ Internet Censorship ในประเทศจีน
พ.ต.ท.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ


บทคัดย่อ (Abstract)



ประเทศจีนมีความเข้มงวดในการควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างเข้มข้นที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประเทศจีนอยู่ในลำดับที่ 168 จาก 175 ประเทศ และมีสื่อสารมวลชนถูกฆาตรกรรม 1 ราย และถูกลงโทษจำคุก อันเนื่องมาจากการเสนอความคิดเห็น จำนวน 30 ราย และ นักเขียนออนไลน์ หรือ Netizens ที่ถูกจำคุกรวม 76 ราย นับแต่ปี ค.ศ.1999 เป็นต้นมา ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ควบคุมการแสดงความคิดในทุกรูปแบบทั้งบนสื่อทั่วไป การแจกจ่ายใบปลิว หรือ แบบออนไลน์ ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่การปกครองของ Xingjiang Uyghur Autonomous Region (XURA) ทางการจีนได้จับกุมคุมขังผู้ที่แสดงความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลจีนอย่างเข้มข้น เช่น ในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 2008 ทางการ XURA ได้จับกุมนาย Miradil Yasin กับนาย Mutellip Teyip ที่แจกใบปลิวในบริเวณมหาวิทยาลัย Xinjiang เพื่อชักชวนให้นักศึกษาร่วมรณรงค์ต่อต้านการขายสูบบุหรี่และสุราในเขตมหาวิทยาลัย แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าการกระทำของผู้ถูกจับทั้งสองคน เป็นการปลุกเร้าให้นักศึกษาก่อความไม่สงบเรียบร้อยบนถนนหนทาง เป็นต้น

ด้านการเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ รัฐบาลจีนได้ปิดกั้นการเข้าถึงเวปไซต์ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคมอย่างเข้มข้น เช่น กรณี ดาไล ลามะ (Dalai Lama) การสลายการชุมนุมที่จัตุรัส เทียนอันเหมิน (Tienanmen Square) หรือ แนวคิดทางศาสนาของลัทธิ ฝ่าหลุนกง (Falun Gong) โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อปกป้องสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชนของชาวจีน โดยมีนักวิชาการและปัญญาชนเข้าร่วมลงชื่อออนไลน์ในเอกสาร Charter 08 ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2008 ในวาระครบ 60 ปีของการปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ( Universal Declaration of Human Rights) และ มีประชาชนกว่า 9,700 คน ร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้องดังกล่าว ในเดือนตุลาคม ค.ศ.2009 รัฐบาลจีน ได้ทำการจับกุมนาย Liu Xiaobo นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังผู้ร่วมลงชื่อในเอกสารดังกล่าว โดยทางการจีนได้ติดตั้งระบบตรวจสอบและดักฟังที่บ้านของนาย Liu Xiaobo ภายหลังถูกจับกุมแล้ว เขาถูกปฏิเสธสิทธิในการมีทนายความ รวมถึงไม่ยินยอมให้ญาติของเขาเยี่ยม โดยควบคุมตัวเขาไว้เกินกว่า 6 เดือน โดยไม่มีการฟ้องร้องคดีเขาแต่ประการใด แต่ได้กักขังตัวเขาไว้ในบ้านโดยมีการติดตั้งระบบเฝ้าดูและดักฟังเขาตลอดเวลา จนกระทั่งวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ.2009 ได้นำตัวนาย Liu Xiaobo ไปฟ้องร้องในข้อหายุยงส่งเสริมให้ประชาชนล้มล้างการปกครองของรัฐบาลจีน (Inciting subversion) โดยการเผยแพร่ข้อความอันเป็นข่าวลือ และ ให้ร้ายรัฐบาลจีน โดยไม่ยินยอมให้มีทนายแก้ต่าง โดยให้เหตุผลว่าทนายความของเขา คือ Mo Shaoping ได้ลงชื่อใน Charter 08 ด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุด ศาลได้ตัดสินให้จำคุกนาย Liu Xiaobo ตามข้อกล่าวหา เป็นเวลา 11 ปี
ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ.2009 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของประเทศจีน ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ กับสื่อสารมวลชนต่างประเทศ และ องค์กรเอกชน (NGO) ตั้งแต่การประสานงานที่ใกล้ชิด ตักเตือน ไปจนถึงการออกหมายเรียก และ การข่มขู่ หรือ การติดตามรังควานสื่อมวลชนกว่า 100 คนที่ลงชื่อในหนังสือเรียกร้อง Charter 08 ดังกล่าว และสื่อสารมวลชนทั่วไป รวมถึงนักสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะบุคคลที่มีการจัดทำสำเนา Charter 08 เผยแพร่ต่อสาธารณะ จะถูกเฝ้าตรวจและดักฟัง (residential surveillance) ในที่อยู่อาศัยของเขาเองด้วย




รัฐบาลจีน ได้ดำเนินการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารออนไลน์อย่างเป็นระบบตั้งแต่ กำหนดให้มีใบอนุญาตการประกอบกิจการสื่อมวลชนที่ยุ่งยากสลับซับซ้อน การการกลั่นกรอง (Filtering) และปิดกั้น (Blocking) เวปไซต์ต่าง ๆ ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่กำหนดนโยบาย ในระดับของ Internet Service Provider (ISP) ซึ่งปัจจุบันจีน มีระบบเครือข่ายใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ CSTNet, ChinaNet, CERNet และ CHINAGBN ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมระบบการให้บริการทางอินเตอร์เน็ตทั้งระบบ เพื่อควบคุมผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตกว่า 3,000 บริษัท ที่ได้รับสัมปทานจากระบบเครือข่ายดังกล่าวอีกทอดหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ
รัฐบาลจีน ยังได้จัดตั้งสมาคมอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศจีน (The Government-connected Internet Society) เพื่อให้ผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตซึ่งจะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลให้ยอมรับเงื่อนไขในการตรวจสอบและปิดกั้นเนื้อหาที่รัฐบาลจีนเห็นว่าไม่เหมาะสม รวมถึงการกำหนดให้ผู้เขียนหรือสร้างเนื้อหาบนเวปไซต์ มีหน้าที่ต้องทำการตรวจสอบและละเว้นการเผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสมด้วย (Self-filtering) รัฐบาล โดย State Council ได้พัฒนาระบบ Golden Shield ในปี ค.ศ. 1993 ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็น Great Firewall of China ในปี ค.ศ.2000 เพื่อปิดกั้นเวปไซต์ พร้อมกับดำเนินคดีอาญาอย่างจริงจัง ให้เพื่อยับยั้งมิให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น (Chilling effect) ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น หากมีการเสนอความเห็นที่เกี่ยวกับกรณีการสลายการชุมนุมที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ค.ศ. 1993 หรือเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ก็จะมีการดำเนินดคีกับที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจัง


รัฐบาลจีน ยังได้ใช้กฎหมายอาญาโดยผิดวัตถุประสงค์ในการห้ามการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เช่น ข้อหาหมิ่นประมาท (Defamation) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 246 เพื่อลงโทษผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือ การเปิดเผยข้อเท็จจริงที่รัฐบาลจริงไม่พึงประสงค์จะให้มีการเผยแพร่ โดยกล่าวหาว่าการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เป็นการสร้างความเข้าใจผิด หรือให้ร้ายรัฐบาล เพื่อมีวัตถุประสงค์ล้มล้างรัฐบาล โดยตั้งแต่ปี ค.ศ.2009 เป็นต้นมา โดยในกรณีที่รัฐบาลจีนเห็นว่าการวิพากษ์รัฐบาล หากเห็นว่าการหมิ่นประมาทนั้นจะก่อให้เกิดภยันตรายต่อผลประโยชน์ของรัฐ ก็สามารถดำเนินคดีได้เองโดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 249 ได้โดยลำพัง


การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยรัฐบาลจีน ด้วยการสร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ การผูกขาดการให้บริการต่อเชื่อมระบบอินเตอร์เน็ตโดยรัฐบาลเอง และ การใช้ระบบซอฟแวร์เพื่อตรวจสอบและป้องกันการแสดงความคิดเห็นที่ไม่พึงประสงค์ การสร้างความเชื่อ (Propaganda) ที่สนับสนุนนโยบายของรัฐ การจ้างประชาชนเข้าโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นหักล้างกับผู้โจมตีรัฐบาล การปิดเวปไซต์ และ การดำเนินคดีกับผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยหน่วยงาน Office of Information ซึ่งมี Bureau Five และ Bureau Nine ในการสร้างความเชื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ตลอดจนการการใช้ระบบใบอนุญาตควบคุมบริษัทหรือองค์กรต่างประเทศ หากไม่ปฏิบัติตามก็จะไม่ได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจในประเทศจีนอีก ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลจีน พิจารณาข่าวสารเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลจีนและพรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนอินเตอร์เน็ต ก็ควรจะเป็นเครื่องมือในการสร้างความบันเทิงเท่านั้น ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับการการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสร้างความไม่สงบแก่สังคมและผลประโยชน์ของรัฐบาลจีน อันรวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย รัฐบาลจึงใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบและปิดกั้นการเผยแพร่ความคิดเห็นใด ๆ ของประชาชน โดยเฉพาะสื่อสารมวลชนของต่างประเทศ แม้กระทั่งภาพยนตร์ และ สื่อมวลชนทางเลือก ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twiiter รวมถึง Search Engine ของเวปไซต์ต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศจีน พิจารณาเห็นว่า ความมั่นคงปลอดภัยของสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จึงทำให้มีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และ มีการใช้อำนาจทางกฎหมายที่ผิดมาโดยตลอดเช่นกัน โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในขณะเดียวกันระบบการตรวจสอบกฎหมายก็มีแนวโน้มลดลงไปหรือไม่มี ขาดความโปร่งใสในกระบวนการดังกล่าว โดยศาลเองก็ไม่ได้มีบทบาทในการตีความกฎหมายและส่งเสริมเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเลย
กล่าวโดยรวม รัฐบาลจีน ได้ละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิด (Freedom of Expression) ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ตั้งแต่การตรวจสอบก่อน (Prior restraints) การขอใบอนุญาต (License) รวมถึงการใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ซึ่งเรียกว่า เป็นการใช้อำนาจแบบอ่อน (Soft power) โดยรัฐบาลจีนจะใช้มาตรการเฝ้าระวัง (watch dog) เกี่ยวกับการเสนอข่าวสารของนักเขียนและสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำหน้าที่ของสื่อมวลชนให้มีความจงรักภักดีต่อรัฐบาลจีนในฐานะที่เป็นนโยบายและมาตรฐานวิชาชีพที่สำคัญสูงสุดยิ่งยวดของสื่อมวลชนเลยทีเดียว ปัจจุบันรัฐบาลจีน ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการควบคุมโดยการเสนอข่าวผ่านระบบออนไลน์ให้รวดเร็วที่สุดเร็วกว่าสื่ออื่น ๆ เพื่อให้ข่าวของรัฐครอบคลุมและกำหนดทิศทางในการเสนอข่าวของสื่ออินเตอร์เน็ตอื่น ๆ การตติดตามรังควานสื่อมวลชน การลบข้อความที่วิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง และศาสนา รวมถึงการปิดกั้นเวปไซต์ด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำหนดให้ร้านค้าคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ดำเนินการติดตั้งซอฟแวร์หรือโปรแกรมในการตรวจสอบเนื้อหาของเวปไซต์ไว้เป็นการล่วงหน้า (Pre-installed censorship software) ซึ่งรัฐบาลจะควบคุมและตรวจสอบการคอมพิวเตอร์ของปัจเจกชนตลอดเวลา รวมถึงการออกข้อกำหนดที่จะบังคับให้ปัจเจกชนในการแจ้งชื่อที่อยู่ที่แท้จริงในการเสนอข้อความหรือแสดงความคิดเห็นตามเวปไซต์ต่าง ๆ ด้วย อีกทั้ง ยังกำหนดหน้าที่ให้ผู้บริหารเวปไซต์ ทำหน้าที่ในการป้องกันเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นการละเมิดศีลธรรมบนอินเตอร์เน็ต เช่น ภาพโป๊ หรือ เนื้อหาที่มีหยาบโลน เป็นต้น




บทความนี้ ( เป็นบทย่อของเอกสารขนาดความยาว ๕๐ หน้า ) ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น และ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ปรากฏในรายละเอียด ดังนี้

1. หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ประเทศจีน ได้ให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไว้ทั้งตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1982 มาตร 35 รับรองเสรีภาพดังกล่าวไว้ว่า ประชาชนแห่งสาธารณะประชาชนจีน มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น เสรีภาพในการตีพิมพ์งานวิชาการ เสรีภาพในการรวมตัวกันเป็นสมาคม เดินขบวน และ การชุมนุม แต่มีกฎหมายลำดับรอง ๆ ลงไป กำหนดแนวทางที่เป็นอุปสรรคในการแสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย เช่น Regulations on the Administration of publishing ค.ศ. 2001 มาตรา 5 และ มาตรา 24 ได้กำหนดให้องค์กรของในทุกระดับจะต้องดำเนินมาตรการเพื่อให้หลักประกันการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นจริงในทางปฏิบัติ แต่การแสดงความเห็นที่ชอบด้วยกฎหมาย และ จะต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ตลอดจนจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อประโยชน์ของแผ่นดิน สังคม หรือ ส่วนรวม อีกทั้งยังจะต้องเคารพต่อนโยบายของรัฐ (national affairs) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมด้วย

ในกรณีที่เป็นการเสนอผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ งานวรรณกรรม และ วัฒนธรรม หากชอบด้วยกำหมาย ตามนัยยะที่พรรคคอมมิวนิสต์กำหนดไว้ ย่อมได้รับการปกป้อง และ ไม่อาจจะถูกแทรกแซงได้ ไม่อาจทำให้ล่าช้า หรือ การขัดขวางการเสนอความคิดเห็นดังกล่าว จากหลักกฎหมายดังกล่าว จึงทำให้การแสดงความคิดเห็นใด ๆ ถูกจำกัดไปทั้งหมดจนแทบไม่อาจแสดงความคิดเห็นได้

2. ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการใช้เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น เกี่ยวกับสื่อออนไลน์

ประเทศจีน ได้ตรากฎหมาย หรือ People Republic of China - PRC Domestic Laws and Regulations: Prior Restraints จำนวนมาก เช่น การรายการวิทยุ หรือ เสียงที่ถ่ายทอดผ่านระบบอินเตอร์เน็ตนั้น จะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เรียกว่า Measures on the Administration of Broadcasting Audio/ Visual Program over the Internet or Other Information Network ปี ค.ศ. 2003 ซึ่งกำหนดให้ผู้ใดก็ตามที่ประสงค์จะถ่ายภาพและเสียงผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จะได้รับอนุญาตจากหน่วยงานดังกล่าว State Administration of Radio, Film, and Television หรือ กรณีที่ผู้ที่จะให้บริการ Internet Cafes ปฏิบัติตาม Regulation on the Administration of Internet Access Service Business Establishments [Internet Cafes] ค.ศ.2002 ซึ่งจะต้องตรวจสอบ ลงทะเบียน และ จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มาใช้บริการร้านอินเตอร์เน็ต หรือ เอกสารอื่น ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมายของลูกค้าซึ่งมาใช้บริการออนไลน์ในสถานบริการของตนเอง โดยจะต้องจัดเก็บข้อมูลทั้งในด้านเนื้อสาระในการสื่อสารและข้อมูลผู้ใช้บริการ เป็นเวลาอย่างน้อย 60 วัน เพื่อให้หน่วยงานด้านวัฒนธรรมและความปลอดภัย (Cultural and Public Security Agency) ตรวจสอบว่ามีการกระทำใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อมูลที่เกี่ยวกับการลงทะเบียน และ ข้อมูลบันทึกต่าง ๆ จะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลง หรือทำลายระหว่างระยะเวลาดังกล่าว

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเผยแพร่งานเขียนบนอินเตอร์เน็ต จะต้องปฏิบัติตาม Interim Provisions on the Administration of Internet Publishing ค.ศ.2002 มาตรา 6 ที่กำหนดไว้ในเชิงป้องกันไว้ว่า ผู้ที่จะเผยแพร่งานทางอินเตอร์เน็ต จะต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น ส่วนการเผยแพร่เนื้อใด ๆ บนอินเตอร์เน็ต จะต้องไม่มีเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อเกียรติภูมิและประโยชน์ของรัฐ และห้ามมิให้มีการเผยแพร่ข่าวลือ, กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ และ สร้างความปั่นป่วนต่อเสถียรภาพของสังคม

นอกจากนี้ยังมี Provisions on the Administration of Internet Electronic Bulletin Board Service ค.ศ.2000 มาตรา 5 ผู้ให้บริการข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ( Operators of Internet Information Services) ซึ่งให้บริการเกี่ยวกับกระดานแสดงความคิดเห็นทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น จะต้องยื่นขออนุญาตเช่นกัน

3. แนวนโยบายของรัฐเกี่ยวกับการควบคุมการแสดงความคิดเห็นในประเทศจีน

รัฐบาลจีน มีแนวนโยบายที่จะควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลและการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน การเมือง และ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ อย่างเข้มงวด การเผยแพร่ข้อมูลใดจะต้องมีความถูกต้องตามทิศทางทางการเมือง มีความรับผิดชอบต่อสังคม และจะต้องสอดคล้องต่อนโยบาย และกฎระเบียบของพรรคคอมมิวนิสต์ รวมถึงกฎหมายของประเทศจีน เป็นสำคัญ โดยมีหลักการ และเครื่องมือในการควบคุม เช่น การเสนอข่าวสารใด ๆ จะต้องสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์ จะต้องไม่ปฏิเสธแนวคิดลัทธิ Marxism, Mao Zedong หรือทฤษฎี Deng Xiaoping หรือ การละเมิดข้อกำหนด หลักเกณฑ์ หรือ นโยบาย ของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยมีการนำ การนำกฎหมายพิเศษมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมการแสดงความคิด เช่น กฎหมายว่าด้วย National Security and State Secrets กฎหมายอาญา ว่าด้วยการการเผยแพร่ไขข่าว หรือ การเปิดเผยความลับของรัฐบาลจีน กฎหมายว่าด้วย State Security Law ค.ศ. 1993 ซึ่งมีข้อกำหนดอย่างกว้างขวางและคลุมเครือห้ามมิให้องค์กรหรือปัจเจกชน ก่อให้เกิดภยันตรายต่อความมั่นของประเทศจีน (มาตรา 4)

5. หน่วยงานและมาตรการของประเทศจีนในการตรวจสอบการแสดงความคิดของประชาชน

นอกจาก General Administration of Press and Publication (GAPP) เป็นหน่วยงานพิจารณาให้ใบอนุญาต (License) และ มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมสื่อสารมวลชนและอุตสาหกรรมการพิมพ์ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ เช่น The Central Propaganda Department (CPD) หรือ หน่วยงานสร้างความเชื่อและความศรัทธาต่อนโยบายของรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์ มีหน้าที่ในการควบคุมการปฏิบัติงานของ GAPP ให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าวอย่างใกล้ชิด The State Administration of Industry and Commerce มีหน้าควบคุมและดำเนินคดีกับสิ่งตีพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่ถือว่าผิดกฎหมายด้วย The State Council Information Office ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลและการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นบนสื่ออินเตอร์เน็ต และ สื่อทั่วไป ฯลฯ และ ส่วนองค์กรที่สำคัญที่สุด ได้แก่ องค์กรศาลของจีนเอง ที่หน้าที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในแผ่นดินจีน โดยศาลสูงสุดของจีน ก็พิพากษายอมรับว่า การตรวจสอบและปิดกั้น หรือ Censorship ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนชาวจีนในการเข้าถึงแนวคิดทางการเมืองของต่างประเทศ

บทสรุป

สำหรับการปิดกั้นของประเทศจีน ทางการจีนได้ใช้อำนาจอย่างเข้มข้นในการควบคุมการแสดงความคิดเห็นบนอินเตอร์เน็ต โดยดำเนินการหลายแนวทาง ตั้งแต่ การจูงใจเพื่อให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และ เวปไซต์ในประเทศจีน ให้ความร่วมมือในการเฝ้าระวังเนื้อหาในเวปไซต์ตลอดเวลา โดยจะต้องดำเนินการลบเนื้อหาที่ไม่พึงประสงค์ในเวปไซต์นั้น นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้ดำเนินการสร้างความเชื่อของสาธารณะโดยการจ่ายเงินเพื่อให้สร้างระบบกระดานข่าวหลายหมื่นแห่งเพื่อให้เสนอข่าวสารที่สนับสนุนรัฐบาล ควบคู่ไปกับมาตรการเกี่ยวกับการเฝ้าระวังการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 เป็นต้นมา รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการที่เข้มข้นในการติดตั้งโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ของเอกชนทุกราย ที่เรียกว่า "Green Dam-Youth Escort'' โดยโปรแกรมดังกล่าว สามารถเฝ้าระวังการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของทุกคนได้ตลอดเวลา แม้จะได้รับการต่อต้านอย่างมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่รัฐบาลก็ประกาศใช้มาตรการดังกล่าวอย่างไม่ลังเลเลย อันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ เดือนธันวาคม ค.ศ. 2008 ที่มีการลงชื่อทางอินเตอร์เน็ตเพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับประชาธิปไตย หรือ Charter 08 โดยปัญญาชนชาวจีน ที่เรียกร้องให้ยุติการผูกขาดการสืบอำนาจของคอมมิวนิสต์ ผลของการเผยแพร่ดังกล่าว นอกจากการดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่แล้ว ยังทำให้เวปไซต์จำนวนมากที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าว เช่น bulldog.com ถูกปิดตัวลงไปทันที

รัฐบาลจีนได้กำหนดยุทธศาสตร์ ในการปิดกั้นอย่างเข้มข้น เช่น การติดตั้งโปรแกรมการตรวจสอบและปิดกั้นเวปไซต์ในคอมพิวเตอร์ของปัจเจกชนทุกเครื่องที่ผลิตในประเทศจีน การตั้งหน่วยงานเพื่อดำเนินการตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ยังควบคุมโดยศูนย์จัดการระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศจีน ซึ่งมี 3 ศูนย์ใหญ่ด้วยกัน คือ ศูนย์ควบคุมที่ Beijing, Shanghai และ Guangzhou ประเทศจีนจึงสามารถจัดระบบการจราจร และปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยจีนไม่ค่อยจะเข้ามาควบคุมตรวจสอบเวปไซต์ของสำนักงานราชการต่างประเทศที่มาประจำในประเทศจีนมากนัก แต่ในทางตรงกันข้ามจะปิดกั้นอย่างเต็มที่ สำหรับเวปไซต์ข่าวสาร หรือ เอกชนอื่น ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาล ยังใช้วิธีการประสานงานใกล้ชิดทางโทรศัพท์เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของบริษัทเอกชนที่ให้บริการอินเตอร์เนตนั้น จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยพนักงานของบริษัทเอกชน จะต้องพยายามคาดการณ์เอาเองว่าจะต้องตรวจสอบและปิดกั้นอะไรบ้าง เนื่องจากรัฐจะมีการประเด็นการปิดกั้นและตรวจสอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ สำหรับหน่วยงานตรวจสอบอินเตอร์เน็ต (Internet monitoring and surveillance unit) มีอยู่ทั่วไปทุกเมืองในประเทศจีน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งองค์กรหน่วยตรวจสอบ เช่น Bureau Five, Bureau Nine เพื่อทำให้การปิดข้อมูลไปเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะองค์กรศาล ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องเสรีภาพของประชาชนเลย ศาลไม่ได้วิเคราะห์หรือไม่มีมาตรฐานในการพิจารณาเลยว่าสิ่งใดที่จำเลยได้กระทำไปในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแล้วถือว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติจีนหรือไม่ ไม่มีขอบเขตในการวิเคราะห์ข้อกล่าวหาว่าอะไรคือ เส้นแบ่งระหว่าง เสรีภาพในการแสดงความคิด และ ความมั่นคงของชาติ แต่กฎหมายของจีนรวมถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ห้ามการเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ ที่มีเนื้อหาซึ่งอาจจะกระทบต่อความมั่นคงหรือจะล้มล้างการปกครองของรัฐบาล หรือ ทำลายความจงรักภักดีและผลประโยชน์ของชาติ หรือ การยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติ และกลุ่มชาติพันธุ์ หรือเป็นการพูดให้ร้ายก่อให้เกิดความแตกแยก ภาพโป๊ลามกอนาจาร ความรุนแรง การก่อการร้าย และ ข้อมูลอื่น ๆ ซึ่งละเมิดต่อสิทธิของบุคคลอื่น แต่กฎเกณฑ์เหล่านั้น ไม่มีคำนิยามเกี่ยวกับแนวคิดหรือตัวอย่างหรือบรรทัดฐานที่แสดงให้เห็นว่าอะไรที่ถือว่าเข้ากฎเกณฑ์ต้องห้ามดังกล่าวเลย กฎหมายของจีนจึงเป็นการบัญญัติที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะกฎหมายที่ควบคุมอินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง ประชาชนทั่วไปไม่สามารถทราบได้เลยว่า เนื้อหาใดที่สามารถเผยแพร่ได้ ประชาชนจึงไม่อาจจะทราบได้เลยว่าเนื้อหาส่วนใหญ่จะกลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายไปในที่สุด จึงอาจกล่าวโดยสรุปว่า การรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญเป็นเพียงการรับรองในกระดาษที่ไม่มีการคุ้มครองที่แท้จริงแต่ประการใด





อ่าน ๆ แล้ว ไทยกับจีน ทำไม มันช่างเหมือนกัน โดยเฉพาะองค์กรศาลไทย ที่พิพากษาคดีได้อย่างน่าเกลียดน่ากลัว ไม่สมกับที่รับเงินเดือนจากประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตย ศาลไทยขาดจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตย และขาดจิตวิญญาณการรับใช้ประชาชนอย่างมาก น่าจะถึงเวลาปฏิรูปศาลไทยเสียที ....




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2553 14:07:09 น.
Counter : 1535 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.